← พุทธวจน ๕ เล่ม

เล่มที่ 5

พุทธประวัติจากพระโอษฐ์
606 หน้า
หน้า 5 T 5.0
ภาคนำ ข้อความให้เกิดความสนใจในพุทธประวัติ
หน้า 6 T 5.0
ภาคนำ มีเรื่อง :- โลกธาตุหนึ่งมีพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว - - การปรากฏของพระตถาคต มีได้ยาก - - โลกที่กำลังมัวเมา ก็ยังสนใจในธรรมของพระตถาคต - - การมีธรรมของพระตถาคตอยู่ในโลกคือความสุขของโลก - - พระตถาคตเกิดขึ้นเพื่อความสุขของโลก - - พระตถาคตเกิดขึ้นในโลก เพื่อแสดงแบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐแก่โลก - - พระตถาคตเกิดขึ้นแสดงธรรมเพื่อความรำงับ, ดับ, รู้ - - ธรรมชาติ ๓ อย่าง ทำให้พระองค์เกิดขึ้นเป็นประทีปของโลก - - ผู้เชื่อฟังพระตถาคต จะได้รับประโยชน์สุขสิ้นกาลนาน - - ทรงขนานนามพระองค์ว่า “พุทธะ” - - เรื่องย่อ ที่ควรทราบก่อน - - เรื่องสั้น ๆ ที่ควรทราบก่อน.
หน้า 7 T 5.0.1
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาคนำ ข้อความให้เกิดความสนใจในพระพุทธประวัติ _________________ โลกธาตุหนึ่ง มีพระพุทธเจ้าเพียงองค์เดียว ๑ อานนท์ ! ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะนั้น ย่อมรู้ว่า ข้อนี้มิใช่ ฐานะ ข้อนี้มิใช่โอกาสที่จะมี คือข้อที่ในโลกธาตุอันเดียว จะมีพระตถาคต ผู้อรหันต สัมมาสัมพุทธะ สององค์ เกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ก่อน ไม่หลังกัน. นั่นมิใช่ฐานะที่จะมีได้. ส่วนฐานะ อันมีได้นั้น คือข้อที่ใน โลกธาตุอันเดียว มีพระตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะองค์เดียว เกิดขึ้น. นั่นเป็นฐานะที่จะมีได้. ________________________________ ๑. บาลี พหุธาตุกสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๑๗๑/๒๔๕. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เชตวัน.
หน้า 8 T 5.0.3
การปรากฏของพระตถาคต มีได้ยากในโลก๑ ภิกษุ ท. ! การมาปรากฏของ บุคคลเอก (ไม่มีใครซ้ำสอง) มีได้ยากในโลก. ใครเล่า เป็นบุคคลเอก ? ตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ ชอบเอง เป็นบุคคลเอก (ไม่มีใครซ้ำสอง). ภิกษุ ท. ! การมาปรากฏของบุคคลเอกนี้แล มีได้ยากในโลก. โลกที่กำลังมัวเมา ก็ยังสนใจในธรรมของพระตถาคต๒ ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุที่ตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะเกิดขึ้น จึงเกิดมี ของน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี สี่อย่างนี้ปรากฏขึ้น. สี่อย่างอะไรเล่า ? ๑. ภิกษุ ท. ! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในกามคุณ ยินดีในกามคุณ บันเทิงอยู่ในกามคุณ, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณ ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุ ท. ! นี่คือ ของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่หนึ่ง, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ. ๒. ภิกษุ ท. ! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในการถือตัว ยินดีในการถือตัวบันเทิงอยู่ในการถือตัว, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กำจัดการถือตัว ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุ ท. ! นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สอง, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ. ________________________________ ๑. บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๐. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๘. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 9 T 5.0.4
๓. ภิกษุ ท. ! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในความวุ่นวายไม่สงบ ยินดีในความวุ่นวายไม่สงบ บันเทิงอยู่ในความวุ่นวายไม่สงบ, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่เป็นไปเพื่อความสงบ ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุ ท. ! นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สาม, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ. ๔. ภิกษุ ท. ! ประชาชนทั้งหลาย ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา เป็นคนบอด ถูกความมืดครอบงำเอาแล้ว, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กำจัดอวิชชา ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง. ภิกษุ ท. ! นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สี่, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ. การมีธรรมของพระตถาคตอยู่ในโลก คือความสุขของโลก ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อพระสุคตก็ดี ระเบียบวินัยของพระสุคตก็ดี ยังคงมีอยู่ ในโลกเพียงใด อันนั้นก็ยังเป็นไปเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุข ของชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, อยู่เพียงนั้น. ภิกษุ ท. ! พระสุคตนั้นคือใครเล่า ? คือตถาคต บังเกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบเอง ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควรฝึกไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว จำแนกธรรมออกสอนสัตว์. นี้คือ พระสุคต. ภิกษุ ท. ! ระเบียบวินัยของพระสุคตนั้นคืออะไรเล่า ? คือตถาคตนั้น แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์ ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๙๗/๑๖๐.
หน้า 10 T 5.0.5
พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. ธรรมที่ตถาคตแสดง พรหมจรรย์ที่ตถาคตประกาศ นี้แล คือ ระเบียบวินัยของพระสุคต. ภิกษุ ท. ! เมื่อพระสุคตก็ดี ระเบียบวินัยของพระสุคตก็ดี ยังคงมีอยู่ในโลกเพียงใด อันนั้น ก็ยังเป็นไปเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขของชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย, อยู่เพียงนั้น. พระตถาคตเกิดขึ้นเพื่อความสุขของโลก ๑ พราหมณ์เอย ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง กลางคืนแท้ ๆ ก็เข้าใจ ไปว่ากลางวัน ๒ กลางวันแท้ ๆ ก็เข้าใจไปว่ากลางคืน. ข้อนี้ เรากล่าวว่า เป็นเพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น เป็น ผู้อยู่ด้วยความหลง. พราหมณ์เอย ! ส่วนเราตถาคต ย่อมเข้าใจกลางคืนเป็นกลางคืน กลางวันเป็นกลางวัน. พราหมณ์เอย ! เมื่อใครจะเรียกผู้ใดให้เป็นการถูกต้องว่า เป็นสัตว์ผู้มีความไม่หลงอยู่เป็นปรกติ และเกิดขึ้นเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความ เกื้อกูล เพื่อความสุข ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแล้ว; เขาเมื่อจะเรียก ให้ถูกต้องเช่นนั้น พึงเรียกเราตถาคตนี้แล ว่าเป็นสัตว์ผู้มีความไม่หลงอยู่เป็น ปรกติ เกิดขึ้นเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ________________________________ ๑. บาลี ภยเภรวสูตร มู. ม. ๑๒/๓๗/๔๖. ตรัสแก่ชาณุสโสณีพราหมณ์ ที่เชตวัน. ๒. คำว่า กลางคืน กลางวัน ในที่นี้ มิได้มีความหมายตามตัวหนังสือ.
หน้า 11 T 5.0.6
พระตถาคตเกิดขึ้นในโลก เพื่อแสดงแบบแห่งการครองชีวิตอันประเสริฐแก่โลก ๑ ภิกษุ ท. ! ตถาคตเกิดขึ้นในโลก นี้ เป็นพระอรหันต์ ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควรฝึกไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว จำแนกธรรมออกสั่งสอนสัตว์. ภิกษุ ท. ! ตถาคตนั้น ได้ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ กับทั้งเทวดา มาร พรหมซึ่งหมู่สัตว์กับทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ด้วยปัญญาอันยิ่ง เองแล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้แจ้งตาม. ตถาคตนั้น แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. คฤหบดี หรือลูกคฤหบดี หรือคนที่เกิดในตระกูลอื่นใดในภายหลังย่อมฟังธรรมนั้น. ครั้นฟังแล้ว ย่อมเกิดศรัทธาในตถาคต. กุลบุตรนั้น ผู้ประกอบอยู่ด้วยศรัทธา ย่อมพิจารณาเห็นว่า “ฆราวาส คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี; ส่วน บรรพชา เป็นโอกาสว่าง. มันไม่เป็นไปได้โดยง่ายที่เราผู้อยู่ครองเรือนเช่นนี้ จะประพฤติพรหมจรรย์นั้น ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวเหมือนสังข์ที่เขาขัดสะอาดดีแล้ว. ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือนไป, บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนเถิด”. .... ________________________________ ๑. บาลี มู. ม. ๑๒/๔๘๙/๔๕๔. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน, และบาลีอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก.
หน้า 12 T 5.0.8
พระตถาคตเกิดขึ้น แสดงธรรมเพื่อความรำงับ, ดับ, รู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ตถาคต เกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควรฝึก ไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้วจำแนกธรรมออกสั่งสอนสัตว์. ธรรมที่ตถาคตแสดง นั้น เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความสงบรำงับ, เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความดับเย็นสนิท, เป็นธรรมที่เป็นไปเพื่อความรู้ครบถ้วน, เป็นธรรมที่ประกาศไว้โดยพระสุคต. ธรรมชาติ ๓ อย่าง ทำให้พระองค์เกิดขึ้นเป็นประทีปของโลก ๒ ภิกษุ ท. ! ถ้าธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้ ไม่พึงมีอยู่ในโลกแล้วไซร้, ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นในโลก เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ; และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ก็ไม่ต้องรุ่งเรืองไปในโลก. ธรรมชาติ ๓ อย่างนั้น คืออะไรเล่า ? คือ ชาติ ด้วย ชรา ด้วย มรณะ ด้วย. ภิกษุ ท. ! ธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้แล ถ้าไม่มีอยู่ในโลกแล้วไซร้, ตถาคตก็ไม่ต้องเกิดขึ้นไปโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ; และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ก็ไม่ต้องรุ่งเรืองไปในโลก. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุใดแล ที่ธรรมชาติ ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ในโลก, เพราะเหตุนั้น ตถาคตจึงต้องเกิดขึ้นในโลกเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ; และธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว จึงต้องรุ่งเรืองไปในโลก. ________________________________ ๑. บาลี อฏฺก. อํ. ๒๓/๒๒๙/๑๑๙. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่ป่ามะม่วงของหมอชีวก ใกล้กรุงราชคฤห์. ๒. บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๑๕๔/๗๖. ตรัสแก่ภิกษุ ท.
หน้า 13 T 5.0.10
ผู้เชื่อฟังพระตถาคต จะได้รับประโยชน์สุขสิ้นกาลนาน ๑ ภิกษุ ท. ! เราแล เป็นผู้ฉลาดในเรื่องโลกนี้ ฉลาดในเรื่อง โลกอื่น, เป็นผู้ฉลาดต่อ วัฎฎะอันเป็นที่อยู่ของมาร ฉลาดต่อ วิวัฎฎะอันไม่เป็นที่อยู่ของมาร, เป็นผู้ฉลาดต่อ วัฎฎะอันเป็นที่อยู่ของมฤตยู ฉลาดต่อ วิวัฎะอันไม่เป็นที่อยู่ของมฤตยู. ชนเหล่าใดถือว่าเรื่องนี้ควรฟังควรเชื่อ ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนทั้งหลายเหล่านั้นสิ้นกาลนาน. (ครั้นพระผู้มีพระภาคได้ตรัสคำนี้แล้ว พระสุคตได้ตรัสคำอื่นอีกดังนี้ว่า :-) ทั้งโลกนี้แลโลกอื่น ตถาคตผู้ทราบดีอยู่ ได้ประกาศไว้ชัดแจ้งแล้ว. ทั้งที่ที่มารไปไม่ถึง และที่ที่มฤตยูไปไม่ถึง ตถาคตผู้รู้ชัดเข้าใจชัด ได้ประกาศไว้ชัดแจ้งแล้ว เพราะความรู้โลกทั้งปวง. ประตูนครแห่งความไม่ตาย ตถาคตเปิดโล่งไว้แล้ว เพื่อสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงถิ่นอันเกษม. กระแสแห่งมารผู้มีบาป ตถาคตปิดกั้นเสียแล้ว กำจัดเสียแล้ว ทำให้หมดพิษสงแล้ว. ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มากมูมด้วยปราโมทย์ ปรารถนาธรรมอันเกษมจากโยคะเถิด. ทรงขนานนามพระองค์เองว่า “พุทธะ” ๒ (การสนทนากับโหณพราหมณ์, เริ่มในที่นี้ด้วยพราหมณ์ทูลถาม) “ท่านผู้เจริญของเรา ! ท่านเป็นเทวดาหรือ ?” พราหมณ์เอย ! เราไม่ได้เป็นเทวดาดอก. ________________________________ ๑. บาลี จูฬโคปาลสูตร มู. ม. ๑๒/๔๒๑/๓๙๑. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาใกล้เมืองอุกกเวลา. ๒. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๙/๓๖. ตรัสแก่โทณพราหมณ์ ที่โคนไม้ระหว่างทางแห่งหนึ่ง.
หน้า 14 T 5.0.10
“ท่านผู้เจริญของเรา ! ท่านเป็นคนธรรพ์หรือ ?” พราหมณ์เอย ! เราไม่ได้เป็นคนธรรพ์ดอก. “ท่านผู้เจริญของเรา ! ท่านเป็นยักษ์หรือ ?” พราหมณ์เอย ! เราไม่ได้เป็นยักษ์ดอก. “ท่านผู้เจริญของเรา ! ท่านเป็นมนุษย์หรือ ?” พราหมณ์เอย ! เราไม่ได้เป็นมนุษย์ดอก. “ท่านผู้เจริญของเรา ! เราถามอย่างไร ๆ ท่านก็ตอบว่ามิได้เป็นอย่างนั้น ๆ, ถ้าเช่นนั้นท่านเป็นอะไรเล่า ?” พราหมณ์เอย ! อาสวะ เหล่าใด ที่จะทำให้เราเป็น เทวดา เพราะยังละมันไม่ได้, อาสวะเหล่านั้นเราละได้ขาด ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้น อีกต่อไปแล้ว. พราหมณ์เอย ! อาสวะเหล่าใดที่จะทำให้เราเป็น คนธรรพ์ เป็น ยักษ์ เป็น มนุษย์ เพราะยังละมันไม่ได้, อาสวะเหล่านั้น เราละได้ขาด ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้น อีกต่อไปแล้ว. พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนดอกบัวเขียว บัวหลวง หรือบัวขาว, มันเกิดในน้ำเจริญในน้ำ โผล่ขึ้นพ้นน้ำตั้งอยู่ น้ำไม่เปียกติดมันได้ ฉันใดก็ฉันนั้นนะพราหมณ์ ! เรานี้เกิดในโลก เจริญในโลก ก็จริง แต่เราครอบงำโลกเสียได้แล้ว และอยู่ในโลก โลกไม่ฉาบทาแปดเปื้อน เราได้. พราหมณ์ ! ท่านจงจำเราไว้ว่า เป็น “พุทธะ” ดังนี้เถิด.
หน้า 15 T 5.0.11
เรื่องย่อ ที่ควรทราบก่อน ๑ บัดนี้ เราผู้ โคตมโคตร เจริญแล้วใน สากยตระกูล เคยตั้งความเพียรไว้ได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันสูงสุด เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า .... นครของเราชื่อ กบิลพัสดุ์, บิดาของเราเป็นราชาชื่อ สุทโธทนะ, มารดาผู้ให้กำเนิดเราชื่อ มายาเทวี. เราอยู่ครองเรือน ๒๙ ปี มี ปราสาทสูงสุด ๓ หลัง ชื่อ สุจันทะ โกกนุทะ และโกญจะ มีหญิงประดับดีแล้วสี่หมื่นนาง, นารีผู้เป็น ชายาชื่อ ยโสธรา, ลูกเราชื่อ ราหุล. เพราะได้เห็น นิมิตทั้งสี่ เราจึงออกด้วยม้าเป็นพาหนะ ทำ ความเพียรถึงหกปี, เราได้ทำสิ่งที่ใคร ๆ ทำได้โดยยาก. เราเป็น ชินะ (ผู้ชนะ) ประกาศธรรมจักร ที่ป่า อิสิปตนะ เมืองพาราณสี, เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่อ โคตมะเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย. ภิกษุผู้เป็นอัครสาวกสองรูป ชื่อ โกลิตะ และ อุปติสสะ, อุปัฏฐากผู้ใกล้ชิดของเราชื่อ อานนท์, ภิกษุณีผู้เป็นอัครสาวิกาสองรูป ชื่อ เขมา และ อุบลวัณณา, อุบาสกผู้เป็นอัครอุปัฏฐากสองคน ชื่อ จิตตะ และ หัตถาฬวกะ, อุบาสิกาผู้เป็นอัครอุปัฏฐายิกาสองคนชื่อ นันทมาตา และ อุตตรา. เราได้บรรลุ สัมมาสัมโพธิญาณอันสูงสุด ณ ควงแห่งไม้อัสสัตถะ.... . ________________________________ ๑. บาลี พุทฺธว. ขุ. ๓๓/๕๔๓/๒๖.
หน้า 16 T 5.0.12
เรื่องสั้น ๆ ที่ควรทราบก่อน (อีกหมวดหนึ่ง) ๑ ภิกษุ ท. ! ในภัททกัปป์นี้ ในบัดนี้ เราผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ได้บังเกิดขึ้นแล้วในโลก. ภิกษุ ท. ! ในบัดนี้ เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ เป็นกษัตริย์โดยชาติ บังเกิดแล้วในขัตติยสกุล. ภิกษุ ท. ! ในบัดนี้ เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ โดยโคตร เป็นโคตมโคตร. ภิกษุ ท. ! ในบัดนี้ ประมาณอายุขัย (แห่งสัตว์ในยุค) ของเราสั้นมาก : ผู้ที่เป็นอยู่ได้นาน ก็เพียงร้อยปีเป็นอย่างยิ่ง, ที่เกินร้อยปีขึ้นไปมีน้อยนัก. ภิกษุ ท. ! ในบัดนี้ เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะได้ตรัสรู้ ณ ควงแห่งไม้อัสสัตถะ. ๒ ________________________________ ๑. บาลี มหาปทานสูตร มหา. ที. ๑๐/๒-๘/๑-๙. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ณ กุฎีใกล้ไม้กุ่ม ในอารามเชตวัน. เป็นข้อความที่ตรัสเปรียบเทียบเรื่องราวของพระองค์เอง กับ พระพุทธเจ้าองค์อื่นอีก ๖ พระองค์. ๒. คือ ไม้ Ficus religiosa ซึ่งเรียกกันในบัดนี้ ตามมูลเหตุที่พุทธองค์ได้ตรัสรู้ใต้โคนของมัน ว่า “ต้นโพธิ์” ในที่นี้ ที่ทรงเรียกว่าไม้อัสสัตถะนั้น เรียกชื่อพื้นเมืองเดิม. ต้นไม้จะเป็นไม้ประเภทใดก็ตาม หากมีพระพุทธเจ้าองค์ใด ใช้เป็นต้นตรัสรู้แล้ว ไม้ประเภทนั้นพลอยได้เกียรตินามใหม่ในพุทธกาลของพระพุทธเจ้าองค์นั้น ว่า “ไม้โพธิ์” ทั้งสิ้น. ในพุทธกาลนี้ ไม้อัสสัตถะซึ่งเป็นไม้ตระกูลมะเดื่อชนิดหนึ่ง, มีเกียรติได้นามใหม่ว่า “ไม้โพธิ์” มาจนบัดนี้.
หน้า 17 T 5.0.12
ภิกษุ ท. ! ในบัดนี้ สาวกสองรูปมีนามว่า สารีบุตร และ โมคคัลลานะ เป็นอัครสาวกคู่เลิศของเรา. ภิกษุ ท. ! ในบัดนี้ สาวกสันนิบาตของเรา มีเพียงครั้งเดียว และมีภิกษุถึง ๑๒๕๐ รูป. สังฆสันนิบาตแห่งสาวกของเราในครั้งนี้ ผู้เข้า ประชุมล้วนแต่เป็นพระขีณาสพทั้งสิ้น. ภิกษุ ท. ! ในบัดนี้ ภิกษุผู้เป็นอุปัฏฐากใกล้ชิดของเรา คือ อานนท์จัดเป็นอุปัฏฐากอันเลิศ. ภิกษุ ท. ! ในบัดนี้ พระราชานามว่า สุทโธทนะ เป็นบิดาของเรา, พระเทวีนามว่า มายา เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดแก่เรา, นครชื่อ กบิลพัสดุ์ เป็นราชธานี (แห่งบิดาของเรา). จบภาคนำ. _________________
หน้า 19 T 5.0.12
ภาค ๑ เริ่มแต่การเกิดแห่งสากยวงศ์ เรื่องก่อนประสูติ จนถึงออกผนวช
หน้า 20 T 5.0.12
ภาคนำ มีเรื่อง :- การเกิดแห่งวงศ์สากยะ - - พวกสากยะอยู่ใต้อำนาจพระเจ้าโกศล - - แดนสากยะขึ้นอยู่ในแคว้นโกศล - - การอยู่ในหมู่เทพชั้นดุสิต - - การจุติจากดุสิตลงสู่ครรภ์ - - เกิดแสงสว่างเนื่องด้วย การจุติจากดุสิต - - แผ่นดินไหว เนื่องด้วยการจุติ - - การลงสู่ ครรภ์ - - การอยู่ในครรภ์ - - การประสูติ - - เกิดแสงสว่าง เนื่องด้วยการประสูติ - - แผ่นดินไหว เนื่องด้วยการประสูติ - - ประกอบด้วยมหาปุริสลักขณะสามสิบสอง - - บุรพกรรมของการได้มหาปุริสลักขณะ - - ประสูติได้เจ็ดวัน พระชนนีทิวงคต - - ทรงได้รับการบำเรอ - - กามสุขกับความหน่าย - - ทรงหลงกามและหลุดจากกาม - - ความรู้สึกที่ถึงกับ ทำให้ออกผนวช - - การออกผนวช - - ออกผนวช เมื่อพระชนมายุยี่สิบเก้า.
หน้า 21 T 5.1.1
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาค ๑ เริ่มแต่การเกิดแห่งวงศ์สากยะ, เรื่องก่อนประสูติ, จนถึงออกผนวช _________________ การเกิดแห่งวงศ์สากยะ ๑ อัมพัฏฐะ ! เรื่องดึกดำบรรพ์, พระเจ้า อุกกากราช ปรารถนาจะยกราชสมบัติประทานแก่โอรสของพระมเหสีที่โปรดปรานต้องพระทัย จึงได้ทรงขับราชกุมารผู้มีชนมายุแก่กว่า คือเจ้า อุกกามุข, กรกัณฑุ, หัตถินีกะ, สินีปุระ, ออกจากราชอาณาจักร ไปตั้งสำนักอยู่ ณ ป่าสากใหญ่ ใกล้สระโบกขรณีข้างภูเขาหิมพานต์. เธอเหล่านั้น กลัวชาติจะระคนกัน จึงสมสู่กับพี่น้องหญิงของเธอเอง. ต่อมาพระเจ้าอุกกากราชตรัสถามอำมาตย์ว่า ‘บัดนี้กุมารเหล่านั้นอยู่ที่ไหน ?’ ________________________________ ๑. ความตอนนี้ ตรัสแก่อัมพัฏฐมาณพ ศิษย์พราหมณ์โปกขรสาติ ที่ป่าอิจฉานังคละ. บาลี อัมพัฏฐสูตรที่ ๓ สี. ที. ๙/๑๒๐/๑๔๙.
หน้า 22 T 5.1.2
กราบทูลว่า บัดนี้กุมารเหล่านั้นเสด็จอยู่ ณ ป่าสากใหญ่ ซึ่งอยู่ใกล้สระโบกขรณี ข้างภูเขาหิมพานต์ พระกุมารทั้งหลายกลัวชาติระคนกัน จึงสมสู่กับภคินี ของตนเอง. ขณะนั้น พระเจ้าอุกกากราชทรงเปล่งพระอุทานว่า ‘กุมารผู้อาจหาญหนอ, กุมารผู้อาจหาญอย่างยิ่งหนอ’. เพราะเหตุนั้นเป็นเดิม จึงเป็นพวกที่ได้ชื่อว่า ‘สากยะ’ ๑ สืบมา.... . พวกสากยะอยู่ใต้อำนาจพระเจ้าโกศล ๒ ....วาเสฏฐะ ! พระราชา ปเสนทิโกศล ย่อมทราบว่า ‘พระสมณโคดมผู้ยอดเยี่ยม บวชแล้วจากสากยตระกูล’. วาเสฏฐะ ! ก็แหละพวกสากยะ ท. เป็นผู้อยู่ใกล้ชิด และอยู่ในอำนาจของพระราชาปเสนทิโกศล. วาเสฏฐะ ! ก็พวกสากยะ ท. ย่อมทำการต้อนรับ, ทำการอภิวาท ลุกขึ้นยืนรับ ทำอัญชลีกรรมและสามีจิกรรม ในพระราชาปเสนทิโกศล. วาเสฏฐะ ! พวกสากยะกระทำการต้อนรับเป็นต้น แก่พระราชาปเสนทิโกศลอย่างไร, พระราชาปเสนทิโกศลย่อมกระทำการต้อนรับเป็นต้นแก่ตถาคต (เมื่อออกบวชแล้ว) อย่างนั้น ๓. ________________________________ ๑. ชื่อนี้มีมูลมาจากต้นสากก็ได้, แห่งคำว่ากล้าหาญก็ได้, เพราะสักก-กล้าหาญ. สักกเราเรียกในเสียงภาษาไทยกันว่า สากยะ. เรื่องเกิดวงศ์สากยะมีกล่าวไว้อย่างพิสดารในอรรถกถาของอัมพัฏฐสูตรนี้เอง เช่นเรื่องไม้กะเบาเป็นต้น จะกล่าวในโอกาสหลัง. ๒. บาลี อัคคัญญสูตร ปา. ที. ๑๑/๙๑/๕๔. ตรัสแก่วาเสฏฐะกับเพื่อน. ๓. ความข้อนี้เราไม่อยากจะเชื่อกันโดยมากว่าจะเป็นอย่างนี้ โดยที่เราไม่อยากให้ตระกูลของพระองค์เป็นเมืองขึ้นของใคร แต่พระองค์เองกลับตรัสตรงไปทีเดียวว่าเป็นเมืองขึ้นของโกศล, ต้องนอบน้อมต่อพระเจ้าปเสนทิ. แต่เมื่อพระองค์ออกบวชเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว. พระเจ้าปเสนทิโกศลกลับทำตรงกันข้าม คือนอบน้อมต่อพระองค์ เช่นเดียวกับที่พวกสากยะเคยนอบน้อมต่อพระเจ้าปเสนทิ. บาลีตรงนี้ คือ รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส อนนฺตรา อนุยนฺตา. คำว่า อนุยนฺตา อรรถกถาแก้ดังนี้ อนุยนฺตาติ วสวตฺติโน, (สุมัง. ๓, น.๖๒), แปลว่า อยู่ในอำนาจ.
หน้า 23 T 5.1.4.1
แดนสากยะขึ้นอยู่ในแคว้นโกศล ๑ ตรัสตอบแก่พระเจ้าพิมพิสารว่า :- “ราชะ ! ชนบทตรงข้างภูเขาหิมพานต์ สมบูรณ์ด้วยความเพียรเครื่องหาทรัพย์ เป็นเมืองขึ้น ๒ แห่งโกศล มีพวกชื่อ อาทิตย์โดยโคตร ชื่อสากยะโดยชาติ. อาตมาภาพออกบวชจากตระกูลนั้น จะปรารถนากามก็หามิได้...”. การอยู่ในหมู่เทพชั้นดุสิต ๓ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม บังเกิดขึ้นในหมู่ เทพชั้นดุสิต” ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ ________________________________ ๑. บาลี ปัพพชาสูตร มหาวัคค์ สุ. ขุ. ๒๕/๔๐๗/๓๕๔. ๒. ศัพท์นี้ว่า นิเกติโน, พระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เคยทรงแปลไว้ในพุทธประวัติเล่ม ๑ ว่า “เป็นถิ่น”, ในอรรถกถาแก้ศัพท์นี้ไว้ ส่อความว่าเป็นเมืองขึ้นนั้นเอง. คำว่าถิ่นก็คือเมืองขึ้นเหมือนกัน. ๓. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๗/๓๖๐-๑-๒, เป็นคำที่พระอานนท์เล่าแก่ภิกษุทั้งหลาย ต่อพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ถึงเรื่องที่เคยได้ฟังมาจากพระผู้มีพระภาคเอง, นับว่าเป็นข้อความจากพระโอษฐ์ เฉพาะตอนที่อยู่ในอัญญประกาศ. บาลีอัจฉริยอัพภูตธัมมสูตรอันว่าด้วยเรื่องอยู่ในดุสิต เรื่องจุติ เรื่องประสูติ เหล่านี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นปาฏิหาริย์, จะเป็นเรื่องที่ควรถือเอาตามนั้นตรงตามตัวอักษรไปทั้งหมด หรือว่าเป็นเรื่องที่ท่านแฝงไว้ในปุคคลาธิษฐาน จะต้องถอดให้เป็นธรรมาธิษฐานเสียก่อนแล้วจึงถือเอา เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยกันอีกต่อหนึ่ง, ข้าพเจ้าผู้รวบรวมสังเกตเห็นความแปลกประหลาดของเรื่องเหล่านี้ ตอนที่ไม่ตรัสเล่าเสียเอง ยกให้เป็นหน้าที่ของพระอานนท์ เป็นผู้เล่ายืนยันอีกต่อหนึ่ง ขอให้วินิจฉัยกันดูเถิด. ที่นำมารวมไว้ในที่นี้ด้วย ก็เพราะมีอยู่ในบาลี เป็นพุทธภาษิตเหมือนกัน แม้จะโดยอ้อม โดยผ่านทางปากของพระอานนท์อีกต่อหนึ่ง ซึ่งลักษณะเช่นนี้ มีแต่เรื่องตอนนี้เท่านั้น.
หน้า 24 T 5.1.5
ผู้เจริญ ! ข้อที่พระโพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม บังเกิดขึ้นในหมู่เทพชั้นดุสิต นี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม ดำรงอยู่ ในหมู่เทพชั้นดุสิต” ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อที่พระโพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม ดำรงอยู่ในหมู่เทพชั้นดุสิต นี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม ดำรงอยู่ในหมู่เทพชั้นดุสิต จนกระทั่งตลอดกาลแห่งอายุ” ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อที่พระโพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม ดำรงอยู่ในหมู่เทพชั้นดุสิต จนกระทั่งตลอดกาลแห่งอายุ นี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีเกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. การจุติจากดุสิตลงสู่ครรภ์ ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา” ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้ข้อนี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีเกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. ________________________________ ๑. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๘/๓๖๓.
หน้า 25 T 5.1.6
เกิดแสงสว่างเนื่องด้วย การจุติจากดุสิต ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิตแล้ว ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา ในขณะนั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้, ได้ปรากฏขึ้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์. ถึงแม้ ในโลกันตริกนรก อันโล่งโถงไม่มีอะไรปิดกั้น แต่มืดมน หาการเกิดแห่งจักขุวิญญาณมิได้ อันแสงสว่างแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิ์อานุภาพอย่างนี้ ส่องไปไม่ถึงนั้น แม้ในที่นั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ก็ได้ปรากฏขึ้นเหมือนกันสัตว์ที่เกิดอยู่ ณ ที่นั้น จะรู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น พากันร้องว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ผู้อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้ นอกจากเรา ก็มีอยู่เหมือนกัน’ ดังนี้. และ หมื่นโลกธาตุ นี้ ก็หวั่นไหว สั่นสะเทือนสะท้าน. แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ได้ปรากฏขึ้นในโลกเกินกว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้”. ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้ข้อนี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. (ข้อความเช่นนี้ ที่อยู่ในรูปพุทธภาษิตล้วน ๆ ก็มี คือ บาลีสัตตมสูตร ภยวัคค์ จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๖/๑๒๗, เป็นอัศจรรย์ครั้งที่ ๑ (จุติ), ครั้งที่ ๒ (ประสูติ), ครั้งที่ ๓ (ตรัสรู้), ฯลฯ ไปตามลำดับ, สังเกตดูได้ที่ตอนตรัสรู้ เป็นต้นไป, ในที่นี้ไม่นำมาใส่ไว้ เพราะใจความซ้ำกัน) ________________________________ ๑. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๘/๓๖๔, และ จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๖/๑๒๗.
หน้า 26 T 5.1.9
แผ่นดินไหว เนื่องด้วยการจุติ ๑ ดูก่อนอานนท์ ! เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏการไหวแห่งแผ่นดินอันใหญ่หลวง มีอยู่แปดประการ. .... ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อใดโพธิสัตว์ จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต มีสติ สัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา; เมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน. อานนท์ ! นี้เป็นเหตุปัจจัยคำรบสาม แห่งการปรากฏการไหวของแผ่นดินอันใหญ่หลวง. การลงสู่ครรภ์ ๒ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์กำลังก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา ในกาลนั้นเทพบุตรทั้งหลายย่อมทำการอารักขาในทิศทั้งสี่ แก่โพธิสัตว์ โดยประสงค์ว่ามนุษย์หรืออมนุษย์หรือใคร ๆ ก็ตาม อย่าได้เบียดเบียนโพธิสัตว์ หรือมารดาแห่งโพธิสัตว์เลย” ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้ข้อนี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่าเป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. การอยู่ในครรภ์ ๓ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์ ! ________________________________ ๑. บาลี อฏฺก. อํ. ๒๓/๓๒๒,๓๒๓/๑๖๗. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี. ๒. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๙/๓๖๕. ๓. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๙-๒๕๑/๓๖๖-๗-๘-๙,๓๗๑.
หน้า 27 T 5.1.9.4
ในกาลใด โพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา ในกาลนั้นมารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อมเป็นผู้ มีศีลอยู่โดยปกติ เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต เว้นจากอทินนาทาน เว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นจากมุสาวาท เว้นจากสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้ง ของความประมาท” ดังนี้. ฯลฯ “ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดาในกาลนั้น มารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อม ไม่มีความคิดอันเจือด้วยกามคุณ ในบุรุษทั้งหลาย, อนึ่ง มารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อมเป็นผู้ที่บุรุษใด ๆ ไม่คิดจะล่วงเกินด้วย จิตอันกำหนัด” ดังนี้. ฯลฯ “ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดาในกาลนั้น มารดาแห่งโพธิสัตว์ เป็นผู้ มีลาภ ด้วยกามคุณทั้งห้า,๑ มารดาแห่งโพธิสัตว์นั้น อิ่มเอิบด้วยกามคุณทั้งห้า เพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งห้า ให้เขาประคบประหงมอยู่” ดังนี้. “ ฯลฯ “ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดาในกาลนั้น มารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อม ไม่มีอาพาธไร ๆ มีความสุข ไม่อ่อนเพลีย, อนึ่ง มารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อม แลเห็นโพธิสัตว์ ผู้อยู่ในครรภ์มารดา มีอวัยวะน้อยใหญ่สมบูรณ์ มีอินทรีย์ไม่ทราม. เหมือนอย่างว่า แก้วไพฑูรย์อันงดงามโชติช่วงสดใสเจียระไนดีแล้ว มีด้ายร้อยอยู่ในแก้วนั้น สีเขียว เหลืองแกมเขียว แดง ขาว หรือเหลือง ก็ตาม บุรุษที่ตายังดี เอาแก้วนั้นวางบนฝ่ามือแล้วย่อมมองเห็นชัดเจนว่า นี้แก้วไพฑูรย์ อันงดงามโชติช่วงสดใส เจียระไนดีแล้ว, นี้ด้าย ซึ่งร้อยอยู่ในแก้วนั้น จะเป็นสีเขียว เหลืองแกมเขียว แดง ขาว หรือเหลืองก็ตาม; ฉันใดก็ฉันนั้น ที่มารดาแห่งโพธิสัตว์ เป็นผู้ไม่มีอาพาธ ________________________________ ๑. กามคุณห้า ในที่นี้ หมายเพียงเครื่องบำรุงตามธรรมดา มิได้หมายถึงที่เกี่ยวกับกามารมณ์โดยตรง เพราะมีปฎิเสธอยู่ ในข้อต้นจากนี้อยู่แล้ว.
หน้า 28 T 5.1.10.4
มีความสบายไม่อ่อนเพลีย แลเห็นโพธิสัตว์ผู้นั่งอยู่ในครรภ์ มีอวัยวะน้อยใหญ่ สมบูรณ์ มีอินทรีย์ไม่ทราม” ดังนี้. ฯลฯ “ดูก่อนอานนท์ ! หญิงอื่น ๆ อุ้มครรภ์ไว้เก้าเดือนบ้าง สิบเดือนบ้าง จึงจะคลอด, ส่วนมารดาแห่งโพธิสัตว์ ไม่เป็นเช่นนั้น, ย่อมอุ้มครรภ์ไว้สิบเดือนเต็ม ทีเดียว แล้วจึงคลอด” ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้ข้อนี้ ๆ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี, เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. การประสูติ ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำเอามาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า “ดูก่อนอานนท์ ! หญิงอื่น ๆ ย่อมนั่งคลอดบ้าง นอนคลอดบ้าง. ส่วนมารดาแห่งโพธิสัตว์ หาเป็นอย่างนั้นไม่, มารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อม ยืนคลอด โพธิสัตว์” ดังนี้. ฯลฯ “ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดา ในกาลนั้น เทวดาทั้งหลายย่อมเข้ารับก่อน ส่วนมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเข้ารับต่อ ภายหลัง” ดังนี้. ฯลฯ “ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดายังไม่ทันถึงแผ่นดิน เทพบุตรทั้งสี่ ย่อม รับเอามาวางตรงหน้าแห่งมารดา ทูลว่าแม่เจ้าจงพอพระทัยเถิด บุตรอันมีศักดาใหญ่ของแม่เจ้า เกิดแล้ว” ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๕๑-๒๕๓/๓๗๒-๓-๔-๕-๖-๗.
หน้า 29 T 5.1.10.6
ฯลฯ “ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดาในกาลนั้นเป็นผู้ สะอาดหมดจด ไม่เปื้อนด้วยเมือก ไม่เปื้อนด้วยเสมหะ ไม่เปื้อน ด้วยเลือด ไม่เปื้อนด้วยหนอง ไม่เปื้อนด้วยของไม่สะอาดอย่างใด ๆ เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดหมดจดมาทีเดียว. เหมือนอย่างว่า แก้วมณีที่วางอยู่บนผ้าเนื้อเกลี้ยงอันมาแต่แคว้นกาสี, แก้วก็ไม่เปื้อนผ้า ผ้าก็ไม่เปื้อนแก้ว, เพราะเหตุใด, เพราะเหตุว่ามันเป็นของสะอาดหมดจดทั้งสองอย่าง; ฉันใดก็ฉันนั้น ที่โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดา เป็นผู้สะอาดหมดจด ไม่เปื้อนด้วยเมือก ไม่เปื้อนด้วยเสมหะ ไม่เปื้อนด้วยเลือด ไม่เปื้อนด้วยหนอง ไม่เปื้อนด้วยของไม่สะอาดอย่างใด ๆ เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดหมดจดมาทีเดียว” ดังนี้. ฯลฯ “ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์ออกมาจากท้องแห่งมารดาในกาลนั้น ท่อธารแห่งน้ำสองท่อ ปรากฏจากอากาศ เย็นท่อหนึ่งร้อนท่อหนึ่ง, อันเขาใช้ในกิจอันเนื่องด้วยน้ำ แก่โพธิสัตว์ และ แก่มารดา” ดังนี้. ฯลฯ “ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ผู้คลอดแล้วเช่นนี้ เหยียบพื้นดินด้วยฝ่าเท้าอันสม่ำเสมอ มีพระพักตร์ทางทิศเหนือ ก้าวไป ๗ ก้าว, มีฉัตรสีขาวกั้นอยู่ ณ เบื้องบน, ย่อมเหลียวดูทิศทั้งหลาย และกล่าว อาสภิวาจา ๑ ว่า “เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก, เราเป็นผู้ประเสริฐสุดแห่งโลก. ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย. บัดนี้ ภพใหม่ย่อมไม่มี” ดังนี้. ________________________________ ๑. อาสภิวาจา คือวาจาอันประกาศความสูงสุด ภาษาบาลีมีว่า อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏโ?หมสฺมิ โลกสฺส เสฏโ?หมสฺมิ โลกสฺส. อยมนฺติมาชาติ. นตฺถิทานิ ปุนพภฺโว. อคฺโค หมายถึงเป็นยอดคน. เชฏฺโ? หมายถึงพี่ใหญ่ กว่าเขาทั้งหมด. เสฏฺโ? หมายถึง สูงด้วยคุณธรรม กว่าเขาทั้งหมด. คำทั้งสามนี้น่าคิดดู.
หน้า 30 T 5.1.12
เกิดแสงสว่าง เนื่องด้วยการประสูติ ๑ ฯลฯ “ดูก่อนอานนท์ ! ในกาลใด โพธิสัตว์คลอดจากท้องแห่งมารดาในกาลนั้นแสงสว่างอันโอฬาร จนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ได้ปรากฏขึ้นในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์. ถึงแม้ในโลกันตริกนรก อันโล่งโถงไม่มีอะไรปิดกั้น แต่มืดมนหาการเกิดแห่งจักขุวิญญาณมิได้ อันแสงสว่างแห่งดวงจันทร์แลดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิ์อานุภาพอย่างนี้ ส่องไปไม่ถึงนั้น แม้ในที่นั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ก็ได้ปรากฏขึ้นเหมือนกัน. สัตว์ที่เกิดอยู่ในที่นั้น จะรู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น พากันร้องว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ผู้อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้ นอกจากเรา ก็มีอยู่เหมือนกัน’ ดังนี้. และหมื่นโลกธาตุนี้ก็หวั่นไหวสั่นสะเทือนสะท้าน. แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ได้ปรากฏขึ้นในโลก เกินกว่าอานุภาพของ เทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้” ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้ข้อนี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี, เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค. แผ่นดินไหว เนื่องด้วยการประสูติ ๒ ดูก่อนอานนท์ ! เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏการไหวแห่งแผ่นดินอันใหญ่หลวง มีอยู่แปดประการ. ________________________________ ๑. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๕๓/๓๗๘, และ จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๖/๑๒๗. ๒. บาลี อฏฺก. อํ. ๒๓/๓๒๒, ๓๒๓/๑๖๗. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี.
หน้า 31 T 5.1.13
ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อใด โพธิสัตว์ มีสติสัมปชัญญะ ออกจากท้องแห่งมารดา; เมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน. อานนท์ ! นี้เป็นเหตุปัจจัยคำรบสี่ แห่งการปรากฏการไหวแห่งแผ่นดินอันใหญ่หลวง. ประกอบด้วยมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ๑ ....ภิกษุ ท. ! มหาบุรุษ (คือพระองค์เองก่อนผนวช) ผู้ประกอบด้วยมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการ ย่อมมีคติเป็นสอง หาเป็นอย่างอื่นไม่ คือ :- ถ้าเป็นฆราวาส ย่อมเป็น จักรพรรดิ ผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม มีแว่นแคว้นจดมหาสมุทรทั้งสี่เป็นที่สุด มีชนบทอันบริบูรณ์ ประกอบด้วยแก้ว ๗ ประการ. แก้ว ๗ ประการ ย่อม เกิดแก่มหาบุรุษนั้นคือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คหบดีแก้ว และปริณายกแก้ว เป็นที่ ๗. มีบุตรผู้กล้าหาญ มีแววแห่งคนกล้าอันใคร ๆ จะย่ำยีมิได้ ตามเสด็จกว่า ๑๐๐๐. มหาบุรุษนั้นชนะแล้วครอบครองแผ่นดินมีสาครเป็นที่สุดโดยรอบ, ไม่มีหลักตอเสี้ยนหนาม มั่งคั่ง เบิกบาน เกษม ร่มเย็น ปราศจากเสนียดคือโจร, ทรง ครอบครองโดยธรรมอันสม่ำเสมอ มิใช่โดยอาญาและศาสตรา. ถ้า ออกบวชจากเรือน เป็นผู้ไม่มีประโยชน์เกื้อกูลด้วยเรือน ย่อมเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีกิเลสเครื่องปกปิดอันเปิดแล้ว ในโลก. ภิกษุ ท. ! มหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการนั้น เหล่าไหนเล่า ? คือ :- ๑. มหาบุรุษ มีพื้นเท้าสม่ำเสมอ. ๒. มหาบุรุษ ที่ฝ่าเท้ามีจักรเกิดแล้ว, มีซี่ตั้งพัน พร้อมทั้งกงและดุม. ________________________________ ๑. บาลี ลักขณสูตร ปา. ที. ๑๑/๑๕๗/๑๓๐. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
หน้า 32 T 5.1.13
๓. มหาบุรุษ มีส้นเท้ายาว. ๔. มหาบุรุษ มีข้อนิ้วยาว. ๕. มหาบุรุษ มีฝ่ามือฝ่าเท้าอ่อนละมุน. ๖. มหาบุรุษ มีลายฝ่ามือฝ่าเท้าดุจตาข่าย. ๗. มหาบุรุษ มีข้อเท้าอยู่สูง. ๘. มหาบุรุษ มีแข้งดุจแข้งเนื้อทราย. ๙. มหาบุรุษ ยืนไม่ย่อตัวลง แตะเข่าได้ด้วยมือทั้งสอง. ๑๐. มหาบุรุษ มีองคชาตตั้งอยู่ในฝัก. ๑๑. มหาบุรุษ มีสีกายดุจทอง คือมีผิวหนังดุจทอง. ๑๒. มหาบุรุษ มีผิวหนังละเอียด ละอองจับไม่ได้. ๑๓. มหาบุรุษ มีขนขุมละเส้น เส้นหนึ่ง ๆ อยู่ขุมหนึ่ง ๆ. ๑๔. มหาบุรุษ มีปลายขนช้อนขึ้น สีดุจดอกอัญชัน ขึ้นเวียนขวา. ๑๕. มหาบุรุษ มีกายตรงดุจกายพรหม. ๑๖. มหาบุรุษ มีเนื้อนูนหนาในที่ ๗ แห่ง (คือหลังมือหลังเท้าบ่าคอ). ๑๗. มหาบุรุษ มีกายข้างหน้า ดุจราชสีห์. ๑๘. มหาบุรุษ มีหลังเต็ม (ไม่มีร่องหลัง). ๑๙. มหาบุรุษ มีทรวดทรงดุจต้นไทร กายกับวาเท่ากัน. ๒๐. มหาบุรุษ มีคอ กลมเกลี้ยง. ๒๑. มหาบุรุษ มีประสาทรับรสอันเลิศ. ๒๒. มหาบุรุษ มีคางดุจคางราชสีห์. ๒๓. มหาบุรุษ มีฟัน ๔๐ ซี่บริบูรณ์. ๒๔. มหาบุรุษ มีฟันเรียบเสมอ. ๒๕. มหาบุรุษ มีฟันสนิท (ชิด). ๒๖. มหาบุรุษ มีเขี้ยวสีขาวงาม. ๒๗. มหาบุรุษ มีลิ้น (ใหญ่และยาว) เพียงพอ.
หน้า 33 T 5.1.14
๒๘. มหาบุรุษ มีเสียงดุจเสียงพรหม พูดเหมือน นกการวิก. ๒๙. มหาบุรุษ มีตาเขียวสนิท (สีนิล). ๓๐. มหาบุรุษ มีตาดุจตาวัว. ๓๑. มหาบุรุษ มีอุณาโลมหว่างคิ้ว ขาวอ่อนเหมือนสำลี. ๓๒. มหาบุรุษ มีศีรษะรับกับกรอบหน้า. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการ ของมหาบุรุษ. บุรพกรรมของการได้มหาปุริสลักขณะ ๑ ....ภิกษุ ท. ! พวกฤาษีภายนอก จำมนต์มหาปุริสลักขณะได้ก็จริง แต่หารู้ไม่ว่า การที่มหาบุรุษได้ลักขณะอันนี้ ๆ เพราะทำกรรมเช่นนี้ ๆ : (ก) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ในภพที่อยู่อาศัยก่อน ได้เป็นผู้บากบั่นในกุศล ถือมั่นในการสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต, ในการบริจาคทาน การสมาทานศีล การรักษาอุโบสถ การปฎิบัติมารดา บิดาการปฏิบัติสมณพราหมณ์ การอ่อนน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล และในอธิกุศลธรรมอื่น. เพราะได้กระทำ ได้สร้างสม ได้พอกพูน ได้มั่วสุมกรรมนั้น ๆ ไว้, ภายหลังแต่การตาย เพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. ตถาคตนั้นถือเอายิ่งกว่าในเทพเหล่าอื่นโดย ฐานะ ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิบดีทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ สัมผัสทิพย์; ครั้นจุติจากภพ นั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ มีฝ่าเท้าเสมอ จดลงก็เสมอ ยกขึ้นก็เสมอ ฝ่าเท้าถูกต้องพื้นพร้อมกัน... (ลักขณะที่ ๑), ย่อมเป็น ________________________________ ๑.บาลี ลักขณสูตร ปา. ที. ๑๑/๑๕๙-๑๙๓/๑๓๐-๑๗๑.
หน้า 34 T 5.1.14
ผู้ไม่หวาดหวั่นต่อข้าศึกทั้งภายในและภายนอก คือราคะ โทสะ โมหะ ก็ตาม สมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ก็ตาม ในโลก ที่เป็นศัตรู. (ข) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....๑ได้เป็นผู้นำสุขมาให้แก่มหาชน เป็นผู้บรรเทาภัยคือความสะดุ้งหวาดเสียว จัดการคุ้มครองรักษาโดยธรรม ได้ถวายทานมีเครื่องบริวาร. เพราะได้กระทำ....กรรมนั้น ๆ ไว้....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ ภายใต้ฝ่าเท้ามีจักรทั้งหลายเกิดขึ้น มีซี่ตั้งพัน พร้อมด้วยกงและดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง มีระยะ อันจัดไว้ด้วยดี....(ลักขณะที่ ๒), ย่อมเป็นผู้มีบริวารมาก : ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ย่อมเป็น บริวารของตถาคต. (ค) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต วางแล้วซึ่งศาสตราและอาชญา มีความละอาย เอ็นดู กรุณาเกื้อกูลแก่สัตว์มีชีวิตทั้งปวง. เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะทั้ง ๓ ข้อนี้คือ มีส้นยาว มีข้อนิ้วยาว มีกายตรงดุจกายพรหม....(ลักขณะที่ ๓, ๔, ๑๕), ย่อมเป็นผู้มีชนมายุยืนยาวตลอดกาลนาน; สมณะหรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม ก็ตาม หรือใคร ๆ ที่เป็นศัตรู ไม่สามารถปลงชีวิตตถาคตเสียในระหว่างได้. (ฆ) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้ให้ทานของควรเคี้ยว ควรบริโภค ควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่ม มีรสอันประณีต. เพราะ ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือมีเนื้อนูนหนาในที่ ๗ แห่ง คือที่มือทั้งสอง ที่เท้าทั้งสอง ที่บ่าทั้งสอง และที่คอ.. (ลักขณะที่ ๑๖), ย่อมได้ของควรเคี้ยว ควรบริโภค ควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่มอันมีรสประณีต. ________________________________ ๑. ที่ละไว้ด้วยจุด....ดังนี้ ทุกแห่งหมายความว่า คำที่ละไว้นั้นซ้ำกันเหมือนในข้อ (ก) ข้างบน. เติมเอาเองก็ได้ แม้ไม่เติมก็ได้ความเท่ากัน.
หน้า 35 T 5.1.14
(ง) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้สงเคราะห์ผู้อื่นด้วย สังคหวัตถุทั้งสี่ คือ การให้สิ่งของ วาจาที่ไพเราะ การประพฤติประโยชน์ผู้อื่น และความมีตนเสมอกัน. เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๒ ข้อนี้คือ มีมือและเท้าอ่อนนุ่ม, มีลายฝ่ามือฝ่าเท้าดุจตาข่าย.... (ลักขณะที่ ๕, ๖), ย่อมเป็นผู้สงเคราะห์บริษัท คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ย่อมได้รับความสงเคราะห์จากตถาคต. (จ) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วย อรรถด้วยธรรม แนะนำชนเป็นอันมาก เป็นผู้นำประโยชน์สุขมาให้แก่ชนทั้งหลาย ตนเองก็เป็นผู้บูชาธรรม. เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๒ ข้อนี้คือ มีข้อเท้าอยู่สูง, มีปลายขนช้อนขึ้น....(ลักขณะที่ ๗, ๑๔), ย่อมเป็นผู้เลิศประเสริฐเยี่ยมสูงกว่าสัตว์ทั้งหลาย. (ฉ) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้บอกศิลปะ วิทยา ข้อประพฤติ และลัทธิกรรม ด้วยความเคารพ ด้วยหวังว่าสัตว์เหล่านั้นพึงรู้ได้รวดเร็ว พึงปฏิบัติได้รวดเร็ว ไม่พึงเศร้าหมองสิ้นกาลนาน. เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ มีแข้งดังแข้งเนื้อทราย (ลักขณะที่ ๘), ย่อมได้วัตถุอันควรแก่สมณะ เป็นองค์แห่งสมณะเป็นเครื่องอุปโภคแก่สมณะ โดยเร็ว. (ช) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน.... ได้เป็นผู้เข้าไปหาสมณพราหมณ์แล้วสอบถามว่า ‘ท่านผู้เจริญ ! อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ ทำอะไรไม่มีประโยชน์ เป็นทุกข์ไปนาน ทำอะไรมีประโยชน์ เป็นสุขไปนาน’. เพราะ
หน้า 36 T 5.1.14
....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือมีผิวละเอียดอ่อน ธุลีไม่ติดอยู่ได้....(ลักขณะที่ ๑๒), ย่อมเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ มีปัญญาหนาแน่น มีปัญญาเครื่องปลื้มใจ ปัญญาแล่น ปัญญาแหลม ปัญญาแทงตลอด, ไม่มีสัตว์อื่นเสมอ หรือยิ่งไปกว่า. (ซ) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน.... ได้เป็นผู้ไม่มักโกรธ ไม่มากไปด้วยความแค้น แม้ชนเป็นอันมาก ว่ากล่าวเอา ก็ไม่เอาใจใส่ ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่คุมแค้น ไม่แสดงความโกรธ ความร้ายกาจ ความเสียใจให้ปรากฏ. ทั้งเป็นผู้ให้ทานผ้าเปลือกไม้ ผ้าด้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ สำหรับลาดและนุ่งห่ม อันมีเนื้อละเอียดอ่อน. เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ มีกายดุจทอง มีผิวดุจทอง.... (ลักขณะที่ ๑๑), ย่อมเป็นผู้ได้ผ้าเปลือกไม้ ผ้าด้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ สำหรับลาดและห่ม มีเนื้อละเอียดอ่อน. (ฌ) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้สมานญาติมิตร สหายชาวเกลอ ผู้เหินห่างแยกกันไปนาน, ได้สมานไมตรีมารดากับบุตร บุตรกับมารดา บิดากับบุตร บุตรกับบิดา พี่น้องชายกับพี่น้องหญิง พี่น้องหญิงกับพี่น้องชาย, ครั้นทำความสามัคคีแล้ว พลอยชื่นชมยินดีด้วย. เพราะ.... กรรมนั้น ๆ ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ มีคุยหฐาน (อวัยวะที่ลับ) ซ่อนอยู่ในฝัก.... (ลักขณะที่ ๑๐), ย่อมเป็นผู้มีบุตร (สาวก) มาก มีบุตรกล้าหาญ มีแววแห่งคนกล้า อันเสนาแห่งบุคคลอื่นจะย่ำยีมิได้ หลายพัน. (ญ) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน.... ได้เป็นผู้สังเกตชั้นเชิงของมหาชน รู้ได้สม่ำเสมอ รู้ได้เอง รู้จักบุรุษธรรมดา และบุรุษพิเศษว่าผู้นี้ ควรแก่สิ่งนี้ ๆ, ได้เป็นผู้ทำประโยชน์อย่างวิเศษในชนชั้นนั้น ๆ. เพราะ ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๒ ข้อนี้
หน้า 37 T 5.1.14
คือ มีทรวดทรงดุจต้นไทร, ยืนตรงไม่ย่อกาย ลูบถึงเข่าได้ด้วยมือทั้งสอง.... (ลักขณะที่ ๑๙, ๙), ย่อมมั่งคั่งมีทรัพย์มาก มีโภคะมาก. ทรัพย์ของตถาคตเหล่านี้คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ ทรัพย์คือโอตตัปปะ ทรัพย์คือการศึกษา (สุตะ) ทรัพย์คือจาคะ ทรัพย์คือปัญญา. (ฎ) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้ใคร่ต่อประโยชน์ ใคร่ต่อความเกื้อกูล ใคร่ต่อความผาสุข ใคร่ต่อความเกษมจากโยคะแก่ชนเป็นอันมาก ว่า ‘ไฉนชนเหล่านี้พึงเป็นผู้เจริญด้วยศรัทธา ด้วยศีล ด้วยการศึกษา ด้วยความรู้ ด้วยการเผื่อแผ่ ด้วยธรรม ด้วยปัญญา ด้วยทรัพย์และข้าวเปลือก ด้วยนาและสวน ด้วยสัตว์สองเท้าสี่เท้า ด้วยบุตรภรรยา ด้วยทาสกรรมกร และบุรุษ ด้วยญาติมิตรและพวกพ้อง’. เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๓ ข้อนี้คือ มีกึ่งกายเบื้องหน้า ดุจสีหะ, มีหลังเต็ม, มีคอกลม...(ลักขณะที่ ๑๗, ๑๘, ๒๐), ย่อมเป็นผู้ไม่เสื่อมเป็นธรรมดาคือไม่เสื่อมจากศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา, ไม่เสื่อมจากสมบัติทั้งปวง. (ฏ) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยฝ่ามือก็ตาม ก้อนดินก็ตาม ท่อนไม้ก็ตาม ศาสตราก็ตาม. เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ มีประสาทรับรสอันเลิศ มีปลายขึ้นเบื้องบน เกิดแล้วที่คอ รับรสโดยสม่ำเสมอ.... (ลักขณะที่ ๒๑), ย่อมเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีความร้อนแห่งกายเป็น วิบากอันสม่ำเสมอ ไม่เย็นเกินร้อนเกิน พอควรแก่ความเพียร. (ฐ) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้ไม่ถลึงตา ไม่ค้อนควัก ไม่จ้องลับหลัง, เป็นผู้แช่มชื่นมองดูตรง ๆ มองดูผู้อื่นด้วยสายตาอันแสดงความรัก. เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๒ ข้อนี้คือ มีตาเขียวสนิท; มีตาดุจตาโค.... (ลักขณะที่ ๒๙, ๓๐),
หน้า 38 T 5.1.14
ย่อมเป็นที่ต้องตาของชนหมู่มาก เป็นที่รักใคร่พอใจของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์. (ฑ) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นหัวหน้าของชนเป็นอันมาก ในกุศลธรรมทั้งหลาย ได้เป็นประธานของชนเป็นอันมาก ในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต, ในการจำแนกทาน การสมาทานศีล การรักษาอุโบสถ การประพฤติเกื้อกูลในมารดาบิดา สมณพราหมณ์, การนอบน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล ในอธิกุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง, เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ มีศีรษะรับกับกรอบหน้า....(ลักขณะที่ ๓๒), ย่อมเป็นผู้ที่มหาชนประพฤติตาม คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ประพฤติตาม. (ฒ) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้ละเว้นจากมุสาวาท พูดคำจริง หลั่งคำสัจจ์ เที่ยงแท้ ซื่อตรง ไม่หลอกลวงโลก. เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๒ ข้อนี้คือ มีขนขุมละเส้น, มีอุณาโลมหว่างคิ้วขาวอ่อนดุจสำลี, ....(ลักขณะที่ ๑๓, ๓๑), ย่อมเป็นผู้ที่มหาชนเป็นไปใกล้ชิด คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ ใกล้ชิด. (ณ) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้ละเว้นวาจาส่อเสียด (คือคำยุให้แตกกัน), คือไม่ฟังจากข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้นเพื่อทำลายชนพวกนี้, ไม่ฟังจากข้างโน้นแล้วมาบอกข้างนี้ เพื่อทำลายชนพวกโน้น, เป็นผู้สมานพวกแตกกันแล้ว และส่งเสริมพวกที่พร้อมเพรียงกัน; เป็นผู้ยินดีในการพร้อมเพรียง เพลินในการพร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่ทำให้เกิดความพร้อมเพรียง. เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว
หน้า 39 T 5.1.14
จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๒ อย่างนี้คือ มีฟันครบ ๔๐ ซี่ มีฟันสนิท ไม่ห่างกัน ....(ลักขณะที่ ๒๓, ๒๕), ย่อมเป็นผู้มีบริษัทไม่กระจัดกระจาย คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ เป็นบริษัทไม่กระจัดกระจาย. (ด) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้ละเว้นการกล่าวคำหยาบ, กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เป็นสุขแก่หู เป็นที่ตั้งแห่งความรักซึมซาบถึงใจ เป็นคำพูดของชาวเมือง เป็นที่พอใจและชอบใจของชนเป็นอันมาก. เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ ย่อมได้มหาปุริสลักขณะ๒ ข้อนี้คือ มีลิ้นอันเพียงพอ, มีเสียงเหมือนพรหม พูดเหมือนนกการวิก ....(ลักขณะที่ ๒๗, ๒๘), ย่อมเป็นผู้มีวาจาที่ผู้อื่นเอื้อเฟื้อเชื่อฟัง คือ ภิกษุ ภิกษุณีอุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ เอื้อเฟื้อเชื่อฟัง. (ต) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้ละเว้นการพูดเพ้อเจ้อ, เป็นผู้กล่าวควรแก่เวลา กล่าวคำจริง กล่าวเป็นธรรม กล่าวมีอรรถ กล่าวเป็นวินัย กล่าวมีที่ตั้ง มีหลักฐาน มีที่สุด ประกอบด้วยประโยชน์. เพราะ....กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้แล้ว ย่อมได้มหาปุริสลักขณะข้อนี้คือ มีคางดุจคางราชสีห์....(ลักขณะที่ ๒๒), ย่อมเป็นผู้ที่ศัตรูทั้งภายในและ ภายนอกกำจัดไม่ได้ : ศัตรูคือ ราคะ โทสะ โมหะ หรือ สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก กำจัดไม่ได้. (ถ) ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน....ได้เป็นผู้ละมิจฉาชีพ มีการเลี้ยงชีพชอบ เว้นจากการฉ้อโกงด้วยตาชั่ง ด้วยของปลอม ด้วยเครื่องตวงเครื่องวัด จากการโกงการลวง เว้นจากการตัด การฆ่า การผูกมัด การร่วมทำร้าย การปล้น การกรรโชก. เพราะ...กรรมนั้น ๆ....ครั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์อย่างนี้ จึงได้มหาปุริสลักขณะ ๒ ข้อนี้คือ มีฟันอันเรียบเสมอ, มีเขี้ยว
หน้า 40 T 5.1.16
ขาวงาม....(ลักขณะที่ ๒๔, ๒๖), ย่อมเป็นผู้มีบริวารเป็นคนสะอาด คือ มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ เป็นบริวารอัน สะอาด. ประสูติได้ ๗ วัน พระชนนีทิวงคต ๑ ....ถูกแล้วอานนท์ ! ถูกแล้วอานนท์ ! จริงเทียว มารดาแห่งโพธิสัตว์มีชนมายุน้อย. เมื่อประสูติพระโพธิสัตว์แล้วได้ ๗ วัน มารดาแห่งโพธิสัตว์ ย่อมสวรรคต, ย่อมเข้าถึงเทวนิกาย ชั้นดุสิต. ทรงได้รับการบำเรอ ๒ ภิกษุ ท. ! เราเป็นผู้ละเอียดอ่อน ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ละเอียดอ่อนอย่างที่สุด, ดังเราจะเล่าให้ฟัง. ภิกษุ ท. ! เขาขุดสระ ๓ สระในวังแห่งบิดาของเรา, ในสระหนึ่งปลูกอุบล (บัวเขียว), สระหนึ่งปลูกปทุม (บัวหลวง), สระหนึ่งปลูก บุณฑริกะ (บัวขาว), เพื่อประโยชน์แก่เรา. ภิกษุ ท. ! มิใช่ว่าจันทน์ที่เราใช้อย่างเดียว ที่มาแต่เมืองกาสี, ถึงผ้าโพก, เสื้อ, ผ้านุ่ง ผ้าห่ม, ก็ล้วนมาแต่เมืองกาสี. ภิกษุ ท. ! เขาคอยกั้นเศวตฉัตรให้เรา ด้วยหวังว่าความหนาว, ความร้อน, ละออง, หญ้า, หรือน้ำค้าง อย่าได้ถูกต้องเรา ทั้งกลางวันและกลางคืน. ภิกษุ ท. ! มีปราสาทสำหรับเรา ๓ หลัง; หลังหนึ่งสำหรับฤดูหนาว, ________________________________ ๑. ความตอนนี้ ตรัสแก่พระอานนท์. บาลี อัปปายุกสูตร โสณัตเถรวรรค อุ. ขุ. ๒๕/๑๔๕/๑๑๑. ๒. บาลี นวมสูตร เทวทูตวรรค ปฐมปัณณาสก์ ติก. อํ. ๒๐/๑๘๓/๔๗๘.
หน้า 41 T 5.1.16
หลังหนึ่งสำหรับฤดูร้อน, และหลังหนึ่งสำหรับฤดูฝน. เราอยู่บนปราสาทสำหรับฤดูฝน ตลอดสี่เดือนฤดูฝน ให้เขาบำเรออยู่ด้วยดนตรีอันปราศจากบุรุษ, ไม่ลงจากปราสาท. ภิกษุ ท. ! ในวังของบิดาเรา, เขาให้ข้าวสุกแห่งข้าวสาลีเจือด้วยเนื้อแก่ทาสและคนงาน (ดาษดื่น) เช่นเดียวกับที่ที่อื่นเขาให้ข้าวปลายเกรียนกับน้ำส้ม แก่พวกทาสและคนใช้. ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเพียบพร้อมไปด้วยการได้ตามใจตัวถึงเพียงนี้ มีการได้รับความประคบประหงมถึงเพียงนี้ ความคิดก็ยังบังเกิดแก่เราว่า “บุถุชนที่มิได้ยินได้ฟัง ทั้งที่ตัวเองจะต้องแก่ ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้, แต่ครั้นเห็นคนอื่นแก่ ก็นึกอิดหนาระอาใจสะอิดสะเอียน ไม่นึกถึงตัวเสียเลย. ถึงเราเองก็เหมือนกัน จะต้องแก่ ไม่ข้ามพ้นความแก่ไปได้, แต่ว่าเมื่อจะต้องแก่ ไม่พ้นความแก่ไปได้แล้ว จะมาลืมตัว อิดหนาระอาใจ สะอิดสะเอียนเมื่อเห็นคนอื่นแก่นั้น ไม่เป็นการสมควรแก่เรา”. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณาได้เช่นนี้ ความมัวเมาในความหนุ่ม ของเรา ได้หายไปหมดสิ้น. ภิกษุ ท. ! บุถุชนที่ไม่ได้ยินได้ฟัง ทั้งที่ตัวเองจะต้องเจ็บไข้ ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้, ครั้นเห็นคนอื่นเจ็บไข้ ก็นึกอิดหนาระอาใจสะอิดสะเอียนไม่นึกถึงตัวเสียเลย. ถึงเราเองก็เหมือนกัน จะต้องเจ็บไข้ ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้, แต่ว่าเมื่อจะต้องเจ็บไข้ ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้แล้ว จะมาลืมตัวอิดหนาระอาใจ สะอิดสะเอียนเมื่อเห็นคนอื่นเจ็บไข้นั้น ไม่เป็นการสมควรแก่เรา. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณาได้เช่นนี้ ความมัวเมาในความไม่มีโรค ของเราก็หายไปหมดสิ้น ภิกษุ ท. ! บุถุชนที่ไม่ได้ยินได้ฟัง ทั้งที่ตัวเองจะต้องตาย ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้, ครั้นเห็นคนอื่นตาย ก็อิดหนาระอาใจสะอิดสะเอียน ไม่นึกถึง ________________________________ ๑. สำนวนเช่นนี้ เป็นการส่อความบริบูรณ์ด้วยอาหาร ในภาษาบาลี
หน้า 42 T 5.1.17
ตัวเสียเลย. ถึงเราเองก็เหมือนกัน จะต้องตาย ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้, แต่ว่าเมื่อจะต้องตาย ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้แล้ว จะมาลืมตัว อิดหนาระอาใจ สะอิดสะเอียนเมื่อเห็นคนอื่นตายนั้น ไม่เป็นการสมควรแก่เรา. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณาได้เช่นนี้ ความมัวเมาในชีวิตความเป็นอยู่ ของเราได้หายไปหมดสิ้น. กามสุขกับความหน่าย ๑ ....มาคัณฑิยะ ! ครั้งเมื่อเรายังเป็นคฤหัสถ์ ประกอบการครองเรือนได้อิ่มพร้อมไปด้วยกามคุณทั้งห้า ให้เขาบำเรอตนด้วยรูปที่เห็นได้ด้วยจักขุ, ด้วยเสียงที่ฟังได้ด้วยหู, ด้วยกลิ่นอันดมได้ด้วยจมูก, ด้วยรสอันลิ้มได้ด้วยลิ้น, ด้วยโผฏฐัพพะอันสัมผัสได้ด้วยกาย ล้วนแต่ที่สัตว์อยากได้ รักใคร่พอใจ ยวนใจ เข้าไปตั้งไว้ซึ่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งราคะ. มาคัณฑิยะ ! ปราสาทของเรานั้น มีแล้ว ๓ แห่ง ปราสาทหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูฝน, ปราสาทหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูหนาว, ปราสาทหนึ่งสำหรับฤดูร้อน. มาคัณฑิยะ ! เราให้บำเรอตนอยู่ด้วยดนตรี ล้วนแต่สตรี ไม่มีบุรุษเจือปน ณ ปราสาทเป็นที่อยู่ในฤดูฝนสี่เดือน ไม่ลงจากปราสาท. ครั้นล่วงไปถึงสมัยอื่น มามองเห็น เหตุเป็นที่บังเกิด, และ ความที่ตั้งอยู่ไม่ได้, และ ความอร่อย, และโทษอันต่ำทราม, และ อุบายเป็นเครื่องออกไปพ้น, แห่งกาม ท. ตามเป็นจริง, ________________________________ ๑. บาลี มาคัณฑิยสูตร ปริพพาชกวรรค ม. ม. ๑๓/๒๗๔/๒๘๑. ครั้งหนึ่งประทับอยู่ ณ นิคมกัมมาสธัมมะ ในหมู่ชนชาวกุรุ พักอยู่กะพราหมณ์ภารทวาชโคตร ที่โรงบูชาไฟ มีเครื่องลาดล้วนไปด้วยหญ้า. มาคัณฑิยปริพพาชกเพื่อนของภารทวาชพราหมณ์ได้มาเยี่ยม ในที่สุดได้เฝ้าพระผู้มีพระภาค เมื่อได้ตรัสความที่พระองค์ทำลายความยินดีใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ให้ปริพพาชกนั้นเลื่อมใสแล้ว ได้ตรัสเล่าพระประวัติตอนนี้เพื่อแสดงความที่ได้เคยเสวย กามสุข มาแล้วอย่างมาก และความรู้สึกหน่ายในกามนั้น.
หน้า 43 T 5.1.17
จึงละความอยากในกามเสีย บรรเทาความเดือดร้อนเพราะกาม ปราศจากความกระหายในกาม มีจิตสงบ ณ ภายใน. เรานั้น เห็นสัตว์เหล่าอื่น ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม ถูกตัณหาในกามเคี้ยวกินอยู่ ถูกความกระวนกระวายในกามรุมเผาเอาอยู่ แต่ก็ยังขืนเสพกาม, เรามิได้ทะเยอทะยานตามสัตว์เหล่านั้น ไม่ยินดีในการเสพกามนั้นเลย. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุใด ? มาคัณฑิยะ ! เพราะว่าคนเรา ถึงแม้ยินดีด้วยความยินดี ที่ปราศจากกาม หรือปราศจากอกุศลแล้ว๑ ก็ยังจัดเป็นสัตว์ที่เลวทรามอยู่, เราจึงไม่ทะเยอทะยานตามสัตว์เหล่านั้น ขืนเสพกามอีกเลย. มาคัณฑิยะ ! คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมากเพียบพร้อมด้วยกามคุณห้า ให้เขาบำเรอตนด้วย รูป, เสียง, กลิ่น, รส, และโผฏฐัพพะ อันสัตว์ปรารถนารักใคร่ชอบใจ ยั่วยวน, เข้าไปตั้งอยู่ด้วยความใคร่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ. ถ้าหากเขานั้นประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ เบื้องหน้า แต่กายแตกตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นสหายกับเหล่าเทพในดาวดึงส์, เทพบุตรนั้น มีนางอัปสรแวดล้อมอยู่ในนันทวัน อิ่มหนำ เพียบพร้อมด้วยกามให้นางอัปสรบำเรอตนด้วยกามคุณห้าอันเป็นทิพย์ในดาวดึงส์นั้น. เทวบุตรนั้นหากได้เห็นคฤหบดี หรือบุตรของคฤหบดี (ในมนุษย์โลกนี้) อิ่มหนำเพียบพร้อมด้วยกาม ให้เขาบำเรอตนด้วยกามอยู่. มาคัณฑิยะ ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร,เทพบุตรนั้นจะทะเยอทะยานต่อกามคุณของคฤหบดี หรือบุตรของคฤหบดีนั้นบ้างหรือ หรือจะเวียนมาเพื่อกามอันเป็นของมนุษย์นี้บ้าง ? “พระโคดม ! หามิได้เลย เพราะว่ากามที่เป็นทิพย์ น่ารักใคร่กว่า ประณีตกว่า กว่ากามของมนุษย์”. ________________________________ ๑. เช่นยินดีในรูปฌาน อันจัดเป็นภวตัณหาเป็นต้น.
หน้า 44 T 5.1.19
ทรงหลงกามและหลุดจากกาม ๑ ดูก่อนมหานาม ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ แม้เป็นผู้มีสติระลึกได้ว่า “กามทั้งหลาย มีรสที่น่ายินดีน้อยมีทุกข์มาก, มีความคับแค้นมาก, โทษอันแรงร้ายมีอยู่ในกามนั้นอย่างยิ่ง” ก็ดีแต่เรานั้นยังไม่ได้บรรลุสุขอันเกิดแต่ปีติ หรือธรรมอื่นที่สงบยิ่งไปกว่าปีติสุขนั้น, นอกจากได้เสวยแต่กาม และอกุศลธรรมอย่างเดียว; เราจึงเป็นผู้หมุนกลับจากกามไม่ได้, ไม่รู้อย่างแจ่มแจ้งในกามทั้งหลาย อยู่เพียงนั้น. ดูก่อนมหานาม ! เมื่อใด เป็นอันว่าเราได้เห็นข้อนี้อย่างดี ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงว่า “กามทั้งหลาย มีรสที่น่ายินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก, โทษอันแรงร้าย มีอยู่ในกามนั้นอย่างยิ่ง” แล้ว; ......เมื่อนั้นเราก็เป็นผู้ไม่หมุนกลับมาสู่กามทั้งหลาย รู้จักกามทั้งหลายอย่างแจ่มแจ้งได้. ความรู้สึก ที่ถึงกับทำให้ออกผนวช ๒ ภิกษุ ท. ! ในโลกนี้ ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ตนเองมีความเกิด เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง, ตนเองมีความแก่ เป็นธรรมดาอยู่แล้วก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง, ตนเองมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง, ตนเองมีความตาย เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความตาย ________________________________ ๑. บาลี จูฬทุกขักขันธสูตร สีหนาทวรรค มู. ม. ๑๒/๑๘๐/๒๑๑. ตรัสแก่ท้าวมหานาม ที่นิโค๎รธาราม กรุงกบิลพัสดุ์. ๒. บาลี ปาสราสิสูตร โอปัมมวรรค มู. ม. ๑๒/๓๑๖/๓๑๖. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่อาศรมของรัมมกพราหมณ์ ใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 45 T 5.1.19
เป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง, ตนเองมีความโศก เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความโศกเป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง, ตนเองมีความเศร้าหมองโดยรอบด้าน เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเศร้าหมองโดยรอบด้าน เป็นธรรมดาอยู่นั่นเอง อีก. ภิกษุ ท. ! ก็อะไรเล่า เป็นสิ่งที่มีความเกิด (เป็นต้น) ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้าน (เป็นที่สุด) เป็นธรรมดา ? ภิกษุ ท. ! บุตรและภรรยา มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา. ทาสหญิงทาสชาย มีความเกิดเป็นธรรมดาฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา. แพะ แกะ มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา. ไก่ สุกร มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา. ช้าง โค ม้า ลา มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา. ทองและเงิน เป็นสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา. สิ่งที่มนุษย์เข้าไปเทิดทูนเอาไว้ เหล่านี้แลที่ชื่อว่าสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดา ซึ่งคนในโลกนี้ พากันจมติดอยู่ พากันมัวเมาอยู่ พากันสยบอยู่ในสิ่งเหล่านี้ จึงทำให้ตนทั้งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ มีความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว ก็ยังมัวหลงแสวงหาสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดา ฯลฯ ที่มีความเศร้าหมอง โดยรอบด้านเป็นธรรมดา อยู่นั่นเอง อีก.๑ ________________________________ ๑. การจำแนกว่าอะไรบ้างเป็นสิ่งที่มีความเกิดเป็นธรรมดานี้ อยู่ก่อนตรัสปรารภพระองค์เอง แต่ในที่นี้เรียงไว้หลัง เพื่อเข้าใจง่าย. ของเดิมก็อยู่ติดกันเช่นนี้. สำหรับในสมัยพุทธกาลทรงจำแนกสิ่งที่คนในโลกพากัน “เทิดทูน” ไว้เช่นนี้. แต่สำหรับสมัยนี้จะจำแนกเป็นอะไรได้ บ้างนั้น ผู้อ่านทุกคนนึกเอาได้เอง.
หน้า 46 T 5.1.19
ภิกษุ ท. ! ความคิดอันนี้ ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “ทำไมหนอ เราซึ่งมีความเกิด ฯลฯ ความเศร้าหมองโดยรอบด้าน เป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว จะต้องไปมัวแสวงหาสิ่งที่มีความเกิด ฯลฯ ความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดาอยู่อีก. ไฉนหนอ เราผู้มีความเกิด ฯลฯ ความเศร้าหมองโดยรอบด้าน เป็นธรรมดาอยู่เองแล้ว ครั้นได้รู้สึกถึงโทษอันต่ำทรามของการมีความเกิด ฯลฯ ความเศร้าหมองโดยรอบด้านเป็นธรรมดานี้แล้ว เราพึงแสวงหา นิพพาน อันไม่มีความเกิดฯลฯ ไม่มีความเศร้าหมองโดยรอบด้าน อันเป็นธรรมที่เกษมจากเครื่องร้อยรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าเถิด”. ภิกษุ ท. ! เรานั้นโดยสมัยอื่นอีก ยังหนุ่มเทียว เกสายังดำจัด บริบูรณ์ด้วยความหนุ่มที่กำลังเจริญ ยังอยู่ในปฐมวัย, เมื่อมารดาบิดาไม่ปรารถนาด้วยกำลังพากันร้องไห้น้ำตานองหน้าอยู่, เราได้ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนแล้ว. (ในบาลี สคารวสูตร ๑ มีที่ตรัสไว้สรุปแต่สั้น ๆ ว่า :-) ภารทวาชะ ! ในโลกนี้ ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ความคิดนี้เกิดมีแก่เรา ว่า “ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี, ส่วนบรรพชาเป็นโอกาสว่าง; ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียว เหมือนสังข์ที่เขาขัดดีแล้ว, โดยง่าย นั้นไม่ได้. ถ้าไฉนเราพึงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยเรือน เถิด” ดังนี้. ภารทวาชะ ! เรานั้นโดยสมัยอื่นอีกยังหนุ่มเทียว.... ________________________________ ๑. บาลี สคารวสูตร พราหมณวรรค ม. ม. ๑๓/๖๖๙/๗๓๘. ตรัสแก่พราหมณ์หนุ่ม ชื่อสคารวะ, ที่หมู่บ้านปัจจลกัปป์. ข้อความเช่นนี้ ยังมีในสูตรอื่นอีก เช่นบาลีมหาสัจจกสูตร มู. ม. หน้า ๔๔๒ บรรพ ๔๑๑ เป็นต้น.
หน้า 47 T 5.1.21
การออกผนวช ๑ ....ราชกุมาร ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ได้เกิดความรู้สึกขึ้นภายในใจว่า “ชื่อว่าความสุขแล้ว ใคร ๆ จะบรรลุได้โดยง่ายเป็นไม่มี, ความสุขเป็นสิ่งที่ใคร ๆ บรรลุได้โดยยาก” ดังนี้. ราชกุมาร ! ครั้นสมัยอื่นอีก เรานั้นยังหนุ่มเทียว เกสายังดำจัด บริบูรณ์ด้วยเยาว์อันเจริญในปฐมวัย, เมื่อมารดาบิดาไม่ปรารถนาด้วย กำลังพากันร้องไห้ น้ำตานองหน้าอยู่, เราได้ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนแล้ว.... ออกผนวชเมื่อพระชนม์ ๒๙ ๒ ....ดูก่อนสุภัททะ ! เรามีอายุได้สามสิบหย่อนหนึ่งโดยวัย, ได้ออกบรรพชา แสวงหาว่า ‘อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นกุศล’ ๓ ดังนี้.... จบภาค ๑. _________________ ________________________________ ๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม. ม. ๑๓/๔๔๓/๔๘๙. ตรัสแก่กุมารชื่อนั้น ที่ปราสาทสร้างใหม่ของเขา. ๒. ตรัสแก่สุภัททะ ในมหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๗๖/๑๓๙. ๓. ออกผนวชในเพศแห่งนักจาริกแสวงบุญ ซึ่งเป็นธรรมเนียมอยู่ในครั้งนั้น.
หน้า 49 T 5.2
ภาค ๒ เริ่มแต่ออกผนวชแล้ว เที่ยวเสาะแสวงหาความรู้ ทรมานพระองค์ จนได้ตรัสรู้
หน้า 50 T 5.2
ภาค ๒ มีเรื่อง :- เสด็จสำนักอาฬารดาบส - - เสด็จสำนักอุทกดาบส - - เสด็จไปอุรุเวลาเสนานิคม - - ทรงประพฤติอัตตกิลมถานุโยค - - อุปมาปรากฏแจ่มแจ้ง - - ทุกรกิริยา - - ทรงแน่พระทัยว่าไม่อาจตรัสรู้เพราะการทำทุกรกิริยา - - ทรงกลับพระทัยฉันอาหารหยาบ - - ภิกษุปัญจวัคคีย์หลีก - - ทรงตริตรึกเพื่อตรัสรู้ - - ทรงเที่ยวแสวงเพื่อความตรัสรู้ - - ทรงคอยควบคุมวิตก ก่อนตรัสรู้ - - ทรงกำหนดสมาธินิมิต ก่อนตรัสรู้ - - ทรงคอยกั้นจิตจากกามคุณ ก่อนตรัสรู้ - - ทรงคิดค้นวิธีแห่งอิทธิบาท ก่อนตรัสรู้ - - ทรงคิดค้นเรื่องเบญจขันธ์ ฯลฯ ก่อนตรัสรู้ - - ทรงคิดเรื่องเวทนาโดยละเอียด ก่อนตรัสรู้ - - ทรงแสวงเนื่องด้วยเบญจขันธ์ ฯลฯ ก่อนตรัสรู้ - - ทรงค้นลูกโซ่แห่งทุกข์ ก่อนตรัสรู้- - ทรงค้นลูกโซ่แห่งทุกข์ ก่อนตรัสรู้ (อีกนัยหนึ่ง) - - ทรงพยายามในอธิเทวญาณทัสสนะเป็นขั้น ๆ ก่อนตรัสรู้ - - ทรงทำลายความขลาด ก่อนตรัสรู้ - - ธรรมที่ทรงอบรมมาก ก่อนตรัสรู้ - - วิหารธรรมที่ทรงอยู่มากที่สุด ก่อนตรัสรู้ - - ทรงพยายามในเนกขัมมจิต และอนุปุพพวิหารสมาบัติ ก่อนตรัสรู้ - - ทรงอธิษฐานความเพียร ก่อนตรัสรู้ - - ความฝันครั้งสำคัญ ก่อนตรัสรู้ - - อาการแห่งการตรัสรู้ - - สิ่งที่ตรัสรู้ - - การตรัสรู้คือการทับรอยแห่งพระพุทธเจ้าในอดีต - - การตรัสรู้คือการทรงรู้แจ้งผัสสายตนะโดยอาการห้า - - เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการตรัสรู้ - - แผ่นดินไหว เนื่องด้วยการตรัสรู้ - - การรู้สึกพระองค์ว่าได้ตรัสรู้แล้ว - - วิหารธรรมที่ทรงอยู่ เมื่อตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ .
หน้า 51 T 5.2.1
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาค ๒ เริ่มแต่ออกผนวชแล้ว เที่ยวเสาะแสวงหาความรู้ ทรมานพระองค์ จนได้ตรัสรู้ _________________ เสด็จสำนักอาฬารดาบส ๑ เรานั้น ครั้นบวชอย่างนี้แล้ว แสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล ค้นหาแต่สิ่งที่ประเสริฐฝ่ายสันติชนิดที่ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า; ได้เข้าไปหาอาฬารดาบสผู้กาลามโคตรถึงที่สำนักแล้วกล่าวว่า “ท่านกาลามะ ! เราอยากประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้ด้วย”. ราชกุมาร ! ครั้นเรากล่าวดังนี้แล้ว อาฬารดาบสผู้กาลามโคตรได้ตอบว่า “อยู่เถิดท่านผู้มีอายุ ! ธรรมนี้เป็นเช่นนี้ ๆ; ถ้าบุรุษเข้าใจความแล้ว ไม่นานเลยคงทำให้แจ้ง บรรลุได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ทั่วถึงลัทธิของอาจารย์ตน”. ________________________________ ๑. ตรัสแก่ โพธิราชกุมาร, บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม. ม. ๑๓/๔๔๓/๔๘๙, และใน สคารวสูตร พราหมณวรรค ม. ม. ๑๓/๖๗๐/๗๓๘, ปาสราสิสูตร โอปัมมวรรค มู. ม. มี ย่อมาก, มหาสัจจกสูตร มหายมกวรรค มู. ม.
หน้า 52 T 5.2.1
ราชกุมาร ! เราเล่าเรียนธรรมนั้นได้ฉับไวไม่นานเลย. ราชกุมาร ! เรานั้นกล่าวได้ทั้ง ญาณวาท และ เถรวาท ด้วยอาการมาตรว่าท่องด้วยปาก และด้วยเวลาชั่วที่เจรจาตอบตลอดกาลเท่านั้น. อนึ่ง เราและศิษย์อื่น ๆ ปฏิญญาได้ว่าเรารู้เราเห็น ดังนี้. ราชกุมาร ! ความรู้สึกเกิดขึ้นแก่เราว่า “อาฬารผู้กาลามโคตรประกาศให้ผู้อื่นทราบว่า ‘เราทำให้แจ้งธรรมนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วแลอยู่’ ด้วยคุณสักว่าศรัทธาอย่างเดียวก็หามิได้, ที่แท้อาฬารผู้กาลามโคตรคงรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งธรรมนี้เป็นแน่”. ราชกุมาร ! ครั้งนั้นเราเข้าไปหาอาฬารผู้กาลามโคตรถึงที่อยู่ แล้วกล่าวว่า “ท่านกาลามะ ! ท่านทำให้แจ้งธรรมนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วและประกาศได้เพียงเท่าไรหนอ ? ” ครั้นเรากล่าวอย่างนี้ อาฬารผู้กาลามโคตร ได้ประกาศให้รู้ถึง อากิญจัญญายตนะ แล้ว. ราชกุมาร ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา จักมีแต่ของอาฬารผู้กาลามโคตรผู้เดียวก็หาไม่. ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา ของเราก็มีอยู่; อย่างไรก็ตาม เราจักตั้งความเพียรทำให้แจ้งธรรมที่ท่านกาลามะประกาศแล้วว่า ‘เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วแลอยู่’ ดังนี้ ให้จงได้”. ราชกุมาร ! เราได้บรรลุ ทำให้แจ้งธรรมนั้นด้วยปัญญาอันยิ่งเองฉับไวไม่นานเลย. ราชกุมาร ! ครั้งนั้นเราเข้าไปหาอาฬารผู้กาลามโคตร ถึงที่อยู่ แล้วกล่าวว่า “มีเท่านี้หรือที่ท่านบรรลุถึง ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศแก่ผู้อื่นอยู่ ?”. “เท่านี้เองผู้มีอายุ ! ที่เราบรรลุถึง ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศแก่ผู้อื่นอยู่”. “ท่านกาลามะ ! แม้เราก็บรรลุทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองถึงเพียงนั้นเหมือนกัน”. ราชกุมาร ! อาฬารผู้กาลามโคตรได้กล่าวกะเราว่า “ลาภของเราแล้วท่านผู้มีอายุ ! เราได้ดีแล้ว, ท่านผู้มีอายุ ! มิเสียแรงที่ได้พบเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ เช่น
หน้า 53 T 5.2.2
กับท่านผู้ทำให้แจ้งธรรมที่เรารู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง, แม้เราก็ทำให้แจ้งธรรมที่ท่านทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองนั้นอย่างเดียวกัน. เรารู้ธรรมใด ท่านรู้ธรรมนั้น, ท่านรู้ธรรมใด เรารู้ธรรมนั้น, เราเป็นเช่นใด ท่านเป็นเช่นนั้น, ท่านเป็นเช่นใด เราเป็นเช่นนั้น; มาเถิดท่านผู้มีอายุ ! เราสองคนด้วยกัน จักช่วยกันปกครองคณะนี้ต่อไป”. ราชกุมาร ! อาฬารกาลามโคตรผู้เป็นอาจารย์ของเรา ได้ตั้งเราผู้เป็นศิษย์ให้เสมอด้วยตนแล้ว, ได้บูชาเราด้วยการบูชาอย่างยิ่ง. ราชกุมาร ! (เมื่อเราได้เสมอด้วยอาจารย์ ได้การบูชาที่ยิ่งดังนั้น) ได้เกิดความรู้สึกนี้ว่า “ก็ธรรมนี้จะได้เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับสนิท เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อนิพพาน ก็หาไม่, แต่เป็นไปพร้อม เพียงเพื่อการบังเกิดใน อากิญจัญญายตนภพ ๑ เท่านั้นเอง”. ราชกุมาร ! ตถาคต (เมื่อเห็นโทษในสมาบัติทั้งเจ็ด) จึงไม่พอใจ เบื่อจากธรรมนั้น หลีกไปเสีย. เสด็จสำนักอุทกดาบส ๒ ราชกุมาร ! เรานั้นแสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล ค้นหาแต่สิ่งที่ประเสริฐฝ่ายสันติชนิดที่ไม่มีอะไรยิ่งกว่า; ได้เข้าไปหาอุทกดาบสผู้รามบุตร ถึงที่สำนักแล้วกล่าวว่า “ท่านรามะ ! เราอยากประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้ด้วย”.ราชกุมาร ! ครั้นเรากล่าวดังนี้ ท่านอุทกผู้รามบุตรได้กล่าวตอบว่า “อยู่เถิดท่านผู้มีอายุ ! ธรรมนี้เป็นเช่นนี้ ๆ; ถ้าบุรุษเข้าใจความแล้ว ไม่นานเลย คงทำให้แจ้ง บรรลุได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ทั่วถึงลัทธิของอาจารย์ตน”. ________________________________ ๑. อรูปพรหมชั้นที่ ๓; สมาบัติทั้งเจ็ดในที่นี้ คือรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๓. ๒. ที่มาเหมือนกันกับอาฬารดาบส : บาลี โพธิราชกุมารสูตร ม.ม. ๑๓/๔๔๖/๔๙๐, บาลี สคารวสูตร ม. ม. ๑๓/๖๗๒/๗๓๙, บาลี ปาสราสิสูตร มู. ม. ๑๒/๓๒๐/๓๑๘ และบาลี มหาสัจจกสูตร ม. ม.
หน้า 54 T 5.2.2
ราชกุมาร ! เราเล่าเรียนธรรมนั้นได้ฉับไวไม่นานเลย. ราชกุมาร ! เรากล่าวได้ทั้ง ญาณวาท และเถรวาท ด้วยอาการมาตรว่าท่องด้วยปาก ด้วยเวลาชั่วที่เจรจาตอบตลอดกาลเท่านั้น. อนึ่ง เราและศิษย์อื่นปฏิญญาได้ว่าเรารู้เราเห็นดังนี้. ราชกุมาร ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “อุทกผู้รามบุตรได้ประกาศว่า‘เราทำให้แจ้งธรรมนี้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วแลอยู่’ ด้วยคุณสักว่าศรัทธาอย่างเดียวก็หามิได้, ที่แท้อุทกผู้รามบุตรคงรู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งธรรมนี้เป็นแน่”. ราชกุมาร ! ครั้งนั้นเราเข้าไปหาอุทกผู้รามบุตรถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า “ท่านรามะ ! ท่านทำธรรมนี้ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว และประกาศได้เพียงเท่าไรหนอ ?” ครั้นเรากล่าวอย่างนี้ อุทกรามบุตรได้ประกาศให้รู้ถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะแล้ว. ราชกุมาร ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา จักมีแต่ของอุทกรามบุตรผู้เดียวก็หาไม่. ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา ของเราก็มีอยู่; อย่างไรก็ตาม เราจักตั้งความเพียรทำให้แจ้งธรรมที่ท่านรามะประกาศแล้วว่า ‘เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วแลอยู่’ ดังนี้ให้จงได้”. ราชกุมาร ! เราได้บรรลุทำให้แจ้งซึ่งธรรมนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเองฉับไวไม่นานเลย. ราชกุมาร ! ครั้งนั้น เราเข้าไปหาอุทกผู้รามบุตรถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า “มีเท่านี้หรือ ที่ท่านบรรลุถึง ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วประกาศแก่ผู้อื่นอยู่ ?”. “เท่านี้เองผู้มีอายุ ! ที่เราบรรลุถึงทำให้แจ้งแล้วประกาศแก่ผู้อื่น”. “ท่านรามะ ! ถึงเราก็ได้บรรลุทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองเท่านั้นเหมือนกัน”. ราชกุมาร ! อุทกผู้รามบุตรได้กล่าวกะเราว่า “ลาภของเราแล้ว ท่านผู้มีอายุ ! เราได้ดีแล้ว, ท่านผู้มีอายุ ! มิเสียแรงที่ได้พบเพื่อนร่วมพรหมจรรย์เช่นกับท่านผู้ทำให้แจ้งธรรมที่รามะรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง, แม้รามะก็ทำให้แจ้งธรรมที่ท่านทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองนั้น อย่างเดียวกัน. รามะรู้ทั่วถึงธรรมใด ท่านรู้ธรรมนั้น,
หน้า 55 T 5.2.3
ท่านรู้ธรรมใด รามะรู้ทั่วถึงธรรมนั้น, รามะเป็นเช่นใด ท่านเป็นเช่นนั้น, ท่านเป็นเช่นใด รามะเป็นเช่นนั้น; มาเถิดท่านผู้มีอายุ ! ท่านจงปกครองคณะนี้ต่อไป”. ราชกุมาร ! อุทกรามบุตรเมื่อเป็นสพรหมจารีต่อเรา ก็ได้ตั้งเราไว้ในฐานะแห่งอาจารย์นั่นเทียว; ได้บูชาเราด้วยการบูชาอันยิ่ง, ราชกุมาร ! (เมื่อเราได้เสมอด้วยอาจารย์ ได้การบูชาที่ยิ่งดังนั้น) ได้เกิดความรู้สึกนี้ว่า “ธรรมนี้จะได้เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับสนิท เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อนิพพาน ก็หาไม่, แต่เป็น ไปพร้อม เพียงเพื่อการบังเกิดในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ๑ เท่านั้นเอง”. ราชกุมาร ! ตถาคต (เมื่อเห็นโทษในสมาบัติทั้งแปด) จึงไม่พอใจในธรรมนั้น เบื่อหน่ายจากธรรมนั้น หลีกไปเสีย. เสด็จไปอุรุเวลาเสนานิคม ๒ ราชกุมาร ! เรานั้นเมื่อหลีกไปจากสำนักอุทกผู้รามบุตรแล้ว แสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล ค้นหาแต่สิ่งที่ประเสริฐฝ่ายสันติอันไม่มีอื่นยิ่งกว่า, เที่ยวจาริกไปตามลำดับหลายตำบลในมคธรัฐ จนบรรลุถึงตำบล อุรุเวลาเสนานิคม พักแรมอยู่ ณ ตำบลนั้น. ณ ที่นั้น เราได้พบภาคพื้นรมณียสถาน มีชัฏป่าเยือกเย็น แม่น้ำไหลใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นอันดีน่าเพลินใจ มีบ้านสำหรับโคจรตั้งอยู่โดยรอบ. ราชกุมาร ! เราได้เห็นแล้ว เกิดความรู้สึกว่า “ภูมิภาคนี้ ________________________________ ๑. อรูปพรหมชั้นที่ ๔; สมาบัติแปด คือ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔. ๒. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม. ม. ๑๓/๔๔๘/๔๙๑, และ สคารวสูตร พราหมณวรรค ม.ม., ปาสราสิสูตร มู. ม., มหาสัจจกสูตร มู. ม.
หน้า 56 T 5.2.4
น่ารื่นรมย์จริง ชัฏป่าเย็นเยือก แม่น้ำไหลใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นอันดีน่าเพลินใจ ทั้งที่โคจรก็ตั้งอยู่โดยรอบ, ที่นี้สมควรเพื่อจะตั้งความเพียรของกุลบุตรผู้ต้องการด้วยความเพียร” ดังนี้. ราชกุมาร ! เรานั่งพักอยู่ ณ ตำบลนั้นเอง ด้วยคิดว่าที่นี้สมควรแล้วเพื่อการตั้งความเพียร ดังนี้. ทรงประพฤติอัตตกิลมถานุโยค (วัตรของเดียรถีย์) ๑ สารีบุตร ! เราตถาคตรู้เฉพาะซึ่ง พรหมจรรย์อันประกอบด้วยองค์ ๔ ที่ได้ประพฤติแล้ว; ตปัสสีวัตร เราก็ได้ประพฤติอย่างยิ่ง, ลูขวัตร เราก็ได้ประพฤติอย่างยิ่ง, เชคุจฉิวัตร เราก็ได้ประพฤติอย่างยิ่ง, ปวิวิตตวัตร เราก็ได้ประพฤติอย่างยิ่ง. ในวัตร ๔ อย่างนั้น นี้เป็น ตปัสสีวัตร (วัตรเพื่อมีตบะ) ของเราคือเราได้ประพฤติเปลือยกาย มีมรรยาทอันปล่อยทิ้งเสียแล้ว เป็นผู้ประพฤติเช็ดอุจจาระของตนด้วยมือ ถือเป็นผู้ไม่รับอาหารที่เขาร้องเชิญว่าท่านผู้เจริญจงมา ไม่รับอาหารที่เขาร้องนิมนต์ว่าท่านผู้เจริญจงหยุดก่อน ไม่ยินดีในอาหารที่เขานำมาจำเพาะ ไม่ยินดีในอาหารที่เขาทำอุทิศเจาะจง ไม่ยินดีในอาหารที่เขาร้องนิมนต์ เราไม่รับอาหารจากปากหม้อ ไม่รับอาหารจากปากภาชนะ ไม่รับอาหารคร่อมธรณีประตู ไม่รับอาหารคร่อมท่อนไม้ ไม่รับอาหารคร่อมสาก ไม่รับอาหาร ________________________________ ๑. ตรัสเล่าแก่พระสารีบุตร, บาลี มหาสีหนาทสูตร สีหนาทวรรค มู. ม. ๑๒/๑๕๕/๑๗๗, ที่ วนสัณฑ์ ใกล้เมืองเวสาลี. วัตรเหล่านี้ในบาลีไม่แสดงไว้ชัดว่า ทรงทำก่อนหรือหลังการไปสำนัก ๒ ดาบส หรือคราวเดียวกับทุกรกิริยา อดอาหาร.
หน้า 57 T 5.2.4
ของชนสองคนผู้บริโภคอยู่ ไม่รับอาหารของหญิงมีครรภ์ ไม่รับอาหารของหญิงที่กำลังให้บุตรดื่มนมอยู่ ไม่รับอาหารของหญิงผู้ไปในระหว่างแห่งบุรุษ ไม่รับอาหารในอาหารที่มนุษย์ชักชวนร่วมกันทำ ไม่รับอาหารในที่ที่มีสุนัขเข้าไปยืนเฝ้าอยู่ ไม่รับอาหารในที่ที่เห็นแมลงวันบินไปเป็นหมู่ ๆ ไม่รับปลา ไม่รับเนื้อ ไม่รับสุรา ไม่รับเมรัย ไม่ดื่มน้ำอันดองด้วยแกลบ เรารับเรือนเดียว ฉันคำเดียวบ้าง รับสองเรือนฉันสองคำบ้าง รับสามเรือนฉันสามคำบ้าง ....ฯลฯ.... รับเจ็ดเรือนฉันเจ็ดคำบ้าง, เราเลี้ยงร่างกายด้วยอาหารในภาชนะน้อย ๆ ภาชนะเดียวบ้าง เลี้ยงร่างกายด้วยอาหารในภาชนะน้อย ๆ สองภาชนะบ้าง ....ฯลฯ.... เลี้ยงร่างกายด้วยอาหารในภาชนะน้อย ๆ เจ็ดภาชนะบ้าง เราฉันอาหารที่เก็บไว้วันเดียวบ้าง ฉันอาหารที่เก็บไว้สองวันบ้าง ....ฯลฯ.... ฉันอาหารที่เก็บไว้เจ็ดวันบ้าง, เราประกอบความเพียรในภัตรและโภชนะมีปริยายอย่างนี้ จนถึงกึ่งเดือนด้วยอาการอย่างนี้. เรานั้น มีผักเป็นภักษาบ้าง มีสารแห่งหญ้ากับแก้เป็นภักษาบ้าง มีลูกเดือยเป็นภักษาบ้าง มีเปลือกไม้เป็นภักษาบ้าง มีสาหร่ายเป็นภักษาบ้าง มีรำข้าวเป็นภักษาบ้าง มีข้าวตังเป็นภักษาบ้าง มีข้าวสารหักเป็นภักษาบ้าง มีหญ้าเป็นภักษาบ้าง มีโคมัย (ขี้วัว) เป็นภักษาบ้าง มีผลไม้และรากไม้ในป่าเป็นอาหารบ้าง บริโภคผลไม้อันเป็นไป (หล่นเอง) ยังชีวิตให้เป็นไปบ้าง. เรานั้นนุ่งห่มด้วยผ้าป่านบ้าง นุ่งห่มผ้าเจือกันบ้าง นุ่งห่มผ้าที่เขาทิ้งไว้กับซากศพบ้าง นุ่งห่มผ้าคลุกฝุ่นบ้าง นุ่งห่มเปลือกไม้บ้าง นุ่งห่มหนังอชินะบ้าง นุ่งห่มหนังอชินะทั้งเล็บบ้าง นุ่งห่มแผ่นหญ้าคากรองบ้าง นุ่งห่มแผ่นปอกรองบ้าง นุ่งห่มแผ่นกระดานกรองบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลผมคนบ้าง นุ่งห่มผ้ากัมพลทำด้วยขนหางสัตว์บ้าง นุ่งห่มปีกนกเค้าบ้าง (ศัพท์นี้แปลกที่ไม่มีคำว่ากัมพล) เราตัดผมและหนวด ประกอบตามซึ่งความเพียรในการตัดผมและหนวด, เราเป็นผู้ยืนกระหย่งห้ามเสียซึ่งการนั่ง, เป็นผู้เดินกระหย่ง ประกอบตามซึ่งความเพียรในการเดินกระหย่งบ้าง, เราประกอบ
หน้า 58 T 5.2.4
การยืนการเดินบนหนาม สำเร็จการนอนบนที่นอนทำด้วยหนาม, เราประกอบตามซึ่งความเพียรในการลงสู่น้ำ เวลาเย็นเป็นครั้งที่สามบ้าง, เราประกอบตามซึ่งความเพียรในการทำ (กิเลสใน) กายให้เหือดแห้ง ด้วยวิธีต่าง ๆ เช่นนี้ ด้วยอาการอย่างนี้. สารีบุตร ! นี่แล เป็นวัตรเพื่อความเป็นผู้มีตบะของเรา. สารีบุตร ! ในวัตรสี่อย่างนั้น นี้เป็น ลูขวัตร (วัตรในการเศร้าหมอง) ของเรา คือ ธุลีเกรอะกรังแล้วที่กาย สิ้นปีเป็นอันมากเกิดเป็นสะเก็ดขึ้น. สารีบุตร ! เปรียบเหมือนตอตะโกนานปีมีสะเก็ดขึ้นแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น ธุลีเกรอะกรังแล้วที่กาย สิ้นปีเป็นอันมากจนเกิดเป็นสะเก็ดขึ้น. สารีบุตร ! ความคิดนึกว่า โอหนอเราพึงลูบธุลีนี้ออกเสียด้วยฝ่ามือเถิด ดังนี้ ไม่มีแก่เรา, แม้ความคิดนึกว่าก็หรือ ชนเหล่าอื่นพึงลูบธุลีนี้ออกเสียด้วยฝ่ามือเถิด ดังนี้ ก็มิได้มีแก่เรา. ดูก่อนสารีบุตร ! นี้แล เป็นวัตรในความเป็นผู้เศร้าหมองของเรา. สารีบุตร ! ในวัตรสี่อย่างนั้น นี้เป็น เชคุจฉิวัตร (วัตรในความเป็นผู้รังเกียจ) ของเรา คือ ดูก่อนสารีบุตร ! เรานั้นมีสติก้าวขาไป มีสติก้าวขากลับ โดยอาการเท่าที่ความเอ็นดูอ่อนโยนของเราพึงบังเกิดขึ้น แม้ในหยาดแห่งน้ำ ว่าเราอย่าทำสัตว์น้อย ๆ ทั้งหลายที่มีคติไม่เสมอกันให้ลำบากเลย. สารีบุตร ! นี้แล เป็นวัตรในความเป็นผู้รังเกียจของเรา. สารีบุตร ! ในวัตรสี่อย่างนั้น นี้เป็น ปวิวิตตวัตร (วัตรในความเป็นผู้สงัดทั่วแล้ว) ของเรา คือ ดูก่อนสารีบุตร ! เรานั้นเข้าสู่ราวป่าแห่งใดแห่งหนึ่งแล้วแลอยู่ เมื่อเห็นคนเลี้ยงโค หรือคนเลี้ยงปศุสัตว์ หรือคนเกี่ยวหญ้า หรือคนหาไม้ หรือคนทำงานในป่ามา เราก็รีบลัดเลาะจากป่านี้ไปป่าโน้น จากรกชัฏนี้สู่รกชัฏโน้น จากลุ่มนี้สู่ลุ่มโน้น จากดอนนี้สู่ดอนโน้น เพราะเหตุคิดว่า ขอคนพวกนั้นอย่าเห็นเราเลย และเราก็อย่าได้เห็นชนพวกนั้น. สารีบุตร ! เปรียบเหมือนเนื้ออันอยู่ในป่า เห็นมนุษย์แล้วย่อมเลาะลัดจากป่านี้สู่ป่าโน้น จากรกชัฏนี้สู่รกชัฏ
หน้า 59 T 5.2.4
โน้น จากลุ่มนี้สู่ลุ่มโน้น จากดอนนี้สู่ดอนโน้น, ฉันใดก็ฉันนั้น ที่เราเมื่อเห็นคนเลี้ยงโคหรือคนเลี้ยงปศุสัตว์ หรือคนเกี่ยวหญ้า คนหาไม้ คนทำงานในป่ามาก็รีบเลาะลัดจากป่านี้สู่ป่าโน้น จากรกชัฏนี้สู่รกชัฏโน้น จากลุ่มนี้สู่ลุ่มโน้น จากดอนนี้สู่ดอนโน้น ด้วยหวังว่าคนพวกนี้อย่าเห็นเราเลย และเราก็อย่าได้เห็นคนพวกนั้น. สารีบุตร ! นี้แล เป็นวัตรในความเป็นผู้สงัดทั่วของเรา. สารีบุตร ! เรานั้น โคเหล่าใดออกจากคอกหาคนเลี้ยงมิได้, เราก็คลานเข้าไปในที่นั้น ถือเอาโคมัยของลูกโคน้อย ๆ ที่ยังดื่มนมแม่เป็นอาหาร. สารีบุตร ! มูตรและกรีส (ปัสสาวะและอุจจาระ) ของตนเอง ยังไม่หมดเพียงใด เราก็ถือมูตรและกรีสนั้นเป็นอาหารตลอดกาลเพียงนั้น. ดูก่อนสารีบุตร ! นี้แล เป็นวัตรใน มหาวิกฏโภชนวัตร ของเรา. สารีบุตร ! เราแลเข้าไปสู่ชัฏแห่งป่าน่าสะพรึงกลัวแห่งใดแห่งหนึ่งแล้วแลอยู่. เพราะชัฏแห่งป่านั้นกระทำซึ่งความกลัวเป็นเหตุ ผู้ที่มีสันดานยังไม่ปราศจากราคะ เข้าไปสู่ชัฏป่านั้นแล้ว โลมชาติย่อมชูชันโดยมาก. สารีบุตร ! เรานั้นในราตรีทั้งหลายอันมีในฤดูหนาวระหว่างแปดวัน เป็นสมัยที่ตกแห่งหิมะอันเย็นเยือก กลางคืนเราอยู่ที่กลางแจ้ง กลางวันเราอยู่ในชัฏแห่งป่า. ครั้นถึงเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อน กลางวันเราอยู่ในที่แจ้ง กลางคืนเราอยู่ในป่า. สารีบุตร ! คาถาน่าเศร้านี้ อันเราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน มาแจ้งแก่เราว่า :- “เรานั้นแห้ง (ร้อน) แล้วผู้เดียว, เปียกแล้วผู้เดียว, อยู่ในป่า น่าพึงกลัวแต่ผู้เดียว, เป็นผู้มีกายอันเปลือยเปล่า ไม่ผิงไฟ, เป็นมุนีขวนขวายแสวงหาความบริสุทธิ์.” ดังนี้. สารีบุตร ! เรานั้นนอนในป่าช้า ทับกระดูกแห่งซากศพทั้งหลายฝูงเด็กเลี้ยงโคเข้ามาใกล้เรา โห่ร้องใส่หูเราบ้าง ถ่ายมูตรรดบ้าง ซัดฝุ่นใส่บ้างเอาไม้แหลม ๆ ทิ่มช่องหูบ้าง. สารีบุตร ! เราไม่รู้สึกซึ่งจิตอันเป็นบาปต่อเด็ก
หน้า 60 T 5.2.4
เลี้ยงโคทั้งหลายเหล่านั้นแม้ด้วยการทำความคิดนึกให้เกิดขึ้น. สารีบุตร ! นี้เป็น วัตรในการอยู่อุเบกขา ของเรา. สารีบุตร ! สมณพราหมณ์บางพวกมักกล่าวมักเห็นอย่างนี้ว่า “ความบริสุทธิ์มีได้เพราะอาหาร”, สมณพราหมณ์พวกนั้นกล่าวกันว่า พวกเราจงเลี้ยงชีวิตให้เป็นไปด้วยผลกะเบา๑ ทั้งหลายเถิด. สมณพราหมณ์เหล่านั้นจึงเคี้ยวกินผลกะเบาบ้าง เคี้ยวกินกะเบาตำผงบ้าง ดื่มน้ำคั้นจากผลกะเบาบ้าง ย่อมบริโภคผลกะเบาอันทำให้แปลก ๆ มีอย่างต่าง ๆ บ้าง. สารีบุตร ! เราก็ได้ใช้กะเบาผลหนึ่งเป็นอาหาร. สารีบุตร ! คำเล่าลืออาจมีแก่เธอว่า ผลกะเบาในครั้งนั้น ใหญ่มาก ข้อนี้เธออย่าเห็นอย่างนั้น ผลกะเบาในครั้งนั้น ก็โตเท่านี้เป็นอย่างยิ่งเหมือนในครั้งนี้เหมือนกัน. สารีบุตร ! เมื่อเราฉันกะเบาผลเดียวเป็นอาหาร ร่างกายได้ถึงความซูบผอมอย่างยิ่ง. เถาวัลย์อาสีติกบรรพหรือเถากาฬบรรพมีสัณฐานเช่นไร อวัยวะน้อยใหญ่ของเรา ก็เป็นเหมือนเช่นนั้น เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. รอยเท้าอูฐมีสัณฐานเช่นไร รอยตะโพกนั่งทับของเราก็มีสัณฐานเช่นนั้น เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. เถาวัฏฏนาวฬีมีสัณฐานเช่นใด กระดูกสันหลังของเราก็เป็นข้อ ๆ มีสัณฐานเช่นนั้น เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. กลอน (หรือจันทัน) แห่งศาลาที่คร่ำคร่าเกะกะมีสัณฐานเช่นไร ซี่โครงของเราก็เกะกะมีสัณฐานเช่นนั้น เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. ดวงดาวที่ปรากฏในน้ำในบ่อน้ำอันลึก ปรากฏอยู่ลึกฉันใด ดวงดาวคือลูกตาของเรา ปรากฏอยู่ลึกในเบ้าตาฉันนั้น เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. น้ำเต้าที่เขาตัดแต่ยังอ่อน ครั้นถูกลมและแดดย่อมเหี่ยวยู่ยี่ มีสัณฐานเช่นไร หนังศีรษะแห่งเราก็เหี่ยวยู่มีสัณฐานเช่นนั้น เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. สารีบุตร ! เราตั้งใจว่าลูบท้อง ก็ลูบถูกกระดูกสันหลังด้วย, ________________________________ ๑. ศัพท์ โกล นี้ แปลว่า พุทราก็ได้, โกเลหีติ พทเรหิ, ปปญฺ. ๒/๖๕.
หน้า 61 T 5.2.5
ตั้งใจว่าลูบกระดูกสันหลัง ก็ลูบถูกท้องด้วย. สารีบุตร ! หนังท้องกับกระดูกสันหลังของเราชิดกันสนิท เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. สารีบุตร ! เรา เมื่อคิดว่าจักถ่ายอุจจาระปัสสาวะก็ล้มพับอยู่ตรงนั้น เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. สารีบุตร ! เรา เมื่อจะบรรเทาซึ่งกายนั้นให้มีความสุขบ้าง จึงลูบตัวด้วยฝ่ามือ, เมื่อเราลูบตัวด้วยฝ่ามือ ขนที่มีรากเน่าแล้วได้หลุดออกจากกายร่วงไป เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. (ต่อจากนี้ มีเรื่องการบริสุทธิ์เพราะอาหารอย่างเดียวกันกับการบริโภคผลกะเบา ต่างกันแต่แทนผลกะเบา กลายเป็น ถั่วเขียว, งา, ข้าวสาร เท่านั้น. พระองค์ได้ทดลองเปลี่ยนทุก ๆ อย่าง. เรื่องตั้งแต่ต้นมา แสดงว่าพระองค์ได้เคยทรงประพฤติวัตรของเดียรถีย์ที่เรียกว่าอัตตกิลมถานุโยคแล้วทุก ๆ อย่าง สรุปเรียกได้ว่าส่วนสุดฝ่ายข้างตึง ที่พระองค์สอนให้เว้น ในยุคหลัง. วัตรเหล่านี้ สันนิษฐานว่าทำทีหลังการไปสำนัก ๒ ดาบส. ถ้าทีหลังก็ต้องก่อนเบญจวัคคีย์ไปอยู่ด้วย ยุติเป็นอย่างไรแล้วแต่จะวินิจฉัย เพราะระยะทำความเพียรนานถึง ๖ ปี ได้เหตุผลเป็นอย่างไรโปรดเผยแผ่กันฟังด้วย). อุปมาปรากฏแจ่มแจ้ง ๑ ราชกุมาร ! เรื่องประหลาดเกิดมีแก่เรา : อุปมาสามข้อ เป็นอัศจรรย์ ที่ไม่เคยได้ยินมาแล้ว มาแจ่มแจ้งแก่เรา. (๑) ราชกุมาร ! อุปมาข้อหนึ่ง ว่า เหมือนไม้สดชุ่มด้วยยาง ทั้งเขาตัดลงแช่น้ำไว้, ถ้าบุรุษตั้งใจว่าเราจะนำไม้สีไฟอันบน มาสีกับไม้นั้นให้ไฟเกิดปรากฏดังนี้, ราชกุมาร ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร บุรุษนั้นจักถือไม้สีไฟอันบนมาสีไฟให้เกิดปรากฏขึ้นได้หรือไม่ ? “พระองค์ผู้เจริญ ! ไม่ได้เลย, เพราะเหตุว่าโน้นเป็นไม้สดชุ่มด้วยยาง ทั้งยังแช่อยู่ในน้ำ เขาจะสีตลอดกาลเพียงใด จักต้องเหน็ดเหนื่อยคับแค้นเปล่าเพียงนั้น”. ราชกุมาร ! ฉันใดก็ฉันนั้น สมณะหรือพราหมณ์พวกใด กายยังไม่ ________________________________ ๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม. ม. ๑๓/๔๔๘/๔๙๒. และ สคารวสูตร พราหมณวรรค ม. ม., อมหาสัจจกสูตร มหายมกวรรค มู. ม.; ความตอนนี้ปาสราสิสูตร มู. ม. ไม่มี.
หน้า 62 T 5.2.5
หลีกออกจากวัตถุกาม ใจก็ยังระคนด้วยกิเลสกามอันทำความพอใจ ความเยื่อใยความเมาหมก ความกระหาย ความรุ่มร้อน ในวัตถุกามทั้งหลาย, เขายังละไม่ได้ยังรำงับไม่ได้ ซึ่งกิเลสกามอันเป็นภายในเหล่านั้น, ท่านสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ถึงจะได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งเผ็ดร้อน เพราะการทำความเพียรก็ดี หรือไม่ได้เสวยก็ดี ย่อมไม่ควรเพื่อเกิดปัญญารู้เห็นอันไม่มีปัญญาอื่นยิ่งไปกว่าได้เลย. ราชกุมาร ! นี่เป็นอุปมาทีแรกที่เป็นอัศจรรย์ ที่เราไม่เคยได้ยินมาแล้วแต่ก่อน ได้มาแจ่มแจ้งแก่เราแล้ว. (๒) ราชกุมาร ! อุปมาข้อสอง เป็นอัศจรรย์ที่เราไม่เคยได้ยินมาแล้ว ได้มาแจ่มแจ้งแก่เรา. ราชกุมาร ! อุปมาว่าไม้สดชุ่มด้วยยาง วางอยู่บนบก ไกลจากน้ำ, หากบุรุษตั้งใจว่า เราจักนำไม้สีไฟอันบนมาสีกับไม้นั้นให้ไฟเกิดปรากฏดังนี้, ท่านจักเข้าใจว่าอย่างไร บุรุษนั้นจักถือเอาไม้สีไฟอันบน มาสีให้เกิดไฟปรากฏขึ้นได้หรือไม่ ? “พระองค์ผู้เจริญ ! ไม่ได้เลย, เพราะเหตุว่าโน้นเป็นไม้สดชุ่มด้วยยาง แม้วางอยู่บนบกก็จริง เขาจะสีไปตลอดกาลเพียงใด ก็จักเหน็ดเหนื่อยคับแค้นเปล่า ตลอดกาลเพียงนั้น”. ราชกุมาร ! ฉันใดก็ฉันนั้น สมณะหรือพราหมณ์พวกใด มีกายหลีกออกจากวัตถุกามแล้ว แต่ใจยังระคนด้วยกิเลสกามอันทำความพอใจ ความเยื่อใย ความเมาหมก ความกระหาย ความรุ่มร้อน ในวัตถุกามทั้งหลาย, เขายังละไม่ได้ ระงับไม่ได้ซึ่งกิเลสกามอันเป็นภายในเหล่านั้น, สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จะได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งเผ็ดร้อน เพราะทำความเพียรก็ดี หรือไม่ได้เสวยก็ดี ก็ไม่ควรเพื่อจะเกิดปัญญารู้เห็นอันไม่มีปัญญาอื่นยิ่งไปกว่าได้เลย. ราชกุมาร ! นี่เป็นอุปมาที่สอง ที่เป็นอัศจรรย์ อันเราไม่เคยได้ยินมาแล้ว แต่ก่อน ได้มาแจ่มแจ้งแก่เราแล้ว. (๓) ราชกุมาร ! อุปมาข้อสาม ที่เป็นอัศจรรย์อันเราไม่เคยได้ยินมาแล้ว มาแจ่มแจ้งแก่เรา. ราชกุมาร ! อุปมาว่าไม้แห้งสนิท ทั้งวางไว้บนบกไกลจากน้ำ,
หน้า 63 T 5.2.6
หากบุรุษตั้งใจว่าเราจักนำไม้สีไฟอันบนมาสีกับไม้นั้น ให้ไฟเกิดปรากฏขึ้น ดังนี้, ราชกุมาร ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร บุรุษนั้นจักนำไม้สีไฟอันบนมาสีกับไม้นั้นให้ไฟเกิดปรากฏขึ้นได้หรือไม่ ? “พระองค์ผู้เจริญ ! ได้โดยแท้, เพราะเหตุว่าโน้นเป็นไม้แห้งเกราะ ทั้งอยู่บนบกไกลจากน้ำด้วย”. ราชกุมาร ! ฉันใดก็ฉันนั้น สมณะหรือพราหมณ์พวกใด มีกายละจากวัตถุกามแล้ว ทั้งใจก็ไม่ระคนอยู่ ด้วยกิเลสกามอันทำความพอใจ ความเยื่อใย ความเมาหมก ความกระหาย ความรุ่มร้อน ในวัตถุกามทั้งหลาย, เขาเป็นผู้ละได้ ระงับได้ซึ่งกิเลสกามอันเป็นภายในเหล่านั้น. สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น จะได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งเผ็ดร้อน เพราะทำความเพียรก็ดี หรือไม่ได้เสวยก็ดี ย่อมควรเพื่อเกิดปัญญารู้เห็นอันไม่มีปัญญาอื่นยิ่งไปกว่า ได้. ราชกุมาร ! นี่เป็นอุปมาที่สาม ที่เป็นอัศจรรย์ อันเราไม่เคยได้ยินมาแล้วแต่ก่อน ได้มาแจ่มแจ้งกะเราแล้ว. ทุกรกิริยา ๑ (วาระที่ ๑) ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไรเราพึงขบฟันด้วยฟัน อัดเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต บีบให้แน่นจนร้อนจัด ดูที. ราชกุมาร ! ครั้นเราคิดดังนั้นแล้ว จึงขบฟันด้วยฟัน อัดเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต บีบให้แน่นจนร้อนจัดแล้ว เหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้งสอง, ราชกุมาร ! เปรียบเหมือนคนที่แข็งแรงจับคนกำลังน้อยที่ศีรษะหรือที่คอ บีบให้แน่นจนร้อนจัดฉะนั้น. ราชกุมาร ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่, เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงเอา. ________________________________ ๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม. ม. ๑๓/๔๕๒/๔๙๕ ; และ สคารวสูตร ม. ม. ๑๓/๖๗๘ /๗๔๔ ; มหาสัจจกสูตร มู. ม. ๑๒/๔๕๐/๔๑๗. ความตอนนี้ ปาสราสิสูตรไม่มี.
หน้า 64 T 5.2.6
(วาระที่ ๒) ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไรเราพึงเพ่งฌาน เอาการไม่หายใจเป็นอารมณ์เถิด. ราชกุมาร ! ครั้นคิดดังนั้นแล้วเราจึงกลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางจมูกและทางปาก. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจทั้งทางจมูกและทางปาก เสียงลมออกทางช่องหูทั้งสองดังเหลือประมาณเหมือนเสียงลมในสูบแห่งนายช่างทองที่สูบไปสูบมาฉะนั้น. ราชกุมาร ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงเอา. (วาระที่ ๓) ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไรเราพึงเพ่งฌาน มีการไม่หายใจนั่นแหละ (ให้ยิ่งขึ้น) ๑ เป็นอารมณ์เถิด. ราชกุมาร ! ครั้นคิดดังนั้นแล้ว เราจึงกลั้นลมหายใจออกเข้า ทั้งทางจมูกทางปากและทางช่องหูทั้งสองแล้ว. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้า ทั้งทางจมูกทางปากและทางช่องหูทั้งสองแล้ว ลมกล้าหลือประมาณ แทงเซาะขึ้นไปทางบนกระหม่อม เหมือนถูกบุรุษแข็งแรง เชือดเอาที่แสกกระหม่อมด้วยมีดโกนอันคม ฉะนั้น. ราชกุมาร ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้วจะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะได้ฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา. (วาระที่ ๔) ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไรเราพึงเพ่งฌาน มีการไม่หายใจนั่นแหละ (ให้ยิ่งขึ้นไปอีก) เป็นอารมณ์เถิด. ราชกุมาร ! ครั้นคิดดังนั้นแล้ว เราได้กลั้นลมหายใจออกเข้า ทั้งทางจมูกทางปากและทางช่องหูทั้งสองแล้ว. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้า ทั้งทางจมูก ________________________________ ๑. แปลกจากวาระที่สองด้วย เอว ศัพท์ศัพท์เดียว.
หน้า 65 T 5.2.6
ทางปากและทางช่องหูทั้งสองแล้ว รู้สึกปวดศีรษะทั่วไปทั้งศีรษะ เหลือประมาณเปรียบปานถูกบุรุษแข็งแรง รัดศีรษะเข้าทั้งศีรษะด้วยเชือกมีเกลียวอันเขม็งฉะนั้น. ราชกุมาร ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา. (วาระที่ ๕) ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไรเราพึงเพ่งฌานมีการไม่หายใจนั่นแหละ (ให้ยิ่งขึ้นไปอีก) เป็นอารมณ์เถิด. ราชกุมาร ! ครั้นคิดดังนั้นแล้ว เราได้กลั้นลมหายใจออกเข้า ทั้งทางจมูกและทางปากและทางช่องหูทั้งสอง. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางจมูกและทางปากและทางช่องหูทั้งสองแล้ว ลมกล้าเหลือประมาณหวนกลับลงแทงเอาพื้นท้อง ดุจถูกคนฆ่าโคหรือลูกมือตัวขยันของเขา เฉือนเนื้อพื้นท้องด้วยมีดสำหรับเฉือนเนื้อโคอันคมฉะนั้น. ราชกุมาร ! แต่ความเพียรของเราจะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะได้ฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา. (วาระที่ ๖) ราชกุมาร ! ความคิดอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไรเราพึงเพ่งฌานมีการไม่หายใจนั่นแหละ (ให้ยิ่งขึ้นไปอีก) เป็นอารมณ์เถิด. ราชกุมาร ! ครั้นคิดดังนั้นแล้ว เราได้กลั้นลมหายใจออกเข้าไว้ทั้งทางจมูกและทางปากและทางช่องหูทั้งสอง. ราชกุมาร ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้าไว้ทั้งทางจมูกทางปากและทางช่องหูทั้งสอง ก็เกิดความร้อนกล้าขึ้นทั่วกาย ดุจถูกคนแข็งแรงสองคนช่วยกันจับคนกำลังน้อยที่แขนข้างละคนแล้ว ย่างรมไว้เหนือหลุมถ่านเพลิงอันระอุฉะนั้น. ราชกุมาร ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้วจะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระวนกระวายไม่ สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา.
หน้า 66 T 5.2.6
โอ ราชกุมาร ! พวกเทวดาเห็นเราแล้วพากันกล่าวว่า พระสมณโคดมทำกาละเสียแล้ว, บางพวกกล่าวว่า พระสมณโคดมไม่ใช่ทำกาละแล้ว เป็นแต่กำลังทำกาละอยู่, บางพวกกล่าวว่า ไม่ใช่เช่นนั้น จะว่าพระสมณโคดมทำกาละแล้วหรือกำลังทำกาละอยู่ ก็ไม่ชอบทั้งสองสถาน พระสมณโคดมเป็นพระอรหันต์ นั่นเป็นการอยู่ของท่าน, การอยู่เช่นนั้นเป็นการอยู่ของพระอรหันต์ ดังนี้. (วาระที่ ๗) ราชกุมาร ! ความคิดอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้ากระไรเราพึงปฏิบัติการอดอาหารโดยประการทั้งปวงเสีย. ราชกุมาร ! ครั้งนั้นพวกเทวดาเข้ามาหาเราแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้นิรทุกข์ ! ท่านอย่าปฏิบัติการอดอาหารโดยประการทั้งปวงเลย ถ้าท่านจักปฏิบัติการอดอาหารโดยประการทั้งปวงไซร้ พวกข้าพเจ้าจักแทรกโอชาอันเป็นทิพย์ลงตามขุมขนของท่าน ท่านจักมีชีวิตอยู่ได้ด้วยโอชาทิพย์ นั้น”. ราชกุมาร ! ความคิดนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เราปฏิญญาการไม่บริโภคอาหารด้วยประการทั้งปวงด้วยตนเอง ถ้าเทวดาเหล่านี้แทรกโอชาอันเป็นทิพย์ลงตามขุมขนแห่งเราแล้ว ถ้าเราจะมีชีวิตอยู่ด้วยโอชานั้น ข้อนั้นจักเป็นมุสาแก่เราไปดังนี้. ราชกุมาร ! เราบอกห้ามกะเทวดาเหล่านั้นว่าอย่าเลย. ราชกุมาร ! ความคิดอันนี้ได้เกิดมีแก่เราว่า ถ้ากระไรเราบริโภคอาหารผ่อนให้น้อยลง วันละฟายมือบ้าง เท่าเยื่อถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อถั่วพูบ้าง เท่าเยื่อถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้าง ดังนี้. ราชกุมาร ! เราได้บริโภคอาหารผ่อนน้อยลง วันละฟายมือบ้าง เท่าเยื่อถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อถั่วพูบ้าง เท่าเยื่อถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้าง แล้ว. ราชกุมาร ! เมื่อเป็นเช่นนั้นร่างกายของเราได้ถึงการซูบผอมลงยิ่งนัก. เพราะโทษที่เรามีอาหารน้อย : อวัยวะใหญ่น้อยของเราเป็นเหมือนเถาวัลย์อาสีติกบรรพ หรือเถากาฬบรรพ, เนื้อที่ตะโพกที่นั่งทับของเรา มีสัณฐานดังเท้าอูฐ, ข้อกระดูกสันหลังของเราผุดขึ้นระกะราวกะ
หน้า 67 T 5.2.7
เถาวัลย์วัฏฏนาวลี, ซี่โครงของเราโหรงเหรงเหมือนกลอนศาลาอันเก่าคร่ำคร่า, ดาวคือดวงตาของเรา ถล่มลึกอยู่ในกระบอกตา ดุจเงาแห่งดวงดาวที่ปรากฏอยู่ในบ่อน้ำอันลึกฉะนั้น, ผิวหนังศีรษะของเรา เหี่ยวย่นเหมือนน้ำเต้าอ่อนที่ตัดมาแต่ยังสด ถูกแดดเผาเหี่ยวย่นเช่นเดียวกัน. ราชกุมาร ! เราคิดว่า จะจับพื้นท้องครั้นจับเข้าก็ถูกถึงกระดูกสันหลังตลอดไป, คิดว่าจะจับกระดูกสันหลัง ครั้นจับเข้าก็ถูกถึงพื้นท้องด้วย, หนังท้องกับกระดูกสันหลังของเราชิดกันสนิท ; เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. ราชกุมาร ! เราคิดจะถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ ก็เซล้มราบอยู่ ณ ที่นั้นเอง. ราชกุมาร ! เราหวังจะให้กายมีความสุขบ้าง จึงลูบไปตามตัวด้วยฝ่ามือ ขนมีรากอันเน่าหลุดตกลงจากกาย ; เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อย. โอ ราชกุมาร ! มนุษย์ทั้งหลายเห็นเราแล้วกล่าวว่า พระสมณโคดมดูดำไป, บางพวกกล่าวว่า พระสมณโคดมไม่ดำ เป็นแต่คล้ำไป, บางพวกกล่าวว่าจะดำก็ไม่เชิง จะคล้ำก็ไม่เชิง พระสมณโคดมมีผิวเผือดไปเท่านั้น. ราชกุมาร ! ผิวพรรณที่เคยบริสุทธิ์ผุดผ่องของตถาคต มากลายเป็นถูกทำลายลงแล้ว เพราะความที่ตนมีอาหารน้อยนั้น. ทรงแน่พระทัยว่าไม่อาจตรัสรู้เพราะการทำทุกรกิริยา ๑ สารีบุตร ! ด้วยอิริยา๒ (เครื่องออกไปจากข้าศึก) แม้ชนิดนั้น ด้วยปฏิปทาชนิดนั้น ด้วยทุกรกิริยาชนิดนั้น, เราไม่ได้บรรลุแล้วซึ่งอลมริยญาณทัสสนวิเสส ที่ยิ่งไปกว่าธรรมดาแห่งมนุษย์เลย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ไม่มีการถึงทับซึ่งอริยปัญญา อันเป็นอริยปัญญาที่ถึงทับแล้ว จักเป็นนิยยานิกธรรมอันประเสริฐ นำผู้ปฏิบัติตามนั้นให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นั่นเทียว. หมายเหตุ : ข้อความเหล่านี้แสดงถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายหลังจากการทรง กระทำทุกรกิริยาทุกรูปแบบแล้ว ทรงเห็นว่าไม่เป็นทางตรัสรู้ ก็ทรงเลิกเสีย, ทรงกลับ พระทัยฉันอาหารหยาบ เพื่อบำเพ็ญเพียรทางจิตต่อไป. - ผู้รวบรวม ________________________________ ๑. บาลี มหาสีหนาทสูตร มู. ม. ๑๒/๑๖๒/๑๘๖. ตรัสแก่พระสารีบุตร ที่อปรปูรวนสัณฑ์ นอกนครเวสาลี. ๒. อิริยา คำนี้ถือเอาตามพระบาลีในปาสราสิสูตร ม. ม. และโพธิกุมารสูตร ม. ม. ซึ่งเป็นอิริยาย ตรงกัน ; ส่วนบาลี มหาสีหนาทสูตร นี้เป็น อิริยา.
หน้า 68 T 5.2.8
ทรงกลับพระทัยฉันอาหารหยาบ ๑ ราชกุมาร ! ความคิดอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ในอดีตกาลอันยาวยืดก็ดี ... ในอนาคตกาลอันยาวยืดก็ดี...แม้ในปัจจุบันนี้ก็ดี, สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดที่ได้เสวยทุกขเวทนากล้าแข็งเผ็ดร้อนอันเกิดจากการทำความเพียร อย่างสูงสุดก็เท่าที่เราได้เสวยอยู่นี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้ได้, ก็แต่ว่าเราหาอาจบรรลุธรรมอันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ หรืออลมริยญาณทัศนวิเศษ ด้วยทุกรกิริยาอันกล้าแข็งแสบเผ็ดนี้ไม่. ชะรอยหนทางแห่งการตรัสรู้จักพึงมีโดยประการอื่น. ราชกุมาร ! ความระลึกอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เออก็เรายังจำได้อยู่เมื่องานแรกนาแห่งบิดา เรานั่ง ณ ร่มไม้หว้ามีเงาเย็นสนิท มีใจสงัดแล้วจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่ ชะรอยนั่นจักเป็นทางแห่งการตรัสรู้บ้าง ดังนี้. ราชกุมาร ! วิญญาณอันแล่นไปตามความระลึก ได้มีแล้วแก่เราว่า นี่แล แน่แล้วหนทางแห่งการตรัสรู้ ดังนี้. ราชกุมาร ! ความสงสัยอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เราควรจะกลัวต่อความสุขชนิดที่เว้นจากกามและอกุศลธรรมหรือไม่หนอ ? ราชกุมาร ! ความแน่ใจอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เราไม่ควรกลัวต่อสุขอันเว้นจากกามและอกุศลทั้งหลาย. ราชกุมาร ! ความคิดได้มีแก่เราสืบไปว่า ก็ความสุขชนิดนั้น คนที่มีร่างกายหิวโหยเกินกว่าเหตุเช่นนี้ จะบรรลุได้โดยง่ายไม่ได้เลย ถ้าไฉนเราพึงกลืนกินอาหารหยาบ คือข้าวสุกและขนมสดเถิด. ราชกุมาร ! เราได้กลืนกินอาหารหยาบ คือข้าวสุกและขนมสดแล้ว. ________________________________ ๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม. ม. ๑๓/๔๕๘/๕๐๔, และบาลี สคารวสูตร พราหมณวรรค ม. ม., บาลี มหาสัจจกสูตร มหายมกวรรค มู. ม. ; บาลี ปาสราสิสูตร ไม่มีข้อความนี้.
หน้า 69 T 5.2.10
ภิกษุปัญจวัคคีย์หลีก ๑ ราชกุมาร ! เรานั้นได้กลืนกินอาหารหยาบ คือข้าวสุกและขนมสดแล้ว.ราชกุมาร ! ก็ครั้งนั้นมีภิกษุผู้เป็นพวกกัน ๕ รูป (ปัญจวัคคีย์) เป็นผู้คอยบำรุงเราด้วยหวังอยู่ว่า พระสมณโคดมได้บรรลุธรรมใด จักบอกธรรมนั้นแก่เราทั้งหลาย. ราชกุมาร ! ครั้นตถาคตกลืนกินอาหารหยาบ คือข้าวสุกและขนมสดแล้ว ภิกษุผู้เป็นพวกกัน ๕ รูปนั้น พากันหน่ายในเรา หลีกไปเสีย ด้วยคิดว่าพระสมณโคดมเป็น คนมักมาก คลายความเพียรเวียนมาเป็นคนมักมากเสียแล้ว ดังนี้. ทรงตริตรึกเพื่อตรัสรู้ ๒ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังเป็น โพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้นั่นเทียว ได้เกิดความปริวิตกขึ้นว่า อะไรหนอเป็นรสอร่อยในโลก ? อะไรเป็นโทษในโลก ? อะไรเป็นอุบายเครื่องออกไปจากโลก ? ภิกษุ ท. ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า สุขโสมนัสที่ปรารภโลกเกิดขึ้นนี่เอง เป็น รสอร่อยในโลก. โลกที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ทรมาน มีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดานี่เอง เป็น โทษในโลก. การนำออกและการละเสียสิ้นเชิงซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลินในโลกนี่เอง เป็น อุบายเครื่องออกไปจากโลกได้. ภิกษุ ท. ! ตลอดเวลาเพียงไร ที่เรายังไม่รู้จักรสอร่อยของโลกว่าเป็นรสอร่อย, ยังไม่รู้จักโทษของโลกว่าเป็นโทษ, ยังไม่รู้จักอุบายเครื่องออกว่าเป็น ________________________________ ๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม. ม. ๑๓/๔๕๙/๕๐๕, และบาลี สคารวสูตร พราหมณวรรค ม. ม., บาลี มหาสัจจกสูตร มหายมกวรรค มู. ม.; บาลี ปาสราสิสูตรไม่มี. ๒. บาลี ปฐมสูตร สัมโพธิวรรค ตติยปัณณาสก์ ติก. อํ. ๒๐/๓๓๒/๕๔๓.
หน้า 70 T 5.2.11
อุบายเครื่องออก ตามที่เป็นจริง; ตลอดเวลาเพียงนั้น เรายังไม่รู้สึกว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหมหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้งมนุษย์. ภิกษุ ท. ! เมื่อใดแล เราได้รู้จักรสอร่อยของโลกว่าเป็นรสอร่อยรู้จักโทษของโลกว่าเป็นโทษ รู้จักอุบายเครื่องออกว่าเป็นอุบายเครื่องออก ตามที่เป็นจริงด้วยอาการอย่างนี้แล้ว; เมื่อนั้นเรารู้สึกว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้ง สมณพราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้งมนุษย์. ก็แหละญาณทัสสนะเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่มิได้มีอีก ดังนี้. ทรงเที่ยวแสวงเพื่อความตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! เราได้เที่ยวไปแล้วเพื่อแสวงหา รสอร่อย (คือเครื่องล่อใจสัตว์) ของโลก. เราได้พบรสอร่อยของโลกนั้นแล้ว. รสอร่อยในโลกมีประมาณเท่าใด, เราเห็นมันอย่างดีด้วยปัญญาของเรา เท่านั้น. ภิกษุ ท. ! เราได้เที่ยวไปแล้วเพื่อแสวงหา (ให้พบ) โทษ (คือความร้ายกาจ) ของโลก. เราได้พบโทษของโลกนั้นแล้ว. โทษในโลกมีเท่าใด, เราเห็นมันอย่างดี ด้วยปัญญาของเรา เท่านั้น. ภิกษุ ท. ! เราได้เที่ยวไปแล้วเพื่อแสวงหา อุบายเครื่องออกจากโลกของโลก. เราได้พบอุบายเครื่องออกจากโลกนั้นแล้ว. อุบายเครื่องออกจากโลกมีอยู่เท่าใด, เราเห็นมันอย่างดีด้วยปัญญาของเรา เท่านั้น. ________________________________ ๑. บาลี ทุติยสูตร สัมโพธิวรรค ตติยปัณณาสก์ ติก. อํ. ๒๐/๓๓๓/๕๔๔, บาลีนี้และบาลีต่อไป ที่ทรงเล่านี่เอง แสดงชัดเจนว่าทำไมจึงออกผนวช. คือทรงเห็นว่าถ้าไม่ออก ก็ไม่มีโอกาสแสวงสิ่งที่ทรงประสงค์จะรู้.
หน้า 71 T 5.2.12
ภิกษุ ท. ! ตลอดเวลาเพียงไร ที่เรายังไม่รู้เท่ารสอร่อยของโลกว่าเป็นรสอร่อย (เครื่องล่อใจสัตว์), ไม่รู้จักโทษของโลกโดยความเป็นโทษ, ไม่รู้จักอุบายเครื่องออกว่าเป็นอุบายเครื่องออก ตามที่เป็นจริง, ตลอดเวลาเพียงนั้นแหละ เรายังไม่รู้สึกว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้งมนุษย์. ภิกษุ ท. ! เมื่อใดแล เราได้รู้ยิ่งซึ่งรสอร่อยของโลกว่าเป็นรสอร่อย, รู้โทษของโลกโดยความเป็นโทษ, รู้อุบายเครื่องออกของโลก ว่าเป็นอุบายเครื่องออก ตามที่เป็นจริง, เมื่อนั้นแหละ เรารู้สึกว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้งมนุษย์. ก็แหละญาณทัสสนะเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ, ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่ไม่มีอีก, ดังนี้. ทรงคอยควบคุมวิตก ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ได้เกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นว่า เราพึงทำวิตกทั้งหลายให้เป็นสองส่วนเถิด. ภิกษุ ท. ! เราได้ทำ กามวิตก พ๎ยาปาทวิตก วิหิงสาวิตก สามอย่างนี้ให้เป็นส่วนหนึ่ง, ได้ทำ เนกขัมมวิตก อัพ๎ยาปาทวิตก อวิหิงสาวิตก สามอย่างนี้ ให้เป็นอีกส่วนหนึ่งแล้ว. ________________________________ ๑. บาลี เท๎วธาวิตักกสูตร สีหนาทวรรค มู. ม. ๑๒/๒๓๒/๒๕๒, ตรัสที่เชตวัน.
หน้า 72 T 5.2.12
ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้กามวิตกเกิดขึ้น เราก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า กามวิตกเกิดแก่เราแล้ว, กามวิตกนั้นย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย (คือทั้งตนและผู้อื่น) บ้าง, เป็นไปเพื่อความดับแห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณาเห็นอยู่....ฯลฯ๑... อย่างนี้ กามวิตกย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้. ภิกษุ ท. ! เราได้ละและบรรเทากามวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้วและบังเกิดแล้ว กระทำให้สิ้นสุดได้แล้ว. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้ พ๎ยาปาทวิตกเกิดขึ้น เราก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า พ๎ยาปาทวิตกเกิดแก่เราแล้ว, ก็พ๎ยาปาทวิตกนั้นย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง, เป็นไปเพื่อความดับแห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณาเห็นอยู่...ฯลฯ...อย่างนี้ พ๎ยาปาทวิตก ย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้. ภิกษุ ท. ! เราได้ละและบรรเทาพ๎ยาปาทวิตก อันบังเกิดขึ้นแล้วและบังเกิดแล้ว กระทำให้สิ้นสุดได้แล้ว. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้วิหิงสาวิตกเกิดขึ้น เราก็รู้ชัดอย่างนี้ว่า วิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, ก็วิหิงสาวิตกนั้นย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง, เป็นไปเพื่อความดับแห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราพิจารณาเห็นอยู่....ฯลฯ....อย่างนี้ วิหิงสาวิตกย่อมถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้. ภิกษุ ท. ! เราได้ละและบรรเทาวิหิงสาวิตกอันบังเกิดขึ้นแล้ว และบังเกิดแล้ว กระทำให้สิ้นสุดได้แล้ว. ________________________________ ๑. เห็นอย่างนี้ คือเห็นอย่างว่ามาแล้ว เช่นมีการเบียดเบียนตนเป็นต้น.
หน้า 73 T 5.2.12
ภิกษุ ท. ! ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใด ๆ มาก จิตย่อมน้อมไปโดยอาการอย่างนั้น ๆ : ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงกามวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละเนกขัมมวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งกามวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในกาม. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงพ๎ยาปาทวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละอัพ๎ยาปาทวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งพ๎ยาปาทวิตก, จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการพยาบาท. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงวิหิงสาวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละอวิหิงสาวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งวิหิงสาวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการทำสัตว์ให้ลำบาก. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนในคราวฤดูสารท คือเดือนสุดท้ายแห่งฤดูฝนคนเลี้ยงโคต้องเลี้ยงฝูงโคในที่แคบเพราะเต็มไปด้วยข้าวกล้า, เขาต้องตีต้อนห้ามกันฝูงโคจากข้าวกล้านั้นด้วยท่อนไม้ เพราะเขาเห็นโทษคือการถูกประหาร การถูกจับกุม การถูกปรับไหม การติเตียน เพราะมีข้าวกล้านั้นเป็นเหตุ ข้อนี้ฉันใด, ภิกษุ ท. ! ถึงเราก็ฉันนั้น ได้เห็นแล้วซึ่งโทษความเลวทรามเศร้าหมองแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย, เห็นอานิสงส์ในการออกจากกาม ความเป็นฝักฝ่ายของความผ่องแผ้วแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่อย่างนี้เนกขัมมวิตกย่อมเกิดขึ้น....๑ อัพ๎ยาปาทวิตกย่อมเกิดขึ้น.... อวิหิงสาวิตกย่อมเกิดขึ้น. เราย่อมรู้แจ้งชัดว่า อวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, ก็อวิหิงสาวิตกนั้นไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน เบียดเบียนผู้อื่น หรือเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย, แต่เป็นไปพร้อมเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ________________________________ ๑. ที่ละด้วยจุดนี้ หมายความว่าตรัสทีละวิตก แต่คำตรัสเหมือนกันหมด ผิดแต่ชื่อเท่านั้น, ทุก ๆ วิตกมีเนื้อความอย่างเดียวกัน.
หน้า 74 T 5.2.12
เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน. แม้เราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้นตลอดคืน ก็มองไม่เห็นภัยที่จะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ. แม้เราจะตรึกตามตรองตามถึงอวิหิงสาวิตกนั้นตลอดวัน, หรือตลอดทั้งกลางคืนกลางวัน ก็มองไม่เห็นภัย อันจะเกิดขึ้นเพราะอวิหิงสาวิตกนั้นเป็นเหตุ. ภิกษุ ท. ! เพราะเราคิดเห็นว่า เมื่อเราตรึกตามตรองตามนานเกินไปนักกายจะเมื่อยล้า, เมื่อกายเมื่อยล้า จิตก็อ่อนเพลีย, เมื่อจิตอ่อนเพลีย จิตก็ห่างจากสมาธิ, เราจึงได้ดำรงจิตให้หยุดอยู่ในภายใน กระทำให้มีอารมณ์อันเดียวตั้งมั่นไว้ ด้วยหวังอยู่ว่า จิตของเราอย่าฟุ้งขึ้นเลย ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอารมณ์ใด ๆ มาก จิตย่อมน้อมไปโดยอาการอย่างนั้น ๆ : ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงเนกขัมมวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละกามวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากซึ่งเนกขัมมวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการออกจากกาม. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึงอัพ๎ยาปาทวิตกมากก็เป็นอันว่าละพ๎ยาปาทวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากในอัพ๎ยาปาทวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการไม่พยาบาท. ถ้าภิกษุตรึกตามตรองตามถึง อวิหิงสาวิตกมาก ก็เป็นอันว่าละวิหิงสาวิตกเสีย กระทำแล้วอย่างมากในอวิหิงสาวิตก; จิตของเธอนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความตรึกในการไม่ยังสัตว์ให้ลำบาก. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนในเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อน ข้าวกล้าทั้งหมดเขาขนนำไปในบ้านเสร็จแล้ว๑ คนเลี้ยงโคพึงเลี้ยงโคได้. เมื่อเขาไปพักใต้ร่มไม้ ________________________________ ๑. คำแปลตรงนี้ ข้าพเจ้าถือเอาตามที่ได้สอบสวนสันนิษฐานแล้ว คือฉบับบาลีเป็น สพฺพปสฺเสสุ คามนฺตสมฺภเวสุ มีผู้แปลกันต่าง ๆ ตามแต่จะให้คล้ายรูปศัพท์เพียงใด. ข้าพเจ้าเห็นว่าต้องแก้บาลีนั้นเป็น สพฺพสสฺเสสุ จึงจะได้ความ เพราะอรรถกถาแก้คำหลังไว้ดังนี้ คามนฺตสมฺภเวสูติ คามนฺตอาหเฏสุ ฯ ปปญฺจ. ๒/๑๑๑. ขอจงใคร่ครวญด้วย. บาลีคือ พระไตรปิฎกเล่ม ๑๒ หน้า ๒๓๖ บรรทัด ๖ นับลง.
หน้า 75 T 5.2.13
หรือไปกลางทุ่งแจ้ง ๆ พึงทำแต่ความกำหนดว่า นั่นฝูงโคดังนี้ (ก็พอแล้ว) ฉันใด; ภิกษุ ท. ! ถึงภิกษุก็เพียงแต่ทำความระลึกว่า นั่นธรรมทั้งหลายดังนี้ (ก็พอแล้ว) ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท. ! ความเพียรเราได้ปรารภแล้วไม่ย่อหย่อน สติเราได้ดำรงไว้แล้วไม่ฟั่นเฟือน กายสงบระงับไม่กระสับกระส่าย จิตตั้งมั่นมีอารมณ์อันเดียวแล้ว. ภิกษุ ท. ! เรานั้น เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ได้เข้าถึงปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่. (คำต่อไปนี้เหมือนในตอนที่กล่าวด้วยการตรัสรู้ ข้างหน้า อันว่าด้วยรูปฌานสี่ คือที่หัวข้อว่า “อาการแห่งการตรัสรู้” ที่หน้า ๑๑๕ ; จนจบข้อความแห่งหัวข้อนั้น.) ทรงกำหนดสมาธินิมิต ก่อนตรัสรู้ ๑ อนุรุทธะ ท. ! นิมิตนั้นแหละ เธอพึงแทงตลอดเถิด. แม้เราเมื่อครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็จำแสงสว่างและการเห็นรูปทั้งหลายได้. ต่อมาไม่นาน แสงสว่างและการเห็นรูปของเรานั้น ๆ ได้หายไป. เกิดความสงสัยแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและการเห็นรูปนั้นหายไป ? อนุรุทธะ ท. ! เมื่อคิดอยู่ ก็เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า : - วิจิกิจฉา (ความลังเล) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้วก็เพราะมีวิจิกิจฉาเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา จะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราได้อีก....ฯลฯ.... (มีคำระหว่างนี้เหมือนท่อนต้น ไม่มีผิด ทุกตอน ตั้งแต่คำว่า ต่อมาไม่นาน จนถึงคำว่า เกิดความรู้ (ดังต่อไปนี้) ว่า :-) ________________________________ ๑. บาลี อุปักกิเลสสูตร สุญญตวรรค อุปริ. ม. ๑๔/๓๐๒/๔๕๒. ตรัสแก่พระเถระ ๓ รูป คือ อนุรุทธะ นันทิยะ กิมพิละ. ทรงอาลปนะว่า อนุรุทธะทั้งหลาย ! พระบาลีตอนนี้ผู้ศึกษา ควรใคร่ครวญเป็นพิเศษ, เฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักศึกษา สมาธิภาวนา.
หน้า 76 T 5.2.13
อมนสิการ (ความไม่ทำไว้ในใจ คือไม่ใส่ใจ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว ก็เพราะมีอมนสิการเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูป ย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉาและ อมนสิการ จะไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก. ถีนมิทธะ (ความเคลิ้มและง่วงงุน) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีถีนมิทธะเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, และถีนมิทธะ จะไม่บังเกิดขึ้นแก่เราได้อีก. ฉัมภิตัตตะ (ความสะดุ้งหวาดเสียว) แล บังเกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีฉัมภิตัตตะเป็นต้นเหตุ. ครั้นสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เหมือนบุรุษเดินทางไกล เกิดผู้มุ่งหมายเอาชีวิตขึ้นทั้งสองข้างทาง ความหวาดเสียวย่อมเกิดแก่เขาเพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, และฉัมภิตัตตะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. อุพพิละ (ความตื่นเต้น) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอุพพิละนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เหมือนบุรุษแสวงหาอยู่ซึ่งขุมทรัพย์ขุมเดียว เขาพบพร้อมกันคราวเดียวตั้งห้าขุม ความตื่นเต้นเกิดขึ้นเพราะการพบนั้นเป็นเหตุ ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ และอุพพิละ จะไม่เกิด แก่เราได้อีก. ทุฏฐุลละ (ความคะนองหยาบ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีทุฏฐุลละนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่าง
หน้า 77 T 5.2.13
และการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, และทุฏฐุลละ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. อัจจารัทธวิริยะ (ความเพียรที่ปรารภจัดจนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอัจจารัทธวิริยะนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เปรียบเหมือนบุรุษจับนกกระจาบด้วยมือทั้งสองหนักเกินไป นกนั้นย่อมตายในมือ ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, และอัจจารัทธวิริยะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. อติลีนวิริยะ (ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอติลีนวิริยะนั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้วแสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เปรียบเหมือนบุรุษจับนกกระจาบหลวมมือเกินไป นกหลุดขึ้นจากมือบินหนีเสียได้ ฉะนั้น. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, และอติลีนวิริยะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. อภิชัปปา (ความกระสันอยาก) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอภิชัปปาเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ และอภิชัปปาจะไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก. นานัตตสัญญา (ความใส่ใจไปในสิ่งต่าง ๆ) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีนานัตตสัญญานั้นเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่
หน้า 78 T 5.2.13
วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ, อภิชัปปา, และนานัตตสัญญา จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. รูปานํ อตินิชฌายิตัตตะ (ความเพ่งต่อรูปทั้งหลายจนเกินไป) แล เกิดขึ้นแก่เราแล้ว, สมาธิของเราเคลื่อนแล้ว เพราะมีอตินิชฌายิตัตตะเป็นต้นเหตุ. เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปย่อมหายไป. เราจักกระทำโดยประการที่วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉัมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐุลละ, อัจจารัทธวิริยะ, อติลีนวิริยะ, อภิชัปปา, นานัตตสัญญา, และรูปานํ อตินิชฌายิตัตตะ จะไม่เกิดแก่เราได้อีก. ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เรารู้แจ้งชัดวิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) ว่าเป็นอุปกิเลสแห่งจิตแล้ว จึงละแล้วซึ่งวิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) อันเป็นอุปกิเลส แห่งจิต เสีย. ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เรานั้นเมื่อไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ย่อมจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป (หรือ) ย่อมเห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้เป็นดังนี้ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง. ความสงสัยเกิดแก่เราว่าอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เราจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป (หรือ) เห็นรูป แต่จำแสงสว่างไม่ได้ ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง ? ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ความรู้ได้เกิดแก่เราว่า สมัยใดเราไม่ทำ รูปนิมิตไว้ในใจ แต่ทำ โอภาสนิมิต ไว้ในใจ สมัยนั้นเราย่อมจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูป.สมัยใดเราไม่ทำโอภาสนิมิตไว้ในใจ แต่ทำรูปนิมิตไว้ในใจ, สมัยนั้นเราย่อมเห็นรูปแต่จำแสงสว่างไม่ได้ ตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดทั้งวันบ้าง ตลอดทั้งคืนและ ทั้งวันบ้าง.
หน้า 79 T 5.2.13
ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ย่อมจำแสงสว่างได้นิดเดียว เห็นรูปก็นิดเดียวบ้าง, จำแสงสว่างมากไม่มีประมาณเห็นรูปก็มากไม่มีประมาณบ้าง เป็นดังนี้ทั้งคืนบ้าง ทั้งวันบ้าง ทั้งคืนและทั้งวันบ้าง.ความสงสัยเกิดแก่เราว่า อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่เราจำแสงสว่างได้นิดเดียวเห็นรูปก็นิดเดียวบ้าง, จำแสงสว่างได้มากไม่มีประมาณ เห็นรูปก็มากไม่มีประมาณตลอดทั้งคืนบ้าง ตลอดทั้งวันบ้าง ตลอดทั้งคืนและทั้งวันบ้าง ? ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ความรู้ได้เกิดแก่เราว่า สมัยใดสมาธิของเราน้อยสมัยนั้นจักขุก็มีน้อย, ด้วยจักขุอันน้อย เราจึงจำแสงสว่างได้น้อย เห็นรูปก็น้อย.สมัยใดสมาธิของเรามากไม่มีประมาณ สมัยนั้นจักขุของเราก็มาก ไม่มีประมาณ, ด้วยจักขุอันมากไม่มีประมาณนั้น เราจึงจำแสงสว่างได้มากไม่มีประมาณ เห็นรูปได้มากไม่มีประมาณ, ตลอดคืนบ้าง ตลอดวันบ้าง ตลอดทั้งคืนทั้งวันบ้าง. ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! ในกาลที่เรารู้แจ้งว่า (ธรรมมี) วิจิกิจฉา (เป็นต้นเหล่านั้น) เป็นอุปกิเลสแห่งจิตแล้ว และละมันเสียได้แล้ว กาลนั้นย่อมเกิดความรู้สึกขึ้นแก่เราว่า “อุปกิเลสแห่งจิตของ เราเหล่าใด อุปกิเลสนั้น ๆ เราละได้แล้ว, เดี๋ยวนี้ เราเจริญแล้วซึ่ง สมาธิโดยวิธีสามอย่าง.” ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! เราเจริญแล้ว ซึ่งสมาธิอันมีวิตกวิจาร, ซึ่งสมาธิอันไม่มีวิตก แต่มีวิจารพอประมาณ, ซึ่งสมาธิอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร, ซึ่งสมาธิอันมีปีติ, ซึ่งสมาธิอันหาปีติมิได้, ซึ่งสมาธิอันเป็นไปกับด้วยความยินดี, และสมาธิอันเป็นไปกับด้วยอุเบกขา. ดูก่อนอนุรุทธะ ท. ! กาลใดสมาธิอันมีวิตกมีวิจาร (เป็นต้นเหล่านั้นทั้ง ๗ อย่าง) เป็นธรรมชาติอันเราเจริญแล้ว, กาลนั้นญาณเป็น
หน้า 80 T 5.2.14
เครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า “วิมุตติของเราไม่กลับกำเริบ, ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่ไม่มีอีก” ดังนี้. ๑ ทรงกั้นจิตจากกามคุณในอดีต ก่อนตรัสรู้ ๒ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ มีความรู้สึกเกิดขึ้นว่า กามคุณห้าที่เป็นอดีต ที่เราเคยสัมผัสมาแล้วแต่ก่อนได้ดับไปแล้วเพราะความแปรปรวนก็จริง แต่โดยมากจิตของเราเมื่อจะแล่น ก็แล่นไปสู่กามคุณเป็นอดีตนั้น, น้อยนักที่จะแล่นไปสู่กามคุณในปัจจุบันหรืออนาคต ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ความตกลงใจได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ความไม่ประมาทและสติ เป็นสิ่งซึ่งเราผู้หวังประโยชน์แก่ตนเองพึงกระทำให้เป็น เครื่องป้องกันจิต ในเพราะกามคุณห้าอันเป็นอดีต ที่เราเคยสัมผัสมาและดับไปแล้วเพราะความแปรปรวนนั้น. ________________________________ ๑. สมาธิเจ็ดอย่างในที่นี้ คงเป็นของแปลกและยากที่จะเข้าใจสำหรับนักศึกษาทั่ว ๆ ไป เพราะแม้แต่ในอรรถกถาของพระบาลีนี้ ก็แก้ไว้ไม่ละเอียด ท่านแก้ไว้ดังนี้ :- (สมาธิที่มีทั้งวิตกและวิจารท่านไม่แก้ เพราะได้แก่ปฐมฌานนั้นเอง จะโดยจตุกกนัยหรือปัญจกนัยก็ตาม). สมาธิที่ไม่มีวิตก แต่มีวิจารพอประมาณ ได้แก่ทุติยฌานสมาธิ ในปัญจกนัย. สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ได้แก่สมาธิในฌานทั้งสามเบื้องปลายทั้งในจตุกกนัยและปัญจกนัย. สมาธิมีปีติ ได้แก่ทุกะติกะ ฌานสมาธิ (สมาธิในปฐมฌาน และทุติยฌานแห่งฌาน ๔ มีปีติและสมาธิในปฐมฌาน ทุติยฌานและตติยฌานแห่งฌาน ๕ มีปีติ; กล่าวอีกอย่างว่า ได้แก่ สมาธิในฌานที่ ๑ ที่ ๒ แห่งจตุกกนัย และสมาธิในฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ แห่งปัญจกนัย มีปีติ). สมาธิไม่มีปีติ ได้แก่ทุกทุกะฌานสมาธิเบื้องปลายแห่งฌานสี่และฌานห้า ไม่มีปิติ (คือทุก ๆ สมาธิในสองฌานเบื้องปลาย ทั้งโดยจตุกกนัยและปัญจกนัย ไม่มีปีติ, ได้แก่สมาธิในฌานที่ ๓ ที่ ๔ แห่งฌาน ๔ และสมาธิในฌานที่ ๔ ที่ ๕ แห่งฌาน ๕ ไม่มีปีติ). สมาธิเป็นไปกับด้วยความยินดีได้แก่ ติกะจตุกกะฌานสมาธิ (คือสมาธิในสามฌานข้างต้นแห่งฌาน ๔ และสมาธิในสี่ฌานข้างต้นแห่งฌาน ๕ เป็นไปกับด้วยความยินดี). สมาธิเป็นไปกับด้วยอุเบกขา ได้แก่จตุตถฌานแห่งจตุกกนัย หรือปัญจมฌานแห่งปัญจกนัย (คือสมาธิในฌานที่ ๔ แห่งฌาน ๔ และสมาธิในฌานที่ ๕ ของฌาน ๕ เป็นไปกับด้วยอุเบกขา). -- ปปัญจ. ภ. ๓. น. ๖๑๔. ผู้ปรารถนาทราบรายละเอียด พึงศึกษาจากตำราหรือผู้รู้สืบไป. โดยเฉพาะพึงศึกษาจากสังขิตตสูตรที่ ๓ แห่งภูมิจาลวรรคในทุติยปัณณาสก์ อัฏฐกนิบาต อังคุตตรนิกาย ไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ ; ปาสาทิกสูตรไตร ฯ เล่มที่ ๑๑ ตอน สุขัลลิกานุโยคและตอนสุขัลลิกานุโยคานิสงส์; ประกอบ.สมาธิเหล่านี้ตามอรรถกถากล่าวว่าทรงเจริญในคืนวันตรัสรู้ ที่มหาโพธิ. ๒. บาลี จตุตถสูตร โลกกามคุณวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๑๒๑/๑๗๓.
หน้า 81 T 5.2.15
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้, แม้จิตของพวกเธอทั้งหลาย เมื่อจะแล่น ก็คงแล่นไปในกามคุณห้าอันเป็นอดีต ที่พวกเธอเคยสัมผัสมาและดับไปแล้วเพราะความแปรปรวน (เหมือนกัน) โดยมาก, น้อยนักที่จะแล่นไปสู่กามคุณในปัจจุบันหรืออนาคต. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ ความไม่ประมาทและสติ จึงเป็นสิ่งที่พวกเธอผู้หวังประโยชน์แก่ตัวเอง พึงกระทำให้เป็นเครื่องป้องกันจิต ในเพราะเหตุกามคุณห้าอันเป็นอดีต ที่พวกเธอเคยสัมผัสมา และดับไปแล้ว เพราะความแปรปรวนนั้น. ทรงค้นวิธีแห่งอิทธิบาท ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ มีความสงสัยเกิดขึ้นว่า อะไรหนอ เป็นหนทาง เป็นข้อปฏิบัติ ๒ เพื่อความเจริญแห่งอิทธิบาท ? ภิกษุ ท. ! ความรู้ข้อนี้เกิดขึ้นแก่เราว่า ภิกษุ ๓ นั้น ๆ ๔ ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยฉันทะเป็นปธานกิจ ว่า ด้วยอาการอย่างนี้ ฉันทะของเราย่อมมีในลักษณะที่จักไม่ย่อหย่อน, ที่จักไม่เข้มงวดเกิน, ที่จักไม่สยบอยู่ในภายใน, ที่จักไม่ส่ายไปในภายนอก; และ เธอเป็นผู้มีความรู้สึกทั้งในกาลก่อนและกาลเบื้องหน้าอยู่ด้วย : ก่อนนี้เป็นเช่นใด ________________________________ ๑. บาลี ปฐมสูตร อโยคุฬวรรค มหาวาร. สํ.๑๙/๓๖๒/๑๒๐๕. ๒. มีข้อความอีกสูตรหนึ่ง (มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๓๙/๑๑๓๖) ซึ่งมีข้อความเหมือนกับสูตรนี้ตลอดเรื่อง, ผิดกันแต่ใช้คำว่า “เป็นเหตุ เป็นปัจจัย” แทนคำว่า “เป็นหนทาง เป็นข้อปฏิบัติ” ดังที่ปรากฏอยู่ในสูตรนี้. ๓. นักบวชชนิดภิกษุนั้น มีอยู่ก่อนพระองค์อุบัติ. ๔. คำว่านั้น ๆ คือ โส, พระไตรปิฎกบางเล่มว่า อิธ ที่แปลว่า ในกรณีนี้ หรือในโลกนี้ หรือในเรื่องนี้.
หน้า 82 T 5.2.16
ต่อไปก็เช่นนั้น, ต่อไปเป็นเช่นใด ก่อนนี้ก็เช่นนั้น, เบื้องล่างเช่นใด เบื้องบนก็เช่นนั้น, เบื้องบนเช่นใด เบื้องล่างก็เช่นนั้น, กลางคืนเหมือนกลางวัน, กลางวันเหมือนกลางคืน : เธอย่อมอบรมจิตอันมีแสงสว่างด้วยทั้งจิตอันเปิดแล้ว ไม่มีอะไร พัวพัน ให้เจริญอยู่ด้วยอาการอย่างนี้. … (ข้อต่อไปอีก ๓ ข้อก็เหมือนกัน แปลกแต่ชื่อแห่งอิทธิบาท เป็น วิริยะ จิตตะ วิมังสา, เท่านั้น. พระองค์ทรงพบการเจริญอิทธิบาท ด้วยวิธีคิดค้นอย่างนี้). ทรงคิดค้นเรื่องเบญจขันธ์ ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ความสงสัยได้เกิดขึ้นแก่เราว่า อะไรหนอ เป็นรสอร่อยของรูป, อะไรเป็นโทษของรูป, อะไรเป็นอุบายเครื่องพ้นไปได้จากรูป ? อะไรหนอเป็นรสอร่อยของเวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ, อะไรเป็นโทษของเวทนา….สัญญา....สังขาร....วิญญาณ, อะไรเป็นอุบายเครื่องพ้นไปได้จากเวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ ? ภิกษุ ท. ! ความรู้ข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า สุขโสมนัสใด ๆ ที่อาศัยรูปแล้วเกิดขึ้น สุขและโสมนัสนั้นแลเป็น รสอร่อยของรูป; รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ทรมาน มีการแปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วยอาการใด อาการนั้นเป็น โทษของรูป; การนำออกเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ การละความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูปเสียได้ นั้นเป็น อุบายเครื่องออกไปพ้นจากรูปได้. (ในเวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ ก็นัยเดียวกัน). ภิกษุ ท. ! ตลอดเวลาเพียงไร ที่เรายังไม่รู้จักรสอร่อยของอุปาทานขันธ์ทั้งห้าว่าเป็นรสอร่อย ไม่รู้จักโทษว่าเป็นโทษ ไม่รู้จักอุบายเครื่องออกว่า เป็น ________________________________ ๑.บาลี ปัญจมสูตร ภารวรรค ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๔/๕๙.
หน้า 83 T 5.2.17
อุบายเครื่องออก ตามที่เป็นจริง, ตลอดเวลาเพียงนั้น เรายังไม่รู้สึกว่าได้ตรัสรู้ พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้งมนุษย์. ภิกษุ ท. ! เมื่อใดแล เรารู้จักรสอร่อยของอุปาทานขันธ์ทั้งห้าว่าเป็นรสอร่อย รู้จักโทษว่าเป็นโทษ รู้จักอุบายเครื่องออกว่าเป็นอุบายเครื่องออก ตามที่เป็นจริง, เมื่อนั้น เราก็รู้สึกว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์. ก็แหละญาณทัสสนะเครื่องรู้เครื่องเห็น เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ, ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่ มิได้มีอีก, ดังนี้. นอกจากการคิดค้นเรื่องเบญจขันธ์นี้แล้ว ยังมีการคิดค้นอีก ๓ เรื่อง ด้วยวิธีการ ที่บรรยายไว้เป็นคำพูดอย่างเดียวกันกับเรื่องนี้ ทุกระเบียบอักษร คือคิดค้นเรื่องธาตุสี่ (บาลี นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๓/๔๐๔), เรื่อง อายตนะภายในหก (บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๘/๑๓), และเรื่อง อายตนะภายนอกหก (บาลี สฬา. สํ.๑๘/๙/๑๔). -ผู้รวบรวม. ทรงคิดค้นเรื่องเวทนาโดยละเอียด ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ความสงสัยได้เกิดขึ้นแก่เราว่า อะไรหนอเป็นเวทนา ? อะไรเป็นความเกิดขึ้นพร้อม แห่งเวทนา ? อะไรเป็นปฏิปทาให้ถึงความเกิดขึ้นพร้อมแห่งเวทนา ? อะไรเป็นความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ? อะไรเป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งเวทนา ? ________________________________ ๑. บาลี สูตรที่ ๔ เวทนาสํยุตต์ สฬา. สํ. ๑๘/๒๘๙/๔๓๙.
หน้า 84 T 5.2.17
อะไรเป็นรสอร่อยของเวทนา ? อะไรเป็นโทษของเวทนา ? อะไร เป็นอุบายเครื่องพ้นไปได้จากเวทนา ? ภิกษุ ท. ! ความรู้ข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เวทนา ๓ อย่าง เหล่านี้คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา, เหล่านี้เรียกว่า เวทนา; ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งเวทนา ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นพร้อมแห่งผัสสะ; ตัณหาเป็นปฏิปทาให้ถึงความเกิดขึ้นพร้อมแห่งเวทนา; ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ย่อมมีเพราะความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; มรรคอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดประการนี้เอง เป็น ปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือความเห็นที่ถูกต้อง ความดำริที่ถูกต้อง การพูดจาที่ถูกต้อง การทำการงานที่ถูกต้อง การเลี้ยงชีวิตที่ถูกต้อง ความพากเพียรที่ถูกต้อง ความรำลึกที่ถูกต้อง ความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้อง; สุขโสมนัสใด ๆ ที่อาศัยเวทนาแล้วเกิดขึ้น, สุขและโสมนัสนั้นแล เป็น รสอร่อยของเวทนา; เวทนาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาด้วยอาการใด, อาการนั้นเป็น โทษของเวทนา; การนำออกเสียได้ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ การละความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในเวทนาเสียได้ นั้นเป็น อุบายเครื่องออกไปพ้นจากเวทนาได้ ดังนี้. ๑ ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรม ท. ที่ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “เหล่านี้ คือ เวทนา ท.” ; .... ๒ ว่า “นี้ คือความเกิดขึ้นพร้อมแห่งเวทนา”; ....ว่า “นี้ คือปฏิปทาให้ถึงความเกิดขึ้นพร้อมแห่งเวทนา”; ...ว่า “นี้ คือความดับไม่เหลือแห่งเวทนา”; ...ว่า “นี้ คือปฏิปทาให้ ________________________________ ๑. บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๒๘๙/๔๔๐. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ๒. ที่ใส่จุด ๆ (....) ไว้เช่นนี้ ทั้งตรงนี้และต่อไป มีคำเต็มเหมือนข้างต้น คือเริ่มแต่คำว่า “ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ...(ถึงคำว่า) ....มาแต่ก่อน”.
หน้า 85 T 5.2.18
ถึง ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา”; ....ว่า “นี้ คือรสอร่อยของเวทนา”; ....ว่า “นี้คือโทษของเวทนา”; ....ว่า “นี้ คืออุบายเครื่องออกไปพ้นจากเวทนา”; ดังนี้. ทรงแสวงหาเนื่องด้วยเบญจขันธ์ ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! เราได้เที่ยวแสวงหาแล้วซึ่ง รสอร่อยของรูป, เราได้พบรสอร่อยของรูปนั้นแล้ว, รสอร่อยของรูปมีประมาณเท่าใด เราเห็นมันแล้วเป็นอย่างดีด้วยปัญญาของเรา มีประมาณเท่านั้น. ภิกษุ ท. ! เราได้เที่ยวแสวงหาให้พบโทษของรูป, เราได้พบโทษของรูปนั้นแล้ว. โทษของรูปมีประมาณเท่าใด เราเห็นมันแล้วเป็นอย่างดีด้วยปัญญาของเรา เท่านั้น. ภิกษุ ท. ! เราได้เที่ยวแสวงหาแล้ว ซึ่ง อุบายเป็นเครื่องออกจากรูป, เราได้พบอุบายเครื่องออกจากรูปนั้นแล้ว. อุบายเครื่องออกจากรูปมีประมาณเท่าใด เราเห็นมันแล้วเป็นอย่างดี ด้วยปัญญาของเรา เท่านั้น. (ในเวทนาและสัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีนัยอย่างเดียวกัน. และตอนท้ายก็มีว่า ยังไม่พบรสอร่อย-โทษ-อุบายเครื่องออกของรูปเป็นต้นเพียงใด ยังไม่ชื่อว่าได้ตรัสรู้เพียงนั้น, ต่อเมื่อทรงพบแล้วจึงได้ชื่อว่าตรัสรู้และมีชาติสิ้นแล้ว ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป เหมือนกันทุก ๆ สิ่งที่พระองค์ทรงค้น ซึ่งยังมีอีก ๓ อย่างคือ เรื่อง ธาตุ ๔ , เรื่องอายตนะภายใน ๖, และ อายตนะภายนอก ๖; เห็นว่าอาการเหมือนกันหมดต่างกันแต่เพียงชื่อ จึงไม่นำมาใส่ไว้ในที่นี้ด้วย). ________________________________ ๑. บาลี ฉัฏฐสูตร ภารวรรค ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๖/๖๑.
หน้า 86 T 5.2.19
ทรงค้นลูกโซ่แห่งทุกข์ ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ได้เกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นว่า “สัตว์โลกนี้หนอ ถึงทั่วแล้วซึ่งความยากเข็ญ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และบังเกิดอีก, ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์คือชรามรณะแล้ว การออกจากทุกข์ คือชรามรณะนี้ จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร”. ภิกษุ ท. ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอชรามรณะจึงได้มี : ชรามรณะมีเพราะปัจจัยอะไรหนอ”. ภิกษุ ท. ! ได้เกิดความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา, เพราะการทำในใจโดยแยบคาย, แก่เราว่า “เพราะ ชาติ นี่เองมีอยู่ ชรามรณะจึงได้มี : ชรามรณะมี เพราะชาติเป็นปัจจัย; - เพราะ ภพ นี่เองมีอยู่ ชาติจึงได้มี : ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย; - เพราะ อุปาทาน นี่เองมีอยู่ ภพจึงได้มี : ภพมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย; - เพราะ ตัณหา นี่เองมีอยู่ อุปาทานจึงได้มี : อุปาทานมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย; - เพราะ เวทนา นี่เองมีอยู่ ตัณหาจึงได้มี : ตัณหามีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย; - เพราะ ผัสสะ นี่เองมีอยู่ เวทนาจึงได้มี : เวทนามีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย; ________________________________ ๑. บาลี ทสมสูตร พุทธวรรค อภิสมยสํยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๑/๒๖.
หน้า 87 T 5.2.19
- เพราะ สฬายตนะ นี่เองมีอยู่ ผัสสะจึงได้มี : ผัสสะมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย; - เพราะ นามรูป นี่เองมีอยู่ สฬายตนะจึงได้มี : สฬายตนะมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย; - เพราะ วิญญาณ นี่เองมีอยู่ นามรูปจึงได้มี : นามรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย; - เพราะ สังขาร นี่เองมีอยู่ วิญญาณจึงได้มี : วิญญาณมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย; - เพราะ อวิชชา นี่เองมีอยู่ สังขาร ท. จึงได้มี : สังขาร ท. มีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย;” ดังนี้ : เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงเกิดสังขาร ท.; เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงเกิดวิญญาณ; เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดนามรูป; เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดสฬายตนะ; เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงเกิดผัสสะ; เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา; เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา; เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน; เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ; เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ ; เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ท. : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้. ภิกษุ ท. ! ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ในสิ่งที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความเกิดขึ้นพร้อม ! ความเกิดขึ้นพร้อม ! ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. .... .... .... ภิกษุ ท. ! ความฉงนได้มีแก่เราอีกว่า “เมื่ออะไรไม่มีหนอ ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะอะไรดับไปหนอ ชรามรณะจึงดับไป”.
หน้า 88 T 5.2.19
ภิกษุ ท. ! เพราะการทำในใจโดยแยบคาย, ได้เกิดความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา, แก่เราว่า “เพราะชาติ นี่เองไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี : ชรามรณะดับ เพราะชาติดับ; - เพราะ ภพ นี่เองไม่มี ชาติจึงไม่มี : ชาติดับ เพราะภพดับ; - เพราะ อุปาทาน นี่เองไม่มี ภพจึงไม่มี : ภพดับ เพราะอุปาทานดับ; - เพราะ ตัณหา นี่เองไม่มี อุปาทานจึงไม่มี : อุปาทานดับ เพราะตัณหาดับ; - เพราะ เวทนา นี่เองไม่มี ตัณหาจึงไม่มี : ตัณหาดับ เพราะเวทนาดับ; - เพราะ ผัสสะ นี่เองไม่มี เวทนาจึงไม่มี : เวทนาดับ เพราะผัสสะดับ; - เพราะ สฬายตนะ นี่เองไม่มี ผัสสะจึงไม่มี : ผัสสะดับ เพราะสฬายตนะดับ; - เพราะ นามรูป นี่เองไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี : สฬายตนะดับ เพราะนามรูปดับ; - เพราะ วิญญาณ นี่เองไม่มี นามรูปจึงไม่มี : นามรูปดับ เพราะวิญญาณดับ; - เพราะ สังขาร นี่เองไม่มี วิญญาณจึงไม่มี : วิญญาณดับ เพราะสังขารดับ; - เพราะ อวิชชา นี่เองไม่มี สังขาร ท. จึงไม่มี : สังขารดับ เพราะอวิชชาดับ;” ดังนี้ : เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ; เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ; เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ; เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ; เพราะ สฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ; เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ; เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ; เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ; เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ;
หน้า 89 T 5.2.20
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ; เพราะชาติดับ ชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส ท. จึงดับ : ความดับไม่เหลือแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น ย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้. ภิกษุ ท. ! ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ในสิ่งที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความดับไม่เหลือ ! ความดับไม่เหลือ ! ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ทรงค้นลูกโซ่แห่งทุกข์ ก่อนตรัสรู้ (อีกนัยหนึ่ง) ๑ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ได้เกิดความรู้สึกอันนี้ขึ้นว่า “สัตว์โลกนี้หนอ ถึงแล้วซึ่งความยากเข็ญ ย่อมเกิด ย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติ และย่อมอุบัติ, ก็เมื่อสัตว์โลกไม่รู้จักอุบายเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์ คือชรามรณะแล้ว การออกจากทุกข์ คือชรามรณะนี้ จักปรากฏขึ้นได้อย่างไร.” ภิกษุ ท. ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัยหนอ จึงมีชรามรณะ” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ได้เกิดความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคาย, แก่เราว่า “เพราะ ชาติ นั่นแล มีอยู่ ชรามรณะ จึงได้มี : เพราะมีชาติเป็น ปัจจัย จึงมีชรามรณะ” ดังนี้. ....๒ เพราะ ภพ นั่นแล มีอยู่ ชาติ จึงได้มี : เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ” ดังนี้. ________________________________ ๑. สูตรที่ ๕ บาลี มหาวรรค อภิสมยสํยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๖/๒๕๐. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน. ๒. ข้อความตามที่ละ .... ไว้นั้น หมายความว่า ได้มีความฉงนเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน แล้วทรงทำในใจโดยแยบคาย จนความรู้แจ้งเกิดขึ้นทุก ๆ ตอน เป็นลำดับไปจนถึงที่สุด ทั้งฝ่ายสมุทยวารและนิโรธวาร; ในที่นี้ละไว้โดยนัยที่ผู้อ่านอาจจะเข้าใจเอาเองได้; คือเป็นการตัดความรำคาญในการอ่าน.
หน้า 90 T 5.2.20
... เพราะ อุปาทาน นั่นแล มีอยู่ ภพ จึงได้มี : เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ” ดังนี้. ... เพราะ ตัณหา นั่นแล มีอยู่ อุปาทาน จึงได้มี : เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน” ดังนี้. ... เพราะ เวทนา นั่นแล มีอยู่ ตัณหา จึงได้มี : เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา” ดังนี้. ... เพราะ ผัสสะ นั่นแล มีอยู่ เวทนา จึงได้มี : เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา” ดังนี้. ... เพราะ สฬายตนะ นั่นแล มีอยู่ ผัสสะ จึงได้มี : เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ดังนี้. ... เพราะ นามรูป นั่นแล มีอยู่ สฬายตนะ จึงได้มี : เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ” ดังนี้. ... เพราะ วิญญาณ นั่นแล มีอยู่ นามรูป จึงได้มี : เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เมื่ออะไรมีอยู่หนอ วิญญาณจึงได้มี : เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคายได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เพราะ นามรูป นั่นแล มีอยู่ วิญญาณ จึงได้มี : เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ความรู้แจ้งนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “วิญญาณนี้ ย่อมเวียนกลับจากนามรูป : ย่อมไม่เลยไปอื่น; ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สัตว์โลกนี้ พึงเกิดบ้าง พึงแก่บ้าง พึงตายบ้าง พึงจุติบ้าง พึงอุบัติบ้าง : ข้อนี้ได้แก่การที่ เพราะมีนามรูป
หน้า 91 T 5.2.20
เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”. ภิกษุ ท. ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญา เกิดขึ้นแล้ววิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า “ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทัย) ! ความเกิดขึ้นพร้อม (สมุทัย) !” ดังนี้. ... ... ... ภิกษุ ท. ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราต่อไปว่า “เมื่อะไรไม่มีหนอชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งชรามรณะ” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคายได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า “เพราะชาติ นั่นแล ไม่มี ชรามรณะ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งชาติ จึงมีความดับแห่งชรามรณะ” ดังนี้. ... เพราะ ภพ นั่นแล ไม่มี ชาติ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ” ดังนี้. ... เพราะ อุปาทาน นั่นแล ไม่มี ภพ จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ” ดังนี้. ... เพราะ ตัณหา นั่นแล ไม่มี อุปาทาน จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน” ดังนี้.
หน้า 92 T 5.2.20
... เพราะ เวทนา นั่นแล ไม่มี ตัณหา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา” ดังนี้. ... เพราะ ผัสสะ นั่นแล ไม่มี เวทนา จึงไม่มี : เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา” ดังนี้. ... เพราะ สฬายตนะ นั่นแล ไม่มี ผัสสะ จึงไม่มี : เพราะความดับ แห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ” ดังนี้. ... เพราะ นามรูป นั่นแล ไม่มี สฬายตนะ จึงไม่มี : เพราะความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ” ดังนี้. ... เพราะ วิญญาณ นั่นแล ไม่มี นามรูป จึงไม่มี : เพราะความดับ แห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ความฉงนนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “เมื่ออะไรไม่มีหนอ วิญญาณจึงไม่มี : เพราะความดับแห่งอะไร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ความรู้แจ้งอย่างยิ่งด้วยปัญญา เพราะการทำในใจโดยแยบคายได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า “เพราะ นามรูป นั่นแล ไม่มี วิญญาณ จึงไม่มี : เพราะความดับ แห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ความรู้แจ้งนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “หนทางเพื่อการตรัสรู้นี้ อันเราได้ถึงทับแล้วแล : ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ เพราะความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ;
หน้า 93 T 5.2.21
เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”. ภิกษุ ท. ! ดวงตา เกิดขึ้นแล้ว ญาณ เกิดขึ้นแล้ว ปัญญา เกิดขึ้นแล้ววิชชา เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่าง เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อนว่า “ความดับไม่เหลือ (นิโรธ) ! ความดับไม่เหลือ (นิโรธ) !” ดังนี้. ทรงพยายามในอธิเทวญาณทัสสนะเป็นขั้น ๆ ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, เราย่อมจำแสงสว่างได้ แต่ไม่เห็นรูปทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างได้ด้วยเห็นรูป ท. ได้ด้วย ข้อนั้นจักเป็นญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ของเรา. ภิกษุ ท. ! โดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ก็จำแสงสว่างได้ด้วยเห็นรูป ท. ได้ด้วย, แต่ไม่ได้ตั้งอยู่ร่วม ไม่ได้เจรจาร่วม ไม่ได้โต้ตอบร่วมกับ เทวดาทั้งหลายเหล่านั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างเป็นต้นก็ได้ด้วย ตลอดถึงการโต้ตอบร่วมกับเทวดา ท. เหล่านั้น ๆ ก็ได้ด้วย. ข้อนั้นจักเป็นญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์ยิ่งของเรา. ภิกษุ ท. ! โดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ก็....โต้ตอบกับเทวดา ท. เหล่านั้น ๆ ได้ด้วย แต่ไม่รู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ ๆ มาจากเทพนิกายไหน ๆ. ________________________________ ๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ตำบลคยาสีสะ, บาลีจาลวรรค อฎฺฐก. อํ. ๒๓/๓๑๑/๑๖๑.
หน้า 94 T 5.2.21
ภิกษุ ท. ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างเป็นต้นก็ได้ด้วย ตลอดถึงการรู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ ๆ มาจากเทพนิกายนั้น ๆ ด้วยแล้วข้อนั้นจักเป็นญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ของเรา. ภิกษุ ท. ! โดยสมัยอื่นอีกเราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปอยู่ ก็...รู้ได้ว่าเทวดาเหล่านี้ มาจากเทพนิกายนั้น ๆ แต่ไม่รู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ ๆ เคลื่อนจากโลกนี้ไปอุบัติในโลกนั้น ๆ ด้วยวิบากแห่งกรรมอย่างไหน. ภิกษุ ท. ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ถ้าเราจะจำแสงสว่างเป็นต้นก็ได้ด้วย ตลอดจนถึงรู้ได้ด้วยว่า เทวดาเหล่านี้ ๆ เคลื่อนจากโลกนี้ไปอุบัติในโลกนั้นได้ด้วยวิบากของกรรมอย่างนี้ ๆ แล้ว ข้อนั้น จักเป็นญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ของเรา. ภิกษุ ท. ! โดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปแล้วแลอยู่ ก็...รู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ ๆ เคลื่อนจากโลกนี้ไปอุบัติในโลกนั้นได้ด้วยวิบากของกรรมอย่างนี้ ๆ แต่ไม่รู้ได้ว่า เทวดาเหล่านี้ ๆ มีอาหารอย่างนี้ ๆ มีปรกติเสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ ๆ …เทวดาเหล่านี้ ๆ มีอายุยืนเท่านี้ ๆ ตั้งอยู่ได้นานเท่านี้ ๆ ...เราเองเคยอยู่ร่วมกับเทวดา ท. เหล่านี้ หรือไม่เคยอยู่ร่วมหนอ. ภิกษุ ท. ! โดยสมัยอื่นอีก เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปแล้วแลอยู่ก็...รู้ได้ตลอดถึงข้อว่า เราเคยอยู่ร่วมกับเทวดา ท. เหล่านี้ ๆ หรือไม่ แล้ว. ภิกษุ ท. ! ตลอดเวลาเพียงไร ที่ ญาณทัสสนะที่เป็นไปทับซึ่งเทวดาอันมีปริวัฏฏ์แปดอย่างของเรา ยังไม่บริสุทธิ์หมดจดด้วยดีแล้ว, ตลอดเวลาเพียงนั้นเรายังไม่ปฏิญญาว่า ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้งมนุษย์. ภิกษุ ท. ! เมื่อใดแล ญาณทัสสนะที่เป็นไปทับซึ่งเทวดา อันมีปริวัฏฏ์แปดอย่างของเรา บริสุทธิ์ หมดจดด้วยดีแล้ว, เมื่อนั้น เราก็ปฏิญญาว่า
หน้า 95 T 5.2.22
ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์. ก็แหละ ปัญญาเครื่องรู้เครื่องเห็นเกิดขึ้นแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่ไม่มีอีกต่อไปดังนี้. ทรงทำลายความขลาด ก่อนตรัสรู้ ๑ พราหมณ์ ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ มีความรู้สึกว่า เสนาสนะอันสงัด คือป่าและป่าเปลี่ยว เป็นเสนาสนะยากที่จะเสพได้ ความสงัดยากที่จะทำได้ ยากที่จะยินดีในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเป็นประหนึ่งว่า นำไปเสียแล้วซึ่งใจแห่งภิกษุผู้ยังไม่ได้สมาธิ. พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด มี กรรมทางกาย ไม่บริสุทธิ์เสพเสนาสนะสงัดคือป่าและป่าเปลี่ยวอยู่, เพราะโทษคือกรรมทางกาย อันไม่บริสุทธิ์ของตนแล สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ย่อมเรียกร้องมาซึ่งความขลาดและความกลัวอย่างอกุศล. ส่วนเราเอง หาได้เป็นผู้มีกรรมทางกายอันไม่บริสุทธิ์แล้วเสพเสนาสนะสงัดคือป่าและป่าเปลี่ยวไม่ : เราเป็นผู้มีกรรมทางกายอันบริสุทธิ์.ในบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้มีกรรมทางกายอันบริสุทธิ์ และเสพเสนาสนะอันสงัดคือป่าและป่าเปลี่ยว เราเป็นอริยเจ้าองค์หนึ่งในพระอริยเจ้าเหล่านั้น.พราหมณ์ ! เรามองเห็นความเป็นผู้มีกรรมทางกายอันบริสุทธิ์ในตนอยู่ จึงถึง ความมีขนอันตกสนิทแล้ว (ไม่ขนพอง) อยู่ในป่าได้. ________________________________ ๑. บาลี ภยเภรวสูตร มูลปริยายวรรค มู. ม. ๑๒/๒๙/๓๐. ทรงเล่าแก่ชาณุสโสณีพราหมณ์ ที่เชตวัน.
หน้า 96 T 5.2.22
พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด มี วจีกรรม ไม่บริสุทธิ์, .... มี มโนกรรม ไม่บริสุทธิ์, ...มี อาชีวะ ไม่บริสุทธิ์, ...มี อภิชฌา มาก มีความกำหนัดแก่กล้าในกามทั้งหลาย, ...มีจิต พยาบาท มีดำริชั่วในใจ, ...มี ถีนมิทธะ กลุ้มรุมจิต, ...มี จิตฟุ้ง ขึ้นไม่สงบ, ...มีความระแวง มีความ สงสัย, ...เป็นผู้ ยกตนข่มท่าน, ...เป็นผู้มัก หวาดเสียว มีชาติแห่งคนขลาด, ...มีความ ปรารถนาเต็มที่ในลาภสักการะและสรรเสริญ, ...เป็นคน เกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม, ...เป็นผู้ละสติปราศจาก สัมปชัญญะ, ...มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด, ...มี ปัญญาเสื่อมทรามเป็นคนพูดบ้าน้ำลาย, …(อย่างหนึ่ง ๆ) ๑ ...เสพเสนาสนะสงัดคือป่าและป่าเปลี่ยวอยู่; เพราะโทษ (อย่างหนึ่ง ๆ) นั้นของตนแล สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้นย่อมเรียกร้องมาซึ่งความขลาด และความกลัวอย่างอกุศล. ส่วนเราเองหาได้เป็นผู้ (ประกอบ ด้วยโทษนั้น ๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง) มีวจีกรรมไม่บริสุทธิ์ (เป็นต้น) ไม่ : เราเป็นผู้มีวจีกรรมอันบริสุทธิ์ (และปราศจากโทษเหล่านั้นทุกอย่าง). ในบรรดาพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้มีวจีกรรมอันบริสุทธิ์ (เป็นต้น) และเสพเสนาสนะสงัดคือป่าและป่าเปลี่ยวเราเป็นอริยเจ้าองค์หนึ่ง ในพระอริยเจ้าเหล่านั้น. พราหมณ์ ! เรามองเห็นความเป็นผู้มีวจีกรรมอันบริสุทธิ์ (เป็นต้น) ในตนอยู่ จึงถึงความเป็นผู้มีขนตกสนิทแล้ว แลอยู่ในป่าได้. พราหมณ์ ! ความตกลงใจอันนี้ได้มีแก่เราว่า ถ้ากระไรในราตรี อันกำหนดได้แล้วว่า เป็นวัน ๑๔, ๑๕ และ ๘ ค่ำ แห่งปักข์; สวนอันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ป่าอันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้อันถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ เหล่าใดเป็นที่น่าพึงกลัว เป็นที่ชูชันแห่งโลมชาติ เราพึงอยู่ในเสนาสนะเช่นนั้นเถิด บางที ________________________________ ๑. บาลีกล่าวทีละอย่าง ๆ ซ้ำกันรวมทั้งหมดถึง ๑๖ ครั้ง นับตั้งแต่ กรรมทางกาย ลงมา, ซึ่งเขียนเต็ม; ส่วน ๑๕ ครั้งในที่นี้ ใช้ละคราวเดียวกัน.
หน้า 97 T 5.2.23
เราอาจเห็นตัวความขลาดและความกลัวได้. พราหมณ์ ! เราได้อยู่ในเสนาสนะ เช่นนั้น ในวันอันกำหนดนั้นแล้ว. พราหมณ์ ! เมื่อเราอยู่ในเสนาสนะเช่นนั้น สัตว์ป่าแอบเข้ามาหรือว่านกยูงทำกิ่งไม้แห้งให้ตกลงมา หรือว่าลมพัดหยากเยื่อใบไม้ให้ตกลงมา : ความตกใจกลัวได้เกิดแก่เราว่า นั่นความกลัวและความขลาดมาหาเราเป็นแน่.ความคิดค้นได้มีแก่เราว่า ทำไมหนอ เราจึงเป็นผู้พะวงแต่ในความหวาดกลัว; ถ้าอย่างไร เราจะ หักห้ามความขลาดกลัวนั้น ๆ เสีย โดยอิริยาบถที่ความขลาดกลัวนั้น ๆ มาสู่เรา. พราหมณ์ ! เมื่อเราจงกรมอยู่ ความกลัวเกิดมีมา เราก็ขืน จงกรมแก้ความขลาด นั้น, ตลอดเวลานั้น เราไม่ยืน ไม่นั่ง ไม่นอน. เมื่อเรายืนอยู่ความกลัวเกิดมีมา เราก็ขืน ยืนแก้ความขลาด นั้น, ตลอดเวลานั้น เราไม่จงกรมไม่นั่ง ไม่นอน. เมื่อเรานั่งอยู่ ความกลัวเกิดมีมา เราก็ขืน นั่งแก้ความขลาด นั้น, ตลอดเวลานั้น เราไม่จงกรม ไม่ยืน ไม่นอน. พราหมณ์ ! เมื่อเรานอนอยู่ความขลาดเกิดมีมา เราก็ขืน นอนแก้ความขลาด นั้น, ตลอดเวลานั้น เราไม่จงกรม ไม่ยืน ไม่นั่งเลย. ธรรมที่ทรงอบรมอย่างมาก ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, เราได้อบรมทำให้มากแล้วซึ่งธรรมห้าอย่าง. ธรรมห้าอย่างอะไรบ้าง ? ธรรมห้าอย่างคือ เราได้อบรม อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรม ________________________________ ๑.บาลี อัฏฐมสูตร สัญญาวรรค ปญฺจก. อํ. ๒๒/๙๔/๖๘.
หน้า 98 T 5.2.24
เครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยฉันทะ...วิริยะ...จิตตะ...วิมังสาเป็นปธานกิจ และความเพียร มีประมาณโดยยิ่งเป็นที่ห้า. ภิกษุ ท. ! เพราะความที่เราได้อบรมทำให้มากในธรรม มีความเพียร มีประมาณโดยยิ่งเป็นที่ห้า, เราได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อธรรมใด ๆ ซึ่งควรทำให้แจ้งโดยปัญญาอันยิ่ง เพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว, ในธรรมนั้น ๆ เราได้ถึงแล้วซึ่ง ความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู่. ภิกษุ ท. ! ถ้าเราหวังว่า เราพึงมี อิทธิวิธีมีประการต่าง ๆ : ผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน, หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง, ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง, ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่าง ๆ, ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้ เหมือนในน้ำ, เดินได้เหนือน้ำเหมือนเดินบนแผ่นดิน, ไปได้ในอากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์. ลูบคลำดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิ์อานุภาพมากอย่างนี้ได้ ด้วยฝ่ามือ, และแสดงอำนาจทางกาย เป็นไปตลอดถึงพรหมโลกได้ ดังนี้ก็ตาม, ในอิทธิวิธีนั้น ๆ เราก็ถึงแล้วซึ่งความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู่. ภิกษุ ท. ! หรือถ้าเราหวังว่า เราพึงทำให้แจ้งซึ่ง...ฯลฯ...เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะหมดอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ ดังนี้ก็ตาม. ในวิชชานั้น ๆ เราก็ถึงแล้วซึ่งความสามารถทำได้ จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู่. วิหารธรรมที่ทรงอยู่มากที่สุด ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหวโยกโคลงของจิตก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้ด้วยอำนาจแห่งการเจริญทำให้มาก ซึ่งสมาธิใดสมาธินั้น ภิกษุย่อมจะได้โดยไม่หนักใจ ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบากเลย. ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๙๙, ๔๐๑/๑๓๒๔, ๑๓๒๙. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน ปรารภ พระมหากัปปินะเข้าสมาธิ นั่งนิ่งไม่ไหวติงจนเป็นปรกตินิสัย.
หน้า 99 T 5.2.24
ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหวโยกโคลงของจิต ก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจแห่งการเจริญทำให้มากซึ่งสมาธิไหนกันเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหวโยกโคลงของจิตก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ด้วยอำนาจแห่ง การเจริญทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ. ภิกษุ ท. ! เมื่อบุคคลเจริญทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิอยู่อย่างไรเล่า ความหวั่นไหวโยกโคลงของกาย หรือความหวั่นไหวโยกโคลงของจิตก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้ ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตามแล้วนั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. ภิกษุนั้นหายใจเข้า ก็มีสติ หายใจออก ก็มีสติ. เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว, เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว. เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น, เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวงหายใจออกอยู่”. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้ทำกายสังขารให้สงบรำงับอยู่ หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้ทำกายสังขารให้สงบรำงับอยู่ หายใจออกอยู่”.
หน้า 100 T 5.2.24
เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งปีติหายใจออกอยู่”. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งสุขหายใจ ออกอยู่”. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออกอยู่”. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้สงบรำงับอยู่ หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้ทำจิตตสังขาร ให้สงบรำงับอยู่ หายใจออกอยู่”. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้รู้สึกพร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจออกอยู่”. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์บันเทิงอยู่ หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์บันเทิงอยู่ หายใจออกอยู่”. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้ดำรงจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้ดำรงจิตให้ตั้งมั่นอยู่ หายใจออกอยู่”. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้ทำจิตให้ปลดปล่อยอยู่ หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้ทำจิตให้ปลดปล่อยอยู่ หายใจออกอยู่”.
หน้า 101 T 5.2.24
เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้มองเห็นความไม่เที่ยง หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้มองเห็นความไม่เที่ยง หายใจออกอยู่”. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรมเป็นความจางคลาย หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรมเป็น ความจางคลาย หายใจออกอยู่”. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรมเป็นความดับสนิท หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรมเป็นความดับสนิท หายใจออกอยู่”. เธอย่อมทำการสำเหนียกฝึกฝน โดยหลักว่า “เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรมเป็นความสลัดกลับหลัง หายใจเข้าอยู่”, ว่า “เราจักเป็นผู้มองเห็นธรรมเป็น ความสลัดกลับหลัง หายใจออกอยู่”. ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เมื่อบุคคลเจริญทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ อยู่อย่างนี้แล ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกาย หรือความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งจิตก็ตาม ย่อมมีขึ้นไม่ได้. ....ฯลฯ.... ภิกษุ ท. ! แม้เราเองก็เหมือนกัน ในกาลก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรม คืออานาปานสติสมาธินี้ เป็นส่วนมาก. เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นส่วนมาก กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก และ จิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่มีอุปาทาน. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า กายของเราก็อย่าลำบาก ตาของเราก็อย่าลำบาก และจิตของเราก็จงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่มีอุปาทานเถิด ดังนี้แล้ว; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ให้เป็นอย่างดี.
หน้า 102 T 5.2.24
ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า ความครุ่นคิดอันเกี่ยวข้องไปทางเหย้าเรือนของเรา จงหายไปอย่างหมดสิ้น ดังนี้แล้ว; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้อยู่ด้วยความรู้สึกว่าปฏิกูล ต่อสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ดังนี้แล้ว; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้อยู่ด้วยความรู้สึกว่าไม่ปฏิกูล ต่อสิ่งที่ปฏิกูล ดังนี้แล้ว; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้อยู่ด้วยความรู้สึกว่าปฏิกูล ทั้งต่อสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และต่อสิ่งที่ปฏิกูล ดังนี้แล้ว; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้อยู่ด้วยความรู้สึกว่าไม่ปฏิกูล ทั้งต่อสิ่งที่ปฏิกูล และต่อสิ่งที่ไม่ปฏิกูล ดังนี้แล้ว; ภิกษุนั้นจงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุหวังว่า เราพึงเป็นผู้ไม่ใส่ใจเสียเลยทั้งต่อสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและต่อสิ่งที่ปฏิกูล ทั้งสองอย่าง แล้วเป็นผู้อยู่อุเบกขามีสติสัมปชัญญะเถิด ดังนี้แล้ว; ภิกษุนั้น จงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี. (ต่อแต่นี้ มีตรัสทำนองนี้เรื่อยไปจนถึง ความหวังจะได้ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ และสัญญาเวทยิตนิโรธ จนกระทั่งความดับเย็นแห่งเวทนา เพราะความไม่เพลิดเพลินในเวทนานั้น เป็นที่สุด ว่าผู้ต้องการพึงทำในใจ ในอานาปานสติสมาธินี้ ให้เป็นอย่างดี).
หน้า 103 T 5.2.25
ทรงพยายามในเนกขัมมจิต และอนุปุพพวิหารสมาบัติ ก่อนตรัสรู้ ๑ อานนท์ ! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่, ความรู้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เนกขัมมะ (ความหลีกออกจากกาม) เป็นทางแห่งความสำเร็จ, ปวิเวก (ความอยู่สงัดจากกาม) เป็นทางแห่งความสำเร็จ ดังนี้, แต่แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในเนกขัมมะ ทั้งที่เราเห็นอยู่ ว่านั่นสงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเรา เป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เพราะว่าโทษในกามทั้งหลาย เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งการออกจากกาม เราก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้ากระไร เราได้เห็นโทษในกามทั้งหลาย แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในการหลีกออกจากกามแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในเนกขัมมะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในเนกขัมมะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น, ________________________________ ๑. บาลี นวก. อํ. ๒๓/๔๕๗/๒๔๕. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่อุรุเวลกัปปนิคม ของชาวมัลละในมัลลกรัฐ. เนื่องจาก ตปุสสคหบดี ได้เข้าเฝ้าและกราบทูลถึงข้อที่พวกฆราวาสย่อมมัวเมาติดในกามอยู่เป็นปรกติ, เนกขัมมะคือการหลีกออกมาเสียจากกามนั้น ปรากฏแก่พวกเขาดุจถ้ำหรือเหวลึกที่มืดยิ่ง เป็นที่น่าหวาดกลัวยิ่ง.
หน้า 104 T 5.2.25
เราแล เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึง บรรลุฌานที่ ๑ อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรม คือฌานที่ ๑ นี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในทางกามก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ พึงบรรลุฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสแห่งจิตในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจารมีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในอวิตกธรรม (คือฌานที่ ๒) นั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เพราะว่าโทษในวิตกธรรม เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งอวิตกธรรม เราก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในวิตก แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในอวิตกธรรมแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้หลุดออกไป ในอวิตกธรรม โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมาเราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้หลุดออกไป ในอวิตกธรรม (คือฌานที่ ๒) นั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ.
หน้า 105 T 5.2.25
อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น, เราแล เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึง บรรลุฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสแห่งจิตในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรม คือฌานที่ ๒ นี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในวิตกก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้นเสียถ้ากระไรเรา เพราะความจางไปแห่งปีติ พึงอยู่อุเบกขา มีสติแลสัมปชัญญะ และพึงเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุขแล้วแลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไปในนิปปีติกฌาน (คือฌานที่ ๓) นั้น ทั้งที่เราห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เพราะว่าโทษในปีติเป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งนิปปีติกฌาน เรายังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในปีติ แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในนิปปีติกฌานแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละจะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไปในนิปปีติกฌาน โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมาเราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป
หน้า 106 T 5.2.25
ในนิปปีติกฌาน (คือฌานที่ ๓) นั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น, เราแล เพราะความจางไปแห่งปีติ จึงเกิดอุเบกขา มีสติแลสัมปชัญญะ และย่อมเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุขแล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมคือฌานที่ ๓ นี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญา ที่เป็นไปในปีติก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุขแล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสแลโทมนัสในกาลก่อน พึงบรรลุฌานที่ ๔ อันไม่มีทุกข์และสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้นจิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในอทุกขมสุข (คือฌานที่ ๔) นั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดแก่เราว่า เพราะว่าโทษในอุเปกขาสุข เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งอทุกขมสุข เราก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในอุเปกขาสุข แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในอทุกขมสุขแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้หลุดออกไป ในอทุกขมสุขโดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา
หน้า 107 T 5.2.25
เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอทุกขมสุข (คือฌานที่ ๔) นั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น, เราแล เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึง บรรลุฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมคือฌานที่ ๔ นี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในอุเบกขา ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้น ยังเป็นการอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะผ่านพ้นรูปสัญญา (ความกำหนดหมายในรูป) โดยประการทั้งปวงได้, เพราะความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งปฏิฆสัญญา (ความกำหนดหมายอารมณ์ที่กระทบใจ), เพราะไม่ได้ทำในใจซึ่งความกำหนดหมายในภาวะต่าง ๆ (นานัตตสัญญา) พึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า “อากาศไม่มีที่สิ้นสุด” แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในอากาสานัญจายตนะนั้น ทั้งที่ เราเห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่าเพราะว่าโทษในรูปทั้งหลาย เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งอากาสานัญจายตนะ เราก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในรูปทั้งหลาย แล้วนำมาทำการคิดนึก
หน้า 108 T 5.2.25
ในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในอากาสานัญจายตนะแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไปพึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอากาสานัญจายตนะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั่นสงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอากาสานัญจายตนะนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น เราแล เพราะผ่านพ้นรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงเสียได้ เพราะความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งปฏิฆสัญญา เพราะไม่ได้ทำในใจซึ่งนานัตตสัญญา จึง บรรลุอากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า “อากาศไม่มีที่สิ้นสุด” แล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรม คืออากาสานัญจายตนะนี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในรูปทั้งหลายก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้น ยังเป็นการอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้นเสียถ้ากระไรเรา เพราะผ่านพ้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว พึงบรรลุวิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า “วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด” แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้นจิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในวิญญาณัญจายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! วามรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่าเพราะว่าโทษในอากาสานัญจายตนะ เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งวิญญาณัญจายตนะ เราก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิด
หน้า 109 T 5.2.25
ได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในอากาสานัญจายตนะ แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในวิญญาณัญจายตนะแล้วพึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในวิญญาณัญจายตนะโดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในวิญญาณัญจายตนะนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! เราแล ผ่านพ้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว จึง บรรลุวิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า “วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด” แล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมคือวิญญาณัญจายตนะนี้ การทำในใจตามอำนาจ แห่งสัญญาที่เป็นไปในอากาสานัญจายตนะ ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นการอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะผ่านพ้นวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว พึงบรรลุอากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่า “อะไร ๆ ไม่มี” แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้นจิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในอากิญจัญญายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่าเพราะว่าโทษในวิญญาณัญจายตนะ เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งอากิญจัญญายตนะ เราก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เรา
หน้า 110 T 5.2.25
สืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในวิญญาณัญจายตนะ แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในอากิญจัญญายตนะแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอากิญจัญญายตนะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไปจึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอากิญจัญญายตนะนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั่นสงบ. อานนท์ ! เราแล ผ่านพ้นวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้วจึง บรรลุอากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่า “อะไร ๆ ไม่มี” แล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมคืออากิญจัญญายตนะนี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในวิญญาณัญจายตนะ ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นการอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะผ่านพ้นอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้วพึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ ๑ แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้นจิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่าเพราะว่าโทษในอากิญจัญญายตนะ เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมา ________________________________ ๑. เนวสัญญานาสัญญายตนะ คืออรูปฌานขั้นที่สงบ ถึงขนาดที่เรียกว่า มีความรู้สึก ก็ไม่ใช่ ไม่มีความรู้สึก ก็ไม่ใช่ เป็นความสงบในขั้นที่ยากที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้ขึ้นไปแล้ว.
หน้า 111 T 5.2.25
ทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ เราก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในอากิญจัญญายตนะ แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในเนวสัญญานาสัญญายตนะแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในเนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! เราแล ผ่านพ้นอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว จึง บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมคือเนวสัญญานาสัญญายตนะนี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในอากิญจัญญายตนะก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นการอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้น ขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา ผ่านพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว พึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้นจิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ใน สัญญาเวทยิตนิโรธนั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่าเพราะว่าโทษในเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำ
หน้า 112 T 5.2.26
มาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งสัญญาเวทยิตนิโรธ เราก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในเนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในสัญญาเวทยิตนิโรธโดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไปในสัญญาเวทยิตนิโรธนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! เราแล ผ่านพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว จึง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่ (ไม่มีอาพาธอะไร ๆ อีกต่อไป). อนึ่ง อาสวะทั้งหลาย ได้ถึงความสิ้นไปรอบ เพราะเราเห็น (อริยสัจจ์สี่) ได้ด้วยปัญญา. ทรงอธิษฐานความเพียร ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! เราได้รู้ถึงธรรมสองอย่าง คือ ความไม่รู้จักพอ ในกุศลธรรมทั้งหลาย และ ความเป็นผู้ไม่ถอยหลัง ในการตั้งความเพียร. เราตั้งความเพียรคือความไม่ถอยหลังว่า “หนัง เอ็น กระดูก จักเหลืออยู่เนื้อและเลือดในสรีระจักเหือดแห้งไปก็ตามที เมื่อยังไม่ลุถึงประโยชน์อันบุคคลจะลุได้ด้วยกำลังของบุรุษ ด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้วจักหยุดความเพียรนั้นเสีย เป็นไม่มีเลย” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เรานั้นได้บรรลุความตรัสรู้เพราะความไม่ประมาท ได้บรรลุโยคักเขมธรรมอันไม่มีอื่นยิ่งไปกว่าเพราะความไม่ประมาทแล้ว (ในพระบาลี มหา. วิ. ๔/๔๒/๓๕ และบาลี สคา. สํ. ๑๕/๑๕๓/๔๒๕ ก็ได้ตรัสว่า พระองค์ได้บรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งวิมุตติอันไม่มีไม่มีวิมุตติอื่นยิ่งกว่า (อนุตฺตรา วิมุตฺติ) ด้วยการทำในใจโดยแยบคาย ด้วยความเพียรอันชอบโดยแยบคาย) . ________________________________ ๑. บาลี ปัญจมสูตร กัมมกรณวรรค ทุก. อํ. ๒๐/๖๔/๒๕๑.
หน้า 113 T 5.2.27
ความฝันครั้งสำคัญ ก่อนตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! ความฝันครั้งสำคัญ (มหาสุบิน) ๕ อย่างได้ปรากฏแก่ตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งเมื่อก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่. ๕ อย่าง คืออะไรบ้างเล่า ? คือ :- มหาปฐพีนี้เป็นที่นอนอันใหญ่ของตถาคต จอมเขาหิมวันต์เป็นหมอนมือข้างซ้ายพาดลงที่สมุทรด้านตะวันออก มือข้างขวาพาดลงที่สมุทรด้านตะวันตกเท้าทั้งสองหย่อนลงที่สมุทรด้านทักษิณ. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นมหาสุบินข้อที่ ๑ ได้มีแล้วแก่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งเมื่อก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่. ข้ออื่นอีก : หญ้าคา ๒ งอกขึ้นจากสะดือ ขึ้นไปสูงจดฟ้า. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นมหาสุบินข้อที่ ๒ ได้มีแล้วแก่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งเมื่อ ก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่. ข้ออื่นอีก : หนอนทั้งหลาย มีสีขาวหัวดำ คลานขึ้นมาตามเท้าจนถึงเข่า. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นมหาสุบินข้อที่ ๓ ได้มีแล้วแก่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่. ข้ออื่นอีก : นกทั้งหลาย สี่จำพวก มีสีต่าง ๆ กัน มาแล้วจากทิศทั้งสี่หมอบลงที่ใกล้เท้าแล้ว กลายเป็นสีขาวหมด. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นมหาสุบินข้อที่ ๔ ได้มีแล้วแก่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่. ________________________________ ๑. บาลี ฉัฏฐสูตร พราหมณวรรค ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๖๗/๑๙๖. ๒. ศัพท์นี้ บาลีเป็น ติริยา นาม ติณชาติ แปลว่าหญ้าแพรกก็เคยแปลกัน.
หน้า 114 T 5.2.27
ข้ออื่นอีก : ตถาคตได้ เดินไปบนอุจจาระกองใหญ่ เหมือนภูเขา อุจจาระมิได้เปื้อนเลย. ภิกษุ ท. ! นี้เป็นมหาสุบินข้อที่ ๕ ได้มีแล้วแก่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่. ภิกษุ ท. ! ข้อว่ามหาปฐพีนี้เป็นที่นอนใหญ่ของตถาคต จอมเขาหิมวันต์เป็นหมอน มือข้างซ้ายพาดลงที่สมุทรด้านตะวันออก มือข้างขวาพาดลงที่สมุทรด้านตะวันตก เท้าทั้งสองหย่อนลงในสมุทรด้านทักษิณนั้น เป็น มหาสุบินข้อที่ ๑ เพื่อให้รู้ข้อที่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ. ข้อว่าหญ้าคางอกจากสะดือ ขึ้นไปสูงจดฟ้า เป็น มหาสุบินข้อที่ ๒ เพื่อให้รู้ข้อที่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอริยอัฏฐังคิกมรรค แล้วประกาศเพียงไร แก่มนุษย์และเทวดา (ขึ้นไปถึงพรหม). ข้อว่าหนอนทั้งหลายมีสีขาวหัวดำคลานขึ้นมาตามเท้าจนถึงเข่านั้น เป็น มหาสุบินข้อที่ ๓ เพื่อให้รู้ข้อที่คฤหัสถ์ผู้นุ่งขาวเป็นอันมาก ถึงตถาคตเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต. ข้อว่านกสี่จำพวกมีสีต่าง ๆ กัน มาจากทิศทั้งสี่ หมอบลงที่เท้าแล้วกลายเป็นสีขาวหมดนั้น เป็น มหาสุบินข้อที่ ๔ เพื่อให้รู้ข้อที่ วรรณะสี่จำพวก เหล่านี้คือ กษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ สูทท์ ได้ออกจากเรือนมาบวชในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วอย่างไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ย่อมทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติอันไม่มีอื่นยิ่งไปกว่า ได้. ข้อว่าตถาคตเดินไปบนกองอุจจาระใหญ่เหมือนภูเขา อุจจาระไม่เปื้อนเลยนั้น เป็น มหาสุบินข้อที่ ๕ เพื่อให้รู้ข้อที่ตถาคตเป็นผู้มีลาภในบริกขาร คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชทั้งหลาย แต่ตถาคตไม่ติดจมไม่หมกใจในลาภนั้น, เมื่อบริโภค ก็บริโภคด้วยความเห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องออกไปพ้นจากทุกข์ได้.
หน้า 115 T 5.2.28
อาการแห่งการตรัสรู้ ๑ ราชกุมาร ! ครั้นเรากลืนกินอาหารหยาบ ทำกายให้มีกำลังได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุ ฌานที่ ๑ มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่. เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึงบรรลุฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสในภายใน เป็นที่เกิดสมาธิแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจารมีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่. เพราะความจางไปแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย จึงบรรลุ ฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข, แล้วแลอยู่. และเพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงได้บรรลุ ฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่. เรานั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ. เรานั้นระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการ คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติ สามชาติ สี่ชาติ ห้าชาติบ้าง, สิบชาติ ยี่สิบชาติ สามสิบชาติ สี่สิบชาติ ห้าสิบชาติบ้าง, ร้อยชาติ พันชาติ แสนชาติบ้าง, ตลอดหลายสังวัฏฏกัปป์ หลายวิวัฏฏกัปป์ หลายสังวัฏฏกัปป์และวิวัฏฏกัปป์บ้าง, ว่าเมื่อเราอยู่ในภพโน้น มีชื่ออย่างนั้น มีโคตร มีวรรณะ มีอาหาร อย่างนั้น ๆ, เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น ๆ มีอายุสุดลงเท่านั้น; ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้เกิดในภพโน้น ________________________________ ๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค ม. ม. ๑๓/๔๕๗/๕๐๕, บาลี สคารวสูตร พราหมณวรรค ม. ม. ๑๓/๖๘๕/๗๕๔, บาลี มหาสัจจกสูตร มู. ม. ๑๒/๔๕๘/๔๒๗. ตอนนี้ บาลี ปาสราสิสูตร ไม่มี, ต่อไปในบาลี สคารวสูตรและบาลี มหาสัจจกสูตรก็ไม่มี.
หน้า 116 T 5.2.28
มีชื่อ โคตร วรรณะ อาหาร อย่างนั้น ๆ, ได้เสวยสุขและทุกข์ เช่นนั้น ๆ มีอายุสุดลงเท่านั้น; ครั้นจุติจากภพนั้น ๆ ๆ ๆ แล้ว มาเกิดในภพนี้. เรานั้นระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการและลักษณะดังนี้. ราชกุมาร ! นี่เป็น วิชชาที่ ๑ ที่เราได้บรรลุแล้วในยามแรกแห่งราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว, เช่นเดียวกับที่เกิดแก่ผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่, โดยควร. เรานั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อ จุตูปปาตญาณ. เรามีจักขุทิพย์ บริสุทธิ์กว่าจักขุของสามัญมนุษย์, ย่อมแลเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ บังเกิดอยู่, เลวทรามประณีต, มีวรรณะดี มีวรรณะเลว, มีทุกข์ มีสุข. เรารู้แจ้งชัด หมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมว่า “ผู้เจริญทั้งหลาย ! สัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตพูดติเตียนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นมิจฉาทิฏฐิ ประกอบการงานด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ย่อมพากันเข้าสู่อบายทุคติวินิบาตนรก. ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ส่วนสัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริตไม่ติเตียนพระอริยเจ้า, เป็นสัมมาทิฏฐิ ประกอบการงานด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ย่อมพากันเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์”. เรามีจักขุทิพย์บริสุทธิ์ล่วงจักขุสามัญมนุษย์ เห็นเหล่าสัตว์ผู้จุติอยู่ บังเกิดอยู่ เลว ประณีต มีวรรณะดี วรรณะทราม มีทุกข์ มีสุข. รู้ชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้ฉะนี้. ราชกุมาร ! นี้เป็น วิชชาที่ ๒ ที่เราได้บรรลุแล้วในยามกลางแห่งราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้น
หน้า 117 T 5.2.29
แทนแล้ว, เช่นเดียวกับที่เกิดแก่ผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่, โดยควร. เรานั้น ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหวตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ, เราย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า “นี่ทุกข์, นี่เหตุแห่งทุกข์, นี่ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี่ทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งทุกข์; และเหล่านี้เป็นอาสวะทั้งหลาย, นี้เหตุแห่งอาสวะทั้งหลาย, นี้ความดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย, นี้เป็นทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือแห่งอาสวะทั้งหลาย”. เมื่อเรารู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็พ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ. ครั้นจิตพ้นวิเศษแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า จิตพ้นแล้ว. เรารู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความ(หลุดพ้น) เป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก. ราชกุมาร ! นี่เป็น วิชชาที่ ๓ ที่เราได้บรรลุแล้วในยามปลายแห่งราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว, เช่นเดียวกับที่เกิดแก่บุคคล ผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่, โดยควร. สิ่งที่ตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! มีสิ่งที่แล่นดิ่งไปสุดโต่งอยู่สองอย่าง ที่บรรพชิตไม่ควรข้องแวะด้วย. สิ่งที่แล่นดิ่งไปสุดโต่งนั้นคืออะไร ? คือ การประกอบตนพัวพันอยู่ด้วยความใคร่ในกามทั้งหลาย อันเป็นการกระทำที่ยังต่ำ เป็นของชาวบ้านเป็นของคนชั้นบุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, และ ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔. ตรัสแก่ภิกษุทั้งห้า ที่อิสิปตนมฤคทายวัน.
หน้า 118 T 5.2.29
การประกอบความเพียรในการทรมานตนให้ลำบาก อันนำมาซึ่งความทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, สองอย่างนี้แล. ภิกษุ ท. ! ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง ที่ไม่ดิ่งไปหาสิ่งสุดโต่งสองอย่างนั้น เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดจักษุเป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! ข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลาง ที่ไม่ดิ่งไปหาที่สุดโต่ง สองอย่างนั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนั้น คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ ประกอบอยู่ด้วยองค์แปดประการนี่เอง. แปดประการคืออะไรเล่า ? คือความเห็นที่ถูกต้อง ความดำริที่ถูกต้อง การพูดจาที่ถูกต้อง การทำการงานที่ถูกต้อง การอาชีพที่ถูกต้อง ความพากเพียรที่ถูกต้อง ความรำลึกที่ถูกต้อง ความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้อง. ภิกษุ ท. ! นี้แล คือข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลาง ที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดจักษุ ทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อมเพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ เรื่องความทุกข์ คือความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ๑ ความตายก็เป็นทุกข์, ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รัก เป็นทุกข์ ความพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ ความปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น เป็นทุกข์, กล่าวโดยย่อ ขันธ์ห้าที่ประกอบด้วยอุปาทาน เป็นทุกข์. ________________________________ ๑. ในบาลีพระไตรปิฎกสยามรัฐ มีคำว่า พฺยาธิปิ ทุกฺขา ด้วย, ซึ่งฉบับสวดมนต์ ไม่มี แต่ไปมีบทว่า โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาปิ ทุกฺขา, ซึ่งในพระไตรปิฎกไม่มี.
หน้า 119 T 5.2.29
ภิกษุ ท. ! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ เรื่องแดนเกิดของความทุกข์คือตัณหา อันเป็นเครื่องทำให้มีการเกิดอีก อันประกอบอยู่ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน อันเป็นเครื่องให้เพลิดเพลินอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ, ได้แก่ ตัณหาในกาม ตัณหาในความมีความเป็น ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น. ภิกษุ ท. ! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ เรื่องความดับไม่เหลือของความทุกข์ คือ ความดับสนิทเพราะจางไปโดยไม่มีเหลือของตัณหานั้นนั่นเอง คือความสลัดทิ้ง ความสละคืน ความปล่อย ความทำไม่ให้มีที่อาศัย ซึ่งตัณหานั้น. ภิกษุ ท. ! นี้แลคือความจริงอันประเสริฐ เรื่องข้อปฏิบัติอันทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์ คือข้อปฏิบัติอันเป็นหนทางอันประเสริฐ อันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้ ได้แก่ความเห็นที่ถูกต้อง ความดำริที่ถูกต้อง การพูดจาที่ถูกต้อง การทำการงานที่ถูกต้อง การอาชีพที่ถูกต้อง ความพากเพียร ที่ถูกต้อง ความรำลึกที่ถูกต้อง ความตั้งใจมั่นคงที่ถูกต้อง. ภิกษุ ท. ! จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี้คือความจริงอันประเสริฐ คือความทุกข์, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์นี้ เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์นี้ เราตถาคตกำหนดรู้รอบแล้ว. ภิกษุ ท. ! จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมา
หน้า 120 T 5.2.29
แต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี้คือความจริงอันประเสริฐ คือแดนเกิดของทุกข์, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐ คือแดนเกิดของทุกข์นี้ เป็นสิ่งที่ควรละเสีย, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐ คือแดนเกิดของความทุกข์นี้ เราตถาคต ละได้แล้ว. ภิกษุ ท. ! จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี้คือความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือของความทุกข์, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้ เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้ เราตถาคตได้ทำให้แจ้งแล้ว. ภิกษุ ท. ! จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน เกิดขึ้นแก่เราว่า นี้คือความจริงอันประเสริฐ คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐคือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้ เป็นสิ่งที่ควรทำให้เกิดมี, เกิดขึ้นแก่เราว่า ก็ความจริงอันประเสริฐ คือข้อปฏิบัติที่ทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือของความทุกข์นี้ เราตถาคตได้ทำให้เกิดมีแล้ว. ภิกษุ ท. ! ตลอดกาลเพียงไร ที่ญาณทัสสนะเครื่องรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา อันมีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจจ์ทั้งสี่ เหล่านี้ยังไม่เป็นญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี; ตลอดกาลเพียงนั้น เรายังไม่ปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์. ภิกษุ ท. ! เมื่อใด ญาณทัสสนะเครื่องรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา อันมีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจจ์ทั้งสี่ เหล่านี้เป็นญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี; เมื่อนั้น เราก็ปฏิญญาว่าเป็นผู้ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์. ....
หน้า 121 T 5.2.30
การตรัสรู้คือการทับรอยแห่งพระพุทธเจ้าในอดีต ๑ ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนบุรุษเที่ยวไปในป่าทึบ เกิดพบรอยทางซึ่งเคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว. บุรุษนั้นจึงเดินตามทางนั้นไป เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบซากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ทั้งหลายแต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วยสระโบกขรณี มีซากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์. ภิกษุ ท. ! ลำดับนั้น บุรุษนั้นเข้าไปกราบทูลแจ้งข่าวนี้แก่พระราชา หรือแก่มหาอำมาตย์ของพระราชาว่า “ขอท้าวพระกรุณาจงทรงทราบเถิด : ข้าพระเจ้าเมื่อเที่ยวไปในป่าทึบได้เห็นรอยทางซึ่งเคยเป็นหนทางเก่า ที่มนุษย์แต่กาลก่อนเคยใช้เดินแล้ว. ข้าพระเจ้าได้เดินตามทางนั้นไป เมื่อเดินไปตามทางนั้นอยู่ ได้พบซากนครซึ่งเป็นราชธานีโบราณ อันมนุษย์ ท. แต่กาลก่อนเคยอยู่อาศัยแล้ว เป็นที่อันสมบูรณ์ด้วยสวน สมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมบูรณ์ด้วยสระโบกขรณี มีซากกำแพงล้อม มีภูมิภาคน่ารื่นรมย์. ขอพระองค์จงปรับปรุงสถานที่นั้นให้เป็นนครเถิด พระเจ้าข้า !” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ลำดับนั้น พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชานั้น จึงปรับปรุงสถานที่นั้นขึ้นเป็นนคร. สมัยต่อมา นครนั้นได้กลายเป็นนครที่มั่งคั่ง และรุ่งเรือง มีประชาชนมาก เกลื่อนกล่นด้วยมนุษย์ ถึงแล้วซึ่งความเจริญไพบูลย์, นี้ฉันใด; ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น : เราได้เห็นแล้วซึ่งรอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว. ________________________________ ๑. บาลี สูตรที่ ๕ มหาวรรค อภิสมยสํยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๘/๒๕๓. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน.
หน้า 122 T 5.2.31
ภิกษุ ท. ! ก็รอยทางเก่า ที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? นั่นคืออริยอัฏฐังคิกมรรคนี้นั่นเทียว ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! นี้แล รอยทางเก่าที่เป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว. เรานั้น ได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางนั้น. เมื่อดำเนินไปตามซึ่งหนทางนั้นอยู่, เราได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งชรามรณะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ซึ่งข้อปฎิบัติ เครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ; .... (ข้อความต่อไปจากนี้ ได้ตรัสถึงชาติ-ภพ-อุปาทาน-ตัณหา-เวทนา-ผัสสะ-สฬายตนะ-นามรูป-วิญญาณ สุดลงเพียงสังขาร โดยอาการทั้งสี่, ดังที่ได้ตรัสในกรณีแห่งชรามรณะเหมือนกันทุกตัวอักษร เว้นแต่ชื่อของตัวปฏิจจสมุปปันนธรรมนั้น ๆ เท่านั้น). การตรัสรู้ คือการทรงรู้แจ้งผัสสายตนะโดยอาการห้า ๑ (ครั้งหนึ่ง ประทับอยู่ที่เชตวัน ตรัสเรียกภิกษุ ท. มาแล้ว ได้ตรัสเรื่องสมณพราหมณ์ที่มีทิฏฐิต่าง ๆ กัน โดยแบ่งเป็นพวก ๆ คือตรัสพวกอปรันตานุทิฏฐิมีทิฏฐิปรารภขันธ์ส่วนอนาคต ๕ พวก ได้แก่พวกสัญญีวาท อสัญญีวาท เนวสัญญีนาสัญญีวาท อุจเฉทวาท และทิฏฐธัมมนิพพานวาทแล้วตรัสพวกปุพพันตานุทิฏฐิ มีทิฏฐิปรารภขันธ์ส่วนอดีต ๑๖ พวก และตรัสถึงทิฏฐธัมมนิพพานวาทของพวกที่สลัดอปรันตานุทิฏฐิและปุพพันตานุทิฏฐิเสีย แล้วไปถือเอานิรามิสสุขอันเกิดจากฌานทุกระดับว่าเป็นนิพพาน แล้วสำคัญตนว่า เป็นผู้สงบรำงับ ดับเย็น ไม่มีอุปาทาน ทรงระบุว่า นั่นเป็นเพียงอุปาทานของคนพวกนั้น ตถาคตทรงทราบว่าอุปาทานนั้นเป็นทิฏฐิหยาบที่คนเหล่านั้นปรุงขึ้น และธรรมเป็นที่ดับแห่งอุปาทานที่คน ท. เหล่านั้นปรุงขึ้นก็มีอยู่ ทรงเห็นธรรมเป็นเครื่องออกจากอุปาทานเหล่านั้น ไม่เวียนไปสู่อุปาทาน เหล่านั้น ดังนี้แล้ว ได้ตรัสข้อความนี้สืบต่อไปว่า :-) ________________________________ ๑. บาลี ปัจจัตตยสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๔๐/๔๑. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
หน้า 123 T 5.2.32
ภิกษุ ท. ! ก็ บทแห่งธรรม นี้แล เป็นบทแห่งธรรมอันประเสริฐสงบรำงับ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า อันตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว (ตรัสรู้); นั่นคือความที่ตถาคตรู้แจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความดับลง ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม ซึ่งอุบายเป็นเครื่องออก แห่งผัสสายตนะทั้ง ๖ แล้วจึงหลุดพ้น เพราะความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ภิกษุ ท. ! นั่นแหละ คือข้อที่ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งบทแห่งธรรมอันประเสริฐ สงบรำงับ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า; กล่าวคือ ความที่ตถาคตรู้แจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้น ซึ่งความดับลง ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษอันต่ำทราม ซึ่งอุบายเป็นเครื่องออก แห่งผัสสายตนะทั้ง ๖ แล้วจึงหลุดพ้นเพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น. เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการตรัสรู้ ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อใด ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, ในขณะนั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้, ได้ปรากฏขึ้นในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์. ถึงแม้ใน โลกันตริกนรก อันโล่งโถงไม่มีอะไรปิดกั้น แต่มืดมนหาการเกิดแห่งจักขุวิญญาณมิได้ อันแสงสว่างแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิ์อานุภาพอย่างนี้ ส่องไปไม่ถึงนั้น แม้ในที่นั้น แสงสว่างอันโอฬารหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ก็ได้ปรากฏขึ้นเหมือนกัน. สัตว์ที่เกิดอยู่ ณ ที่นั้น จะรู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น พากันร้องว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ! ผู้อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้นอกจากเราก็มีอยู่เหมือนกัน” ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี สัตตมสูตร ภยวรรค จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๗.
หน้า 124 T 5.2.34
ภิกษุ ท. ! นี้แลเป็น อัศจรรย์ครั้งที่สาม ที่ยังไม่เคยมี ได้บังเกิดมีขึ้น เพราะการบังเกิดแห่ง ตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. แผ่นดินไหว เนื่องด้วยการตรัสรู้ ๑ ดูก่อนอานนท์ ! เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏการไหวแห่งแผ่นดินอันใหญ่ หลวง มีอยู่แปดประการ. … ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อใด ตถาคตได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ; เมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน. อานนท์ ! นี้เป็นเหตุปัจจัยที่คำรบห้า แห่งการปรากฏการไหวของแผ่นดินอันใหญ่หลวง. การรู้สึกพระองค์ว่าได้ตรัสรู้แล้ว ๒ ภิกษุ ท. ! ก็เมื่อเราเป็นผู้มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดา มีความโศกเป็นธรรมดา มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ด้วยตน, ก็รู้จักโทษแห่งสิ่งที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย โศก เศร้าหมองเป็นธรรมดา. ครั้นรู้แล้ว จึงได้แสวงหานิพพาน อันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่โศก ไม่เศร้าหมองเป็นธรรมดา อันไม่มีสิ่งอื่นยิ่งไปกว่า อันเกษมจากโยคธรรม, เราก็ได้บรรลุพระนิพพานนั้น. อนึ่ง ปัญญาเครื่องรู้เครื่องเห็นได้เกิดแก่เราว่า “ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ภพเป็นที่เกิดใหม่มิได้มีอีก” ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี อฎฺฐก. อํ. ๒๓/๓๒๒,๓๒๓/๑๖๗. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี. ๒. บาลี ปาสราสิสูตร โอปัมมวรรค มู. ม. ๑๒/๓๒๓/๓๒๐.
หน้า 125 T 5.2.35
วิหารธรรมที่ทรงอยู่ เมื่อตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ ๑ ภิกษุ ท. ! เราได้อยู่แล้วโดยประเทศ ๒ แห่งวิหารธรรมอย่างเดียวกันกับวิหารธรรมที่เราเคยอยู่แล้วเมื่อตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ. เมื่ออยู่โดยวิหารธรรม อย่างนี้แล้ว, เราย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า :- “เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาทิฏฐิ บ้าง; -สัมมาทิฏฐิ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาสังกัปปะ บ้าง; -สัมมาสังกัปปะ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาวาจา บ้าง; -สัมมาวาจา บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉากัมมันตะ บ้าง; -สัมมากัมมันตะ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาอาชีวะ บ้าง; -สัมมาอาชีวะ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาวายามะ บ้าง; -สัมมาวายามะ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาสติ บ้าง; -สัมมาสติ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาสมาธิ บ้าง; -สัมมาสมาธิ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ ฉันทะ บ้าง; ________________________________ ๑. บาลี สูตรที่ ๑ วิหารวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๖/๔๘. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวันหลังจากที่ได้ประทับหลีกเร้นแล้วเป็นเวลาครึ่งเดือน. ๒. คำว่า “ประเทศ” ในที่นี้ หมายถึงที่ตั้งแห่งความรู้สึกทางใจ เช่นเดียวกับแผ่นดินเป็นที่ตั้งแห่งความเป็นอยู่ทางกาย. การที่คงไว้ในรูปศัพท์เดิมเช่นนี้ ก็เพื่อจะให้ผู้อ่านได้ทราบเงื่อนงำแห่งภาษาบาลี ซึ่งไม่ค่อยจะปรากฏในภาษาไทย. พระบาลีนี้พอจะแสดงให้เราทราบได้ว่า เมื่อตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ พระองค์ได้ทรงอยู่ด้วยวิหารธรรมชนิดที่ ทำให้รู้แจ้งชัดต่อเวทนาในลักษณะเช่นที่กล่าวไว้ในสูตร.
หน้า 126 T 5.2.35
เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ วิตก บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ สัญญา บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ ฉันทะ วิตก และสัญญา ที่ยังไม่เข้าไป สงบรำงับ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ ฉันทะ วิตก และสัญญา ที่เข้าไปสงบ รำงับแล้ว บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ การบรรลุถึงฐานะที่ได้พยายามเพื่อจะ บรรลุถึง บ้าง” ดังนี้. (อีกสูตรหนึ่ง ๑ ได้ตรัสโดยข้อความที่แปลกออกไปอีกบางประการ) ภิกษุ ท. ! เราได้อยู่แล้วโดยประเทศแห่งวิหารธรรม อย่างเดียวกันกับ วิหารธรรมที่เราเคยอยู่แล้วเมื่อตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ. เมื่ออยู่โดยวิหารธรรมอย่างนี้แล้ว, เราย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า :- “เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาทิฏฐิ บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งมิจฉาทิฏฐิ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ สัมมาทิฏฐิ บ้าง; - ความเข้าไป สงบ รำงับแห่งสัมมาทิฏฐิ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาสังกัปปะ บ้าง; - ความเข้าไป สงบ รำงับแห่งมิจฉาสังกัปปะ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ สัมมาสังกัปปะ บ้าง; - ความเข้าไป สงบ รำงับแห่งสัมมาสังกัปปะ บ้าง; ________________________________ ๑. บาลี สูตรที่ ๒ วิหารวรรค มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๗/๕๐. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวันหลังจากที่ได้ประทับหลีกเร้นแล้ว เป็นเวลา ๓ เดือน.
หน้า 127 T 5.2.35
เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาวาจา บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งมิจฉาวาจา บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ สัมมาวาจา บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งสัมมาวาจา บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉากัมมันตะ บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งมิจฉากัมมันตะ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ สัมมากัมมันตะ บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งสัมมากัมมันตะ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาอาชีวะ บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งมิจฉาอาชีวะ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ สัมมาอาชีวะ บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งสัมมาอาชีวะ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาวายามะ บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งมิจฉาวายามะ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ สัมมาวายามะ บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งสัมมาวายามะ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาสติ บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งมิจฉาสติ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ สัมมาสติ บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งสัมมาสติ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ มิจฉาสมาธิ บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งมิจฉาสมาธิ บ้าง;
หน้า 128 T 5.2.35
เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ สัมมาสมาธิ บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งสัมมาสมาธิ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ ฉันทะ บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งฉันทะ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ วิตก บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งวิตก บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ สัญญา บ้าง; - ความเข้าไป สงบรำงับแห่งสัญญา บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ ฉันทะ วิตก และ สัญญา ที่ยังไม่เข้าไป สงบรำงับ บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ ฉันทะ วิตก และ สัญญา ที่เข้าไปสงบ รำงับแล้ว บ้าง; เวทนาย่อมมี เพราะปัจจัยคือ การบรรลุถึงฐานะที่ได้พยายามเพื่อจะ บรรลุถึง บ้าง” ดังนี้. จบภาค ๒. _________________
หน้า 129 T 5.3
ภาค ๓ เริ่มแต่ตรัสรู้แล้วทรงประกอบด้วยพระคุณธรรมต่าง ๆ จนเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์บรรลุผล.
หน้า 130 T 5.3
ภาค ๓ มีเรื่อง :- ทรงเป็นลูกไก่ตัวพี่ที่สุด - ทรงเป็นผู้ข่มอินทรีย์ได้ – ทรงมีตถาคต พลญาณสิบอย่าง - ทรงมีตถาคตพลห้า - ทรงทราบอินทรีย์อันยิ่งหย่อนของสัตว์ – ทรงมี และทรงแสดงยถาภูตญาณที่ทำให้แจ้งอธิมุตติบท ท. – ทรงมีเวสารัชชญาณสี่ – ทรงประกาศ พรหมจักรท่ามกลางบริษัท – ทรงมีวิธี “รุก” ข้าศึกให้แพ้ภัยตัว – ทรงมีธรรมสีหนาท ที่ทำเทวโลกให้สั่นสะเทือน – ทรงเปรียบการกระทำของพระองค์ ด้วยการกระทำของสีหะ – ทรงมีธรรมสีหนาทอย่างองอาจ – สิ่งที่ใคร ๆ ไม่อาจท้วงติงได้ – ไม่มีความลับที่ ต้องช่วยกันปกปิด – ทรงแสดงสิ่งที่น่าอัศจรรย์อันแท้จริงของพระองค์ – ทรงเป็นอัจฉริย- มนุษย์ในโลก – ทรงต่างจากมนุษย์ธรรมดา – ทรงบังคับใจได้เด็ดขาด – ไม่ทรงติด แม้ในนิพพาน – ทรงมีความคงที่ไม่มีใครยิ่งกว่า – ทรงอยู่เหนือการครอบงำของเวทนา มาตั้งแต่ออกผนวชจนตรัสรู้ – ทรงยืนยันในคุณธรรมของพระองค์ได้ – ทรงยืนยันให้ทดสอบ ความเป็นสัมมาสัมพุทธะของพระองค์ – ทรงยืนยันว่าไม่ได้บริสุทธิ์เพราะตบะอื่น นอกจาก อริยมรรค – ทรงยืนยันพรหมจรรย์ของพระองค์ว่าบริสุทธิ์เต็มที่ – ทรงยืนยันว่าตรัส เฉพาะเรื่องที่ทรงแจ่มแจ้งแทงตลอดแล้วเท่านั้น – สิ่งที่ไม่ต้องทรงรักษาอีกต่อไป – ทรงฉลาด ในเรื่องซึ่งพ้นวิสัยโลก – ทรงทราบ ทรงเปิดเผย แต่ไม่ทรงติด ซึ่งโลกธรรม – ทรงทราบ ทิฏฐิวัตถุอันลึกซึ้งหกสิบสอง – ทรงทราบส่วนสุดและมัชฌิมาปฎิปทา – ทรงรับรอง สุขัลลิกานุโยคที่เป็นไปเพื่อนิพพานของพวกสมณศากยปุตติยะ – ทรงทราบพราหมณสัจจ์ –ทรงเห็นนรกและสวรรค์ ที่ผัสสายตนะหก – ทรงทราบพรหมโลก – ทรงทราบคติห้า และนิพพาน – ทรงแสดงฤทธิ์ได้ เพราะอิทธิบาททรงมีญาณในอิทธิบาท โดยปริวัฏฏ์ ๓ อาการ ๑๒ – ทรงมีอิทธิบาทเพื่ออยู่ได้ถึงกัป – ทรงเปล่งเสียงคราวเดียวได้ตลอดทุกโลกธาตุ – ทรงมีปาฎิหาริย์ ชนิดที่คนเขลามองไม่เห็นว่าเป็น
หน้า 131 T 5.3
ปาฎิหาริย์ – ทรงมีปาฎิหาริย์สาม – เหตุที่ทำให้ได้ทรงพระนามว่า “ตถาคต” สี่ – เหตุที่ทำให้ทรงพระนามว่า “ตถาคต” เพราะทรงเป็นกาลวาทีภูตวาที –ไวพจน์แห่งคำว่า “ตถาคต” – เป็นอภิสัมพุทธะ เมื่อคล่องแคล่วในอนุปุพพวิหารสมาบัติ – เป็นอภิสัมพุทธะ เมื่อทราบปัญจุปาทานขันธ์ โดยปริวัฏฏ์สี่ – เป็นอภิสัมพุทธะเมื่อทราบอริยสัจจ์สิ้นเชิง– เหตุที่ทำให้ได้พระนามว่า สารบาญย่อ “อรหันตสัมมาสัมพุทธะ” – เหตุที่ทำให้ได้พระนามว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธะ” (อีกนัยหนึ่ง) เหตุที่ทำให้ได้พระนามว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธะ” (อีกนัยหนี่ง) เหตุที่ทำให้ได้พระนามว่า “อนุตตรปุริสทัมมสารถิ” – เหตุที่ทำให้ได้พระนามว่า “โยคักเขมี” – ทรงเป็นศาสดาประเภทตรัสรู้เอง – ไม่ทรงเป็นสัพพัญญูทุกอิริยาบถ – ทรงยืนยันความเป็นมหาบุรุษ – ทรงอยู่ในฐานะที่ใครๆ ยอมรับว่าเลิศกว่าสัพพสัตว์ – ไม่มีใครเปรียบเสมอ – ไม่ทรงอภิวาทใคร – ทรงเป็นธรรมราชา – ทรงเป็นธรรมราชา ที่เคารพธรรม – ทรงคิดหาที่พึ่งสำหรับพระองค์เอง – ทรงถูกพวกพราหมณ์ตัดพ้อ – มารทูล ให้นิพพาน – ทรงท้อพระทัยในการแสดงธรรม – พรหมอาราธนา – ทรงเห็นปวงสัตว์ เปรียบด้วยบัวสามเหล่า – ทรงแสดงธรรมเพราะเห็นความจำเป็นของสัตว์บางพวก – ทรงเห็นลู่ทางที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์ – ทรงระลึกหาผู้รับปฐมเทศนา – เสด็จพาราณสี พบอุปกาชีวก – การแสดงปฐมเทศนา – การประกาศธรรมจักรที่อิสิปตนมฤคทายวัน – แผ่นดินไหวเนื่องด้วยการแสดงธรรมจักร – เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการแสดงธรรมจักร จักรของพระองค์ไม่มีใครต่อต้านได้ – ทรงหมุนแต่จักรที่มีธรรมราชา (เป็นเจ้าของ) – การปรากฏของพระองค์คือการปรากฏแห่งดวงตาของโลกอันใหญ่หลวง – โลกยังไม่มี แสงสว่าง จนกว่าพระองค์จะเกิดขึ้น.
หน้า 133 T 5.3.1
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาค ๓ เริ่มแต่ตรัสรู้แล้วทรงประกอบด้วยพระคุณธรรมต่าง ๆ จนเสร็จไปโปรดปัญจวัคคีย์บรรลุผล _________________ ทรงเป็นลูกไก่ตัวพี่ที่สุด ๑ พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนฟองไข่ของแม่ไก่อันมีอยู่ ๘ ฟอง หรือ ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง, เมื่อไม่ไก่นอนทับ กก ฟักด้วยดีแล้ว, บรรดาลูกไก่ในไข่เหล่านั้น ตัวใดเจาะแทงทำลายเปลือกไข่ด้วยจะงอยเล็บเท้า หรือจะงอยปากออกมาได้ก่อนตัวอื่นโดยปลอดภัย เราควรเรียกลูกไก่ตัวนั้นว่าอย่างไร คือจะ เรียกว่าตัวพี่ผู้แก่ที่สุด หรือตัวน้องผู้น้อยที่สุด ? “พระโคดมผู้เจริญ ! ใคร ๆ ก็ควรเรียกมันว่า ตัวพี่ผู้เจริญที่สุด เพราะมันเป็น ตัวที่แก่ที่สุดใน บรรดาลูกไก่เหล่านั้น” พราหมณ์ทูลตอบ. ________________________________ ๑.บาลี มหาวิภังค์ วินัยปิฎก ๑/๕/๓. ตรัสแก่เวรัญชพราหมณ์.
หน้า 134 T 5.3.2
พราหมณ์ ! ฉันใดก็ฉันนั้น : เรานี้, ขณะเมื่อหมู่สัตว์กำลังถูกอวิชชาซึ่งเป็นประดุจเปลือกฟองไข่ห่อหุ้มอยู่แล้ว, ก็ทำลายเปลือกห่อหุ้ม คือ อวิชชาออกมาได้ก่อนใคร ๆ เป็นบุคคลแต่ผู้เดียวในโลก ได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณ อันไม่มีญาณอะไรยิ่งไปกว่า. พราหมณ์ ! เรานั้น, เป็นผู้เจริญที่สุดประเสริฐที่สุดของโลก. ความเพียรเราได้ปรารภแล้ว ไม่ย่อหย่อน, สติเราได้กำหนดมั่นแล้วไม่ลืมหลง, กายก็รำงับแล้วไม่กระสับกระส่าย, จิตตั้งมั่นแล้วเป็นหนึ่ง, เราได้บรรลุปฐมฌาน---ฯลฯ--- ๑ ทุติยฌาน---ฯลฯ--- ตติยฌาน---ฯลฯ--- จตุตถฌานแล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ---ฯลฯ--- เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ ครั้งแรก, ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ จุตูปปาตญาณ---ฯลฯ--- เป็นการทำลายเปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ครั้งที่สอง, ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่ออาสวักขยญาณ---ฯลฯ--- เป็นการทำลาย เปลือกฟองไข่ของลูกไก่ออกจากฟองไข่ครั้งที่สาม, ดังนี้. ทรงเป็นผู้ข่มอินทรีย์ได้ ๒ มาคัณฑิยะ ! จักขุเป็นสิ่งซึ่งมีรูปเป็นที่ยินดี กำหนัดแล้วในรูป อันรูปทำให้บันเทิงพร้อมแล้ว, จักขุนั้น อันตถาคตทรมาน ควบคุม รักษา สำรวม ไว้ได้แล้ว และตถาคตย่อมแสดงธรรมเพื่อการสำรวมจักขุนั้นด้วย. มาคัณฑิยะ ! โสตะเป็นสิ่งซึ่งมีเสียงเป็นที่ยินดี---ฯลฯ--- ๓, ฆานะ เป็นสิ่งซึ่งมีกลิ่นเป็นที่ยินดี---ฯลฯ---, ชิวหาเป็นสิ่งซึ่งมีรสเป็นที่ยินดี---ฯลฯ---, ________________________________ ๑. คำที่ละด้วย ฯลฯ ดังนี้ ดูเนื้อความเต็มที่ได้จากในภาค ๒ ตอนว่าด้วยการตรัสรู้ คือฌาน ๔ และวิชชา ๓ เหมือนกันไม่มีแปลก, ในที่นี้จึงยกมาแต่ชื่อ ให้สะดวกแก่ผู้ศึกษา, ไม่ต้องอ่านคำซ้ำ ๆ กันอีกตั้งยาว ๆ ให้ยืดยาด. ๒. บาลี มาคัณฑิยสูตร ม.ม. ๑๓/๒๗๒/๒๗๙. ตรัสแก่มาคัณฑิยปริพพาชก ที่โรงบูชาไฟแห่งหนึ่ง. ๓. ที่ละ...ฯลฯ... เช่นนี้ เติมให้เต็มเหมือนในข้อจักขุเอาเองได้.
หน้า 135 T 5.3.3
กายะเป็นสิ่งซึ่งมีโผฏฐัพพะเป็นที่ยินดี---ฯลฯ---, ใจเป็นสิ่งซึ่งมีธรรมารมณ์เป็นที่ยินดี กำหนัดแล้วในธรรมารมณ์ อันธรรมารมณ์ทำให้บันเทิงพร้อมแล้ว, ใจนั้นอันตถาคตทรมาน ควบคุม รักษา สำรวม ไว้ได้แล้ว และตถาคตย่อมแสดงธรรมเพื่อสำรวมใจนั้นด้วย. ทรงมีตถาคตพลญาณสิบอย่าง ภิกษุ ท. ! ตถาคตเป็นผู้ประกอบด้วยพลญาณ ๑๐ อย่าง และประกอบด้วยเวสารัชชญาณ ๔ อย่าง จึง ปฎิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักร ในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย. ๑ สารีบุตร ! เหล่านี้เป็นตถาคตพล ๑๐ อย่าง ของตถาคต ที่ตถาคตประกอบพร้อมแล้ว ปฎิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร ในท่ามกลางบริษัททั้งหลายได้, สิบอย่างคือ :- ๒ (๑) ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งสิ่งเป็นฐานะ (คือมีได้เป็นได้) โดยความเป็นสิ่งมีฐานะ, ซึ่งสิ่งไม่เป็นฐานะ (คือไม่มีได้ไม่เป็นได้) โดยความเป็นสิ่งใช่ฐานะ : นี้เป็นตถาคตพลของตถาคต. (๒) ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งวิบาก (คือผล) ของการทำกรรมที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ได้ทั้งโดยฐานะและโดยเหตุ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต. (๓) ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ไปสู่ ภูมิทั้งปวงได้ : นี่ก็เป็น ตถาคตพลของตถาคต. ________________________________ ๑. บาลี นิทาน. สํ. ๑๖/๓๓/๖๕. ตถาคตพลสิบ เรียกกันว่า ทสพลญาณ. ๒. บาลี มหาสีหนาทสูตร มู.ม. ๑/๑๔๐/๑๖๖. ตรัสแก่พระสารีบุตร ที่ชัฏป่า นอกนครเวสาลี.
หน้า 136 T 5.3.3
(๔) ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งโลกนี้อันประกอบด้วยธาตุมิใช่อย่างเดียว ด้วยธาตุต่าง ๆ กัน ๑ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต. (๕) ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งอธิมุติ (คือฉันทะและอัธยาศัย) อันต่าง ๆ กัน ของสัตว์ทั้งหลาย : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต. (๖) ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งความยิ่งและหย่อน แห่งอินทรีย์ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่น : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต. (๗) ตถาคต ย่อมรู้ตามเป็นจริง ซึ่งความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้วความออก แห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติทั้งหลาย : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต. (๘) ตถาคต ย่อมระลึกได้ ซึ่งขันธ์อันตนเคยอยู่อาศัยในภพก่อนมีชนิดต่าง ๆ กัน คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ๒ ---ฯลฯ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต. (๙) ตถาคต ย่อมเห็นสัตว์ ท. ด้วยทิพยจักขุอันหมดจด ก้าวล่วงจักขุมนุษย์ : เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้เคลื่อนอยู่บังเกิดอยู่ ๓ ---ฯลฯ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต. (๑๐) ตถาคต ย่อมทำให้แจ้ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะเพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะ ท. ได้ ๔ ---ฯลฯ : นี่ก็เป็นตถาคตพลของตถาคต. สารีบุตร ! เหล่านี้แล เป็นตถาคตพลสิบอย่าง ของตถาคต ที่ตถาคตประกอบแล้ว ย่อมปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร ให้เป็นไปในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย. ________________________________ ๑. เช่นรูปธาตุ นามธาตุ เป็นต้น ซึ่งแยกกระจายออกได้อีกมาก. ๒. ดูที่จำแนกพิสดารในภาค ๒ ตอนการตรัสรู้ ว่าด้วยวิชชาที่หนึ่ง. ๓. ดูที่จำแนกพิสดารในภาค ๒ ตอนการตรัสรู้ ว่าด้วยวิชชาที่สอง. ๔. ดูที่จำแนกพิสดารในภาค ๒ ตอนการตรัสรู้ ว่าด้วยวิชชาที่สาม.
หน้า 137 T 5.3.5
(ในบาลีแห่งอื่น มีกล่าวถึงตถาคตพลญาณเป็นอย่างอื่น คือกล่าวถึงตถาคตพลญาณ เพียง ๖ โดยเว้นข้อ (๓) (๔) (๕) และ (๖) เสียจากจำนวน ๑๐ ที่มีกล่าวอยู่ในที่นี้. - ฉกํก. อํ. ๒๒/๔๖๖/๓๓๕. บาลีอีกแห่งหนึ่ง กล่าวถึงตถาคตพลเพียง ๕ ดังที่มีอยู่ในหัวข้อถัดลงไปจากหัวข้อนี้.) ทรงมีตถาคตพลห้าอย่าง ๑ ภิกษุ ท. ! เราถึงแล้วซึ่งอภิญญาโวสานบารมี ในธรรม ท. ที่ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน จึงปฏิญญา ภิกษุ ท. ! ตถาคตพละของตถาคต ๕ อย่างเหล่านี้ อันเป็นกำลังที่ตถาคตประกอบพร้อมแล้ว จึงปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรให้เป็นไปในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย. ห้าอย่างเหล่าไหนเล่า ? ห้าอย่างคือ สัทธาพละ หิรีพละ โอตตัปปพละ วิริยพละ ปัญญาพละ. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ตถาคตพละของตถาคต ๕ อย่าง อันเป็นกำลัง ที่ตถาคตประกอบพร้อมแล้ว จึงปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรให้เป็นไปในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย. ทรงทราบอินทรีย์อันยิ่งหย่อนของสัตว์ ๒ (คำอธิบายทสพลญาณข้อที่หก) อุทายิ ! บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้ มีอยู่ในโลก. สี่จำพวกเหล่าไหนเล่า ? สี่จำพวก คือ :- อุทายิ ! บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อละ เพื่อสลัดคืนซึ่งอุปธิ ความดำริอันซ่านไป (สรสงฺกปฺปา) ซึ่งประกอบด้วยอุปธิ กลุ้มรุมเขาอยู่; เขา ทนมีความดำริอันซ่านไปเหล่านั้น ไม่ละเสีย ไม่บรรเทาเสีย ไม่กระทำให้สิ้นสุด ________________________________ ๑. บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๐/๑๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี ลฑุกิโกปมสูตร ม.ม. ๑๓/๑๘๗/๑๘๑. ตรัสแก่พระอุทายิ ที่อาปณนคมแคว้นอังคุตตราปะ.
หน้า 138 T 5.3.5
เสีย ไม่กระทำให้ถึงซึ่งความไม่มี; อุทายิ ! เราย่อมกล่าวบุคคลนี้แล ว่า เป็นผู้ประกอบอยู่ด้วยกิเลส (สํยุตฺโต) หาใช่เป็นผู้ปราศจากกิเลส (วิสํยุตฺโต) ไม่. เพราะเหตุไรเราจึงกล่าวอย่างนั้น ? อุทายิ ! เพราะเหตุว่า เรารู้ความยิ่งหย่อน แห่งอินทรีย์ (ที่มีอยู่) ในบุคคลนี้. อุทายิ ! แต่ว่าบุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อละ เพื่อสลัดคืนซึ่งอุปธิ ความดำริอันซ่านไป ซึ่งประกอบด้วยอุปธิ กลุ้มรุมเขาอยู่; เขาไม่ทนมีความดำริอันซ่านไปเหล่านั้น เขาละอยู่ บรรเทาอยู่ กระทำให้สิ้นสุดอยู่ กระทำให้ถึงซึ่งความไม่มีอยู่; อุทายิ ! เราย่อมกล่าวบุคคลแม้นี้ ว่า ยังเป็นผู้ประกอบอยู่ด้วยกิเลส หาใช่เป็นผู้ปราศจากกิเลสไม่ อยู่นั่นเอง. เพราะเหตุไรเราจึงกล่าวอย่างนั้น ? อุทายิ ! เพราะเหตุว่า เรารู้ความยิ่งหย่อนแห่งอินทรีย์ (ที่มีอยู่) ในบุคคลนี้. อุทายิ ! แต่ว่าบุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อละ เพื่อสลัดคืนซึ่งอุปธิ; เพราะการหลงลืมแห่งสติในกาลบางคราว ความดำริอันซ่านไป ซึ่งประกอบด้วยอุปธิ ก็กลุ้มรุมเขาอยู่; อุทายิ ! (ระยะเวลาที่) สติ (จะกลับ) เกิดขึ้น ก็ยังช้า (กว่าระยะเวลาที่) เขาทำให้ความดำรินั้นละไป บรรเทาไป สิ้นสุดไปถึงความไม่มีไปอย่างฉับพลัน, ไปเสียอีก. อุทายิ ! เปรียบเหมือนบุรุษหยดน้ำสองสามหยด ลงไปในกระทะเหล็กที่ร้อนเปรี้ยงอยู่ทั้งวัน; (ระยะเวลาที่) น้ำหยดลงไป ยังช้า (กว่าระยะเวลาที่) น้ำนั้นถึงซึ่งความเหือดแห้งหายไปอย่างฉับพลัน, ฉันใด; อุทายิ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน กล่าวคือ บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อละ เพื่อสลัดคืนซึ่งอุปธิ; เพราะการหลงลืมแห่งสติในกาลบางคราว ความดำริอันซ่านไป ซึ่งประกอบด้วยอุปธิ ก็กลุ้มรุมเขาอยู่; อุทายิ ! (ระยะเวลาที่) สติ (จะกลับ) เกิดขึ้นก็ยังช้า
หน้า 139 T 5.3.5
(กว่าระยะเวลาที่) เขาทำให้ความดำรินั้นละไป บรรเทาไป สิ้นสุดไป ถึงความไม่มี ไปอย่างฉับพลัน, ไปเสียอีก; อุทายิ ! เราย่อมกล่าวบุคคลแม้นี้ ว่า ยังเป็นผู้ประกอบอยู่ด้วยกิเลส หาใช่เป็นผู้ปราศจาก กิเลสไม่ อยู่นั่นเอง. เพราะเหตุไรเราจึงกล่าวอย่างนั้น ? อุทายิ ! เพราะเหตุว่า เรารู้ความยิ่งหย่อนแห่งอินทรีย์ (ที่มีอยู่) ในบุคคลนี้. อุทายิ ! ก็แต่ว่า บุคคลบางคนในกรณีนี้ รู้แจ้งว่า “อุปธิเป็นมูลแห่งทุกข์” ดังนี้แล้ว เป็นผู้ปราศจากอุปธิ หลุดพ้นแล้วเพราะความสิ้นแห่งอุปธิ; อุทายิ ! เราย่อมกล่าวบุคคลนี้แล ว่าเป็นผู้ปราศจากกิเลส หาใช่เป็นผู้ประกอบอยู่ด้วยกิเลสไม่. เพราะเหตุไรเราจึงกล่าวอย่างนั้น ? อุทายิ ! เพราะเหตุว่า เรารู้ความยิ่งหย่อนแห่งอินทรีย์ (ที่มีอยู่) ในบุคคลนี้. อุทายิ ! บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้แล มีอยู่ในโลก. หมายเหตุ : ข้อความที่กล่าวนี้ อาจจะเข้าใจยาก สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับสำนวนบาลี จึงขอสรุปความให้ดังนี้ : พวกที่หนึ่ง ปฎิบัติเพื่อละอุปธิ ครั้นเกิดสรสังกัปปะ ความคิดที่เป็นกิเลสเนื่องมาแต่อุปธิ เขาทนต่อสรสังกัปปะนั้น ไม่มีการละการบรรเทา ซึ่งสังกัปปะ เขายังเป็นสํยุตตโต คือประกอบอยู่ด้วยอุปธิ. พวกที่สอง เมื่อเกิดสรสังกัปปะ เขาไม่ยอมทน แต่พยายามเพื่อละเพื่อบรรเทาซึ่งสังกัปปะนั้น ยังละไม่ได้ ก็ยังเป็นสํยุตโตอยู่ เช่นเดียวกัน. พวกที่สาม ปฎิบัติเพื่อละอุปธิ เกิดสรสังกัปปะเมื่อเขาเผลอในบางคราว ยังไม่ทันทำสติให้เกิดขึ้น เขาละสรสังกัปปะได้ แต่ก็ยังเป็นสํยุตโตอยู่นั่นเอง เพราะยังละ อุปธิไม่ได้. พวกที่สี่ รู้แจ้งด้วยปัญญาถึงข้อที่อุปธิเป็นมูลแห่งทุกข์ แล้วหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นอุปธิ นี้เรียกว่าเป็นวิสํยุตโต ผู้ไม่ประกอบอยู่ด้วยอุปธิ. สี่พวกนี้แสดงความต่าง แห่งอินทรีย์ซึ่งทรงทราบได้ด้วยพระญาณ. ยังมีบาลีอีกแห่งหนึ่ง ทำนองจะแสดงเรื่องอินท๎ริยปโรปริยัตญาณด้วยเหมือนกัน หากแต่เรียกโดยชื่ออื่น ว่าปุริสินท๎ริยญาณ; แสดงอินทรีย์ของสัตว์ ๖ ประเภท คือ พวกที่หนึ่ง อกุศลปรากฏ, กุศลไม่ปรากฏ แต่กุศลมูลมีอยู่ จึงไม่เสื่อมอีกต่อไป.
หน้า 140 T 5.3.6
พวกที่สอง กุศลปรากฏ อกุศลไม่ปรากฏ แต่อกุศลมูลมีอยู่จึงเสื่อมต่อไป. พวกที่สาม ไม่มีธรรมขาวเลย มีแต่ธรรมดำ ตายไปอบาย. พวกที่สี่ กุศลปรากฏ อกุศลไม่ปรากฏ อกุศลมูลถูกถอน จึงเสื่อมต่อไป. พวกที่ห้า กุศลปรากฏ อกุศลไม่ปรากฏ อกุศลมูลถูกถอน จึงไม่เสื่อมต่อไป. พวกที่หก มีแต่ธรรมขาวโดยส่วนเดียว ไม่มีธรรมดำเลย จักปรินิพพานในทิฏฐธรรม. ดังนี้ก็เป็นการแสดง ความต่างแห่งอินทรีย์ของสัตว์. ผู้สนใจพึงอ่านรายละเอียดจากบาลี สูตรที่ ๘ ปฐมวรรค ทุติยปัณณาสก์ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๕๑/๓๓๓. -ผู้รวบรวม. ทรงมีและทรงแสดงยถาภูตญาณที่ทำให้แจ้งอธิมุตติบท ท. ๑ อานนท์ ! ธรรมคือญาณเหล่าใด เป็นไปเพื่อกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งอธิมุตติบท (ธรรมที่ต้องปล่อยวางทุกอย่างทุกประการ) ท. เหล่านั้น; อานนท์ ! เราเป็นผู้แกล้วกล้า รู้เฉพาะในธรรมคือญาณเหล่านั้น เพื่อจะแสดงซึ่งธรรมอันเป็นธรรมชาติแห่งอธิมุตติบท ท. เหล่านั้น โดยประการที่ผู้ปฎิบัติแล้ว จักรู้อธิมุตติบทที่มีอยู่ ว่ามีอยู่, ที่ไม่มีอยู่ ว่าไม่มีอยู่, ที่เลว ว่าเลว, ที่ประณีต ว่าประณีต, ที่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่า ว่ามีสิ่งอื่นยิ่งกว่า, ที่ไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่า ว่าไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่า; หรืออีกอย่างหนึ่ง ผู้ปฏิบัติแล้วนั้น จักรู้สิ่งที่ควรรู้ หรือว่าจักเห็นสิ่งที่ควรเห็น หรือว่าจักทำให้แจ้งสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง ดังนี้นั้น. ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้อยู่. อานนท์ ! ญาณนั่น เป็นญาณที่ไม่มีญาณอื่นยิ่งกว่า ในบรรดาญาณ ท. นั่นก็คือ ยถาภูตญาณในอธิมุตติบท ท. นั้น ๆ. อานนท์ ! เรากล่าวว่า ญาณอื่น ที่ยิ่งกว่าประณีตกว่าญาณนั้น ย่อมไม่มี. (ต่อจากนี้ ได้ทรงแสดงตถาคตพลญาณ ๑๐ ในฐานะที่เป็นยถาภูตญาณ อันไม่มีญาณอื่นยิ่งกว่า ในกรณีนี้ ดูรายละเอียดที่หน้า ๑๓๕ แห่งหนังสือเล่มนี้ ที่หัวข้อว่า “ทรงมีตถาคตพลญาณสิบ”) ________________________________ ๑. บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๓๘/๒๒. ตรัสแก่พระอานนท์.
หน้า 141 T 5.3.7
ทรงมีเวสารัชชญาณสี่อย่าง ๑ ภิกษุ ท. ! เหล่านี้เป็นเวสารัชชญาณสี่อย่างของตถาคต ที่ตถาคตประกอบพร้อมแล้ว ปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร ในท่ามกลางบริษัท ท.ได้, สี่อย่างคือ :- (๑). ตถาคตไม่มองเห็นวี่แวช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆ ในโลก จักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “ธรรมเหล่านี้ๆ อันท่านผู้ปฏิญญาตนเป็นสัมมาสัมพุทธะอยู่ ไม่ได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคตเมื่อมองหาไม่เห็นวี่แววอันนั้น จึงเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้. (๒).ตถาคต ไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆ ในโลก จักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “อาสวะเหล่านี้ๆ อันท่านผู้ปฏิญญาตนเป็นขีณาสพผู้สิ้นอาสวะอยู่ ยังไม่สิ้นรอบแล้ว” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคต เมื่อมองหาไม่เห็นวี่แววอันนั้น จึงเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้. (๓). ตถาคต ไม่มองเห็นวี่แวช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆ ในโลก จักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “ธรรมเหล่าใด ที่ท่านกล่าวว่าเป็นธรรมทำอันตรายแก่ผู้เสพ, ธรรมเหล่านั้นถึงเมื่อบุคคลเสพอยู่ ก็หาอาจทำอันตรายไม่” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคตเมื่อมองหาไม่เห็นวี่แววอันนั้น จึงเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้. ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๐/๘ และ มหาสีหนาทสูตร มู.ม. ๑๒/๑๔๔/๑๖๗.
หน้า 142 T 5.3.8
(๔). ตถาคตไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆ ในโลก จักโจทท้วงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์นั้นไม่เป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ประพฤติตามธรรมนั้น” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคต เมื่อมองหาไม่เห็นวี่แววอันนั้น จึงเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล เป็นเวลารัชชญาณสี่อย่างของตถาคต อันตถาคตประกอบพร้อมแล้ว ปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักร ให้เป็นไปในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย. ทรงประกาศพรหมจักรท่ามกลางบริษัท ๑ (: เรื่องเบญจขันธ์และปฏิจจสมุปบาท) ภิกษุ ท. ! ตถาคตเป็นผู้ประกอบด้วยพลญาณ ๑๐ อย่าง และประกอบ ด้วยเวสารัชชญาณ ๔ อย่าง จึง ปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักร ในท่ามกลางบริษัททั้งหลาย ว่า :- “รูป คืออย่างนี้ๆ, เหตุให้เกิดรูป คืออย่างนี้ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งรูป คืออย่างนี้ๆ : ” และว่า “เวทนา คืออย่างนี้ๆ, เหตุให้เกิดเวทนา คืออย่างนี้ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งเวทนา คืออย่างนี้ๆ;” และว่า “สัญญา คืออย่างนี้ๆ, เหตุให้เกิดสัญญา คืออย่างนี้ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสัญญา คืออย่างนี้ๆ : ” และว่า “สังขาร ทั้งหลาย คืออย่างนี้ๆ, เหตุให้เกิดสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ๆ, ________________________________ ๑. บาลี สูตรที่ ๑ ทสพลวรรค นิทานสํยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๓๓/๖๔. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน. ทรงประกาศพรหมจักร คือ เรื่องเบญจขันธ์และปฏิจจสมุปบาท, ด้วยเครื่องมือ คือทสพลญาณสิบ และ เวสารัชชญาณสี่ นั่นเอง.
หน้า 143 T 5.3.8
ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งสังขารทั้งหลาย คืออย่างนี้ๆ;” และว่า “วิญญาณ คืออย่างนี้ๆ, เหตุให้เกิดวิญญาณ คืออย่างนี้ ๆ, ความไม่ตั้งอยู่ได้แห่งวิญญาณ คืออย่างนี้ๆ;” และว่า “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี; เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี; เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ : ข้อนี้ได้แก่ความที่ :- เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ;
หน้า 144 T 5.3.9
เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้ แล. ทรงมีวิธี “รุก” ข้าศึกให้แพ้ภัยตัว ๑ (เรื่องในชั้นแรกมีอยู่ว่า ปริพพาชกชื่อสรภะ เคยบวชอยู่ในธรรมวินัยนี้ แล้วละทิ้งไปบวชเป็นปริพพาชก เที่ยวร้องประกาศอยู่ว่า คนรู้ถึงธรรมวินัยของพวกสมณสากยบุตรทั่วถึงแล้ว ไม่เห็นดีอะไรจึงหลีกมาเสีย. ครั้นความนี้ทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จไปสู่อารามของปริพพาชกพวกนั้น และสนทนากันในกลางที่ประชุมปริพพาชก. ทรงถามเฉพาะสรภะปริพพาชก ให้บรรยายออกไปว่า ธรรมวินัยของพวกสมณสากยบุตรนั้นเป็นอย่างไร). ตรัสว่า :- ดูก่อนสรภะ ! ได้ยินว่าท่านกล่าวดังนี้จริงหรือว่า “ธรรมของพวกสมณสากยบุตรนั้น เรารู้ทั่วถึงแล้ว เพราะรู้ทั่วถึงนั่นเอง จึงหลีกมาเสียจากธรรมวินัยนั้น” ดังนี้. (ไม่มีคำตอบ, จึงตรัสถามเป็นครั้งที่สอง :-) ดูก่อนสรภะ ! ท่านจงพูดไปเถิดว่า ท่านรู้ทั่วถึงธรรมของพวกสมณสากยบุตรอย่างไร. ถ้าท่านพูดไม่ครบถ้วน เราจะช่วยพูดเติมให้ครบถ้วน. ถ้า ________________________________ ๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๓๘/๕๐๔. ตรัสแก่ปริพพาชกทั้งหลาย ริมฝั่งแม่น้ำสัปปินี.
หน้า 145 T 5.3.9
คำของท่านครบถ้วนถูกต้องดีแล้ว เราจักอนุโมทนา. (นิ่งไม่มีคำตอบอีก จึงตรัสถามเป็นครั้งที่สาม :-) ดูก่อนสรภะ ! ท่านจงพูดเถิด. ธรรมวินัยของพวกสมณสากยบุตรนั้นเราเป็นผู้บัญญัติเอง เราย่อมรู้ดี. ถ้าท่านพูดไม่บริบูรณ์ เราจะช่วยพูดเติมให้บริบูรณ์, ถ้าท่านพูดได้บริบูรณ์ เราก็จักอนุโมทนา. (นิ่งไม่มีคำตอบ, ในที่สุดพวกปริพพาชกด้วยกัน ช่วยกันรุมขอร้องให้สรภะปริพพาชกพูด. สรภะก็ยังคงนิ่งตามเดิม. พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสข้อความนี้ :-) ดูก่อนปริพพาชกทั้งหลาย ! ถ้าผู้ใดกล่าวหาเราว่า “ท่านอวดว่าท่านเป็นสัมมาสัมพุทธะ แต่ธรรมเหล่านั้น ท่านยังไม่รู้เลย” ดังนี้. เราก็จักซักไซ้สอบถามไล่เลียงเขาให้เป็นอย่างดี (ถึงข้อธรรมที่เขาว่าเราไม่รู้ แต่เขารู้). เขานั้น ครั้นถูกเราซักไซ้สอบถามไล่เลียงเป็นอย่างดีแล้ว ย่อมหมดหนทาง ย่อมเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะตกอยู่ในฐานะลำบาก ๓ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือตอบถลากไถลนอกลู่นอกทางบ้าง, แสดงความขุ่นเคืองโกรธแค้น น้อยอกน้อยใจออกมาให้ปรากฏบ้าง, หรือต้องนิ่งอั้น หมดเสียง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่มีคำพูด หลุดออกมาได้ เหมือนอย่างสรภะปริพพาชกนี้บ้าง. ดูก่อนปริพพาชกทั้งหลาย ! ถ้าผู้ใดกล่าวหาเราว่า “ท่านอวดว่าท่านสิ้นอาสวะ. แต่อาสวะเหล่านี้ๆ ของท่านยังมีอยู่” ดังนี้. เราก็จักซักไซ้สอบถามไล่เลียงเขาให้เป็นอย่างดี (ถึงอาสวะที่เขาว่ายังไม่สิ้น). เขานั้น ครั้นถูกเราซักไซ้สอบถามไล่เลียงเป็นอย่างดีแล้ว ย่อมหมดหนทาง ย่อมเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากจะตกอยู่ในฐานะลำบาก ๓ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือตอบถลากไถลนอกลู่นอกทางบ้าง, แสดงความขุ่นเคือง โกรธแค้น น้อยอกน้อยใจ ออกมาให้ปรากฏบ้าง, หรือต้องนิ่งอั้น หมดเสียง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่มีคำพูด หลุดออกมาได้ เหมือนอย่างสรภะปริพพาชกนี้บ้าง.
หน้า 146 T 5.3.10
ดูก่อนปริพพาชกทั้งหลาย ! ถ้าผู้ใดกล่าวหาเราว่า “ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้น ไม่เป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ประพฤติตาม” ดังนี้. เราก็จักซักไซ้สอบถามไล่ เลียงเขาให้เป็นอย่างดี (ถึงประโยชน์ที่เขาว่าจะเป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแก่บุคคลผู้ประพฤติตาม). เขานั้น ครั้นถูกเราซักไซ้สอบถามไล่เลียงเป็นอย่างดีแล้ว ย่อมหมดหนทาง ย่อมเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะตกอยู่ในฐานะลำบาก ๓ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือตอบถลากไถลนอกลู่นอกทางบ้าง, แสดงความขุ่นเคือง โกรธแค้น น้อยอกน้อยใจ ออกมาให้ปรากฏบ้าง, หรือต้องนิ่งอั้น หมดเสียง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่มีคำพูดหลุดออกมาได้ เหมือนอย่างสรภะปริพพาชกนี้บ้าง ดังนี้. ทรงมีธรรมสีหนาทที่ทำเทวโลกให้สั่นสะเทือน ๑ ภิกษุ ท. ! พญาสัตว์ชื่อสีหะ ออกจากถ้ำที่อาศัยในเวลาเย็น เหยียดกายแล้วเหลียวดูทิศทั้งสี่โดยรอบ บันลือสีหนาทสามครั้งแล้วก็เที่ยวไปเพื่อหาอาหาร. บรรดาสัตว์เดรัจฉานเหล่าใดที่ได้ยินสีหนาท สัตว์เหล่านั้นก็สะดุ้งกลัวเหี่ยวแห้งใจ, พวกที่อาศัยโพรงก็เข้าโพรง ที่อาศัยน้ำก็ลงน้ำ พวกอยู่ป่าก็เข้าป่า ฝูงนกก็โผขึ้นสู่อากาศ, เหล่าช้างของพระราชาในหมู่บ้าน นิคมและเมืองหลวง ที่เขาผูกล่ามไว้ด้วยเชือกอันเหนียว ก็พากันกลัว กระชากเชือกให้ขาด แล้วถ่ายมูตรและกรีสพลางแล่นหนีไปพลาง ข้างโน้นและข้างนี้. ภิกษุ ท. ! พญาสัตว์ชื่อสีหะ เป็นสัตว์มีฤทธิ์มาก มีศักดิ์มาก มีอานุภาพมากกว่าบรรดาสัตว์เดรัจฉาน ด้วยอาการอย่างนี้แล. ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : ในกาลใดตถาคตอุบัติขึ้นในโลก เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบโดยตนเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ไปดี รู้แจ้งโลก ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก . อํ. ๒๑/๔๒/๓๓.
หน้า 147 T 5.3.11
เป็นผู้ฝึกบุรุษที่พอฝึกได้ไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้ปลุกสัตว์ให้ตื่น เป็นผู้จำแนกธรรม. ตถาคตนั้นแสดงธรรมว่า สักกายะ (คือทุกข์) เป็นเช่นนี้ เหตุให้เกิดสักกายะเป็นเช่นนี้ ความดับ ไม่เหลือแห่งสักกายะเป็นเช่นนี้ ทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสักกายะเป็นเช่นนี้. ๑ พวกเทพเหล่าใด เป็นผู้มีอายุยืนนาน มีวรรณะ มากไปด้วยความสุข ดำรงอยู่นมนานมาแล้วในวิมานชั้นสูง, พวกเทพนั้นๆ โดยมาก ได้ฟังธรรมเทศนาของตถาคตแล้วก็สะดุ้งกลัว เหี่ยวแห้งใจ สำนึกได้ว่า “ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! พวกเราเมื่อเป็นผู้ไม่เที่ยง ก็มาสำคัญว่าเป็นผู้เที่ยง เมื่อไม่ยั่งยืน ก็มาสำคัญว่ายั่งยืน เมื่อไม่มั่นคง ก็มาสำคัญว่าเราเป็นผู้มั่นคง. พวกเราทั้งหลายเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนไม่มั่นคงและถึงทั่วแล้ว ซึ่งสักกายะ คือความ ทุกข์” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคตเป็นผู้มีฤทธิ์มาก ศักดิ์มาก อานุภาพมาก กว่าสัตว์โลก พร้อมทั้งเทวโลก ด้วยอาการอย่างนี้แล. ทรงเปรียบการกระทำของพระองค์ ด้วยการกระทำของสีหะ ๒ ภิกษุ ท. ! สีหมิคราชา ออกจากที่อาศัย ในเวลาเย็น; ครั้นออกจากที่อาศัยแล้ว ก็เหยียด ยืดตัว; ครั้นเหยียดยืดตัวแล้ว ก็เหลียวดูทิศทั้งสี่ โดยรอบ; ครั้นเหลียวดูทิศทั้งสี่โดยรอบแล้ว ก็บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง; ครั้นบันลือสีหนาท ๓ ครั้งแล้ว ก็ออกไปสู่ที่หากิน. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ข้อนั้น เพราะเหตุว่า ________________________________ ๑. ในบาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๓/๑๕๕ ทรงแสดงลักษณะ, สมุทัย, อัตถังคมะ แห่งเบญจขันธ์แทนเรื่องสักกายะ ๔ ประการ ดังที่กล่าวข้างบนนี้, โดยข้อความที่เหมือนกัน. ๒. บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๓๔/๒๒๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 148 T 5.3.12
สีหมิคราชานั้นมีความคิดว่า เราอย่าต้องทำให้สัตว์เล็ก ๆ ที่อยู่ในพื้นที่อันขรุขระ ต้องถึงซึ่งความลำบาก เลย, ดังนี้. ภิกษุ ท. ! คำว่า “สีหะ” นี้แล เป็นคำแทนชื่อแห่งตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ. ภิกษุ ท. ! ข้อที่ ตถาคตแสดงธรรมแก่บริษัท นั้น เป็นคำแทนชื่อของการบันลือสีหนาท. ภิกษุ ท. ! ตถาคตพละของตถาคต ๑๐ อย่างเหล่านี้ ที่ตถาคตประกอบพร้อมแล้ว จึงปฏิญญาตำแหน่งจอมโลก บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรให้เป็นไปในบริษัททั้งหลาย. (สำหรับตถาคตพลญาณทั้ง ๑๐ ซึ่งเป็นคุณลักษณะของผู้สามารถบันลือสีหนาทนั้น พึงดูรายละเอียดที่หน้า ๑๓๕ - ๑๓๖ แห่งหนังสือเล่มนี้). ทรงมีธรรมสีหนาทอย่างองอาจ ๑ กัสสปะ ! นี้เป็นเรื่องที่อาจมีได้เป็นได้ คือเหล่าปริพพาชกผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นจะพึงกล่าว ว่า “พระสมณโคดม บันลือสีหนาทก็จริงแล แต่บันลือในที่ว่างเปล่า หาใช่บันลือในท่ามกลางบริษัทไม่” ดังนี้ ส่วนท่านอย่าพึงกล่าวเช่นนั้น แต่พึงกล่าว (ตามที่เป็นจริง) อย่างนี้ว่า “พระสมณโคดมย่อมบันลือสีหนาทในท่ามกลาง บริษัท ท. หาใช่บันลือในที่ว่างเปล่าไม่”. กัสสปะ ! นี้ก็เป็นเรื่องที่อาจมีได้ เป็นได้ คือเหล่าปริพพาชกผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นจะพึง กล่าวว่า “พระสมณโคดม บันลือสีหนาทในท่ามกลางบริษัทก็จริง ________________________________ ๑. บาลี สี.ที. ๙/๒๑๙/๒๗๒. ตรัสแก่อเจลกัสสปะ ที่กัณณกถลมิคทายวัน ใกล้เมืองอุชุญญา. เรื่องตอนนี้ที่จริงควรนำไปจัดไว้ ในตอนที่ได้ประกาศพระศาสนาแล้ว, แต่เป็นเพราะเห็นว่า เป็นจำพวกคุณสมบัติของพระพุทธเจ้าส่วนหนึ่ง จึงกล่าวเสียในตอนนี้ด้วยกัน ทั้งมีเนื้อความ เนื่องกันอยู่ด้วย.... - ผู้รวบรวม.
หน้า 149 T 5.3.12
แต่หาได้บันลืออย่างองอาจไม่” ดังนี้. ส่วนท่านอย่าพึงกล่าวเช่นนั้น แต่พึงกล่าว (ตามที่เป็นจริง) อย่างนี้ว่า “พระสมณโคดมย่อมบันลือสีหนาทในท่ามกลางบริษัทและบันลืออย่างองอาจด้วย”. กัสสปะ ! นี้ก็เป็นเรื่องที่อาจมีได้เป็นได้ คือ เหล่าปริพพาชกผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นจะพึง กล่าวว่า “พระสมณโคดม บันลือสีหนาทในท่ามกลางบริษัทอย่างองอาจก็จริงแล แต่ว่าหาได้มีใครถามปัญหาอะไรกะเธอ (ในที่นั้น) ไม่, และถึงจะถูกถาม เธอก็หาพยากรณ์ได้ไม่, และถึงจะพยากรณ์ก็ไม่ทำความชอบใจให้แก่ผู้ฟังได้, และถึงจะทำความชอบใจให้แก่ผู้ฟังได้ เขาก็ไม่สำคัญถ้อยคำนั้นๆ ว่าเป็นสิ่งควรฟัง, และถึงจะสำคัญว่าเป็นสิ่งควรฟัง ก็ไม่เลื่อมใส, และถึงจะเลื่อมใส ก็ไม่แสดงอาการของผู้เลื่อมใส, และถึงจะแสดงอาการของผู้เลื่อมใส ก็ไม่ปฏิบัติตามคำสอนนั้น, และถึงจะปฏิบัติตามคำสอนนั้น ก็ไม่ปฏิบัติอย่าง อิ่มอกอิ่มใจ” ดังนี้. ส่วนท่านอย่าพึงกล่าวเช่นนั้น แต่พึงกล่าวอย่างนี้ว่า “พระสมณโคดมบันลือสีหนาทท่ามกลางบริษัทอย่างแกล้วกล้า มีผู้ถามปัญหา, ถูกถามแล้วก็พยากรณ์, ด้วยการพยากรณ์ ย่อมทำจิตของผู้ฟังให้ชอบใจ, ผู้ฟังย่อมสำคัญถ้อยคำนั้นๆ ว่าเป็นสิ่งควรฟัง, ฟังแล้วก็เลื่อมใส, เลื่อมใสแล้วก็แสดงอาการของผู้เลื่อมใส, และปฏิบัติตามคำสอนนั้น, ปฏิบัติแล้ว ก็เป็นผู้อิ่มอกอิ่มใจได้” ดังนี้. กัสสปะ ! ครั้งหนึ่งเราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์. ปริพพาชกผู้เป็นสพรหมจารีของท่านคนหนึ่ง ชื่อว่า นิโค๎รธะ ได้ถามปัญหาเรื่องการเกียดกันบาปอย่างยิ่งกะเรา ณ ที่นั้น. เราได้พยากรณ์แก่เขา. ในการพยากรณ์นั้นเขาได้รับความพอใจยิ่งกว่าประมาณ (คือยิ่งกว่าที่เขาคาดไว้ก่อน).
หน้า 150 T 5.3.13
สิ่งที่ใคร ๆ ไม่อาจท้วงติงได้ ๑ ภิกษุ ท. ! ตถาคตเป็นผู้ที่ใครๆ ไม่อาจท้วงติงได้ด้วยธรรม ๓ อย่างคือ :- ภิกษุ ท. ! (๑) ตถาคตมีธรรมอันตนกล่าวไว้ดีแล้ว, ในธรรมนั้น ๆ ตถาคตไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆ ในโลก จักท้วงติงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “ท่านไม่ใช่เป็นผู้มีธรรม อันตนกล่าวไว้ดีแล้ว เพราะเหตุเช่นนี้ๆ” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! (๒) ปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ถึงพระนิพพาน เป็นสิ่งที่เราบัญญัติไว้ดีแล้ว แก่สาวกทั้งหลาย, -โดยอาการที่สาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติแล้วย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะ ท. ได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในธรรมอันตนเห็นแล้วนี่เองเข้าถึงวิมุตตินั้นแล้วแลอยู่. ในปฏิปทานั้นๆ ตถาคตไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆ ในโลก จักท้วงติงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “ปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ถึงพระนิพพาน เป็นสิ่งที่ท่านบัญญัติไว้ดีแล้ว แก่สาวกทั้งหลาย, -โดยอาการที่ ฯลฯ แล้ว แลอยู่ ก็หาไม่” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! (๓) สาวกบริษัทของเรา นับด้วยร้อยเป็นอเนก ที่ได้ทำให้แจ้ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ๒ ฯลฯ. ในข้อนั้น เราไม่มองเห็นวี่แววช่องทางที่จะมีว่า สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใคร ๆ ในโลกจักท้วงติงเราได้ด้วยทั้งเหตุผลว่า “สาวกบริษัทของท่าน มีนับด้วยร้อยเป็นอเนกก็หามิได้ ที่ได้ทำให้ แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ฯลฯ” ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๘๔/๕๕. ๒. คือเป็นพระอรหันต์
หน้า 151 T 5.3.14
ภิกษุ ท. ! เมื่อเรามองไม่เห็นวี่แววช่องทางนั้น ๆ ก็เป็นผู้ถึงความเกษมถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญอยู่ได้. นี้แล เป็นสิ่งที่ใครไม่ท้วงติง ตถาคตได้ ๓ อย่าง. ไม่ทรงมีความลับ ที่ต้องให้ใครช่วยปกปิด ๑ โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้ที่มี ศีลบริสุทธิ์ ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์แล้ว. ศีลของเรา บริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลาย จึงไม่ต้องช่วยกันทำการป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับศีล, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลายในเรื่องอันเกี่ยวกับ ศีลเลย. โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้ที่มี อาชีวะบริสุทธิ์ ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่าเราเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์แล้ว. อาชีวะของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลาย จึงไม่ต้องช่วยการทำการป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับอาชีวะ, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับอาชีวะเลย. โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้ที่มี การแสดงธรรมบริสุทธิ์ ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่า เราเป็นผู้มีการแสดงธรรมบริสุทธิ์. การแสดงธรรมของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลาย จึงไม่ต้องช่วยการทำการป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับการแสดงธรรม, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการ ป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับการแสดงธรรมเลย. โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้ที่มี การตอบคำถามบริสุทธิ์ ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่า เราเป็นผู้มีการตอบคำถามบริสุทธิ์. การตอบคำถามของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลาย จึงไม่ต้องช่วยการทำการป้องกันให้ตถาคต ________________________________ ๑. บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๔๒/๑๐๐. ตรัสแก่พระมหาโมคคัลลานะ ที่โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี
หน้า 152 T 5.3.15
ในเรื่องอันเกี่ยวกับการตอบคำถาม, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับ การตอบคำถามเลย. โมคคัลลานะ ! ตถาคตเป็นผู้ที่มี ญาณทัสสนะบริสุทธิ์ ดีอยู่เสมอ จึงปฏิญญาว่า เราเป็นผู้มีญาณทัสสนะบริสุทธิ์แล้ว. ญาณทัสสนะของเราบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ไม่เศร้าหมองเลย, สาวกทั้งหลายจึงไม่ ต้องช่วยการทำการป้องกันให้ตถาคต ในเรื่องอันเกี่ยวกับญาณทัสสนะ, ทั้งตถาคตก็ไม่หวังการป้องกันจากสาวกทั้งหลาย ในเรื่องอันเกี่ยวกับณาณทัสสนะเลย, ดังนี้. ทรงแสดงสิ่งที่น่าอัศจรรย์อันแท้จริงของพระองค์ ๑ (เมื่อได้ทรงสนทนากับพระอานนท์ ถึงเรื่องอันเป็นอิทธิปาฏิหาริย์เกี่ยวกับการจุติและการประสูติ เป็นต้น ของพระองค์ ว่าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์แล้ว ได้ทรงแสดงเรื่องที่เราควรจะเห็นว่าน่า อัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นอีก ดังต่อไปนี้ :-) อานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอพึงทรงจำสิ่งอันน่าอัศจรรย์ไม่เคยมีมาแต่ก่อนของตถาคต ข้อนี้ไว้. อานนท์ ! ในกรณีนี้คือ :- เวทนา เป็นของแจ่มแจ้งแก่ตถาคตแล้วจึงเกิดขึ้น แล้วจึงตั้งอยู่ แล้วจึงลับไป. สัญญา เป็นของแจ่มแจ้งแก่ตถาคตแล้วจึงเกิดขึ้น แล้วจึงตั้งอยู่ แล้วจึงลับไป. วิตก เป็นของแจ่มแจ้งแก่ตถาคตแล้วจึงเกิดขึ้น แล้วจึงตั้งอยู่ แล้วจึงลับไป. ________________________________ ๑. บาลี อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๕๔/๓๗๙. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่อุปัฏฐานศาลา ณ เชตวนาราม.
หน้า 153 T 5.3.17
อานนท์ ! เธอจงทรงจำสิ่งอันน่าอัศจรรย์ไม่เคยมีมาแต่ก่อนของตถาคต ข้อนี้แล. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อที่ว่า เวทนา เป็นของแจ่มแจ้งแก่พระผู้มีพระภาคแล้วจึงเกิดขึ้น แล้วจึงตั้งอยู่ แล้วจึงลับไป, สัญญา เป็นของแจ่มแจ้งแก่พระผู้มีพระภาคแล้วจึงเกิดขึ้น แล้วจึงตั้งอยู่ แล้วจึงลับไป, วิตก เป็นของแจ่มแจ้งแก่พระผู้มีพระภาคแล้วจึงเกิดขึ้น แล้วจึงตั้งอยู่ แล้วจึงลับไป, แม้ใด; ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์จะทรงจำไว้ว่า เป็นสิ่งอันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแต่ก่อนเกี่ยว กับพระผู้มีพระภาค, ดังนี้.” ทรงเป็นอัจฉริยมนุษย์ในโลก๑ ภิกษุ ท. ! บุคคลเอก เมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ย่อมเกิดขึ้น เป็นอัจฉริยมนุษย์. ใครกันเล่าเป็นบุคคลเอก ? ตถาคต ผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบเองนี้แลเป็นบุคคลเอก. ภิกษุ ท. ! นี่แล บุคคลเอก ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์ ดังนี้. ทรงต่างจากมนุษย์ธรรมดา๒ ภิกษุ ท. ! เทวดาแลมนุษย์ทั้งหลาย มีรูปเป็นที่ยินดี กำหนัดแล้วในรูป บันเทิงด้วยรูป. เทวดาแลมนุษย์ ท. ย่อมทนทุกข์อยู่ เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย ความแตกทำลาย ของรูป. ภิกษุ ท. ! เทวดาแลมนุษย์ทั้งหลายมีเสียง ๓ ฯลฯ, มีกลิ่น ฯลฯ, มีรส ฯลฯ, มีโผฏฐัพพะ ฯลฯ, ________________________________ ๑. บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๑๕๙/๒๑๖. ๓. มีข้อความเต็มเหมือนในข้อต้นที่ว่าด้วยรูปเป็นที่ยินดีจนตลอด, แต่ในที่นี้ย่อไว้ให้สะดวกแก่ การอ่าน ไม่รกตา.
หน้า 154 T 5.3.17
มีธรรมารมณ์เป็นที่ยินดี กำหนัดแล้วในธรรมารมณ์ บันเทิงด้วยธรรมารมณ์. เทวดาแลมนุษย์ ท. ย่อมทนทุกข์อยู่ เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย ความแตกทำลาย ของธรรมารมณ์. ภิกษุ ท. ! ส่วนตถาคตผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ รู้แจ้งตามเป็นจริงซึ่งเหตุเป็นเครื่องเกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษคือความต่ำทราม และอุบายเครื่องหลุดพ้นออกไปได้ แห่งรูปทั้งหลายแล้ว; ไม่เป็นผู้มีรูปเป็นที่ยินดี ไม่กำหนัดในรูป ไม่บันเทิงด้วยรูป. ภิกษุ ท. ! ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย ความแตกทำลายของรูป, ภิกษุ ท. ! ตถาคตรู้แจ้งตามเป็นจริง ซึ่งเหตุเป็นเครื่องเกิดขึ้น ซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ซึ่งรสอร่อย ซึ่งโทษคือความต่ำทราม และอุบายเครื่องหลุดพ้นออกไปได้แห่งเสียง ท. แห่งกลิ่น ท. แห่งรส ท. แห่งโผฏฐัพพะ ท. และแห่งธรรมารมณ์ ท. แล้ว; ไม่เป็นผู้มีเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์เป็นที่ยินดี ไม่กำหนัดไม่บันเทิงด้วยเสียงเป็นต้น ภิกษุ ท. ! ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข เพราะความแปรปรวน ความกระจัดกระจาย ความแตกทำลาย แห่งธรรมมีเสียงเป็นต้นนั้นๆ. (พระผู้มีพระภาคได้ทรงกล่าวคำนี้แล้ว, พระสุคตครั้นตรัสคำนี้แล้ว พระศาสดาได้ ภาษิตคำอื่นอีกที่ผูกเป็นคาถาดังนี้ว่า :-) รูป ท. เสียง ท. กลิ่น ท. รส ท. ผัสสะ ท. ธรรม ท. ทั้งสิ้น อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าชอบใจ ยังเป็นสิ่งกล่าวได้ว่ามีอยู่ เพียงใด มนุษยโลกพร้อมด้วยเทวโลก ก็ยังสมมติว่า “นั่นสุข” อยู่เพียงนั้น. ถ้าเมื่อสิ่งเหล่านั้นแตกดับลงในที่ใด, สัตว์เหล่านั้น ก็สมมติว่า “นั่นทุกข์” ในที่นั้น. สิ่งที่พระอริยเจ้า ท. เห็นว่า เป็นความสุข ก็คือความดับสนิทแห่งสักกายะทั้งหลาย,
หน้า 155 T 5.3.19
แต่สิ่งนี้ กลับปรากฏเป็นข้าศึกตัวร้ายกาจ แก่สัตว์ ท. ผู้เห็นอยู่โดยความ เป็นโลกทั้งปวง. สิ่งใด ที่สัตว์อื่นกล่าวแล้วโดยความเป็นสุข, พระอริยเจ้า ท. กล่าวสิ่งนั้น โดยความเป็นทุกข์. สิ่งใดที่สัตว์อื่น กล่าวแล้วโดยความเป็นทุกข์, พระอริยะผู้รู้ กล่าวสิ่งนั้นโดยความ เป็นสุข, ดังนี้. ทรงบังคับใจได้เด็ดขาด ๑ พราหมณ์ ! เราเป็นผู้ปฏิบัติแล้วเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนมาก เพื่อความสุข แก่ชนมาก. เราได้ประดิษฐานมหาชนไว้แล้วในอริยญายธรรม คือในความเป็นผู้มีธรรมอันงดงาม มีธรรมเป็นกุศล. พราหมณ์ ! เราอยากตริตรึก (วิตก) ไปในวิตกเรื่องใด ก็ตริตรึกในวิตกนั้นได้, เราไม่อยากตริตรึกไปในวิตกเรื่องใดก็ไม่ตริตรึกไปในวิตกนั้นได้ ๒. เราอยากดำริ (สังกัปปะ) ไปในความดำริอย่างใด ก็ดำริในความดำรินั้นได้, เราไม่อยากดำริในความดำริอย่างใด ก็ไม่ดำริไปในความดำริอย่างนั้นได้. พราหมณ์ ! เราเป็นผู้บรรลุแล้วซึ่งความมีอำนาจเหนือจิตในคลองแห่งวิตกทั้งหลาย, เราจึงมีธรรมดาได้ฌานทั้งสี่ อันเป็นการอยู่อย่างผาสุกยิ่ง ในชาตินี้, เราได้โดยง่ายดาย ไม่ยาก ไม่ลำบาก. พราหมณ์ ! เราแล, เพราะความสิ้นอาสวะ ท. , ได้ทำให้แจ้งแล้วซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันปราศจากอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม วิมุตตินั้นแล้ว แลอยู่. ไม่ทรงติดแม้ในนิพพาน ๓ ภิกษุ ท. ! แม้ตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ก็๔รู้ชัดซึ่ง ________________________________ ๑. บาลี จุตกฺก. อํ. ๒๑/๔๗/๓๕. ตรัสแก่วัสสการพราหมณ์ สวนไผ่, ราชคฤห์. ๒. คือทรงบังคับจิตให้คิดหรือไม่ให้คิดก็ได้ หรือให้คิดเฉพาะเรื่องใดก็ได้. ๓. บาลี มูลปริยายสูตร มู.ม. ๑๒/๑๐/๘-๙. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่โคนต้นสาละ ในป่าสุภควัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐะ. ๔. คำว่า “ก็” คำนี้ หมายความว่า เนื่องอยู่กับข้อความก่อนหน้านี้ อันเกี่ยวกับพระอรหันต์, มีรายละเอียดซึ่งผู้สนใจจะดูได้ จากพระบาลีมูลปริยายสูตร ตามที่มาแห่งนั้น หรือจาก ปฏิจจ. โอ. หน้า ๔๑๖ ถึงหน้า ๔๑๘.
หน้า 156 T 5.3.20
นิพพานตามความเป็นนิพพาน. ครั้นรู้นิพพานตามความเป็นนิพพานชัดแจ้งแล้ว ก็ไม่ทำความมั่นหมายซึ่งนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายในนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายโดยความเป็นนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายว่า “นิพพานเป็นของเรา”, ไม่เพลิดเพลินลุ่มหลงในนิพพาน. ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่า นิพพานนั้นเป็นสิ่งที่ ตถาคตกำหนดรู้ทั่วถึงแล้ว. ภิกษุ ท. ! แม้ตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ก็รู้ชัดซึ่งนิพพานตามความเป็นนิพพาน. ครั้นรู้นิพพานตามความเป็นนิพพานชัดแจ้งแล้วก็ไม่ทำความมั่นหมายซึ่งนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายในนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายโดยความเป็นนิพพาน ไม่ทำความมั่นหมายว่า “นิพพานเป็นของเรา”, ไม่เพลิดเพลิน ลุ่มหลงในนิพพาน. ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ? เรากล่าวว่า เพราะรู้ว่าความเพลิดเพลินเป็นมูลแห่งทุกข์ และเพราะมีภพจึงมีชาติ, เมื่อเกิดเป็นสัตว์แล้วต้องมีแก่และตาย. เพราะเหตุนั้นตถาคตจึงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะตัณหาทั้งหลายสิ้นไป ปราศไป ดับไป สละไป ไถ่ถอนไป โดยประการทั้งปวง ดังนี้. ทรงมีความคงที่ต่อวิสัยโลก ไม่มีใครยิ่งกว่า ๑ ภิกษุ ท. ! สิ่งใดๆ ที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดารวมกับมนุษย์ ได้พากันเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว รู้สึกแล้ว รู้แจ้งแล้ว พบปะแล้ว แสวงหากันแล้ว คิดค้นกันแล้ว, สิ่งนั้นๆ เราก็รู้จัก. ภิกษุ ท. ! สิ่งใดๆ ที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดารวมกับมนุษย์ ได้พากันเห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก.อํ. ๒๑/๓๑/๒๔. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่กาฬการาม ใกล้เมืองสาเกต.
หน้า 157 T 5.3.21
รู้สึกแล้ว รู้แจ้งแล้ว พบปะแล้ว แสวงหากันแล้ว คิดค้นกันแล้ว, สิ่งนั้นๆ เราได้รู้แจ้งแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง. สิ่งนั้นๆ เป็นที่แจ่มแจ้งแก่ตถาคต, สิ่งนั้นๆ ไม่อาจเข้าไป (ติดอยู่ในใจของ) ตถาคต. ภิกษุ ท. ! สิ่งอันเป็นวิสัยโลกต่างๆ ที่ชาวโลกรวมทั้งเทวดา มารพรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดารวมกับมนุษย์ ได้พากันเห็นแล้วได้ยินแล้ว รู้สึกแล้ว รู้แจ้งแล้ว พบปะแล้ว แสวงหากันแล้ว คิดค้นกันแล้วนั้นๆ เราพึงกล่าวได้ว่า เรารู้จักมันดี. มันจะเป็นการมุสาแก่เรา ถ้าเราจะพึงกล่าวว่า เรารู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง. และมันจะเป็นการมุสาแก่เราเหมือนกัน ถ้าเราจะพึงกล่าวว่า เรารู้จักก็หามิได้, ไม่รู้จักก็หามิได้, ข้อนั้นมันเป็นความเสียหายแก่เรา. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนี้แล ตถาคตเห็นสิ่งที่ต้องเห็นแล้ว ก็ไม่ทำความมั่นหมายว่า เห็นแล้ว, ไม่ทำความมั่นหมายว่า ไม่ได้เห็น, ไม่ทำความมั่นหมายว่า เป็นสิ่งที่ต้องเห็น, ไม่ทำความมั่นหมายว่าตนเป็นผู้หนึ่งที่ได้เห็น, (ในสิ่งที่ได้ฟัง, ได้รู้สึก, ได้รู้แจ้ง ก็มีนัยอย่างเดียวกัน). ภิกษุ ท. ! ด้วยเหตุนี้แล ตถาคตชื่อว่าเป็นผู้คงที่เป็นปรกติอยู่เช่นนั้นได้ในสิ่งทั้งหลาย ที่ได้เห็น ได้ยิน ได้รู้สึก และได้รู้แจ้งแล้ว, และเรายังกล่าวว่า จะหาบุคคลอื่นที่เป็นผู้คงที่ ซึ่งยิ่งไปกว่า ประณีตกว่าตถาคตผู้คงที่นั้นเป็นไม่มีเลย. ทรงอยู่เหนือการครอบงำของเวทนา มาตั้งแต่ออกผนวชจนตรัสรู้ ๑ อัคคิเวสสนะ ! ก็บุคคลมีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้ว เป็นอย่างไรเล่า ? อัคคิเวสสนะ ! สุขเวทนา เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้มีการสดับ ในธรรมวินัยนี้; ________________________________ ๑. บาลี มู.ม. ๑๒/๔๔๐/๔๐๙. ตรัสแก่สัจจกนิคันถบุตร ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมือง เวสาลี.
หน้า 158 T 5.3.21
อริยสาวกนั้น อันสุขเวทนาถูกต้องอยู่ เป็นผู้ไม่กำหนัดยินดีในความสุข ไม่ถึงความกำหนัดยินดีในความสุข. สุขเวทนาของอริยสาวกนั้นย่อมดับ, เพราะความดับย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่คร่ำครวญ ไม่ตีอกร่ำไห้ ไม่ถึงซึ่งความหลง. อัคคิเวสสนะ ! สุขเวทนานั้นแม้เกิดขึ้นแล้วแก่อริยสาวกนั้นอย่างนี้ ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะความเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว; ทุกขเวทนา แม้เกิดขึ้นแล้วก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะความเป็นผู้มีจิตอันอบรมแล้ว , อัคคิเวสสนะ ! เพราะเหตุที่ว่า สุขเวทนาก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ และทุกขเวทนาก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ โดยทั้งสองประการดังกล่าวแล้ว เขาย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีกายอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว ดังนี้. “พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสแล้วในพระโคดมผู้เจริญ เพราะเหตุว่า พระโคดมผู้เจริญ เป็นผู้มีกายอันอบรมแล้วด้วย มีจิตอันอบรมแล้วด้วย”. อัคคิเวสสนะ ! คำนี้ท่านกล่าวพาดพิงถึงเราโดยแท้ เราจะพูดให้แจ้งชัดเสียเลยว่า อัคคิเวสสนะ ! จำเดิมแต่เราได้ปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือน; ข้อที่ สุขเวทนาเกิดขึ้นแล้วจะครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ หรือว่าข้อที่ ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้วจะครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ นั่น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขเวทนาชนิดที่เกิดขึ้นแล้วจะครอบงำจิตตั้งอยู่ ย่อมไม่เกิดแก่พระสมณโคดม เป็นแน่. ทุกขเวทนาชนิดที่เกิดขึ้นแล้วจะครอบงำจิตตั้งอยู่ ย่อมไม่เกิดแก่พระสมณโคดม เป็นแน่”. อัคคิเวสสนะ ! ทำไมมันจะมีไม่ได้เล่า.... (ต่อจากนี้ ก็ทรงเล่าเรื่องการออกผนวช, การค้นหาสำนักเพื่อการศึกษาของพระองค์ คืออาฬารดาบส กาลามโคตร อุทกดาบส รามบุตรจนกระทั่งทรงบำเพ็ญอัตตกิลมถานุโยคตามแบบฉบับที่เรียกกันว่าวัตรแห่งนิครนถ์, เกิดอุปมาแจ่มแจ้ง
หน้า 159 T 5.3.21
ในทางที่จะให้หลีอกออกจากกาม, แล้วทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างเข้มงวด มีทุกขเวทนาแก่กล้า ซึ่งทรงยืนยันว่า แม้กระนั้นก็ไม่ครอบงำจิตของพระองค์ตั้งอยู่; เมื่อเลิกทุกรกิริยาแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียรทางจิต เกิดความสุขจากรูปฌานสี่ และวิชชาสาม แม้จะเป็นสุขเวทนาอันสูงสุด ก็ไม่สามารถครอบงำจิตของพระองค์ตั้งอยู่ สมกับที่ทรงยืนยันว่า ไม่มีเวทนาชนิดใดเกิดขึ้นแล้วจะครอบงำจิต ของพระองค์ ตั้งอยู่ได้ ดังข้อความต่อไปนี้ :-) อัคคิเวสสนะ ! ...เรานั้น ขบฟันด้วยฟัน อัดเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต บีบให้แน่นจนร้อนจัด. อัคคิเวสสนะ ! ครั้นเราขบฟันด้วยฟัน อัดเพดานด้วยลิ้น ข่มจิตด้วยจิต บีบให้แน่นจนร้อนจัดแล้ว, เหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้งสอง. อัคคิเวสสนะ ! ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงเอา. อัคคิเวสสนะ ! ทุกขเวทนาแม้เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. .... อัคคิเวสสนะ ! เรานั้น กลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางปากและทางจมูก. อัคคิเวสสนะ ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจทั้งทางปากและทางจมูกแล้ว, เสียงลมออกทางช่องหูทั้งสอง ดังเหลือประมาณ เหมือนเสียงลมในสูบแห่งนายช่างทองที่สูบไปสูบมาฉะนั้น. อัคคิเวสสนะ ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงเอา. อัคคิเวสสนะ ! ทุกขเวทนาแม้เช่นนี้ เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. .... อัคคิเวสสนะ ! เรานั้น กลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหูทั้งสอง. อัคคิเวสสนะ ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหูทั้งสองแล้ว, ลมกล้าเหลือประมาณ แทงเซาะขึ้นไปทางบนกระหม่อมเหมือนถูกบุรุษแข็งแรง เชือดเอาที่แสกกระหม่อมด้วยมีดโกนอันคมฉะนั้น. อัคคิ
หน้า 160 T 5.3.21
เวสสนะ ! แต่ความเพียรเราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา. อัคคิเวสสนะ ! ทุกขเวทนาแม้เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. .... อัคคิเวสสนะ ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหูทั้งสองแล้ว, รู้สึกปวดศีรษะทั่วไปทั้งศีรษะเหลือประมาณ เปรียบปานถูกบุรุษแข็งแรง รัดศีรษะเข้าทั้งศีรษะด้วยเชือกมีเกลียวอันเขม็งฉะนั้น. อัคคิเวสสนะ ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้แสนยาก เสียดแทงเอา. อัคคิเวสสนะ ! ทุกขเวทนาแม้เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. ... อัคคิเวสสนะ ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้าทั้งทางปากทางจมูก และทางช่องหูทั้งสองแล้ว, ลมกล้าเหลือประมาณหวนกลับลงแทงเอาพื้นท้อง ดุจถูกคนฆ่าโคหรือลูกมือตัวขยันของเขา เฉือนเนื้อพื้นท้องด้วยมีดสำหรับเฉือนเนื้อโคอันคมฉะนั้น. อัคคิเวสสนะ ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้แสนยากเสียดแทงเอา. อัคคิเวสสนะ ! ทุกขเวทนาแม้เช่นนี้ เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. .... อัคคิเวสสนะ ! ครั้นเรากลั้นลมหายใจออกเข้าไว้ทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหูทั้งสอง, ก็เกิดความร้อนกล้าขึ้นทั่วกาย ดุจถูกคนแข็งแรงสองคน ช่วยกันจับคนกำลังน้อยที่แขนข้างละคนแล้ว ย่างรมไว้เหนือหลุมถ่านเพลิงอันระอุฉะนั้น. อัคคิเวสสนะ ! แต่ความเพียรที่เราปรารภแล้ว จะได้ย่อหย่อนก็หาไม่ สติจะฟั่นเฟือนไปก็หาไม่ เป็นแต่กายกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะกำลังแห่งความเพียรที่ทนได้
หน้า 161 T 5.3.21
แสนยากเสียดแทงเอา. อัคคิเวสสนะ ! ทุกขเวทนาแม้เช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว แก่เราก็ไม่ตรอบงำจิตตั้งอยู่. ... (ต่อไปนี้ ได้ตรัสถึงการได้รับสุขเวทนาแล้วสุขเวทนานั้นไม่ตรอบงำจิตตั้งอยู่ อีก ๗วาระ :-) อัคคิเวสสนะ ! เรากลืนกินอาหารหยาบ ทำกายให้มีกำลังได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรม ท. จึงเข้าถึง ฌานที่หนึ่ง อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ ! สุขเวทนาแม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. อัคคิเวสสนะ ! เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึงเข้าถึง ฌานที่สอง เป็นเครื่องผ่องใสในภายใน เป็นที่เกิดสมาธิแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ ! สุขเวทนาแม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. อัคคิเวสสนะ ! เพราะความจางไปแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย จึงเข้าถึง ฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข แล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ ! สุขเวทนาแม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. อัคคิเวสสนะ ! และเพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงเข้าถึง ฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ ! สุขเวทนาแม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. เรานั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว เราได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ. ---ฯลฯ--- อัคคิเวสสนะ ! นี้เป็น
หน้า 162 T 5.3.22
วิชชาที่หนึ่ง ที่เราได้บรรลุแล้วในยามแรกแห่งราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว, เช่นเดียว กับที่เกิดแก่ผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ ! สุขเวทนาแม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. เรานั้น ครั้นเมื่อจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่เช่นนี้แล้วเราได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อ จุตูปปาตญาณ. ---ฯลฯ อัคคิเวสสนะ ! นี้เป็นวิชชาที่สอง ที่เราได้บรรลุแล้วในยามกลางราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว, เช่นเดียวกับที่เกิดแก่ผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ ! สุขเวทนา แม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. เรานั้น ครั้นจิตตั้งมั่นบริสุทธิ์ผ่องใสไม่มีกิเลส ปราศจากกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยน ควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว เราได้น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ. ---ฯลฯ- อัคคิเวสสนะ ! นี้เป็นวิชชาที่สาม ที่เราได้บรรลุแล้วในยามปลายแห่งราตรี. อวิชชาถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว, ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดขึ้นแทนแล้ว, เช่นเดียวกับที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้วแลอยู่. อัคคิเวสสนะ ! สุขเวทนา แม้อย่างนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่. (รายละเอียดเกี่ยวกับวิชชาทั้งสาม ที่กล่าวมานี้ โดยครบถ้วนพิสดารทุกตัวอักษร ผู้ประสงค์จะหาอ่านได้จาก หน้า ๑๑๕ ถึงหน้า ๑๑๗ แห่งหนังสือเล่มนี้.) ทรงยืนยันในคุณธรรมของพระองค์เองได้ ๑ (๑) กัสสปะ ! สมณพราหมณ์บางพวกเป็น สีลวาที, เขากล่าวพรรณาคุณแห่งศีลโดยอเนกปริยาย. กัสสปะ! ปรมศีลอันประเสริฐ (อริยะ) ________________________________ ๑. บาลี สี. ที. ๙/๒๑๘/๒๗๑. ตรัสแก่อเจลกัสสปะ ที่กัณณกถลมิคทายวัน อุชุญญานคร.
หน้า 163 T 5.3.23
มีได้ด้วยเหตุ มีประมาณเท่าใด เราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเรา ในส่วนปรมศีลอันประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเรา จะมีมาแต่ไหนเล่า. เราแล, ที่แท้เป็นผู้ยิ่งใน อธิศีล. (๒) กัสสปะ ! สมณพราหมณ์บางพวกเป็น ตโปชิคุจฉวาที, เขากล่าวพรรณนาคุณแห่งการเกลียดกันกิเลสด้วยตบะโดยอเนกปริยาย. กัสสปะ ! การเกียดกันกิเลสด้วยตบะ อันอย่างยิ่งและประเสริฐ มีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใดเราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเรา ในส่วนการเกียดกันกิเลสด้วยตบะอันอย่างยิ่งและประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเรา จะมีมาแต่ไหนเล่า. เราแล, ที่แท้เป็น ผู้ยิ่งใน อธิเชคุจฉะ (คืออธิจิต). (๓) กัสสปะ ! สมณพราหมณ์บางพวกเป็น ปัญญาวาที, เขากล่าวพรรณาคุณแห่งปัญญาโดยอเนกปริยาย. กัสสปะ ! ปรมปัญญาอันประเสริฐ มีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใด เราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเรา ในส่วนปรมปัญญาอันประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเรา จะมีมาแต่ไหนเล่า. เราแล, ที่แท้เป็นผู้ยิ่งใน อธิปัญญา. (๔) กัสสปะ ! สมณพราหมณ์บางพวกเป็น วิมุตติวามี, เขากล่าวพรรณาคุณแห่งวิมุตติโดยอเนกปริยาย. กัสสปะ ! ปรมวิมุตติอันประเสริฐ มีได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใด เราไม่มองเห็นใครจะเสมอด้วยเรา ในส่วนปรมวิมุตติอันประเสริฐนั้น : ผู้ที่ยิ่งไปกว่าเรา จะมีมาแต่ไหนเล่า. เราแล, ที่ แท้เป็นผู้ยิ่งใน อธิวิมุตติ. ทรงยืนยันให้ทดสอบความเป็นสัมมาสัมพุทธะของพระองค์ ๑ ภิกษุ ท. ! วิธีการทดสอบ อันเป็นิส่งที่ภิกษุผู้มีปัญญาใคร่ครวญ แต่ไม่มีญาณเป็นเครื่องรู้จิตแห่งผู้อื่น จะพึงกระทำในตถาคต เพื่อให้รู้ว่า ตถาคต เป็น ________________________________ ๑. บาลี วิมังสกสูตร มู.ม. ๑๒/๕๗๖/๕๓๖. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
หน้า 164 T 5.3.23
สัมมาสัมพุทธะ หรือหาไม่ ดังนี้นั้น มีอยู่. (ภิกษุทั้งหลาย ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคทรงแสดง จึงได้ตรัสถ้อยคำต่อไปนี้ :-) ภิกษุ ท. ! ตถาคต อันภิกษุผู้มีปัญญาใคร่ครวญ แต่ไม่มีญาณเป็นเครื่องรู้จิตแห่งผู้อื่น พึงทำการทดสอบ ในธรรมทั้งสอง คือในธรรมที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุและโสตะ ว่าธรรมที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุและโสตะ ซึ่งเป็นธรรมเศร้าหมอง นั้นมีอยู่แก่ตถาคตหรือหาไม่. เมื่อทำการทดสอบในข้อนั้นอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า ธรรมที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุและโสตะ ซึ่งเป็นธรรมเศร้าหมองนั้น ไม่มีอยู่แก่ตถาคตเลย ดังนี้. เมื่อรู้อยู่อย่างนั้น ย่อมทำการทดสอบให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ว่า ธรรมที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุและโสตะ ซึ่งเป็นธรรมที่เจืออยู่ด้วยความเศร้าหมอง นั้นมีอยู่แก่ตถาคตหรือหาไม่. เมื่อทำการทดสอบในข้อนั้นอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า ธรรมที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุและโสตะ ซึ่งเป็นธรรมที่เจืออยู่ด้วยความเศร้าหมองนั้น ก็ไม่มีอยู่ แก่ตถาคตเลย ดังนี้. เมื่อรู้อยู่อย่างนั้น ย่อมทำการทดสอบให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ว่าธรรมที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุและโสตะ ซึ่งเป็นธรรมผ่องแผ้ว นั้นมีอยู่แก่ตถาคตหรือหาไม่. เมื่อทำการทดสอบในข้อนั้นอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า ธรรมที่จะพึงรู้ได้ด้วยจักษุและโสตะ ซึ่งเป็นธรรมผ่องแผ้วนั้น มีอยู่แก่ตถาคต ดังนี้. เมื่อรู้อยู่อย่างนั้น ย่อมทำการทดสอบให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นกุศลนี้ ได้ถึงพร้อมมาตลอดเวลายาวนาน หรือว่าเพิ่งถึงพร้อมเมื่อสักครู่นี้เอง. เมื่อทำการทดสอบในข้อนั้นอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้ได้ถึงพร้อมมาแล้วตลอดกาลนาน หาใช่เพิ่งถึงพร้อมเมื่อสักครู่นี้ไม่ ดังนี้. เมื่อรู้อยู่อย่างนั้น ย่อมทำการทดสอบให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ว่า ท่านผู้นี้เป็นภิกษุผู้มียศ มีเกียรติกระฉ่อนแล้ว โทษต่ำทรามบางอย่างในกรณีอันเกี่ยวกับยศนี้มีอยู่แก่ท่านผู้นี้หรือ. ภิกษุ ท. ! (การที่ต้อง ทดสอบข้อนี้ก็เพราะว่า) โทษต่ำทราม
หน้า 165 T 5.3.23
บางอย่างจะยังไม่มีแก่ภิกษุ ตลอดเวลาที่ภิกษุยังไม่รุ่งเรืองด้วยยศ มีเกียรติกระฉ่อน ; ต่อเมื่อรุ่งเรืองด้วยยศ มีเกียรติกระฉ่อน ก็จะมีโทษต่ำทรามบางอย่างเกิดขึ้น. เมื่อทำการทดสอบในข้อนั้นอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้ แม้เป็นภิกษุเรืองยศ มีเกียรติกระฉ่อน ก็หามีโทษต่ำทรามอันใด ในกรณีอันเกี่ยวกับยศนั้น ไม่ ดังนี้. เมื่อรู้อยู่อย่างนั้น ย่อมทำการทดสอบให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ว่า ท่านผู้นี้ไม่เป็นภยูปรัต (ยินดีในสิ่งที่เป็นภัย) เพราะปราศจากราคะ ไม่เสพกามเพราะสิ้นราคะอยู่หรือ. เมื่อทำการทดสอบในข้อนั้นอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้ ไม่เป็นภยูปรัต เพราะปราศจากราคะ ไม่เสพกามเพราะสิ้นราคะ อยู่จริง ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ถ้ามีคนเหล่าอื่นมาถามภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ก็ท่านมีเหตุผลอย่างไร มีเรื่องที่รู้มาอย่างไร ที่ทำให้ท่านกล่าวว่า ท่านผู้นี้ ไม่เป็นภยูปรัต เพราะปราศจากราคะ ไม่เสพกามเพราะสิ้นราคะ ดังนี้ เล่า ? ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุจะพยากรณ์อยู่โดยชอบ ก็จะพยากรณ์ว่า “ข้อนี้แน่นอน, เพราะว่าท่านผู้นี้ เมื่ออยู่ในหมู่สงฆ์ก็ดี เมื่ออยู่ผู้เดียวก็ดี ซึ่งในที่นั้น ๆ ผู้ประพฤติดีก็มี ผู้ประพฤติชั่วก็มีสอนหมู่คณะอยู่ก็มี บางพวกพัวพันอยู่กับอามิสก็มี บางพวกไม่ติดอามิสเลยก็มี ท่านผู้นี้ ก็หาได้ดูหมิ่นบุคคลนั้น ๆ ด้วยเหตุนั้นไม่. อีกทางหนึ่ง ข้อนี้ก็เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว ได้รับมาเฉพาะแล้ว จากที่ เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเองว่า ‘เราไม่เป็นภยูปรัต; เราไม่เป็นภยูปรัต เพราะปราศจากราคะ ไม่เสพกามเพราะสิ้นราคะ’ ดังนี้.” ภิกษุ ท. ! ในข้อนี้ ตถาคต เป็นผู้ที่บุคคลพึงสอบถามเฉพาะให้ยิ่งขึ้น ไปว่า ธรรมที่เศร้าหมอง ที่พึ่งรู้ได้ด้วยจักษุและโสตะ มีอยู่แก่ตถาคตหรือหาไม่ ? ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตจะพยากรณ์ ก็จะพยากรณ์ว่า ไม่มี. เมื่อถูกถามว่า ธรรมที่เจืออยู่ด้วยความเศร้าหมอง ที่พึงรู้ได้ด้วยจักษุและโสตะ มีอยู่แก่ตถาคตหรือหาไม่ ? ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตจะพยากรณ์ ก็จะพยากรณ์ว่า ไม่มี.
หน้า 166 T 5.3.23
เมื่อถูกถามว่า ธรรมที่ผ่องแผ้ว ที่พึงรู้ได้ด้วยจักษุและโสตะ มีอยู่แก่ตถาคตหรือหาไม่ ? ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตจะพยากรณ์ ก็จะพยากรณ์ว่าธรรมที่ผ่องแผ้ว ที่พึงรู้ได้ด้วยจักษุและโสตะ มีแก่ตถาคต; ตถาคตมีธรรมที่ผ่องแผ้วนั่นแหละเป็นหนทาง (ปถ), มีธรรมที่ผ่องแผ้วนั่นแหละเป็นที่เที่ยว (โคจร); แต่ว่า ตถาคตมิได้เป็น “ตมฺมโย” (ผู้ที่ธรรมอันผ่องแผ้วนั้นสร้างขึ้น) ด้วยเหตุนั้น. ภิกษุ ท. ! สาวกควรจะเข้าไปหาพระศาสดาผู้มีวาทะอย่างนี้ เพื่อจะฟังธรรม; พระศาสดานั้น ย่อมแสดงธรรมแก่สาวกนั้น ให้ยิ่งขึ้นไป ให้ประณีตขึ้นไปมีส่วนเปรียบเทียบระหว่างธรรมดำกับธรรมขาว. ภิกษุ ท. ! พระศาสดาย่อมแสดงธรรมแก่สาวกนั้น ในลักษณะที่เมื่อแสดงอยู่โดยลักษณะนั้น สาวกนั้น เพราะรู้ยิ่งในธรรมนั้น ย่อมถึงซึ่งความแน่ใจเฉพาะธรรมบางอย่าง ในธรรม ท. ที่แสดงนั้น ย่อมเลื่อมใสในพระศาสดาว่า “พระผู้มีพระภาค เป็นสัมมาสัมพุทธะ, พระธรรมเป็นส๎วากขาตะ, สาวกสงฆ์ของพระผู้มีพระภาค เป็นสุปฎิปันนะ” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ถ้ามีคนเหล่าอื่นมาถามภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ก็ท่านมีเหตุผลอย่างไร มีเรื่องที่รู้มาอย่างไร ที่ทำให้ท่านกล่าวว่า พระผู้มีพระภาค เป็นสัมมาสัมพุทธะ, พระธรรม เป็นส๎วากขาตะ, สาวกสงฆ์ของพระผู้มีพระภาค เป็นสุปฏิปันนะดังนี้ เล่า ? ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุจะพยากรณ์อยู่โดยชอบ ก็จะพยากรณ์ว่า “เพื่อนเอ๋ย ! ในเรื่องนี้ เราเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เพื่อฟังธรรม พระผู้มีพระภาคทรง แสดงธรรมแก่เรานั้น ให้ยิ่งขึ้นไป ให้ประณีตขึ้นไป มีส่วนเปรียบเทียบระหว่างธรรมดำกับธรรมขาว. เพื่อนเอ๋ย ! พระศาสดาย่อมแสดงธรรมแก่เรา ในลักษณะ
หน้า 167 T 5.3.24
ที่เมื่อทรงแสดงอยู่โดยลักษณะนั้น เรา เพราะรู้ยิ่งในธรรมนั้น ได้ถึงแล้วซึ่งความแน่ใจเฉพาะธรรมบางอย่าง ในธรรม ท. ที่ทรงแสดงนั้น เลื่อมใสแล้วในพระศาสดาว่า ‘พระผู้มีพระภาค เป็นสัมมสัมพุทธะ, พระธรรม เป็นส๎วากขาตะ, สาวกสงฆ์ของพระผู้มีพระภาค เป็นสุปฏิปันนะ’ ดังนี้”. ภิกษุ ท. ! สัทธาในตถาคตของท่านผู้ใดก็ตาม เป็นสัทธาที่ถูกชักโยงแล้วด้วยอาการเหล่านี้ ด้วยบทเหล่านี้ ด้วยพยัญชนะเหล่านี้ เป็นสัทธาที่มีมูลรากเกิดแล้ว มีฐานที่ตั้งเกิดแล้ว; ภิกษุ ท. ! สัทธานี้ เรากล่าวว่า เป็นสัทธาที่มีอาการ มีทัสสนะเป็นมูล เป็นสัทธาที่มั่นคง ที่สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทพก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี หรือใคร ๆ ก็ตาม ในโลก จะชักจูงไปไม่ได้. ภิกษุ ท. ! การทดสอบโดยธรรมในตถาคต ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้, และตถาคตก็เป็นผู้ถูกทดสอบแล้วด้วยดีโดยธรรม ด้วยอาการอย่างนี้ แล. หมายเหตุ : ข้อความข้างบนนี้ มีประโยชน์สำหรับพวกเราทั่วไปที่ไม่มีเจโตปริยญาณที่จะรู้พระหฤทัยของพระองค์ ว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะหรือไม่ ก็จะสามารถมีสัทธาแน่ใจได้ว่าทรงเป็นสัมมาสัมพุทธะ. ขอให้พยายามทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ถึงที่สุดด้วย. อนึ่ง ข้อความเหล่านี้ จะฟังยากสำหรับคนบางคน เพราะพระองค์ทรงใช้คำธรรมดาสามัญให้เล็งถึงพระองค์เอง ราวกะว่าทรงเป็นจำเลยให้สอบสวน; ผู้อ่านจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่นคำว่า “ภิกษุ” เป็นต้น หมายถึงพระองค์เองก็มี. -ผู้รวบรวม. ทรงยืนยันว่าไม่ได้บริสุทธิ์เพราะตบะอื่น นอกจากอริยมรรค ๑ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในที่หลีกเร้น หลังจากการตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ ได้เกิดปริวิตกขึ้นมาว่า “เราหลุดมาได้แล้วจากการกระทำทุกรกิริยานั้นหนอ; ดีนัก เราหลุดมาเสียได้แล้ว จากการกระทำทุกรกิริยาอันไม่ประกอบด้วยประโยชน์นั้นหนอ ; ดีนัก เราหลุดพ้นแล้ว เป็นผู้ถึงทับซึ่งโพธิญาณหนอ” ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี สคา. สํ. ๑๕/๑๕๐/๔๑๘. ตรัสแก่มาร.
หน้า 168 T 5.3.25
ลำดับนั้น มารผู้มีบาป ทราบความปรีวิตกแห่งใจของพระผู้มีพระภาค ด้วยใจแห่งตน แล้วเข้าไปหา พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้กล่าวคุกคามด้วยคาถาว่า : - “มาณพที่บำเพ็ญตบะ ย่อมไม่หลีกจากตบะที่ทำเขา ให้บริสุทธิ์ ส่วนท่านเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ มาสำคัญ ตนว่าบริสุทธิ์ ทอดทิ้งเสียซึ่งหนทางอันบริสุทธิ์.” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงทราบว่า นี้เป็นมารผู้มีบาป ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคุกคามมารผู้มีบาป ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า : - ตบะอย่างอื่นชนิดใดก็ตาม ทั้งหมดนั้น ไม่เป็นตบะนำมาซึ่งประโยชน์ เพราะเรา รู้แล้วว่าไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เหมือนถ่อ หรือแจวที่จะใช้ถ่อหรือแจวเรือบนบกในป่า. เราเจริญมารรค อันประกอบด้วยศีลสมาธิ และปัญญา เพื่อการตรัสรู้ เราเป็นผู้ถึงแล้ว ซึ่งความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง. มารเอ๋ย ! เรา ต่างหาก เป็นผู้กวาดล้างท่านแล้ว, ดังนี้. ลำดับนั้น มารผู้มีบาป รู้สึกว่า พระผู้มีพระภาครู้กำพืดเราเสียแล้ว พระสุคตรู้กำพืดเราเสียแล้ว มีทุกข์โทมนัส อันตระธานไปแล้วในที่นั้นนั่นเอง. ทรงยืนยันพรหมจรรย์ของพระองค์ว่าบริสุทธิ์เต็มที่ ๑ พราหมณ์ ! เมื่อผู้ใดจะกล่าวให้ถูกต้อง ว่าใครประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อยแล้ว เขาควรกล่าวเจาะจงเอาเราตถาคต. พราหมณ์ ! เรานี่แหละ ย่อมประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อยแล้ว. ________________________________ ๑. บาลี สัตตัพพิธเมถุนสํโยคสูตร สตฺตก. อํ. ๒๓/๕๕/๔๗. ตรัสแก่ชานุสโสณีพราหมณ์.
หน้า 169 T 5.3.25
“ข้าแต่พระโคดม ! ความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ?” พราหมณ์ ! มีสมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ เขาไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคามก็จริงแล แต่ว่า เขายินดีการลูบคลำ การประคบ การอาบ การนวดฟั้น ที่ได้รับจากมาตุคาม. เขาปลาบปลื้มยินดีด้วยการบำเรอเช่นนั้นจากมาตุคาม. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แล คือ ความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อยของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน, ไม่พ้นจากชาติ ชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัส และอุปายาส ไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์. พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ ปฎิญาณตัวว่า เป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่เสพเมถุนธรรมกับมาตุคาม และไม่ยินดีการลูบคลำ การประคบ การอาบ การนวดฟั้น จากมาตุคามก็จริง แต่เขายังพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคาม, เขาปลาบปลื้มยินดี ด้วยการบำเรอเช่นนั้นจากมาตุคาม. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แลคือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวกันด้วยเมถุน, ไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัสและอุปายาส ไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์. พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่า เป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม ไม่ยินดีการลูบคลำ การประคบ การอาบ การนวดฟั้น จากมาตุคาม ทั้งไม่ยินดีในการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคามก็จริง แต่เขายังชอบสบตาต่อตากับมาตุคาม, แล้ว
หน้า 170 T 5.3.25
ปลาบปลื้มยินดีด้วยการทำเช่นนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่ก็คือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน, ยังไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะโสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัส และอุปายาส ไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์. พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตัวว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ แล้วไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม ไม่ยินดีการลูบคลำการประคบ การอาบ การนวดฟั้น จากมาตุคาม ไม่ยินดีในการพูดจากซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคาม ทั้งไม่ยินดีในการสบตาต่อตากับมาตุคามก็จริง แต่เขายังชอบ ฟังเสียงของมาตุคาม ที่หัวเราะอยู่ก็ดี พูดจาอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดีร้องไห้อยู่ก็ดี ข้างนอกฝาก็ตาม นอกกำแพงก็ตาม, แล้วปลาบปลื้มยินดีด้วยการได้ฟังเสียงนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่คือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อยของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน, เขายังไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัส และอุปายาสไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์. พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฎิญาณตัวว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ แล้วไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม ไม่ยินดีการลูบคลำ การประคบ การอาบ การนวดฟั้น จากมาตุคาม ไม่ ยินดีในการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคาม ไม่ยินดีในการสบตาต่อตากับมาตุคาม ทั้งไม่ยินดีในการฟังเสียงมาตุคามก็จริง แต่เขาชอบตามระลึกถึงเรื่องเก่า ที่เคยหัวเราะเล้าโลมเล่นหัวกันกับมาตุคาม แล้วก็ปลาบปลื้มยินดีด้วยการเฝ้าระลึกเช่นนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แล คือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน,
หน้า 171 T 5.3.25
ยังไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัส และอุปายาส ไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์. พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฎิญาณตัวว่าเป็นพรหมจารี โดยชอบ แล้วไม่ เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม ไม่ยินดีการลูบคลำ การประคบ การอาบ การนวดฟั้น จากมาตุคาม ไม่ยินดีการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคาม ไม่ยินดีการสบตาต่อตากับมาตุคาม ไม่ยินดีการฟังเสียงมาตุคาม และทั้งไม่ชอบตามระลึกถึงเรื่องเก่าที่เคยหัวเราะเล้าโลมเล่นหัวกับมาตุคามก็จริง แต่เขาเพียงแต่เห็นพวกคฤหบดี หรือลูกคฤหบดีอิ่มเอิบด้วยกามคุณได้รับการบำเรออยู่ด้วยกามคุณ ก็ปลาบปลื้มยินดีด้วย การได้เห็นการกระทำเช่นนั้น. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แลคือความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวกันด้วยเมถุน, ยังไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัสและอุปายาส ไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์. พราหมณ์ ! สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ปฎิญาณตัวว่าเป็นพรหมจารี โดยชอบ แล้วไม่เสพเมถุนธรรมกับด้วยมาตุคาม ไม่ยินดีการลูบคลำการประคบ การอาบ การนวดฟั้น จากมาตุคาม ไม่ยินดีการพูดจาซิกซี้เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคาม ไม่ยินดีการสบตาต่อตากับมาตุคาม ไม่ยินดีการฟังเสียงมาตุคาม ไม่ยินดีตามระลึกถึงเรื่องเก่าที่ตนเคยหัวเราเล้าโลมเล่นหัวกับมาตุคาม และทั้ง ไม่ยินดีที่จะเห็นพวกคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี อิ่มเอิบด้วยกามคุณ แล้วตนพลอยนึกปลื้มใจด้วยก็ตาม แต่ เขาประพฤติพรหมจรรย์โดยตั้งความปราถนาเพื่อไปเป็นเทพยดาพวกใดพวกหนึ่ง. ดูก่อนพราหมณ์ ! นี่แล คือ ความขาด ความทะลุ ความด่าง ความพร้อย ของพรหมจรรย์. เรากล่าวว่าผู้นี้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่
หน้า 172 T 5.3.26
บริสุทธิ์ ยังประกอบการเกี่ยวพันด้วยเมถุน, ยังไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขโทมนัส และอุปายาส ไปได้, ยังไม่พ้นจากทุกข์. พราหมณ์เอย ! ตลอดกาลเพียงใด ที่เรายังเห็นการเกี่ยวพันด้วยเมถุนอย่างใดอย่างหนึ่ง ใน ๗ อย่างนั้น ที่เรายังละมันไม่ได้, ตลอดกาลเพียงนั้นเรายังไม่ปฎิญญาตัวเอง ว่าเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ เทวดาแลมนุษย์ พราหมณ์เอย ! เมื่อใด เราไม่มองเห็นการเกี่ยวพันด้วยเมถุนอย่างใดอย่างหนึ่ง ใน ๗ อย่างนั้น ที่เรายังละมันไม่ได้, เมื่อนั้น เราย่อมปฎิญญาตัวเองว่าเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ เทวดาแลมนุษย์, ญาณและทัสสนะได้เกิดขึ้นแก่เราแล้ว. ความหลุดพ้นของเรา ไม่กลับกำเริบ. ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย. บัดนี้การเกิดใหม่ไม่มีอีกต่อไป ทรงยืนยันว่าตรัสเฉพาะเรื่องที่ ทรงแจ่มแจ้งแทงตลอดแล้วเท่านั้น ๑ ภิกษุ ท. ! เรายังไม่รู้แจ้งพร้อมเฉพาะ ซึ่งกรรมอันสัตว์กระทำสั่งสมแล้วด้วยเจตนา ก็ยังไม่กล่าวภาวะความสิ้นสุดของกรรมนั้น ไม่ว่าจะเป็นกรรมให้ผลในทิฏฐธรรม (ทันที) ในอุปะปัชชะ (เวลาต่อมา) หรือในอปรปริยายะ (เวลาต่อมาอีก). ภิกษุ ท. ! เรายังไม่รู้แจ้งพร้อมเฉพาะ ซึ่งกรรมอันสัตว์กระทำสั่งสมแล้วด้วยเจตนา ก็ยังไม่กล่าวซึ่งการกระทำที่สุดแห่งทุกข์. ภิกษุ ท. ! ในข้อนั้น การถึงทั่วมีประการต่าง ๆ ซึ่งโทษแห่งการงานอันเป็นไปทางกาย อันประกอบด้วยเจตนาอันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นผล มีอยู่ ๓ อย่าง; การถึงทั่วมีประการต่าง ๆ ซึ่งโทษแห่งการงานอันเป็นไปทางวาจา อันประกอบด้วย เจตนาอันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็น ________________________________ ๑. บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๓๑๓, ๓๑๙, ๓๒๑/๑๙๔, ๑๙๕, ๑๙๖. ตรัสแก่ภิกษุ ท.
หน้า 173 T 5.3.27
ผล มีอยู่ ๔ อย่าง. การถึงทั่วมีประการต่าง ๆ ซึ่งโทษแห่งการงานอันเป็นไปทางใจ อันประกอบด้วยเจตนาอันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นผล มีอยู่ ๓ อย่าง. (ต่อจากนี้ ทรงจำแนกรายละเอียดของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ฝ่ายอกุศลที่ยกไว้เป็น หัวข้อข้างต้นนั้น ทุกอย่างทุกประการ, แล้วก็ทรงแจกรายละเอียดของกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ฝ่ายกุศล โดยทำนองเดียวกันกับฝ่ายอกุศลทุกอย่างทุกประการ; อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า ทรงรู้แจ้งพร้อมเฉพาะซึ่งกรรม ทั้งฝ่ายอกุศลและฝ่ายกุศลจริง ๆ อย่างเพียงพอที่จะกล่าวถึงความสิ้นแห่งกรรม และการกระทำที่สุดแห่งความทุกข์ ดังที่ได้ทรงปรารภไว้ข้างต้นนั้น) สิ่งที่ไม่ต้องทรงรักษาอีกต่อไป ๑ ภิกษุ ท. ! ธรรมสี่อย่างเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ตถาคตไม่ต้องสำรวมรักษา (ด้วยเจตนางดเว้นอีกต่อไป). สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? (๑) ภิกษุ ท. ! ตถาคต มีมรรยาททางกาย บริสุทธิ์สะอาด, กายทุจริตที่ตถาคตต้องรักษา (คือปิดบัง) ว่า “ใคร ๆ อื่น อย่าล่วงรู้ถึงกายทุจริตข้อนี้ของเรา” ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต. (๒) ภิกษุ ท. ! ตถาคต มีมรรยาททางวาจา บริสุทธิ์สะอาด, วจีทุจริตที่ตถาคตต้องรักษา ว่า “ใคร ๆ อื่นอย่าล่วงรู้ถึงวจีทุจริตข้อนี้ของเรา” ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต. (๓) ภิกษุ ท. ! ตถาคต มีมรรยาททางใจ บริสุทธิ์สะอาด, มโนทุจริตที่ตถาคตต้องรักษา ว่า “ใคร ๆ อื่นอย่าล่วงรู้ถึงมโนทุจริตข้อนี้ของเรา” ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคต. ________________________________ ๑. บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๘๔/๕๕.
หน้า 174 T 5.3.29
(๔) ภิกษุ ท. ! ตถาคต มีการเลี้ยงชีพ บริสุทธิ์สะอาด, มิจาฉาชีพที่ตถาคตต้องรักษาว่า “ใคร ๆ อื่น อย่าล่วงรู้ถึงมิจฉาชีพข้อนี้ของเรา” ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่ตถาคตเลย. ทรงฉลาดในเรื่องซึ่งพ้นวิสัยโลก ๑ ภิกษุ ท. ! เราแล เป็นผู้ฉลาดในเรื่อง โลกนี้ ฉลาดในเรื่อง โลกอื่น, เป็นผู้ฉลาดต่อวัฏฏะอันเป็นที่อยู่ของมาร ฉลาดต่อ วิวัฏฏะอันไม่เป็นที่อยู่ของมาร, เป็นผู้ฉลาดต่อวัฏฏะอันเป็นที่อยู่ของมฤตยู ฉลาดต่อ วิวัฏฏะอันไม่เป็นที่อยู่ของมฤตยู. ชนเหล่าใดถือว่าเรื่องนี้ควรฟังควรเชื่อ ข้อนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนทั้งหลายเหล่านั้นสิ้นกาลนาน. ทั้งโลกนี้และโลกอื่น ตถาคตผู้ทราบดีอยู่ ได้ประกาศไว้ชัดแจ้งแล้ว ทั้งที่ที่มารไปไม่ถึง และที่ที่มฤตยูไปไม่ถึง ตถาคตผู้รู้ชัดเข้าใจชัด ได้ประกาศไว้ชัดแจ้งแล้ว เพราะความรู้โลกทั้งปวง. ประตูนคร แห่งความไม่ตาย ตถาคตเปิดโล่งไว้แล้ว เพื่อสัตว์ทั้งหลาย เข้าถึงถิ่นอันเกษม. กระแสแห่งมารผู้มีบาป ตถาคตปิดกั้นเสียแล้ว กำจัดเสียแล้ว ทำให้หมดพิษสงแล้ว. ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย จงเป็นผู้มากมูนด้วยปราโมทย์ ปรารถนาธรรมอันเกษมจากโยคะเถิด. ทรงทราบ ทรงเปิดเผย แต่ไม่ทรงติด ซึ่งโลกธรรม ๒ ภิกษุ ท. ! โลกธรรม มีอยู่ในโลก. ตถาคต ย่อมตรัสรู้ ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งโลกธรรมนั้น; ครั้นตรัสรู้แล้ว รู้พร้อมเฉพาะแล้ว ย่อมบอก ________________________________ ๑ .บาลี จูฬโคลปาลสูตร มู.ม. ๑๒/๔๒๑/๓๘๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ใกล้เมือง อุกกเวลา, แคว้นวัชชี. (เฉพาะสูตรนี้ มีอยู่ในภาคนำด้วยแล้ว). ๒. บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๗๐/๒๔๐. ตรัสแก่ภิกษุ ท.
หน้า 175 T 5.3.30
ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำ ให้เป็นเหมือนการหงาย ของที่คว่ำ. ภิกษุ ท. ! ก็อะไรเล่า เป็นโลกธรรมในโลก ? ภิกษุ ท. ! รูป เป็นโลกธรรมในโลก. ตถาคต ย่อมตรัสรู้ ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งรูปอันเป็นโลกธรรมนั้น; ครั้นตรัสรู้แล้ว รู้พร้อมเฉพาะแล้ว ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ. ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคน แม้เราตถาคตบอก แสดง บัญญัติ ตั้งขึ้นไว้เปิดเผย จำแนกแจกแจง ทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ อยู่อย่างนี้ เขาก็ยังไม่รู้ไม่เห็น. ภิกษุ ท. ! กะบุคคลที่เป็นพาล เป็นปุถุชน คนมืด คนไม่มีจักษุ คนไม่รู้ไม่เห็น เช่นนี้ เราจะกระทำอะไรกะเขาได้. (ในกรณีแห่ง เวทนา, สัญญา, สังขาร และวิญญาณ ก็ได้ตรัสไว้ด้วยถ้อยคำที่มีหลักเกณฑ์ใน การตรัส อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปที่กล่าวแล้วนั้นทุกประการ) ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน ดอกอุบล หรือดอกปทุม หรือดอกบัวบุณฑริกก็ดี เกิดแล้วเจริญแล้ว ในน้ำ พ้นจากน้ำแล้วดำรงอยู่ได้โดยไม่เปื้อนน้ำ, ฉันใด; ภิกษุ ท. ! ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดแล้วเจริญแล้ว ในโลก ครอบงำโลกแล้วอยู่อย่างไม่แปดเปื้อนด้วยโลก. ทรงทราบทิฏฐิวัตถุที่ลึกซึ้ง ๑ (ทิฏฐิ ๖๒) ๒ ภิกษุ ท. ! มีธรรมที่ลึก ที่สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตามเป็นธรรมเงียบสงบ ประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นของ ________________________________ ๑. บาลี สี.ที. ๙/๑๖/๒๖. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่สวนอัมพลัฏฐิกา. ๒. ทิฏฐิวัตถุ คือต้นเหตุเดิมอันจะให้เกิดทิฏฐิต่าง ๆ ขึ้น มีอยู่ ๖๒ วัตถุ. แต่เราเรียกกันว่าทิฏฐิ ๖๒ เฉย ๆ. ในที่นี้ย่อเอามาแต่ใจความ จากพรหมชาลสูตร สี.ที.
หน้า 176 T 5.3.30
ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ซึ่งเราตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง, เป็นคุณวุฒิเครื่องนำไปสรรเสริญ ของผู้ที่เมื่อจะพูดสรรเสริญเราตถาคตให้ถูกต้องตรงตามที่เป็นจริง. ภิกษุ ท.! ธรรมเหล่านั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ฯลฯ สมณะหรือพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ ฯลฯ (ต่างก็บัญญัติ) : ๑. เพราะระลึกชาติของตนเองได้หลายแสนชาติ จึงบัญญัติตนและโลกว่า เที่ยงทุกอย่าง. ๒. เพราะ ,, ,, ๑๐ สังวัฏฏกัปป์-วิวัฏฏกัปป์ (เป็นอย่างสูง) ,,,, เที่ยงทุกอย่าง. ๓. เพราะ ,, ,, ๔๐ ,,,, ( ,, ) ,, ,, เที่ยงทุกอย่าง. ๔. เพราะอาศัยความตริตรึกเสมอ แล้วคะเนเอา ,, ,, เที่ยงทุกอย่าง. (๔ อย่างข้างบนนี้ เป็น พวกสัสสตวาท - เที่ยงทุกอย่าง) ๕. เพราะระลึกได้เพียงชาติที่คนเคยจุติไปจากหัวหน้า จึงบัญญัติตนและโลกว่า เที่ยงแต่บางอย่าง. ๖. เพราะ ,, ,, เคยเป็นเทพพวกขิฑฑาปโทสิกา ,, ,, เที่ยงแต่บางอย่าง. ๗. เพราะ ,, ,, ,, มโนปโทสิกา ,, ,, เที่ยงแต่บางอย่าง. ๘. เพราะอาศัยความตริตรึกอยู่เสมอ แล้วคะเนเอา ,, ,, เที่ยงแต่บางอย่าง. (๔ อย่างข้างบนนี้ เป็น พวกเอกัจจสัสสตวาท - เที่ยงบางอย่าง) ๙. เพราะอาศัยความเพียรบางอย่างบรรลุเจโตสมาธิ ทำความมั่นใจแล้วบัญญัติตนและโลกว่าไม่มีที่สุด. ๑๐. เพราะ ,, ,, ,,ไม่มีที่สุด. ๑๑. เพราะ ,, ,, ,,มีที่สุดบางด้าน, ไม่มีบางด้าน. ๑๒.เพราะอาศัยความหลงใหลของตนเองแล้วบัญญัติส่ายวาจาว่า โลกมีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่เชิง. (๔ อย่างข้างบนนี้ เป็น พวกอันตานันติกวาท - เกี่ยวด้วยมีที่สุดและไม่มีที่สุด) ๑๓. เพราะกลัวมุสาวาท จึงส่ายวาจา พูดคำที่ไม่ตายตัว แล้วบัญญัติว่า ข้าพเจ้าเห็นอย่างนั้นก็ไม่ใช่, - - อย่างนี้ก็ไม่ใช่ ฯลฯ (เกี่ยวด้วยกุศล, อกุศล). ๑๔. เพราะกลัวอุปาทาน ,, ,, ฯลฯ ,, ,, ,, . ๑๕. เพราะกลัวการถูกซักไซ้ ,, ,, ฯลฯ ,, ,, ,, .
หน้า 177 T 5.3.30
๑๖. เพราะหลงใหลฟั่นเฟือนในใจเอง จึงส่ายวาจาไม่ให้ตายตัว (เกี่ยวกับโลกิยทิฏฐิ เช่น - - โลกหน้ามี ฯลฯ ผลกรรมมี เป็นต้น). (๔ อย่างข้างบนนี้ เป็น พวกอมราวิกเขปิกวาท - พูดไม่ให้ตายตัว) ๑๗. เพราะระลึกได้เพียงชาติที่ตนเคยเป็นอสัญญีสัตว์ แล้วต้องจุติเพราะสัญญาเกิดขึ้น - - จึงบัญญัติตนและโลกว่า เกิดเองลอย ๆ. ๑๘. เพราะอาศัยการตริตรึกอยู่เสมอ แล้วคะเนเอา ,, ,, เกิดเองลอย ๆ. (๒ อย่างข้างบนนี้ เป็น พวกอธิจจสมุปปันนิกวาท - เกิดเองลอย ๆ ) [ทั้ง ๕ หมวด มีรวมทั้งหมด ๑๘ ทิฏฐิ ข้างบนนี้ จัดเป็นพวกปรารภขันธ์ในอดีตกาล] … … … … ๑๙. บัญญัติอัตตาว่า อัตตาที่มีรูป, เป็นอัตตตาที่ไม่มีโรคหลังจากตายแล้ว เป็นสัตวะมีสัญญา. ๒๐. ,, ,, ที่ไม่มีรูป, ,, ,, ,, ,, มีสัญญา. ๒๑. ,, ,, ที่มีรูปและไม่มีรูป, ,, ,, ,, ,, มีสัญญา. ๒๒. ,, ,, ที่มีรูปก็มิใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่, ,, ,, ,, ,, มีสัญญา. ๒๓. ,, ,, ที่มีที่สุด, ,, ,, ,, ,, มีสัญญา. ๒๔. ,, ,, ที่ไม่มีที่สุด, ,, ,, ,, ,, มีสัญญา. ๒๕. ,, ,, ที่มีที่สุดและที่ไม่มีที่สุด, ,, ,, ,, ,, มีสัญญา. ๒๖. ,, ,, ที่มีที่สุดก็มิใช่ไม่มีก็มิใช่, ,, ,, ,, ,, มีสัญญา. ๒๗. บัญญัติอัตตาว่า อัตตามีสัญญาเดียวกัน, เป็นอัตตาไม่มีโรคหลังจากตายแล้ว เป็นสัตวะมีสัญญา. ๒๘. ,, ,, ที่มีสัญญาต่างกัน, ,, ,, ,, ,, มีสัญญา. ๒๙. ,, ,, ที่มีสัญญาน้อย, ,, ,, ,, ,, มีสัญญา. ๓๐. ,, ,, ที่มีสัญญามากไม่มีประมาณ, ,, ,, ,, ,, มีสัญญา. ๓๑. ,, ,, ที่มีสุขอย่างเดียว, ,, ,, ,, ,, มีสัญญา. ๓๒. ,, ,, ที่มีทุกข์อย่างเดียว, ,, ,, ,, ,, มีสัญญา.
หน้า 178 T 5.3.30
๓๓. บัญญัติอัตตาว่า อัตตาที่มีทั้งสุขและทุกข์, เป็นอัตตาไม่มีโรคหลังจากตายแล้ว เป็นสัตวะมีสัญญา. ๓๔. ,, ,, ที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข, ,, ,, ,, ,, มีสัญญา. (๑๖ อย่างข้างบนนี้ เป็นพวกสัญญีวาท - มีสัญญา) ๓๕. บัญญัติอัตตาว่า อัตตาที่ มีรูป, เป็นอัตตาไม่มีโรคหลังจากตายแล้ว เป็นสัตวะไม่มีสัญญา. ๓๖. ,, ,, ไม่มีรูป, ,, ,, ,, ,, ไม่มีสัญญา. ๓๗. ,, ,, มีรูปและไม่มีรูป, ,, ,, ,, ,, ไม่มีสัญญา. ๓๘. ,, ,, มีรูปก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่, ,, ,, ,, ,, ไม่มีสัญญา. ๓๙. ,, ,, มีที่สุด, ,, ,, ,, ,, ไม่มีสัญญา. ๔๐. ,, ,, ไม่มีที่สุด. ,, ,, ,, ,, ไม่มีสัญญา. ๔๑. ,, ,, มีที่สุดและไม่มีที่สุด, ,, ,, ,, ,, ไม่มีสัญญา. ๔๒. ,, ,, มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่ ,, ,, ,, ,, ไม่มีสัญญา. (๘ อย่างข้างบนนี้ เป็น พวกอสัญญีวาท - ไม่มีสัญญา) ๔๓. ฯลฯ อัตตาที่มีรูป, เป็นอัตตาไม่มีโรคหลังจากตายแล้ว เป็นสัตวะมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๔๔. ,, ไม่มีรูป, ,, ,, ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๔๕. ,, มีรูปและไม่มีรูป, ,, ,, ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๔๖. ,, มีรูปก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่, ,, ,, ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๔๗. ,, มีที่สุด, ,, ,, ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๔๘. ,, ไม่มีที่สุด, ,, ,, ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๔๙. ,, มีที่สุดและไม่มีที่สุด, ,, ,, ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. ๕๐. ,, มีที่สุดก็มิใช่ไม่มีก็มิใช่, ,, ,, ,, ,, มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่. (๘ อย่างข้างบนนี้ เป็น พวกเนวสัญญีนาสัญญีวาท - มีสัญญาก็ไม่เชิง) ๕๑. บัญญัติว่า อัตตาแห่งกายที่เกิดด้วยมหาภูตรูป ตายแล้วขาดสูญ. ๕๒. ,, ,, กายทิพย์ พวกกามาวจร ตายแล้วขาดสูญ. ๕๓. ,, ,, ,, พวกสำเร็จด้วยใจคิด ตายแล้วขาดสูญ. ๕๔. ,, ,, สัตว์พวก อากาสานัญจายตนะ ตายแล้วขาดสูญ. ๕๕. ,, ,, ,, วิญญาณัญจายตนะ ตายแล้วขาดสูญ.
หน้า 179 T 5.3.30
๕๖. บัญญัติว่า อัตตาแห่งสัตว์พวก อากิญจัญญายตนะ ตายแล้วขาดสูญ. ๕๗. ,, ,, ,, เนวสัญญานาสัญญายตนะ ตายแล้วขาดสูญ. (๗ อย่างข้างบนนี้ เป็น พวกอุจเฉทวาท - ตายแล้วสูญ) ๕๘. บัญญัติว่า อัตตาที่อิ่มเอิบด้วย กามคุณห้า เป็นอัตตาที่ถึงปรมนิพพานในปัจจุบัน. ๕๙. ,, อัตตาที่เข้าถึง ปฐมฌาน เป็นอัตตาที่ถึงปรมนิพพานในปัจจุบัน. ๖๐. ,, ,, ,, ทุติยฌาน เป็นอัตตาที่ถึงปรมนิพพานในปัจจุบัน. ๖๑. ,, ,, ,, ตติยฌาน เป็นอัตตาที่ถึงปรมนิพพานในปัจจุบัน. ๖๒. ,, ,, ,, จตุตถฌาน เป็นอัตตามี่ถึงปรมนิพพานในปัจจุบัน. (๕ อย่างข้างบนนี้ เป็น พวกทิฏฐธัมมนิพพานวาท - นิพพานในปัจจุบัน) [ทั้ง ๕ หมวดมีรวมทั้งหมดอีก ๔๔ ทิฏฐิข้างบนนี้ เป็นพวกปรารถขันธ์ในอนาคตกาล] ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์ก็ดี เหล่าใด กำหนดขันธ์ส่วนอดีตก็ดีส่วนอนาคตก็ดี หรือทั้งอดีตอนาคตก็ดี มีความเห็นดิ่งเป็นส่วนหนึ่งแล้ว กล่าวคำแสดงทิฏฐิต่าง ๆ ประการ, ทั้งหมดทุกเหล่า ย่อมกล่าวเพราะอาศัยวัตถุใดวัตถุหนึ่ง ในวัตถุ ๖๒ อย่างนี้ ไม่นอกจากนี้ไปได้เลย--- เขาเหล่านั้น ถูกวัตถุ ๖๒ อย่างนี้ครอบทับทำให้เป็นเหมือนปลาติดอยู่ในอวน ถูกแวดล้อมให้อยู่ได้เฉพาะภายในวงนี้ เมื่อผุด ก็ผุดได้ในวงนี้ เช่นเดียวกับนายประมง หรือลูกมือนายประมงผู้ฉลาด ทอดครอบห้วงน้ำน้อยทั้งหมดด้วยอวน โดยตั้งใจว่า สัตว์ตัวใหญ่ทุก ๆ ตัว ในห้วงน้ำนี้ เราจักทำให้อยู่ภายในอวนทุกตัว ฯลฯ ฉะนั้น. ภิกษุ ท. ! เราตถาคตรู้ชัดวัตถุ ๖๒ อย่างนี้ชัดเจนว่า มันเป็นฐานที่ตั้งของทิฏฐิ, ซึ่งเมื่อใครจับไว้ ถือไว้อย่างนั้น ๆ แล้ว, ย่อมมีคติ มีภพเบื้องหน้าเป็นอย่างนั้น ๆ ตถาคตรู้เห็นเหตุนั้นชัดเจนยิ่งกว่า ชัด, เพราะรู้ชัดจึงไม่ยึดมั่น, เพราะไม่ยึดมั่นย่อมสงบเยือกเย็นในภายในเฉพาะตน, เพราะเป็นผู้รู้แจ้งความเกิดความตั้งอยู่ไม่ได้ ความเป็นสิ่งยั่วใจ ความต่ำทราม และอุบายเครื่องหลุดพ้นไปได้แห่งเวทนาทั้งหลาย ตถาคตจึงเป็นผู้หลุดพ้น ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน.
หน้า 180 T 5.3.31
ทรงทราบส่วนสุดและมัชฌิมา ๑ ---บุคคล ๒ ไม่พึงประกอบตนด้วยความมัวเมาในกามสุข อันเป็นสุขที่ต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน บุถุชน มิใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, และบุคคลไม่พึงประกอบตนในความเพียร เครื่องยังตนให้ลำบากอันเป็นไปเพื่อทุกข์ มิใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ข้อปฎิบัติที่เป็นมัชฌิมาปฎิปทา ไม่เอียงไปหาส่วนสุดทั้งสอง (ดั่งกล่าวมาแล้ว) นี้ เป็นสิ่งที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ได้เห็นแจ้งกระทำให้เป็นจักษุแล้ว ได้รู้แจ้งกระทำให้เป็นญาณแล้ว เป็นไปพร้อมเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อนิพพาน. ภิกษุ ท. ! ธรรมใดไม่เป็นเครื่องประกอบตามซึ่งความโสมนัส ของผู้มีสุขแนบเนื่องอยู่ในกามอันเป็นสุขต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน บุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ธรรมนั้น ไม่เป็นทุกข์ ไม่ทำความคับแค้น ไม่ทำความแห้งผากในใจ ไม่เผาลน แต่เป็นสัมมาปฎิปทา; เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้นชื่อว่า ไม่เป็นข้าศึก. ภิกษุ ท. ! ธรรมใดไม่เป็นเครื่องประกอบตามซึ่งความประกอบที่ยังตนให้ลำบาก อันเป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ธรรมนั้นไม่เป็นทุกข์ ไม่ทำความคับแค้น ไม่ทำความแห้ง ผากในใจ ไม่เผาลนแต่เป็นสัมมาปฏิปทา; เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้น ชื่อว่า ไม่เป็นข้าศึก. ________________________________ ๑. บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๔๒๓/๖๕๔ และ ๖๖๓,๖๖๔,๖๖๕,๖๕๖. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน. และ ๑๙/๕๒๙/๑๖๖๖. ๒. บุคคลในที่นี้ คือบุคคลผู้มุ่งนิพพาน.
หน้า 181 T 5.3.31
ภิกษุ ท. ! ในบรรดาธรรมเหล่านั้น ธรรมใดเป็นมัชฌิมาปฎิปทาที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ได้เห็นแจ้งกระทำให้เป็นจักษุแล้ว ได้รู้แจ้งกระทำให้เป็นญาณแล้ว ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความสงบ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และเพื่อนิพพาน, ธรรมนั้น ไม่เป็นทุกข์ ไม่ทำความคับแค้น ไม่ทำความแห้งผากในใจ ไม่เผาลน แต่เป็นสัมมาปฏิปทา; เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้น ชื่อว่า ไม่เป็นข้าศึก. ก็คำที่ตถาคตกล่าวแล้วว่า มิชฌิมาปฎิปทา ไม่เอียงไปหาส่วนสุดทั้งสองที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว ฯลฯ นั้น หมายเอาอะไรเล่า ? นี้หมายเอาอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ๑ ภิกษุ ท. ! จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ของเราได้เกิดขึ้นแล้วในธรรมที่เราไม่เคยได้ฟังมาแต่ก่อน ว่า “นี่เป็นความจริงอันประเสริฐคือทุกข์, ---ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์นี่นั้น เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรอบรู้, ---ความจริงอันประเสริฐคือทุกข์นี่นั้น เราได้กำหนดรอบรู้แล้ว”; และว่า “นี่เป็นความจริงอันประเสริฐ คือเหตุให้เกิดทุกข์, -------ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์นี่นั้น ควรละเสีย, ---ความจริงอันประเสริฐ คือเหตุให้เกิดทุกข์นี่นั้นเราละเสียได้แล้ว”; และว่า “นี่เป็นความจริง อันประเสริฐ คือความดับทุกข์, ---ความดับทุกข์นี้ควรทำให้แจ้ง, ---ความดับทุกข์นี้ เราทำให้แจ้งได้แล้ว; และว่า “นี่เป็นความจริงอันประเสริฐ คือทางให้ถึงความดับทุกข์, ---ทางให้ถึงความดับทุกข์นี้ ควรทำให้เจริญ, ---ทางให้ถึงความดับทุกข์นี้ เราทำให้เจริญได้แล้ว” ดังนี้. ________________________________ ๑. ต่อไปนี้เป็นบาลี มหาวาร.สํ. ๑๙/๕๒๙/๑๖๖๖. ตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ภิกษุ ที่มฤคทายวัน พาราณสี.
หน้า 182 T 5.3.32
ทรงรับรองสุขัลลิกานุโยคที่เป็นไปเพื่อนิพพาน ของพวกสมณศากยปุตติยะ ๑ จุนทะ ! ฐานะนั่นมีอยู่แน่, คือฐานะที่ปริพพาชกผู้เป็นลัทธิอื่น ท. จะกล่าวอย่างนี้ ว่า “พวกสมณศากยปุตติยะ อยู่กันอย่างประกอบด้วยสุขัลลิกานุโยค (พัวพันอยู่กับความสุข) ๔ อย่างเหล่านี้” ดังนี้. จุนทะ ! เมื่อพวกปริพพาชกผู้เป็นลัทธิอื่นกล่าวอยู่อย่างนี้ พวกเธอพึงกล่าวกะเขาว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนั้นเลย. ก็ปริพพาชกเหล่านั้น จะพึงกล่าวกะพวกเธออยู่โดยชอบก็หามิได้ แต่จะกล่าวตู่พวกเธอ ด้วยคำไม่จริง ไม่แท้ ก็หามิได้. จุนทะ ! สุขัลลิกานุโยค ๔ อย่างเหล่านี้ เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความดับ ความเข้าไปสงบรำงับ เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อนิพพาน, โดยส่วนเดียว. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? จุนทะ ! สี่อย่างคือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เพราะสงัดจากกามและอกุศลธรรม ท. จึงบรรลุ ฌานที่ ๑ อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่ : นี้เป็นสุขัลลิกานุโยคที่หนึ่ง; จุนทะ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึงบรรลุ ฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่ : นี้เป็นสุขัลลิกานุโยคที่สอง; จุนทะ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ จึงอยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และย่อมเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุ ฌานที่ ๓ อันเป็น ฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า ผู้ได้ ________________________________ ๑. บาลี ปาสาทิกสูตร ปา. ที. ๑๑/๑๔๔/๑๑๕. ตรัสแก่จุนทสมณุทเทส ที่อัมพวันปราสาทของเจ้าศากยะพวกเวธัญญา.
หน้า 183 T 5.3.33
ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข, แล้วแลอยู่ : นี้เป็นสุขัลลิกานุโยคที่สาม; จุนทะ ! ข้ออื่นยังมีอีก : ภิกษุ เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัส ท. ในกาลก่อน จึงบรรลุ ฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่ : นี้เป็น สุขัลลิกานุโยคที่สี่. จุนทะ ! สุขัลลิกานุโยค ๔ อย่างเหล่านี้แล เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ---ฯลฯ--- เพื่อนิพพาน, โดยส่วนเดียว. จุนทะ ! นั่นแหละ คือฐานะที่มีอยู่ คือฐานะที่ปริพพาชกผู้เป็นลัทธิอื่น ท. จะกล่าวอย่างนี้ ว่า “พวกสมณศากยปุตติยะ อยู่กันอย่างประกอบด้วยสุขัลลิกานุโยค ๔ อย่างเหล่านี้” ดังนี้. พวกเธอพึง กล่าวกะเขาว่า อย่างนั้นถูกแล้ว. ปริพพาชกเหล่านั้นกล่าวกะพวกเธออยู่อย่างถูกต้อง; จะกล่าวตู่พวกเธอด้วยคำไม่จริง ไม่แท้ ก็หามิได้. ทรงทราบพราหมณสัจจ์ ๑ ปริพพาชกทั้งหลาย ! พราหมณสัจจ์ ๔ อย่างนี้ เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่วกัน. พราหมณสัจจ์ ๔ คืออะไรเล่า ? ปริพพาชก ท. ! ในธรรมวินัยนี้ พราหมณ์ได้พูดกันอย่างนี้ว่า “สัตว์ทั้งปวง ไม่ควรฆ่า”. พราหมณ์ที่พูดอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าพูดคำสัจจ์ ไม่ใช่กล่าวมุสา. และพราหมณ์นั้น ไม่ถือเอาการที่พูดคำสัจจ์นั้น เป็นเหตุสำคัญตัวว่า “เราเป็นสมณะ, เราเป็นพราหมณ์, เราดีกว่าเขา, เราเสมอกับเขา, เราเลวกว่าเขา”. เป็นแต่ว่าความจริงอันใดมีอยู่ในข้อนั้น ครั้นรู้ความจริงนั้น ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๓๙/๑๘๕. ตรัสแก่ที่ประชุมปริพพาชกซึ่งกำลังสนทนากันอยู่ด้วยเรื่องพราหมณสัจจ์ ที่ปริพพาชการาม ริมฝั่งแม่น้ำสัปปินี, แต่นี่พราหมณสัจจ์อย่างพุทธศาสนา.
หน้า 184 T 5.3.33
ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเอ็นดูสงสารสัตว์ทั้งหลายเท่านั้นเอง. ปริพพาชก ท. ! อีกข้อหนึ่ง พราหมณ์ได้พูดกันอย่างนี้ว่า “กามทุกชนิด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีอันแปรปรวนเป็นธรรมดา”. พราหมณ์ที่พูดอยู่อย่างนี้ชื่อว่าพูดคำสัจจ์ ไม่ใช่กล่าวมุสา. และพราหมณ์นั้นไม่ถือเอาการที่พูดคำสัจจ์นั้นขึ้นเป็นเหตุสำคัญตัวว่า “เราเป็นสมณะ, เราเป็นพราหมณ์, เราดีกว่าเขา, เราเสมอกับเขา, เราเลวกว่าเขา”. เป็นแต่ว่าความจริงอันใดมีอยู่ในข้อนั้น ครั้นรู้ความจริงนั้นด้วย ปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อหน่ายกาม เพื่อคลายกำหนัดในกาม เพื่อดับกามทั้งหลายเสีย เท่านั้นเอง. ปริพพาชก ท. ! อีกข้อหนึ่ง พราหมณ์ได้พูดกันอย่างนี้ว่า “ภพทุกภพ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีอันแปรปรวนเป็นธรรมดา”. พราหมณ์ที่กล่าวอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าพูดคำสัจจ์ ไม่ใช่กล่าวมุสา. และพราหมณ์นั้น ไม่ถือเอาการที่พูดคำสัจจ์นั้นขึ้นเป็นเหตุสำคัญตัว ว่า “เราเป็นสมณะ, เราเป็นพราหมณ์ , เราดีกว่าเขา, เราเสมอกับเขา, เราเลวกว่าเขา”. เป็นแต่ว่าความจริงอันใด มีอยู่ในข้อนั้น ครั้นรู้ความจริงนั้นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อหน่ายภพ เพื่อคลายกำหนัดในภพ เพื่อดับภพเสีย เท่านั้นเอง. ปริพพาชก ท. ! อีกข้อหนึ่ง พราหมณ์ได้พูดกันอย่างนี้ว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเรา, ความกังวลต่อสิ่งใดหรือในอะไร ๆ ก็ไม่มีว่าเป็นตัวเรา; และไม่มีอะไรที่เป็นของเรา, ความกังวลในสิ่งใด ๆ ก็ไม่มีว่าเป็นของเรา”. พราหมณ์ที่พูดอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าพูดคำสัจจ์ ไม่ใช่กล่าวมุสา. และพราหมณ์นั้น ก็ไม่ถือเอาการที่พูดคำสัจจ์นั้น ขึ้นเป็นเหตุสำคัญตัวว่า “เราเป็นสมณะ, เราเป็นพราหมณ์, เราดีกว่าเขา, เราเสมอกับเขา, เราเลวกว่าเขา”. เป็นแต่ว่าความจริงอันใดมีอยู่ในข้อนั้น
หน้า 185 T 5.3.34
ครั้นรู้ความจริงนั้นด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ก็เป็นผู้ปฏิบัติให้เข้าแนวทางที่ไม่มีกังวลใด ๆ เท่านั้นเอง. ปริพพาชก ท. ! นี้แล พรหมณสัจจ์ ๔ ประการ ที่เราทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่วกัน. ทรงเห็นนรกและสวรรค์ ที่ผัสสายตนะหก ๑ ภิกษุ ท. ! ลาภของเธอทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เป็นการได้ที่ดีของเธอ ท. แล้ว ภิกษุ ท. ! ขณะสำหรับการประพฤติพรหมจรรย์ พวกเธอก็ได้โดยเฉพาะแล้ว. ภิกษุ ท. ! นรก ชื่อว่า ผัสสายตนิกะ (เป็นไปทางอายตนะแห่งการสัมผัส) ๖ ขุม เราได้เห็นแล้ว. ในบรรดานรกเหล่านั้น บุคคลเห็นรูปใด ๆ ด้วย ตา ย่อมเห็นแต่รูปที่ไม่น่าปรารถนาเท่านั้น ไม่เห็นรูปที่น่าปรารถนา, เห็นแต่รูปที่ไม่น่ารักใคร่เท่านั้น ไม่เห็นรูปที่น่ารักใคร่, เห็นแต่รูปที่ไม่น่าพอใจเท่านั้น ไม่เห็นรูปที่น่าพอใจเลย. (ในกรณีแห่งการฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก, ลิ้มรสด้วยลิ้น, ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยผิวกาย, และรู้แจ้งธัมมารมณ์ด้วยใจ, ก็มีข้อความที่ตรัสไว้ โดยหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่ง การเห็นรูปด้วยตา ที่กล่าวแล้ว). ภิกษุ ท. ! ลาภของเธอทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เป็นการได้ที่ดีของเธอ ท. แล้ว ภิกษุ ท. ! ขณะสำหรับการประพฤติพรหมจรรย์ พวกเธอก็ได้โดยเฉพาะแล้ว. ภิกษุ ท. ! สวรรค์ ชื่อ ผัสสายตนิกะ ๖ ชั้น เราได้เห็นแล้ว. ในบรรดาสวรรค์เหล่านั้น บุคคลเห็นรูปใด ๆ ด้วยตา ย่อมเห็นแต่รูปที่น่าปรารถนา ________________________________ ๑. บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๑๕๘, ๑๕๙/๒๑๔, ๒๑๕ ตรัสแก่ภิกษุ ท.
หน้า 186 T 5.3.35
เท่านั้น ไม่เห็นรูปที่ไม่น่าปรารถนา, เห็นแต่รูปที่น่ารักใคร่เท่านั้น ไม่เห็นรูปที่ไม่น่ารักใคร่, เห็นแต่รูป ที่น่าพอใจเท่านั้น ไม่เห็นรูปที่ไม่น่าพอใจเลย. (ในกรณีแห่งการฟังเสียงด้วยหู, ดมกลิ่นด้วยจมูก, ลิ้มรสด้วยลิ้น, ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยผิวกาย, และรู้แจ้งธัมมารมณ์ด้วยใจ, ก็มีข้อความที่ตรัสไว้ โดยหลักเกณฑ์ อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งการเห็นรูปด้วยตา ที่กล่าวแล้ว). ภิกษุ ท. ! ลาภของเธอทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เป็นการได้ที่ดีของเธอ ท. แล้ว. ภิกษุ ท. ! ขณะสำหรับการประพฤติพรหมจรรย์ พวกเธอก็ได้โดยเฉพาะแล้ว ดังนี้แล. หมายเหตุ : ข้อความเหล่านี้ พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า นรกชื่อนั้นก็อยู่ใต้ดิน รวมอยู่กับนรก ท. ดังที่เคยได้ฟังกันอยู่ทั่วไป สวรรค์ชื่อนั้น ก็อยู่บนฟ้ารวมอยู่กับสวรรค์ ท. ดังที่เคยได้ฟังกันอยู่ทั่วไป แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ เป็นไปทางอายตนะทั้ง ๖ ของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ที่นี่ ซึ่งสามารถควบคุม หรือปฏิบัติต่อได้ ตามที่ตนต้องการ พระองค์จึงตรัสว่าเป็นลาภ เป็นขณะแห่งการประพฤติพรหมจรรย์. -ผู้รวบรวม. ทรงทราบพรหมโลก ๑ วาเสฏฐะ ! บุรุษผู้ที่เกิดแล้วและเจริญแล้วในบ้านมนสากตคามนี้เมื่อถูกถามถึงหนทางของบ้านมนสากตคาม บางคราวอาการอึกอักตอบได้ช้า หรือตอบไม่รู้เรื่อง ก็ยังมีได้บ้าง; ก็ยังมีได้บ้าง; ส่วนเรา, เมื่อถูกใครถามถึงพรหมโลก หรือ ________________________________ ๑. บาลี สี. ที. ๙/๓๐๙/๓๘๒. ตรัสแก่วาเสฏฐะมาณพ ที่บ้านมนสากตคาม. ในบาลีแห่งอื่น มีกล่าวถึงการทรงแสดงพรหมโลก และทางไปสู่พรหมโลก โดยทำนองเดียวกับสูตรนี้ หากแต่ทรงแสดงโดยย่อ ไม่มีการแสดงการปฏิบัติที่เป็นบุพพภาคตามลำดับ แต่ทรงแสดงตัวพรหมธรรมหรืออัปปมัญญาพรหมวิหาร ๔ ประการขึ้นมาเลย มีอะไร ต่างกันเล็กน้อยก็แต่ พลความ. --ม.ม. ๑๓/๖๖๓/๗๒๙.๒.
หน้า 187 T 5.3.35
ปฏิปทาเครื่องทำผู้ปฏิบัติให้ถึงพรหมโลก ก็ไม่มีอาการอึกอัก หรือตอบไม่ได้เรื่องเช่นนั้นเลย. วาเสฏฐะ ! เรารู้จักพวกพรหม รู้จักพรหมโลก และ รู้จักปฏิปทาทำบุคคลผู้ปฏิบัติตาม ให้เข้าถึงพรหมโลกนั้น. “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าได้ฟังแล้วว่า พระสมณโคดม แสดงหนทางเพื่อความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกพรหม ท. ได้. ดังข้าพเจ้าขอโอกาส, ขอพระโคดมผู้เจริญจงแสดงทางเพื่อความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกพรหม ท. นั้น. ขอพระโคดมผู้เจริญจงช่วยยก ฐานะชนชาติพราหมณ์” วาเสฏฐมาณพ ทูลขอ. วาเสฏฐะ ! ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว. วาเสฏฐะ ! ตถาคตเกิดขึ้นในโลก เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ฯลฯ ๑ แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น - ท่ามกลาง - เบื้องปลาย, ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง. คฤหบดี หรือบุตรคฤหบดี ฯลฯ ได้ฟังธรรมนั้นแล้ว ฯลฯ ออกจากเรือนบวชเป็นคนไม่มีเรือน ฯลฯ เขาถึงพร้อมด้วยศีล ฯลฯ มีทวารอันสำรวมแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ฯลฯ มีสติสัมปชัญญะ ฯลฯ เป็นผู้สันโดษ ฯลฯ เสพเสนาสนะอันสงัด ละนิวรณ์ เมื่อเธอพิจารณาเห็นนิวรณ์ทั้งห้าอันตนละได้แล้วในตน ก็เกิดปราโมทย์, เมื่อปราโมทย์ย่อมเกิดปีติ, เมื่อใจปีติ กายก็สงบ, ผู้มีกายสงบ ย่อมเสวยสุขเวทนา, ผู้เสวยสุขเวทนา ย่อมยังจิตให้ตั้งมั่นได้. เธอนั้น ด้วยจิตอันเป็นไปกับด้วยเมตตา ย่อมแผ่ไปสู่ทิศ (ที่) หนึ่ง และทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็เหมือนอย่างนั้น, เธอแผ่ไปตลอดโลกทั้งสิ้น ในที่ทั้งปวง ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำและเบื้องขวาง ด้วยจิตอันเป็นไปกับด้วย ________________________________ ๑. ที่ละ ฯลฯ เช่นนี้ คือมีเนื้อความพิสดารกว่านี้ แต่ได้ตัดมาแต่พอสมควร เพราะไม่ใช่ตอนสำคัญของในที่นี้. ผู้ปรารถนาดูพิสดาร ดูได้ในสามัญญผลสูตร, หนังสือพิมพ์พุทธสาสนา เล่ม ๑ ปีที่ ๑ ภาคส่งเสริม (บุรพภาคของการตามรอยพระอรหันต์).
หน้า 188 T 5.3.36
เมตตา เป็นจิตไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท กว้างขวาง ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวงไม่มีขีดจำกัดแล้วแลอยู่. วาเสฏฐะ ! คนเป่าสังข์ที่แข็งแรง อาจเป่าสังข์ให้ได้ยินได้ทั้งสี่ทิศโดยไม่ยาก ฉันใด; ในเมตตาเจโตวิมุตติ ๑ ที่เจริญแล้วอย่าง (ข้างบน) นี้ กรรมชนิดที่ทำอย่างมีขีดจำกัด ๒ ย่อมไม่มีเหลืออยู่ ไม่ตั้งอยู่ใน (เมตตาเจโตวิมุตติอันเป็นกรรมที่ไม่มีขีดจำกัด) นั้น, ก็ฉันนั้น. วาเสฏฐะ ! นี้แล เป็นทางเพื่อความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพรหม ท. (ต่อไปนี้ ทรงแสดง ข้อ กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา, อีก โดยเนื้อความอย่างเดียวกัน. ทุก ๆ ข้อเป็นหนทางเหมือนกัน โดยพระบาลีว่า แม้นี้ ๆ ก็เป็นหนทางเพื่อความอยู่ร่วมกับพรหม ท.) ทรงทราบคติห้า และนิพพาน ๓ สารีบุตร ! เหล่านี้เป็นคติ (คือที่เป็นที่ไป) ห้าอย่าง. คือ นรกกำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ เทพ. สารีบุตร ! เราย่อมรู้จักนรก รู้จักทางไปสู่นรก ๔ รู้จักข้อปฎิบัติที่ทำบุคคลให้ไปสู่นรก และรู้จักบุคคลผู้ปฏิบัติแล้วอย่างใด จึงเมื่อสมัยอื่นจากการตาย เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก. สารีบุตร ! เราย่อมรู้จักกำเนิดเดรัจฉาน รู้จักทางไปสู่กำเนิดเดรัจฉานรู้จักข้อปฏิบัติที่ทำบุคคลให้ไปสู่กำเนิดเดรัจฉาน และรู้จักบุคคลผู้ปฏิบัติแล้วอย่างใด ________________________________ ๑. เมตตาเสโตวิมุตติ คืออัปปนาสมาธิ ที่ประกอบด้วยเมตตา. ๒. ที่มีขีดจำกัด หมายเอาเมตตา ที่จำกัดที่, และยังเป็นกามาวจรกุศล, ยังไม่เป็นรูปาวจรกุศล เหมือนที่กล่าวมา. สุมงฺ. ๑/๔๖๓. ๓. บาลี มหาสีหนาทสูตร มู.ม. ๑๒/๑๔๘/๑๗๐. ตรัสแก่พระสารีบุตร ที่ราวป่านอกเมืองเวสาลี. ๔. นรก หรือเปรตเป็นต้นนั้น จะเป็นโลกอื่นจากโลกมนุษย์ หรือเป็นแต่ชั้นเชิงหรือสถานะ (condition) พวกหนึ่ง ๆ ในโลกมนุษย์เท่านั้น น่าคิดอยู่.
หน้า 189 T 5.3.37
จึงเมื่อสมัยอื่นจากการตาย เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงกำเนิดเดรัจฉาน. สารีบุตร ! เราย่อมรู้จักเปรตวิสัย รู้จักทางไปสู่เปรตวิสัย รู้จักข้อปฏิบัติที่ทำบุคคลให้ไปสู่เปรตวิสัย และรู้จักบุคคลผู้ปฏิบัติแล้วอย่างใด จึงเมื่อสมัยอื่น จากการตาย เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงเปรตวิสัย. สารีบุตร ! เราย่อมรู้จักมนุษย์ รู้จักทางไปสู่มนุษยโลก รู้จักข้อปฏิบัติที่ทำบุคคลให้ไปสู่มนุษยโลก รู้จักบุคคลผู้ปฏิบัติแล้วอย่างใด จึงเมื่อสมัยอื่น จากการตาย เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงมนุษยโลก. สารีบุตร ! เราย่อมรู้จักพวกเทพ, รู้จักทางไปสู่เทวโลก รู้จักข้อปฏิบัติที่ทำบุคคลให้ไปสู่เทวโลก และรู้จักบุคคลผู้ปฏิบัติแล้วอย่างใด จึงเมื่อสมัยอื่นจากการตาย เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์. สารีบุตร ! เราย่อมรู้จักนิพพาน รู้จักทางไปนิพพาน และข้อปฏิบัติที่ทำบุคคลให้ไปนิพพาน และรู้จักตัวบุคคลผู้ปฏิบัติแล้วอย่างใด จึงทำให้แจ้งได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ในธรรมอันตนเห็นแล้ว (คือปัจจุบันนี้) เข้าถึงแล้ว แลอยู่. ทรงแสดงฤทธิ์ได้ เพราะอิทธิบาทสี่ ๑ ภิกษุ ท. ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร คือ เพราะได้เจริญหรือทำให้มากซึ่งธรรมเหล่าไหนเล่า ตถาคตจึงเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมาก อย่างนี้ ? ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๗๒/๑๒๔๕. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 190 T 5.3.37
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงเนื้อความนั้นเถิด, ภิกษุทั้งหลาย จักได้ทรงจำไว้” ภิกษุทั้งหลาย ทูลตอบ. ภิกษุ ท. ! เพราะได้เจริญ และทำให้มากซึ่งอิทธิบาทสี่ประการ, ตถาคตจึง เป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้. อิทธิบาทสี่ประการอย่างไหนเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนี้ ตถาคต ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง ซึ่งมีสมาธิอาศัย ฉันทะ เป็น ปธานกิจ ว่า ด้วยอาการอย่างนี้, ฉันทะของเราย่อมมีในลักษณะที่จักไม่ย่อหย่อน, ที่จักไม่เข้มงวดเกิน, ที่จักไม่สยบอยู่ในภายใน, ที่จักไม่ส่ายไปในภายนอก; ตถาคตย่อมเป็นผู้มีความรู้สึกทั้งในส่วนที่จะมีมา และส่วนที่ล่วงมาแล้วแต่กาลก่อน : กาลก่อนก็เหมือนภายหลัง ภายหลังก็เหมือนกาลก่อน, เบื้องล่างก็เหมือนเบื้องบน เบื้องบนก็เหมือนเบื้องล่าง, กลางวันเหมือนกลางคืน กลางคืนเหมือนกลางวัน: ย่อมเจริญจิตอันประกอบด้วยแสงสว่าง ด้วยจิตอันตนเปิดแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ. (ต่อไปนี้ทรงแสดงด้วยสมาธิอันอาศัย วิริยะ...จิตตะ...วิมังสา เป็นปธานกิจ โดยเนื้อความอย่างเดียวกัน แปลกกันแต่ชื่อของอิทธิบาท, จนครบทั้ง ๔ อย่าง) ภิกษุ ท. ! เพราะเจริญทำให้มากซึ่งอิทธิบาทสี่อย่างเหล่านี้แล ตถาคตจึงเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้. ตถาคตย่อมแสดงอิทธิวิธีมีอย่างต่าง ๆ ได้ : ผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน, หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง, ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่าง ๆ, ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้เหมือนในน้ำ, เดินได้เหนือน้ำ เหมือนเดินบนแผ่นดิน, ไปได้ในอากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์, ลูบคลำดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์
หน้า 191 T 5.3.38
อันมีฤทธิ์อานุภาพมาก ได้ด้วยฝ่ามือ และแสดงอำนาจด้วยกาย เป็นไปตลอดถึงพรหมโลกได้. ทรงมีญาณในอิทธิบาทสี่ โดยปริวัฏฏ์ ๓ อาการสิบสอง ๑ ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “นี้คือ อิทธิบาทอันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย ฉันทะ เป็นปธานกิจ” ดังนี้ ๑; ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เรา ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “ก็ อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่งมีสมาธิอาศัย ฉันทะ เป็นปธานกิจ นี้ เป็นธรรมที่ควรทำให้เกิดมี” ดังนี้ ๑; ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “ก็ อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย ฉันทะ เป็นปธานกิจ นี้ เราทำให้เกิดมีได้แล้ว” ดังนี้ ๑. ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “นี้คือ อิทธิบาทอันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย วิริยะ เป็นปธานกิจ” ดังนี้ ๑; ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เรา ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “ก็อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย วิริยะ เป็นปธานกิจ นี้ เป็นธรรมที่ควรทำให้เกิดมี” ดังนี้ ๑; ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคย ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๘/๓๓๑/๑๑๑๘-๑๑๒๒. ตรัสแก่ภิกษุ ท.
หน้า 192 T 5.3.38
ฟังมาแต่ก่อน ว่า “ก็ อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยวิริยะ เป็นปธานกิจ นี้ เราทำให้เกิดมีได้แล้ว” ดังนี้ ๑. ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “นี้คือ อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยจิตตะ เป็นปธานกิจ” ดังนี้ ๑; ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เรา ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “ก็ อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย จิตตะ เป็นปธานกิจ นี้ เป็นธรรมที่ควรทำให้เกิดมี” ดังนี้ ๑; ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “ก็ อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย จิตตะ เป็นปธานกิจ นี้ เราทำให้เกิดมีได้แล้ว” ดังนี้ ๑. ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “นี้คือ อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยวิมังสา เป็นปธานกิจ” ดังนี้ ๑; ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เรา ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “ก็ อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย วิมังสา เป็นปธานกิจ นี้ เป็นธรรมที่ ควรทำให้เกิดมี” ดังนี้ ๑; ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “ก็ อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยวิมังสา เป็นปธานกิจ นี้ เราทำให้เกิดมีได้แล้ว” ดังนี้ ๑.
หน้า 193 T 5.3.40
ทรงมีอิทธิบาทเพื่ออยู่ได้ถึงกัปป์ ๑ อานนท์ ! อิทธิบาทสี่ประการ อันบุคคลใดเจริญ ทำให้มาก ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นดุจที่รองรับ ให้เกิดขึ้นมั่นคงแล้ว อบรมทั่วถึงดีแล้วปรารภหนักแน่นแล้ว. เมื่อบุคคลนั้นปรารถนา เขาก็พึงตั้งอยู่ได้กัปป์หนึ่ง หรือยิ่งขึ้นไปกว่ากัปป์. อานนท์ ! อิทธิบาทสี่ประการนั้น อันตถาคตนี้แล ได้เจริญ ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นดุจที่รองรับ ให้เกิดขึ้นมั่นคงแล้ว อบรมทั่วถึงดีแล้ว ปรารถหนักแน่นแล้ว, ถ้าตถาคตปรารถนา ตถาคตก็พึงตั้งอยู่ได้กัปป์หนึ่ง หรือยิ่งขึ้นไปกว่ากัปป์ ดังนี้. ทรงเปล่งเสียงคราวเดียว ได้ยินตลอด ทุกโลกธาตุ ๒ อานนท์ ! ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์แผ่รัศมีส่องแสงให้สว่างไปทั่วทิศกินเนื้อที่ประมาณเท่าใด โลกมีเนื้อที่เท่านั้น มีจำนวนพันหนึ่ง. ในพันโลกนั้นมีดวงจันทร์พันดวง ดวงอาทิตย์พันดวง ภูเขาสิเนรุพันลูก ชมพูทวีปพันทวีปอมรโคยานพันทวีป อุตรกุรุพันทวีป ปุพพวิเทหะพันทวีป มหาสมุทรสี่พันมหาราชสี่พัน จาตุมมหาราชพันหนึ่ง ดาวดึงส์พันหนึ่ง ยามาะพันหนึ่ง ดุสิตพันหนึ่งนิมมานรดีพันหนึ่ง ปรนิมมิตวสวัตตีพันหนึ่ง พรหมพันหนึ่ง นี้เรียกว่า สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ. ________________________________ ๑. บาลี อายุสมโอสัชชสูตร อุ.ขุ. ๒๕/๑๗๐/๑๒๗. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี. ๒. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๙๒/๕๒๐. ตรัสแก่พระอานนท์.
หน้า 194 T 5.3.41
สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุมีขนาดเท่าใด โลกธาตุขนาดเท่านั้น คำนวณทวีขึ้น โดยส่วนพัน นั้นเรียกว่า ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุ. ทวิสหัสสีมัชฌิมิกาโลกธาตุมีขนาดเท่าใด โลกธาตุขนาดเท่านั้น คำนวณ ทวีขึ้นโดยส่วนพัน นั้นเรียกว่า ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ. อานนท์ ! ตถาคต เมื่อมีความจำนง ก็ย่อมพูดให้ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ ได้ยินเสียงทั่วกันได้, หรือว่าจำนงให้ได้ยินเพียงเท่าใด ก็ได้. “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ! เป็นไปได้ด้วยวิธีอย่างใด พระเจ้าข้า ?” อานนท์ ! ตถาคตอยู่ที่นี่ จะพึงแผ่รัศมี มีโอภาสสว่างไปทั่วติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ เสียก่อน , เมื่อสัตว์เหล่านั้น รู้สึกต่อแสงสว่างอันนั้นแล้วตถาคตก็จะบันลือเสียง ให้สัตว์เหล่านั้นได้ยิน. อย่างนี้แล อานนท์ ! ตถาคตจะพูดให้ติสหัสสีมหาสหัสสีโลกธาตุ ได้ยินเสียงทั่วกันได้, หรือจำนงให้ได้ยินเพียงเท่าใด ก็ได้ ทรงมีปาฏิหาริย์ชนิดที่คนเขลามองไม่เห็นว่าเป็นปาฏิหาริย์ ๑ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่ยิ่งกว่า ธรรมดาแห่งมนุษย์ แก่ข้าพระองค์เลย.” สุนักขัตตะ ! เราได้กล่าวอย่งนี้กะเธอบ้างหรือว่า “สุนักขัตตะ ! เธอจงมาอยู่กะเรา, เราจักกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่ยิ่งกว่าธรรมดาแห่งมนุษย์แก่เธอ” ดังนี้ ? “หามิได้ พระเจ้าข้า ! ” หรือว่า เธอได้ กล่าวกะเราอย่างนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ ________________________________ ๑. บาลี ปาฎิกสูตร ปา. ที. ๑๑/๓/๒. เป็นถ้อยคำในเรื่องที่ตรัสเล่าแก่ภัคควโคตตปริพพาชก ที่อารามของเขา.
หน้า 195 T 5.3.41
ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์จักอยู่กะพระผู้มีพระภาค, พระผู้มีพระภาคจักกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ที่ยิ่งกว่าธรรมดาแห่งมนุษย์แก่ข้าพระองค์” ดังนี้ ? “หามิได้ พระเจ้าข้า !”---- โมฆบุรุษ ! เมื่อเป็นอย่างนั้น ใครมีอยู่ (ในฐานะเป็นคู่สัญญา), เธอจักบอกคืนกะใคร. สุนักขัตตะ ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : อิทธิปาฏิหาริย์ที่ยิ่งกว่าธรรมดาแห่งมนุษย์ จะเป็นสิ่งที่เรากระทำแล้วหรือมิได้กระทำก็ตาม; ธรรมที่เราแสดงแล้ว เพื่อประโยชน์แก่การสิ้นทุกข์โดยชอบใด ธรรมนั้นจะนำผู้ปฏิบัติตาม เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ หรือไม่ ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! อิทธิปาฏิหาริย์ที่ยิ่งกว่าธรรมดาแห่งมนุษย์ จะเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคกระทำแล้วหรือมิได้กระทำก็ตาม; ธรรมที่พระผู้มีพระภาคแสดงแล้ว เพื่อประโยชน์แก่การสิ้นทุกข์โดยชอบใดธรรมนั้น ก็ยังคงนำผู้ปฏิบัติตามเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ, พระเจ้าข้า”. สุนักขัตตะ ! เมื่อฟังได้อย่างนี้, ในเรื่องนั้น ใครจะทำอิทธิปาฎิหาริย์ที่ยิ่งกว่าธรรมดาแห่งมนุษย์ไปทำไม. โมฆบุรุษ ! เธอจงเห็นตามที่มันเป็นความผิดของเธอเองเพียงไร. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็พระผู้มีพระภาคมิได้ทรงบัญญัติสิ่งที่คน ท. สมมติ กันว่าเลิศ แก่ข้าพระองค์เลย”. สุนักขัตตะ ! เราได้กล่าวอย่างนี้กะเธอบ้างหรือว่า “สุนักขัตตะ ! เธอจงมาอยู่กะเรา, เราจักบัญญัติสิ่งที่คน ท. สมมติกันว่าเลิศแก่เธอ” ดังนี้ ? “หามิได้พระเจ้าข้า !” หรือว่า เธอได้กล่าวกะเราอย่างนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์จักอยู่กะพระผู้มีพระภาค, พระผู้มีพระภาคจักบัญญัติสิ่งที่คน ท. สมมติกันว่าเลิศแก่ข้าพระองค์” ดังนี้ ? “หามิได้ พระเจ้าข้า !”---- โมฆบุรุษ ! เมื่อเป็นอย่างนั้น ใครมีอยู่ (ในฐานะเป็นคู่สัญญา), เธอจักบอกคืนกะใคร. สุนักขัตตะ ! เธอจะสำคัญข้อนี้อย่างไร : สิ่งที่คน ท.
หน้า 196 T 5.3.41
สมมติกันว่าเลิศ จะเป็นสิ่งที่เราบัญญัติแล้วหรือมิได้บัญญัติก็ตาม; ธรรมที่เราแสดงแล้วเพื่อประโยชน์แก่การสิ้นทุกข์โดยชอบใด ธรรมนั้นจะนำผู้ปฏิบัติตามเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ หรือไม่ ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สิ่งที่คน ท. สมมติกันว่าเลิศ จะเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคบัญญัติแล้วหรือมิได้บัญญัติก็ตาม; ธรรมที่พระผู้มีพระภาคแสดงแล้วเพื่อประโยชน์แก่การสิ้นทุกข์โดยชอบใด ธรรมนั้นจะนำผู้ปฎิบัติตามเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ, พระเจ้าข้า”. สุนักขัตตะ ! เมื่อฟังได้อย่างนี้, ในเรื่องนั้น ใครจะกระทำการบัญญัติสิ่งที่คน ท. สมมติกันว่าเลิศไปทำไม. โมฆบุรุษ ! เธอจงเห็นตามที่มันเป็น ความผิดของเธอเองเพียงไร. หมายเหตุ : จากการโต้ตอบกันสองครั้งนี้ มีการแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่ามีปาฏิหาริย์ อย่างสูงสุดอยู่ในธรรมะที่พระองค์ทรงแสดงแล้ว; กล่าวคือจะมีการแสดงปาฏิหาริย์ ในรูปแบบอื่น ๆ อีกหรือไม่ก็ตาม ธรรมะนั้นย่อมดับทุกข์ได้อยู่ตลอดเวลา. พวกคนเขลา ไม่มองเห็นว่าภาวะการณ์เช่นนี้เป็นปาฏิหาริย์อันสูงสุด กลับต้องการจะให้ทรงแสดงปาฏิหาริย์ ชนิดที่ควรจะเรียกว่า “ของแปลกประหลาดสำหรับคนโง่” เหมือนที่คนทั่วไปเขาชอบดูกัน. แม้กระนั้นพระองค์ก็ยังทรงมีการแสดงปาฏิหาริย์ในระดับนั้นด้วยเหมือนกัน ดังที่ได้ทรงทวง ให้สุนักขัตตลิจฉวีบุตรระลึกถึงเรื่องบางเรื่อง ที่ได้เป็นไปแล้วอย่างลักษณะของปาฏิหาริย์ เช่นเรื่องกุกกุรวัตติกอเจลกได้ตายลงไปจริง ๆ ภายใน ๗ วัน ดังที่พระองค์ทรงพยากรณ์; และเรื่องกฬารมัชฌกอเจลก ผู้แสดงการประพฤติวัตรอย่างเคร่งครัดจนคนทั้งหลายถือกันว่า เป็นพระอรหันต์, แต่ในที่สุดก็สึกออกไปมีภรรยา ดังที่พระองค์ทรงพยากรณ์ไว้. สุนักขัตตลิจฉวีบุตรก็จำนนต่อถ้อยคำของตนเอง ในการที่กล่าวตัดพ้อพระองค์ว่าไม่ทรงแสดง ปาฏิหาริย์เสียเลย. -ผู้รวบรวม.
หน้า 197 T 5.3.42
ทรงมีปาฏิหาริย์สามอย่าง ๑ เกวัฏฏะ ! นี่ปาฏิหาริย์สามอย่าง ที่เราได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ได้. สามอย่างอะไรเล่า ? สามอย่างคือ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ และ อนุศาสนีปาฏิหาริย์. (๑) เกวัฏฏะ ! อิทธิปาฏิหาริย์ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? เกวัฏฏะ ! ภิกษุในกรณีนี้ กระทำอิทธิวิธีมีอย่างต่าง ๆ : ผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน,หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง, ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่าง ๆ, ผุดขึ้น และดำลงในแผ่นดินได้เหมือนในน้ำ, เดินไปได้เหนือน้ำ เหมือนเดินบนแผ่นดิน, ไปได้ในอากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่งสมาธิคู้บัลลังก์. ลูกคลำดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์อานุภาพมาก ได้ด้วยฝ่ามือ. และแสดงอำนาจทางกายเป็นไปตลอดถึงพรหมโลกได้. เกวัฏฏะ ! กุลบุตรผู้มีศรัทธาเลื่อมใสได้เห็นการแสดงนั้นแล้ว เขาบอกเล่าแก่กุลบุตรอื่นบางคน ที่ไม่ศรัทธาเลื่อมใส ว่าน่าอัศจรรย์นัก. กุลบุตรผู้ไม่มีศรัทธาเลื่อมใสนั้น ก็จะพึงตอบว่า วิชาชื่อคันธารี ๒ มีอยู่ ภิกษุนั้นแสดงอิทธิวิธีด้วยวิชานั่นเท่านั้น (หาใช่มีปาฏิหาริย์ไม่), เกวัฏฏะ ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร : ก็คนไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส ย่อมกล่าวตอบผู้เชื่อผู้เลื่อมใส ได้อย่างนั้น มิใช่หรือ ? “พึงตอบได้, พระองค์ !” เกวัฏฏะ ! เราเห็นโทษในการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ดังนี้แล จึงอึดอัดขยะแขยง เกลียดชัง ต่ออิทธิปาฏิหาริย์. ________________________________ ๑. บาลี สี. ที. ๙/๒๗๓/๓๓๙. ตรัสแก่เกวัฏฏคหบดีบุตร ที่ปาวาริกัมพวัน เมืองนาลันทา. ๒. คันธารี ชื่อมนต์ แต่งโดยฤษีมีนามคันธาระ, อีกอย่างหนึ่งว่าในแคว้นคันธาระ.
หน้า 198 T 5.3.43
(๒) เกวัฏฏะ ! อาเทสนาปาฏิหาริย์ นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? เกวัฏฏะ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมทายจิต ทายความรู้สึกของจิต ทายความตรึก ทายความตรอง ของสัตว์เหล่าอื่น ของบุคคลเหล่าอื่นได้ ว่า ใจของท่านเช่นนี้ ใจของท่านมีประการนี้ ใจของท่านมีด้วยอาการอย่างนี้. ---ฯลฯ--- กุลบุตร ผู้ไม่เชื่อ ไม่เลื่อมใส ย่อมค้านกุลบุตรผู้เชื่อผู้เลื่อมใส ว่า วิชา ชื่อ มณิกา มีอยู่ ภิกษุนั้น กล่าวทายใจได้ เช่นนั้น ๆ ก็ด้วยวิชานั้น (หาใช่มีปาฏิหาริย์ไม่), เกวัฏฏะ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร : ก็คนไม่เชื่อไม่เลื่อมใส ย่อมกล่าวตอบผู้เชื่อผู้เลื่อมใสได้อย่างนั้น มิใช่หรือ ? “พึงตอบได้, พระองค์ !” เกวัฏฏะ ! เราเห็นโทษในการแสดงอาเทสนาปาฏิหาริย์ดังนี้แล จึงอึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง ต่ออาเทสนาปาฏิหาริย์. (๓) เกวัฏฏะ ! อนุศาสนียปาฏิหาริย์ นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? เกวัฏฏะ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมสั่งสอนว่า ท่านจงตรึกอย่างนี้ ๆ อย่าตรึกอย่างนั้น ๆ,จงทำไว้ในใจอย่างนี้ ๆ อย่าทำไว้ในใจอย่างนั้น ๆ จงละสิ่งนี้ ๆ เสีย, จงเข้าถึงสิ่งนี้ ๆ แล้วแลอยู่ ดังนี้ นี้เราเรียกว่า อนุศาสนีปาฏิหาริย์. เกวัฏฏะ ! ---ฯลฯ--- ๑ เหล่านี้แล เป็นปาฏิหาริย์ ๓ อย่าง ที่เราได้ทำ ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ตามด้วย. เหตุที่ทำให้ทรงพระนามว่า “ตถาคต” สี่ ๒ ภิกษุ ท. ! โลก ๓ เป็นสภาพที่ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว ตถาคตจึงเป็นผู้ถอนตนจากโลกได้แล้ว. เหตุให้เกิดโลก เป็นสภาพที่ตถาคตได้รู้พร้อม ________________________________ ๑. ระหว่างนี้ ทรงแสดงข้อปฏิบัติ เรื่องศีล สันโดษ สติสัมปชัญญะ ฯลฯ ว่าเป็นอนุศาสนี- ปาฏิหาริย์ของพระองค์ อันหนึ่ง ๆ ทุกอัน. ๒. บาลี อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓, และ จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๐/๒๓. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๓. โลก ในที่นี้ คือทุกข์.
หน้า 199 T 5.3.43
เฉพาะแล้ว ตถาคตจึงละเหตุให้เกิดโลกได้แล้ว. ความดับไม่เหลือของโลกเป็นสภาพที่ตถาคตรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ตถาคตจึงทำให้แจ้งความดับไม่เหลือของโลกได้แล้ว. ทางให้ถึงความดับไม่เหลือของโลก เป็นสิ่งที่ตถาคตรู้พร้อมเฉพาะแล้วตถาคตจึงทำให้เกิดมีขึ้นได้แล้ว ซึ่งทางให้ถึงความดับไม่เหลือของโลกนั้น. ภิกษุ ท. ! อายตนะอันใด ที่พวกมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลก มาร, พรหม, ที่หมู่สัตว์พร้อม ทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ได้เห็นได้ฟัง ได้ดม-ลิ้ม-สัมผัส ได้รู้แจ้ง ได้บรรลุ ได้แสวงหา ได้เที่ยวผูกพันติดตามโดยน้ำใจ, อายตนะนั้น ตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะแล้วทั้งสิ้น เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า “ตถาคต”. ภิกษุ ท. ! ในราตรีใด ตถาคตได้ตรัสรู้ และในราตรีใด ตถาคตปรินิพพาน, ในระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอบ พร่ำสอน แสดงออกซึ่งคำใด, คำนั้นทั้งหมด ย่อมมีโดยประการเดียวกันทั้งสิ้น ไม่แปลกกันโดยประการอื่น, เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า “ตถาคต”. ภิกษุ ท. ! ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มาร, พรหม, ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ตถาคตเป็นผู้เป็นยิ่ง ไม่มีใครครอบงำ เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวงโดยเด็ดขาด เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด (โดยธรรม) แต่ผู้เดียว, เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า “ตถาคต”.
หน้า 200 T 5.3.44
เหตุที่ทำให้ทรงพระนามว่า “ตถาคต” เพราะทรงเป็นกาลวาทีภูตวาที ๑ จุนทะ ! แม้เป็นเรื่องในอดีต ถ้าไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ตถาคตย่อมไม่พยากรณ์ซึ่งเรื่องนั้น; จุนทะ ! แม้เป็นเรื่องในอดีตถ้าเป็นเรื่องจริง เรื่องแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตก็ย่อมไม่พยากรณ์ ซึ่งเรื่องแม้นั้น; จุนทะ ! แม้เป็นเรื่องในอดีต ถ้าเป็นเรื่องจริง เรื่องแท้ เรื่องประกอบด้วยประโยชน์, ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้กาลอันสมควรในเรื่องนั้น เพื่อพยากรณ์ปัญหานั้น. จุนทะ ! แม้เป็นเรื่องในอนาคต ถ้าไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ตถาคตย่อม ไม่พยากรณ์ซึ่งเรื่องนั้น; จุนทะ ! แม้เป็นเรื่องในอนาคต ถ้าเป็นเรื่องจริง เรื่องแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ตถาคตก็ย่อมไม่พยากรณ์ซึ่งเรื่องแม้นั้น; จุนทะ ! แม้เป็นเรื่องในอนาคต ถ้าเป็นเรื่องจริง เรื่องแท้ เรื่องประกอบด้วยประโยชน์, ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้กาลอันสมควรในเรื่องนั้น เพื่อพยากรณ์ปัญหานั้น. จุนทะ ! แม้เป็นเรื่องในปัจจุบัน ถ้าไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ตถาคตย่อม ไม่พยากรณ์ซึ่งเรื่องนั้น; จุนทะ ! แม้เป็นเรื่องในปัจจุบัน ถ้าเป็นเรื่องจริง เรื่องแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ตถาคตก็ย่อมไม่พยากรณ์ซึ่งเรื่องแม้นั้น; จุนทะ ! แม้เป็นเรื่องในปัจจุบัน ถ้าเป็นเรื่องจริง เรื่องแท้ เรื่องประกอบด้วยประโยชน์, ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้กาลอันสมควรในเรื่องนั้น เพื่อพยากรณ์ปัญหานั้น. ________________________________ ๑. บาลี ปาสาทิกสูตร ปา.ที. ๑๑/๑๔๘/๑๑๙. ตรัสแก่จุนทสมณุทเทส ที่อัมพวันปราสาท ของเจ้าศากยะพวกเวธัญญา.
หน้า 201 T 5.3.45
จุนทะ ! ด้วยเหตุดังนี้แล ตถาคตจึงเป็น กาลวาที สัจจวาที ภูตวาทีอัตถวาที ธัมมวาที วินยวาที ในธรรม ท. ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน; เพราะเหตุนั้น จึงได้นามว่า “ตถาคต”. หมายเหตุ : ขอให้ดูหัวข้อเรื่องว่า “เหตุที่ทำให้ได้พระนามว่า “ตถาคต” ที่หน้า ๑๙๘, และ “เรื่องที่ไม่ทรงพยากรณ์” จนถึง “เรื่องที่ทรงพยากรณ์” หน้า ๒๙๗-๓๐๓, แห่งหนังสือเล่มนี้, ประกอบกับเรื่องนี้ด้วย. -ผู้รวบรวม. ไวพจน์แห่งคำว่า “ตถาคต” ๑ วาเสฏฐะ ท. ! ก็ศรัทธาของผู้ใดแล ตั้งมั่นในตถาคต ฝังลงรากแล้วดำรงอยู่ได้มั่นคง อันสมณะหรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆในโลกก็ตาม ไม่ชักนำไปทางอื่นได้, ผู้นั้นควรจะ กล่าวได้อย่างนี้ว่า “เราเป็นบุตร เป็นโอรส เกิดจากปากของพระผู้มีพระภาค เกิดโดยธรรม อันธรรม เนรมิต เป็นทายาทแห่งธรรม” ดังนี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะคำว่า “ธรรมกาย” บ้าง “พรหมกาย” บ้าง “ธรรมภูต” บ้าง “พรหมภูต” บ้าง นี้ เป็นคำสำหรับเรียกแทนชื่อตถาคต แล. (อีกสูตรหนึ่ง ๒) ภิกษุ ท. ! คำว่า “สมณะ” เป็นคำแทนชื่อของตถาคตฯ ภิกษุ ท. ! คำว่า “พราหมณ์” เป็นคำแทนชื่อของตถาคตฯ ภิกษุ ท. ! คำว่า “เวทคู” ๓ เป็นคำแทนชื่อของตถาคตฯ ภิกษุ ท. ! คำว่า “ภิสักโก” ๔ เป็นคำแทนชื่อของตถาคตฯ ________________________________ ๑. บาลี ปา.ที. ๑๑/๙๑/๕๕. ตรัสแก่วาเสฏฐสามเณรและภารท๎วาชสามเณร ณ ที่บุพพาราม. ๒. บาลี อฏฐก. อํ. ๒๓/๓๕๒/๑๙๒. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ๓. เวทคู = ผู้จบเวท ๔. ภิสักโก = หมอผ่าตัด
หน้า 202 T 5.3.46
ภิกษุ ท. ! คำว่า “นิมมโล”เป็นคำแทนชื่อของตถาคตฯ ภิกษุ ท. ! คำว่า “วิมโล” เป็นคำแทนชื่อของตถาคตฯ ภิกษุ ท. ! คำว่า “ญาณี” เป็นคำแทนชื่อของตถาคตฯ ภิกษุ ท. ! คำว่า “วิมุตโต” เป็นคำแทนชื่อของตถาคตฯ ทรงปฏิญญาเป็นอภิสัมพุทธะ เมื่อทรงคล่องแคล่ว ใน อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๑ อานนท์ ! ตลอดกาลเพียงใด ที่เรายังไม่อาจเข้าออกอย่างคล่องแคล่วซึ่งอนุปุพวิหารสมาบัติเก้า ๒ ทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมแล้ว, ตลอดกาลเพียงนั้นเรายังไม่ปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่ง อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์. อานนท์ ! ก็แต่ว่าในกาลใดแล เราได้เข้า-ได้ออก อย่างคล่องแคล่วซึ่งอนุปุพพวิหารสมาบัติเก้า ทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลมแล้ว, ในกาลนั้น เราจึงปฏิญญาว่าเป็นผู้ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์. อนึ่ง ปัญญาเครื่องรู้และปัญญาเครื่องเห็น ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า “ความหลุดพ้นแห่งใจ ของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีกต่อไป” ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี นวก. อํ. ๒๓/๔๖๙/๒๔๕. ตรัสแก่พระอานนท์. ๒. อนุปพพวิหารเก้า มีอะไรบ้าง ดูตอนที่ว่าด้วย “การทรงพยายามในเนกขัมมจิตและอนุปุพพวิหารสมาบัติ ก่อนตรัสรู้” ภาค ๒ หน้า ๑๐๓.
หน้า 203 T 5.3.47
ทรงปฏิญญาเป็นอภิสัมพุทธะ เมื่อทรงทราบ ปัญจุปาทานขันธ์โดยปริวัฏฏ์สี่ ๑ ภิกษุ ท. ! อุปาทานขันธ์ ท. มีอยู่ ๕ อย่างเหล่านี้. ห้าอย่างคืออะไรเล่า ? ห้าอย่างคือ อุปาทานขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ. ภิกษุ ท. ! ตลอดกาลเพียงใด ที่เรายังไม่รู้พร้อมเฉพาะซึ่งอุปาทานขันธ์ทั้งห้าเหล่านี้ โดยปริวัฏฏ์สี่ ตามที่เป็นจริง ; ตลอดกาลเพียงนั้น เรายังไม่ปฏิญญาว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์. ภิกษุ ท. ! เมื่อใดแล เรารู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งอุปาทานขันธ์ทั้งห้าเหล่านี้ โดยปริวัฏฏ์สี่ ตามที่เป็นจริง; เมื่อนั้น เราก็ปฏิญญาว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์. ภิกษุ ท. ! โดยปริวัฏฏ์สี่นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? คือเราได้รู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งรูป ซึ่งความเกิดแห่งรูป ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งรูป ซึ่งปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งรูป. (ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ก็ตรัสไว้โดยหลักเกณฑ์ อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูป). (รายละเอียดเกี่ยวกับเบญจขันธ์ โดยปริวัฏฏ์สี่ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน โดยพิสดาร, ยังมีอีก; ผู้สนใจพึงหาอ่านจากหนังสือปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หน้า ๓๓๘ ถึงหน้า ๓๔๒) ________________________________ ๑. บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๗๒/๑๑๒. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
หน้า 204 T 5.3.48
ทรงปฏิญญาเป็นอภิสัมพุทธะ เมื่อทรงทราบอริยสัจจ์ หมดจดสิ้นเชิง ๑ ภิกษุ ท. ! ตลอดกาลเพียงไร ที่ญาณทัสสนะ (เครื่องรู้เห็น) ตามเป็นจริงของเรา อันมีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจจ์ทั้งสี่ ยังไม่เป็นญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี, ตลอดกาลเพียงนั้น เรายังไม่ปฏิญญาว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกกับทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์. ภิกษุ ท. ! เมื่อใด ญาณทัสสนะตามเป็นจริงของเรา อันมีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจจ์ทั้งสี่ เป็นญาณทัสสนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี, เมื่อนั้นเราก็ปฏิญญาว่าเป็นผู้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกกับทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์. (ในบาลีแห่งอื่น ยังมีการกล่าวถึงกาปฏิญญาว่าเป็นอภิสัมพุทธะ เมื่อทรงทราบอินทรีย์ ๕ แต่ละอย่าง โดยฐานะ ๕ คือ โดยความเกิด โดยความตั้งอยู่ไม่ได้ โดยรสอร่อย โดยโทษ โดยอุบายเครื่องออก. -มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๗๐/๘๙๔.) อีกแห่งหนึ่ง ตรัสว่า เมื่อทรงทราบ โลก โดยฐานะ ๓ คือ โดยรสอร่อยของโลก โดยโทษอันต่ำทรามของโลก และโดยอุบายเครื่องออกไปจากโลก. ดูที่หน้า ๖๙ บรรทัดที่ ๑๗ ไป (นับจากบรรทัดเลข หน้า) (ทั้ง ๒ หัวข้อเรื่อง) แห่งหนังสือเล่มนี้. อีกแห่งหนึ่ง ตรัสว่า เมื่อทรงทราบ ปัญจุปาทานขันธ์ แต่ละอย่าง โดยฐานะ ๓ คือ โดยรสอร่อย โดยโทษอันต่ำทราม และโดยอุบายเครื่องออกไป. ดูที่หน้า ๘๒ และหน้า ๘๕ แห่งหนังสือเล่มนี้. ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๐/๑๖๗๐. ตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ภิกษุ ที่พาราณสี.
หน้า 205 T 5.3.49
อีกแห่งหนึ่ง ตรัสว่า เมื่อทรงทราบ ธาตุ ๔ แต่ละอย่าง โดยฐานะ ๓ คือ โดยรสอร่อย โดยโทษอันต่ำทราม และโดยอุบายเครื่องออกไป. -นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๕/๔๐๗. อีกแห่งหนึ่ง ตรัสว่า เมื่อทรงทราบ อายตนะภายใน ๖ แต่ละอย่าง โดยฐานะ ๓ คือ โดยรสอร่อย โดย โทษอันต่ำทราม และโดยอุบายเครื่องออกไป. -สฬา. สํ. ๑๘/๑๑/๑๕. อีกแห่งหนึ่ง ตรัสว่า เมื่อทรงทราบ อายตนะภายนอก ๖ แต่ละอย่าง โดยฐานะ ๓ เช่นเดียวกับอายตนะภายใน ๖. -สฬา.สํ. ๑๘/๑๒/๑๖. อีกแห่งหนึ่ง ตรัสว่า เมื่อทรงทราบว่า มีญาณทัสสนะที่เป็นไปทับซึ่งเทวดา มีปริวัฏฏ์ ๘. ดูที่หน้า ๙๔ เริ่มตั้งแต่บรรทัด ๖ จากล่าง แห่งหนังสือเล่มนี้. อีกแห่งหนึ่ง ตรัสว่า เมื่อทรงทราบ อินทรีย์ (อายตนะภายใน) ๖ แต่ละอย่าง โดย ฐานะ ๕ คือ โดยการเกิด - ความตั้งอยู่ไม่ได้ - รสอร่อย -โทษอันต่ำทราม -อุบายเครื่องออก. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๗๒/๙๐๖. อีกแห่งหนึ่ง ตรัสว่า เมื่อทรงทราบ การพ้นจากเมถุนสัญโญค. ดูที่หน้า ๑๗๒ บรรทัดที่ ๔ (นับจากบรรทัดเลขหน้า) แห่งหนังสือเล่มนี้. -สตฺตก. อํ. ๒๓/๕๗/๔๗.) เหตุที่ทำให้ได้พระนามว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธะ” ๑ ภิกษุ ท. ! ความจริงอันประเสริญ ๔ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่, สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่าง คือ ความจริงอันประเสริฐ คือทุกข์; ความจริงอันประเสริฐ คือเหตุให้เกิดทุกข์; ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์; ความจริงอันประเสริฐ คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ : นี้แล ความจริงอันประเสริฐ ๔ อย่าง. ภิกษุ ท. ! เพราะได้ตรัสรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งความจริงอันประเสริฐ ๔ อย่างเหล่านี้แล ตถาคต จึงมีนาม ว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธะ” ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๓/๑๗๐๓.
หน้า 206 T 5.3.50
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอ ท. พึงกระทำความเพียรเพื่อให้รู้ว่า “นี้ ทุกข์; นี้ เหตุให้เกิดทุกข์; นี้ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์; นี้ ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์” ดังนี้แล. เหตุที่ทำให้ได้พระนามว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธะ” (อีกนัยหนึ่ง) ๑ ภิกษุ ท. ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ หลุดพ้นแล้วจาก รูป เพราะความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ และความไม่ยึดมั่น จึงได้นามว่า “สัมมาสัมพุทธะ”. ภิกษุ ท. ! แม้ภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์ ก็หลุดพ้นแล้วจากรูปเพราะความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ และความไม่ยึดมั่น จึงได้นามว่า “ปัญญาวิมุตต์”. (ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ก็ได้ตรัสไว้ มีข้อความแสดงหลักเกณฑ์ อย่างเดียวกัน กับในกรณีแห่งรูปที่กล่าวแล้ว). ภิกษุ ท. ! ในกรณีนั้น อะไรเป็นความผิดแผกแตกต่างกัน อะไรเป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน อะไรเป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกัน ระหว่างตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์ ? ภิกษุ ท. ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้มีคนรู้ ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้เป็นมรรคที่กล่าวกันแล้ว ตถาคตเป็นมัคคัญญู (รู้มรรค) เป็นมัคควิทู (รู้แจ้งมรรค) เป็นมัคคโกวิโท (ฉลาดในมรรค). ภิกษุ ท. ! ส่วนสาวก ท. ในกาลนี้ เป็นมัคคานุคา (ผู้เดินตามมรรค) เป็นผู้ตามมาในภายหลัง. ________________________________ ๑. บาลี ขนฺธ. สํ.๑๗/๘๑/๑๒๕. ตรัสแก่ภิกษุ ท.
หน้า 207 T 5.3.51
ภิกษุ ท. ! นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่างกัน ระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุผู้ปัญญาวิมุตต์. เหตุที่ทำให้ได้พระนามว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธะ” (อีกนัยหนี่ง) ๑ ภิกษุ ท. ! อิทธิบาท ท. ๔ ประการเหล่านี้ มีอยู่. สี่ประการคืออะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้คือ ภิกษุย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย ฉันทะ เป็นปธานกิจ ๑; ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย วิริยะ เป็นปธานกิจ ๑; ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย จิตตะ เป็นปธานกิจ ๑; ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย วิมังสา เป็นปธานกิจ (กิจในที่นี้คือ กิจเกี่ยวกับ การระวัง, การละ, การทำให้เกิดมี และการรักษา) ๑. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ชื่อว่าอิทธิบาท ท. ๔ ประการ. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุที่ได้เจริญกระทำให้มาก ซึ่งอิทธิบาท ท. ๔ ประการเหล่านี้แล ตถาคต จึงได้นามว่า “อรหันตสัมมาสัมพุทธะ” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “นี้คือ อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย ฉันทะ เป็นปธานกิจ”; ภิกษุ ท. ! จักษุ ณาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่ไม่เคยฟังมาแต่ ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๓๐/๑๑๑๘. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 208 T 5.3.52
ก่อน ว่า “ก็ อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัยฉันทะ เป็นปธานกิจ นี้ เป็นธรรมที่ ควรทำให้เกิดมี”; ภิกษุ ท. ! จักษุ ญาณปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมที่ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ว่า “ก็ อิทธิบาท อันประกอบพร้อมด้วยธรรมเครื่องปรุงแต่ง มีสมาธิอาศัย ฉันทะ เป็นปธานกิจ นี้ เราทำให้เกิดมีได้แล้ว”. (ในกรณีแห่ง วิริยะอิทธิบาท จิตตะอิทธิบาท วิมังสาอิทธิบาท ก็ตรัสไว้ด้วยระเบียบแห่งถ้อยคำ อย่างเดียวกัน). เหตุที่ทำให้ได้พระนามว่า “อนุตตรปุริสทัมมสารถิ” ๑ ภิกษุ ท. ! คำที่เรากล่าวแล้วว่า “ตถาคตนั้น เป็นผู้อันบุคคลกล่าวว่าเป็นสารถีฝึกบุรุษ ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ในบรรดาอาจารย์ผู้ฝึก ท.” ดังนี้นั้น; คำนั้น เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ช้าง ที่ควรฝึก อันควาญช้างฝึกจนรู้บทแห่งการฝึกแล้ว ก็แล่นไปได้สู่ทิศทางเดียวเท่านั้น คือทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ หรือทิศใต้. ภิกษุ ท. ! ม้า ที่ควรฝึก อันควาญม้าฝึกจนรู้บทแห่งการฝึกแล้ว ก็แล่นไปได้สู่ทิศทางเดียวเท่านั้น คือทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ หรือทิศใต้. ภิกษุ ท. ! โค ที่ควรฝึก อันผู้ฝึกโคจนรู้บทแห่งการฝึกแล้ว ก็แล่นไปได้สู่ทิศทางเดียวเท่านั้น คือทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ หรือทิศใต้. ภิกษุ ท. ! ส่วน บุรุษที่ควรฝึก อันตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะฝึกจนรู้บทแห่งการฝึกแล้ว ก็แล่นไปได้สู่ทิศทั้งแปด : เป็นผู้มีรูป ย่อมเห็นรูป ท. นี้คือทิศที่ ๑; เป็นผู้ ไม่มีสัญญาในรูปอันเป็นภายใน ย่อมเห็นซึ่งรูป ท. อันเป็นภายนอก ________________________________ ๑. บาลี สฬายตนวิภังคสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๔๐๙/๖๓๗. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
หน้า 209 T 5.3.53
นี้เป็นทิศที่ ๒; เป็นผู้ น้อมใจด้วยความรู้สึกว่า “งาม” เท่านั้น นี้เป็นทิศที่ ๓;เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งรูปสัญญา เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง เป็นผู้เข้าถึงซึ่ง อากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า “อนันโต อากาโส” ดังนี้ แล้วแลอยู่ นี้เป็นทิศที่ ๔; เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เป็นผู้เข้าถึงซึ่ง วิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า “อนันตัง วิญญาณัง” ดังนี้ แล้วแลอยู่ นี้เป็นทิศที่ ๕; เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เป็นผู้เข้าถึงซึ่งอากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่า “นัตถิ กิญจิ” ดังนี้ แล้วแลอยู่ นี้เป็นทิศที่ ๖; เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เป็นผู้เข้าถึงซึ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วแลอยู่ นี้เป็นทิศที่ ๗; เพราะก้าวล่วงเสียได้ซึ่งเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เป็นผู้เข้าถึงซึ่ง สัญญาเวทยิตนิโรธแล้วแลอยู่ นี้เป็นทิศที่ ๘. ภิกษุ ท. ! บุรุษที่ควรฝึก อันตถาคตผู้อรหันตสัมมา-สัมพุทธะฝึกจนรู้บทแห่งการฝึกแล้ว ก็แล่นไปได้สู่ทิศทั้ง ๘ เหล่านี้. ภิกษุ ท. ! คำที่เรากล่าวแล้วว่า “ตถาคตนั้น เป็นผู้อันบุคคลกล่าวว่าเป็นสารถีฝึกบุรุษ ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ในบรรดาอาจารย์ผู้ฝึก ท.” ดังนี้นั้น; คำนั้น เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยความข้อนี้, ดังนี้แล. เหตุที่ทำให้ได้พระนามว่า “โยคักเขมี” ๑ ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงธรรมปริยาย ชื่อว่า โยคักเขมีปริยาย แก่เธอ ท. พวกเธอ ท. จงฟัง. ภิกษุ ท. ! ก็ ธรรมปริยาย ชื่อว่าโยคักเขมีปริยาย เป็นอย่างไรเล่า ? ________________________________ ๑. บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๓๐๕/๑๕๒. ตรัสแก่ภิกษุ ท.
หน้า 210 T 5.3.54
ภิกษุ ท. ! รูป ท. ที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีรูปน่ารักเป็นที่ตั้งอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด มีอยู่; รูป ท. เหล่านั้นอันตถาคตละหมดแล้ว มีมูลรากอันถอนขึ้นได้แล้ว กระทำให้เหมือนต้นตาลไม่มีวัตถุสำหรับงอก กระทำให้ถึงความไม่มีไม่เป็น เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา และตถาคตได้กล่าวบอกโยคกรรมเพื่อละเสียซึ่งรูป ท. เหล่านั้นด้วย เพราะเหตุนั้น ตถาคตจึงได้นามว่า “โยคักเขมี” (ผู้กระทำความเกษมทั้งแก่ตนและผู้อื่น) ดังนี้. (ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ ท. ก็ทรงแสดงไว้ ด้วยถ้อยคำ อันมีหลักเกณฑ์ อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปที่กล่าวแล้ว) ภิกษุ ท. ! นี้แล ธรรมปริยาย อันชื่อว่าโยคักเขมีปริยาย, ดังนี้แล. ทรงเป็นศาสดาประเภทตรัสรู้เอง ๑ “พระโคดมผู้เจริญ ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ๆ ผู้ถึงที่สุดแห่งบารมีเพื่อบรรลุอภิญญาในธรรมอันตนเห็นแล้ว (ตามแบบของตนๆ) แล้วบัญญัติหลักลัทธิพรหมจรรย์อย่างหนึ่ง ๆ. พระโคดมผู้เจริญ ! ในบรรดาสมณพราหมณ์ผู้บัญญัติหลักลัทธิพรหมจรรย์อย่างหนึ่ง ๆ เหล่านั้น พระโคดมผู้เจริญ ! พระองค์เป็นพวก ไหน?” ภารท๎วาชะ ! เรากล่าว มาตรฐานที่ต่างกัน ในบรรดาสมณพราหมณ์ผู้ถึงที่สุดแห่งบารมีเพื่อ บรรลุอภิญญาในะธรรมอันตนเห็นแล้ว (ตามแบบของตนๆ) เหล่านั้น : ________________________________ ๑. บาลี สคารวสูตร ม.ม. ๑๓/๖๖๘/๗๓๗. ตรัสแก่สคารวมาณพที่ไปทูลถามเรื่องนี้กะพระองค์ ที่สวนมะม่วงของพวก โตเทยยพราหมณ์ ใกล้หมู่บ้านปัจจลกัปป์ แคว้นโกศล.
หน้า 211 T 5.3.55
ภารท๎วาชะ ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ถึงที่สุดแห่งบารมีเพื่อบรรลุอภิญญาในธรรมอันตนเห็นแล้ว (ตามแบบของตนๆ), เขาเป็นพวกมีหลักลัทธิที่ฟังตามๆ กันมา (อนุสฺสวิกา); โดยการฟังตามๆ กันมานั้น เขาได้บัญญัติหลักลัทธิพรหมจรรย์ขึ้นมา ดังเช่นพวกพราหมณ์ไตรเพท (พฺราหฺมณา เตวิชฺชา); นี้มีอยู่ พวกหนึ่ง. ภารท๎วาชะ ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ถึงที่สุดแห่งบารมีเพื่อบรรลุอภิญญาในธรรมอันตนเห็นแล้ว (ตามแบบของตนๆ); เพราะอาศัยสัทธาอย่างเดียวเป็นมาตรฐาน (เกวลํ สทฺธามตฺตกา) เขาได้บัญญัติหลักลัทธิพรหมจรรย์ขึ้นมา ดังเช่นพวกนักตรึกตรอง (ตกฺกี วีมํสี); นี้ก็มีอยู่พวกหนึ่ง. ภารท๎วาชะ ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ซึ่งก็ถึงที่สุดแห่งบารมีเพื่อบรรลุอภิญญาในธรรมอันตนเห็นแล้ว (ตามแบบของตนๆ) ได้บัญญัติหลักลัทธิพรหมจรรย์ขึ้นมา ด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ยิ่ง (อภิญญา) ซึ่งธรรมด้วยตนเองโดยแท้ ในธรรม ท. ที่ไม่เคยฟังมาแต่ก่อน; นี้ก็มีอยู่พวกหนึ่ง. ภารทวาชะ ! ท่านพึงทราบโดยปริยาย แม้นี้ว่า เราเป็นผู้หนึ่ง ในบรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น. ไม่ทรงเป็นสัพพัญญูทุกอิริยาบถ ๑ วัจฉะ ! พวกชนเหล่าใด ที่กล่าวว่า “พระสมณโคดม เป็นผู้สัพพัญญูรู้สิ่งทั้งปวงอยู่เสมอเป็นธรรมดา เป็นผู้สัพพทัสสาวี เห็นสิ่งทั้งปวงอยู่เสมอเป็นธรรมดา และปฏิญญาความรู้ความเห็นทั่วทุกกาลไม่มีส่วนเหลือว่า เมื่อเราเที่ยวไปๆ ก็ดี หยุดอยู่ก็ดี หลับอยู่ก็ดี ตื่นอยู่ก็ดี ความรู้ ความเห็นนั้น ย่อม ________________________________ ๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๒๓๗/๒๔๑. ตรัสแก่วัจฉโคตตปริพพาชก ที่อารามเอกบุณฑริก.
หน้า 212 T 5.3.56
ปรากฏแก่เราติดต่อเนื่องกันอยู่เสมอ” ดังนี้ ชนพวกนั้นไม่ได้กล่าวตรงตามที่ เรากล่าว, แต่เขากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่มีจริง ไม่เป็นจริง. วัจฉะ ! ต่อเราต้องการจะน้อมจิตไปเฉพาะเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณเราจึงตามระลึกถึง ขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อน ....ฯลฯ... ๑, ต่อเราต้องการจะน้อมจิตไปเฉพาะเพื่อทิพพจักขุญาณ เราจึงน้อมจิตไปเพื่อทิพพจักขุญาณ ...ฯลฯ... เราทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ฯลฯ แล้วแลอยู่. วัจฉะ ! เมื่อผู้ใดกล่าวให้ชัดว่า “พระสมณโคดม มีวิชชาสาม” ดังนี้จึงจะชื่อว่า ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง, เป็นการกล่าวถูกต้องตามธรรม และผู้ที่กล่าวตามเขาต่อๆ ไป ก็จะไม่ตกไปในฐานะอันใครจะพึงติเตียนได้. ทรงยืนยันความเป็นมหาบุรุษ ๒ วัสสการพราหมณ์ ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลว่า :- “พระโคดมผู้เจริญ ! พวกข้าพเจ้าย่อมบัญญัติบุคคลที่มีธรรม ๔ ประการ ว่าเป็นมหาบุรุษ มหาปราชญ์. ธรรม ๔ ประการเหล่าไหนเล่า ? “พระโคดมผู้เจริญ ! คือคนในโลกนี้ เป็นพหุสูต มีเรื่องที่ควรสดับอันตนได้สดับแล้วมาก, เป็นคนรู้เนื้อความแห่งข้อความที่มีผู้กล่าวแล้วนั้น ๆ ว่านี้เป็นความหมายแห่งภาษิตนี้, เป็นคนมีสติระลึกสืบสาวการที่ทำคำที่พูดแล้วแม้นานได้, และเป็นคนฉลาดในกิจการของคฤหัสถ์ที่ต้องจัดต้องทำ ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการเหล่านั้น มีปัญญาพิจารณาสอบสวนอันเป็นอุบายวิธีที่จะให้กิจการนั้นสำเร็จได้ด้วยดี สามารถทำเอง และสามารถที่จะ ________________________________ ๑. คำที่ละด้วย ...ฯลฯ... ดูเต็มที่ได้ในตอนตรัสรู้ วิชชาสาม, ในภาค ๒. ๒. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๕/๓๕. ตรัสแก่วัสสการพราหมณ์ที่เวฬุวัน ใกล้เมืองราชคฤห์.
หน้า 213 T 5.3.56
จัดให้ผู้อื่นทำ ในกิจการเหล่านั้น, พระโคดมผู้เจริญ ! พวกข้าพเจ้าบัญญัติบุคคลผู้มีธรรม ๔ ประการเหล่านี้แล ว่าเป็นมหาบุรุษ มหาปราชญ์. ถ้าคำของข้าพเจ้าควรอนุโมทนา ก็ขอ จงอนุโมทนา, ถ้าควรคัดค้าน ก็ ขอจงคัดค้านเถิด”. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบว่า :- พราหมณ์ ! เราไม่อนุโมทนาของท่าน, เราไม่คัดค้านของท่าน. เราเอง ก็บัญญัติบุคคลที่มี ธรรม ๔ ประการ ว่าเป็นมหาบุรุษ มหาปราชญ์. ธรรม ๔ ประการ เหล่าไหนเล่า ? พราหมณ์ ! คือคนในโลกนี้ เป็นผู้ปฏิบัติเกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขของมหาชน ยังประชุมชนเป็นอันมากให้ประดิษฐานอยู่ในอริยญายธรรมคือ ความเป็นผู้มีธรรมงาม มีธรรมเป็นกุศล. อนึ่ง เขาเป็นผู้จำนงจะตรึกเรื่องใด ก็ตรึกเรื่องนั้นได้, ไม่จำนงจะตรึกเรื่องใด ก็ไม่ตรึกเรื่องนั้นได้, จำนงจะดำริเรื่องใด ก็ดำริเรื่องนั้นได้, ไม่จำนงจะดำริเรื่องใด ก็ไม่ดำริเรื่องนั้นได้ เพราะเขาเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิตในคลองแห่ง ความตรึกทั้งหลาย. อนึ่ง เขาเป็นผู้ได้ตามต้องการ ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง๔ อันเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในภพปัจจุบันนี้ อันเป็นธรรมเป็นไป ในทางจิตขั้นสูง. อนึ่ง เขานั้นย่อมกระทำให้แจ้งได้ ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะเพราะสิ้นอาสวะแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ในวิหารธรรมนั้น ในภพอันเป็นปัจจุบันนี้. พราหมณ์ ! เราไม่อนุโมทนาของท่าน, เราไม่คัดค้านของท่าน, แต่เราบัญญัติบุคคลที่มี ธรรม ๔ ประการนี้แล ว่าเป็นมหาบุรุษ มหาปราชญ์.
หน้า 214 T 5.3.57
วัสสการพราหมณ์ ได้อนุโมทนาสรรเสริญคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอันมาก ในที่สุด พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสคำนี้ว่า :- พราหมณ์ ! ท่านกล่าวคำพาดพิงถึงเรา. เอาเถิดเราจะพูดให้แจ้งชัดทีเดียวว่า เราแลเป็นผู้ปฏิบัติเกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขของมหาชนยังประชุมชนให้ตั้งอยู่ในอริยญายธรรม กล่าวคือความเป็นผู้มีธรรมงาม เป็นผู้มีธรรมเป็นกุศล. เราแล เป็นผู้จำนงจะตรึกในเรื่องใด ก็ตรึกในเรื่องนั้นได้ ไม่จำนงจะตรึกในเรื่องใด ก็ไม่ตรึกในเรื่องนั้นได้, จำนงจะดำริในเรื่องใดก็ดำริในเรื่องนั้นได้ ไม่จำนงจะดำริในเรื่องใด ก็ไม่ดำริในเรื่องนั้นได้ เพราะเราเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิต ในคลองแห่งความตรึกทั้งหลาย. เราแล เป็นผู้ได้ตามต้องการได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งฌานทั้ง ๔ อันเป็นธรรม เครื่องอยู่เป็นสุขในภพเป็นปัจจุบันนี้ อันเป็นธรรมเป็นไปในทางจิตขั้นสูง. เราแล เป็นผู้ทำให้แจ้งได้ ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ในวิหารธรรมนั้น ในภพอันเป็นปัจจุบันนี้ ดังนี้. ทรงอยู่ในฐานะที่ใครๆ ยอมรับว่าเลิศกว่าสรรพสัตว์ ๑ ภิกษุ ท. ! สัตว์ ท. ที่ไม่มีเท้า หรือมี ๒ เท้าก็ดี มี ๔ เท้า หรือมีเท้ามากก็ดี มีรูป หรือไม่มีรูปก็ดี มีสัญญา หรือไม่มีสัญญาก็ดี มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ก็ดี, มีประมาณเท่าใด; ตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะอันใครๆ ย่อมกล่าวว่า เป็นผู้เลิศ กว่าสัตว์ ท. เหล่านั้น. ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๔/๓๔; และบาลี อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๙๘/๒๗๐. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. และบาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๓๗/๓๒.
หน้า 215 T 5.3.59
ภิกษุ ท. ! ชนเหล่าใด เลื่อมใสแล้ว ในพระพุทธเจ้า; ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้เลื่อมใสในบุคคลเลิศ. เมื่อเลื่อมใสในสิ่งที่เลิศ วิบากก็เป็นวิบากเลิศ แล. ไม่มีใครเปรียบเสมอ ๑ ภิกษุ ท. ! บุคคลเอก เมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ย่อมเกิดขึ้น เป็นผู้ซึ่งไม่มีใครซ้ำสอง ไม่มีใครร่วมเป็นสหายด้วยได้ ไม่มีคู่เปรียบ ไม่มีผู้เท่าทัน ไม่มีผู้คล้ายด้วย ไม่มีคนเทียบได้ ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีใครที่จะเปรียบให้เหมือนได้และเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลายแล. ใครกันเล่าเป็นบุคคลเอก ? ตถาคต ผู้เป็นอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง นี้แลเป็นบุคคลเอก. ภิกษุ ท. ! นี่แล บุคคลเอก ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นมาในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นผู้ซึ่งไม่มีใครซ้ำสอง ไม่มีใครร่วมเป็นสหายด้วยได้ ไม่มีคู่เปรียบ ไม่มีผู้เท่าทันไม่มีผู้คล้ายด้วย ไม่มีคนเทียบได้ ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีใครที่จะเปรียบให้เหมือนได้ และเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลายแล. ไม่ทรงอภิวาทผู้ใด ๒ พราหมณ์ ! ในโลกนี้ กับทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก, ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์, เราไม่มองเห็นใครที่เราพึงอภิวาท พึงลุกขึ้นยืนรับ พึงต้อนรับด้วยตั้งอาสนะให้ เพราะว่าตถาคตอภิวาท ลุกรับ ตั้งอาสนะให้ผู้ใด ศีรษะของผู้นั้นจะพึงแตกกระจายออก. ๓ ________________________________ ๑. บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๓. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี อฏฐก. อํ. ๒๓/๑๗๔/๑๐๑. ตรัสแก่เวรัญชพราหมณ์ ที่โคนไม้สะเดาชื่อนเฬรุ เมืองเวรัญชา. ๓. คำนี้เป็นโวหารพูด เช่น เมื่อครูบาอาจารย์ของเรา มาไหว้เราเรารู้สึกเป็นทุกข์ร้อน, หรือว่าเป็นตรงตามอักษร แล้วแต่จะสันนิษฐาน.
หน้า 216 T 5.3.61
ทรงเป็นธรรมราชา ๑ เสละ ! เราเป็นธรรมราชา ไม่มีราชาอื่นยิ่งไปกว่า. เราหมุนจักรโดยธรรมให้เป็นไป. เป็นจักรซึ่งใครๆ จะต้านทางให้หมุนกลับมิได้เลย. “ข้าแต่พระโคดม ! พระองค์ทรงปฏิญญาว่าเป็นสัมพุทธะ เป็นธรรมราชาที่ไม่มีราชาอื่นยิ่งกว่า, และหมุนจักรโดยธรรมให้เป็นไป. แล้วก็ไหนเล่า เสนาบดีของพระองค์, ในบรรดาสาวกของพระองค์นั้น ใครเล่าสามารถหมุนจักรที่พระองค์ให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไป ตามได้ ?” เสละ ! จักรที่เราให้เป็นไปแล้ว เป็นธรรมจักรไม่มีจักรอื่นยิ่งไปกว่า.สารีบุตรเป็นผู้เกิดตามตถาคต ย่อมหมุนจักรนั้นให้เป็นไปตามเราได้. เสละ ! สิ่งควรรู้ เราก็รู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง. สิ่งควรทำให้เกิดมี เราก็ได้ทำให้เกิดมีแล้ว. สิ่งควรละ เราก็ละเสร็จแล้ว. เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ เราจึงเป็นสัมพุทธะ. ทรงเป็นธรรมราชาที่เคารพธรรม ๒ ดูก่อนภิกษุ ! จักรพรรดิราชผู้ประกอบในธรรม เป็นธรรมราชา อาศัยธรรมอย่างเดียว สักการะธรรม เคารพธรรม นอบน้อมธรรม มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นอธิบดี ย่อมจัดการอารักขาป้องกัน และคุ้มครองโดยชอบธรรม ในหมู่ชนในราชสำนัก ในกษัตริย์ที่เป็นเมืองออก ในหมู่พล ในพราหมณ์และคฤหบดี ในราษฎรชาวนิคม และชนบท ในสมณะและพราหมณ์และในเนื้อและนก, ทั้งหลาย; ชื่อว่าเป็นผู้ยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม และเป็นจักรที่มนุษย์ใดๆ ผู้เป็นข้าศึก ไม่อาจให้หมุนกลับได้ด้วยมือ; นี้ฉันใด; ________________________________ ๑. บาลี เสลสูตร ม.ม. ๑๓/๕๕๔/๖๐๙. ตรัสแก่เสลพราหมณ์ ที่อาปณนิคมแคว้นอังคุตตราปะ. ๒. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๑๓๘/๔๕๓.
หน้า 217 T 5.3.62
ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ตถาคตเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ เป็นธรรมราชาผู้ประกอบด้วยธรรม อาศัยธรรมอย่างเดียว สักการะธรรม เคารพธรรม นอบน้อมธรรม มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นอธิบดี ย่อมจัดการอารักขา ป้องกัน และคุ้มครอง โดยธรรม ในกายกรรม, วจีกรรม, และมโนกรรม ว่า อย่างนี้ๆ ควรเสพ อย่างนี้ๆ ไม่ควรเสพ ดังนี้, ได้ยังธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่นยิ่งไปกว่า ให้เป็นไปโดยธรรมนั่นเทียว. และเป็นจักรที่สมณะหรือพราหมณ์, เทพ, มาร, พรหม, หรือใครๆ ในโลกไม่อาจต้านให้หมุนกลับได้, ฉะนั้น. เมื่อได้ประมวลข้อความอันเป็นเรื่องแวดล้อมภาวะของการตรัสรู้ เป็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้าของพระองค์มาจนหมดจดแล้ว เราได้เริ่มเนื้อความที่เป็นท้องเรื่องติดต่อเป็นลำดับกัน สืบไปอีก ดังนี้ :- ทรงคิดหาที่พึ่งสำหรับพระองค์เอง ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อเราอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา, ที่ต้นไทรเป็นที่พักร้อนของเด็กเลี้ยงแพะ คราวเมื่อตรัสรู้ใหม่ๆ, ภิกษุ ท. ! เมื่อเราเร้นอยู่ ณ ที่สงัด เกิดปริวิตกขึ้นในใจว่า “ผู้อยู่ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่พึ่งพำนักย่อมเป็นทุกข์, เราจะพึงสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์คนไหนหนอ แล้วแลอยู่?” ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๕/๒๑. ตรัสแก่ภิกษุสงฆ์ ที่เชตวัน.
หน้า 218 T 5.3.62
ภิกษุ ท. ! ความรู้สึกอันนี้ได้เกิดแก่เราว่า “เรามองไม่เห็น สมณพราหมณ์อื่นที่ไหนในโลกนี้ และเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์, เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ ซึ่งสมบูรณ์ด้วยศีล ด้วยสมาธิด้วยปัญญา ด้วยวิมุตติ ยิ่งกว่าเรา ซึ่งเราควรสักการะเคารพ แล้วเข้าไปอาศัยอยู่”. ภิกษุ ท. ! ความคิดอันนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “ถ้าไฉน ธรรมอันใดที่เราได้ตรัสรู้แล้ว. เราพึงสักการะเคารพธรรมนั้น เข้าไปอาศัยแล้วแลอยู่เถิด”. สหัมบดีพรหม รู้ความคิดในใจของเรา อันตรธานจากพรหมโลก มาปรากฏอยู่เฉพาะหน้าเรา ในชั่วเวลาที่คนแข็งแรง เหยียดแขนออก แล้วคู้เข้า เท่านั้น. ภิกษุ ท. ! สหัมบดีพรหม ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง จดเข่าข้างขวาที่พื้นดิน ๑ น้อมอัญชลีเข้ามาหาเราแล้ว กล่าวกะเราว่า “อย่างนั้นแหละ พระผู้มีพระภาค ! อย่างนั้นแหละ พระสุคต ! ข้าแต่พระองค์ ! แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ล่วงไปแล้วในอดีต ก็ได้สักการะเคารพธรรมนั่นเอง เข้าไปอาศัยแล้วแลอยู่, แม้ที่จักมาตรัสรู้ข้างหน้า ก็จักสักการะเคารพธรรมนั่นเอง จักเข้าไปอาศัยแล้วแลอยู่. ข้าแต่พระองค์ ! แม้พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ ก็ขอจงสักการะเคารพธรรมนั่นแหละเข้าไปอาศัยแล้ว แลอยู่เถิด”. สหัมบดีพรหมได้กล่าวคำนี้แล้ว; ได้กล่าวคำอื่นอีก(ซึ่งผูกเป็นกาพย์) ว่า :- “พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดในอดีตด้วย พระสัมพุทธเจ้าเหล่าใดในอนาคตด้วย และพระสัมพุทธเจ้าผู้ทำความโศกแห่งสัตวโลกเป็นอันมากให้ฉิบหายไปในกาลบัดนี้ด้วย, พระสัมพุทธเจ้าทั้งหมดนั้น ล้วนแล้วแต่เคารพพระสัทธรรมแล้วแลอยู่แล้ว, อยู่อยู่, และจักอยู่ ; ________________________________ ๑. ขอให้สังเกตบาลีตอนนี้ อันแสดงให้เห็นว่าการนั่งท่าพรหมนั้นเป็นอย่างไร.
หน้า 219 T 5.3.63
ข้อนี้เป็นธรรมดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, เพราะเหตุนั้นแล คนผู้รักตน หวังอยู่ต่อคุณอันใหญ่ ระลึกถึงซึ่งพระพุทธศาสนาอยู่ จงเคารพพระสัทธรรมเถิด.” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! สหัมบดีพรหมได้กล่าวคำนี้แล้ว, อภิวาทเราแล้วกระทำประทักษิณหายไปในที่นั้น. ภิกษุ ท.! เราเข้าใจในการเชื้อเชิญของพรหม และการกระทำที่สมควรแก่ตน : เราได้ตรัสรู้ธรรมใด ก็ สักการะเคารพธรรมนั้น เข้าไปอาศัยธรรมนั้น อยู่แล้ว. ภิกษุ ท. ! อนึ่ง ในกาลใดแล หมู่สงฆ์ประกอบพร้อมด้วยคุณอันใหญ่, ในกาลนั้น เรามีความเคารพ แม้ในสงฆ์ ๑, ดังนี้. ทรงถูกพวกพราหมณ์ตัดพ้อ ๒ ภิกษุ ท. ! เมื่อเราอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา ที่ต้นไทรเป็นที่พักร้อนของพวกคนเลี้ยงแพะ (อชปาลนิโครธ) ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา คราวแรกตรัสรู้ใหม่ๆ. ภิกษุ ท. ! พราหมณ์เป็นอันมาก ล้วนแต่เป็นคนแก่ คนเฒ่า เป็นผู้ใหญ่เกิดนาน ถึงวัยแล้ว เข้าไปหาเราถึงที่ที่เราพักอยู่ ทำความปราศรัยพอคุ้นเคยแล้ว. ภิกษุ ท. ! พราหมณ์เหล่านั้นได้กล่าวคำนี้กะเราว่า “พระโคดมผู้เจริญ ! ข้อนี้ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว ว่า “พระสมณโคดม ไม่อภิวาท ไม่ลุกรับ ไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะกะพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ เกิดนาน ถึงวัยแล้ว.” ข้อนี้จริงอย่างนั้นหรือพระโคดม ? ข้อนี้ไม่สมควรมิใช่หรือ ?” ดังนี้. ________________________________ ๑. พระสงฆ์ โปรดระลึกถึงพระพุทธภาษิตนี้ ให้จงหนัก. ... ผู้แปล. ๒. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๘/๒๒. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 220 T 5.3.64
ภิกษุ ท. ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “พราหมณ์มีอายุพวกนี้ ไม่รู้จักเถระ (ผู้แก่จริง), หรือธรรมที่ทำคนเราให้เป็นเถระ”. ภิกษุ ท.! คนเราแม้เป็นผู้เฒ่า มีอายุ ๘๐, ๙๐, ๑๐๐ ปี โดยกำเนิด ก็ดี, แต่เขามีคำพูดไม่เหมาะแก่กาล, พูดไม่จริง, พูดไม่มีประโยชน์, พูดไม่เป็นธรรม, ไม่เป็นวินัย, กล่าววาจาไม่มีที่ตั้ง ไม่มีที่อิง ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, คนผู้นั้นถึงการนับว่าเป็น “เถระผู้พาล” โดยแท้. ภิกษุ ท. ! คนผู้ใดแม้ยังอ่อน ยังหนุ่ม ยังรุ่น มีผมยังดำ ประกอบด้วยวัยกำลังเจริญอยู่ในปฐมวัย, แต่เขาเป็นผู้มีคำพูดเหมาะแก่กาล, พูดจริง, พูดมีประโยชน์, พูดเป็นธรรม, เป็นวินัย, กล่าววาจามีที่ตั้ง มีหลักฐาน มีที่สิ้นสุดประกอบด้วยประโยชน์แล้ว, คนนั้น ถึงการควรนับว่าเป็น “เถระผู้บัณฑิต” นั้นเทียว. มารทูลให้นิพพาน ๑ อานนท์ ! ครั้งหนึ่งเมื่อเราอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา, ที่ต้นไทรเป็นที่พักร้อนของเด็กเลี้ยงแพะ เมื่อได้ตรัสรู้ใหม่ๆ, มารผู้มีบาปได้เข้ามาหาเราถึงที่นั้น ยืนอยู่ในที่ควรแล้วกล่าวกะเราว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงปรินิพพานเถิด ขอพระสุคตจงปรินิพพานเถิด, บัดนี้เป็นเวลาสมควรปรินิพพาน ของพระผู้มีพระภาคแล้ว”. เราได้กล่าวกะมารนั้นว่า :- “ท่านผู้มีบาป ! เราจักไม่ปรินิพพานก่อน, ตลอดกาลที่ ภิกษุ... ภิกษุณี...อุบาสก..อุบาสิกา ผู้เป็นสาวก (และสาวิกา) ของเรา ยังไม่เป็นผู้ฉลาด ________________________________ ๑. บาลี มหา. ที. ๑๐/๑๓๑/๑๐๒. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ปาวาลเจดีย์
หน้า 221 T 5.3.65
ยังไม่ได้รับคำแนะนำ ยังไม่แกล้วกล้า ยังไม่เป็นพหุสูต ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมควรแก่ธรรม ปฏิบัติถูกต้อง ปฏิบัติตามธรรม, ยังต้องเรียนความรู้ของอาจารย์ตนต่อไปก่อน จึงจักบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้นซึ่งพระสัทธรรม จนข่มขี่ปรัปวาทที่เกิดขึ้น ให้ราบเรียบโดยธรรมแล้วแสดงธรรม ประกอบด้วยความน่าอัศจรรย์ได้. ท่านผู้มีบาป ! และเราจักไม่ปรินิพพานก่อน, ตลอดกาลที่พรหมจรรย์ (คือศาสนา) นี้ ยังไม่ตั้งมั่น รุ่งเรืองแผ่ไพศาล เป็นที่รู้จักแห่งชนมาก เป็นปึกแผ่นแน่นหนา จนกระทั่งเทวดาและมนุษย์ ท. สามารถ ประกาศได้ด้วยดี”. ทรงท้อพระทัยในการแสดงธรรม ๑ ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า “ธรรมที่เราบรรลุแล้วนี้เป็นธรรมอันลึก สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม, เป็นธรรมระงับและประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่าย ๆ แห่งความตรึก เป็นของละเอียดเป็นวิสัยรู้ได้เฉพาะบัณฑิต, ก็สัตว์เหล่านี้ มีอาลัยเป็นที่ยินดี ยินดีแล้วในอาลัย เพลิดเพลินแล้วในอาลัย, สำหรับสัตว์ผู้มีอาลัยเป็นที่ยินดี ยินดีเพลิดเพลินในอาลัยนั้น, ยากนักที่จะเป็นปฏิจจสมุปบาทอันมีสิ่งนี้ (คือมีอาลัย) เป็นปัจจัย, ยากนักที่จะเห็นธรรมเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง, คือ ธรรมอันถอนอุปธิทั้งสิ้น ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับโดยไม่เหลือ และนิพพาน. หากเราพึงแสดงธรรมแล้วสัตว์อื่นไม่พึงรู้ทั่วถึง ข้อนั้นจักเป็นความเหนื่อยเปล่าแก่เรา, เป็นความลำบาก แก่เรา.” โอ, ราชกุมาร ! คาถาอันน่าเศร้าเหล่านี้ที่ เราไม่เคยฟังมาแต่ก่อน ได้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่เราว่า :- ________________________________ ๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ม.ม. ๑๓/๔๖๑/๕๐๙. ตรัสแก่โพธิราชกุมาร; บาลี ปาสราสิสูตร โอปัมมวรรคที่ ๓ มู.ม. ๑๒, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 222 T 5.3.66
“กาลนี้ ไม่ควรประกาศธรรมที่เราบรรลุได้แล้วโดยยาก. ธรรมนี้, สัตว์ที่ถูกราคะโทสะรวบรัดแล้ว ไม่รู้ได้โดยง่ายเลย. สัตว์ที่กำหนัด ด้วยราคะ ถูกกลุ่มมืดห่อหุ้มแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันให้ถึงที่ทวนกระแส, อันเป็นธรรมละเอียดลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เป็นอณู”. ดังนี้. ราชกุมาร ! เมื่อเราพิจารณาเห็นดังนี้, จิตก็น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อการแสดงธรรม. พรหมอาราธนา ๑ ราชกุมาร ! ครั้งนั้น ความรู้สึกข้อนี้ ได้บังเกิดขึ้นแก่สหัมบดีพรหมเพราะเธอรู้ความปริวิตกในใจของเราด้วยใจ. ความรู้สึกนั้นว่า “ผู้เจริญ ! โลกจักฉิบหายเสียแล้วหนอ ผู้เจริญ ! โลกจักพินาศเสียแล้วหนอ, เพราะเหตุที่จิตแห่งพระตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย, ไม่น้อมไปเพื่อแสดงธรรม” ดังนี้. ลำดับนั้น สหัมบดีพรหมได้อันตรธานจากพรหมโลก มาปรากฏอยู่เฉพาะหน้าเรา รวดเร็วเท่าเวลาที่บุรุษแข็งแรง เหยียดแขนออกแล้วงอเข้าเท่านั้น. ราชกุมาร ! ครั้งนั้น สหัมบดีพรหม ห่มผ้าเฉวียงบ่า ประคองอัญชลีเข้ามาหาเราถึงที่อยู่ แล้วกล่าวคำนี้กะเราว่า “พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระผู้มีพระภาคจงแสดงธรรมเพื่อเห็นแก่ข้าพระองค์เถิด, ขอพระสุคตจงแสดงธรรมเถิด, สัตว์ที่มีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อย ก็มีอยู่, เขาจักเสื่อมเสียเพราะไม่ได้ฟังธรรม. สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมีโดยแท้” ดังนี้. ราชกุมาร ! สหัมบดีพรหมได้กล่าวคำนี้แล้ว ยังได้กล่าวคำอื่นสืบไปอีก (เป็นคาถา) ว่า :- ________________________________ ๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๒/๕๑๐. ตรัสแก่โพธิราชกุมาร. ปาสราสิสูตร มู.ม. ก็มี.
หน้า 223 T 5.3.67
“ธรรมไม่บริสุทธิ์ ที่คนมีมลทิน ได้คิดขึ้น, ได้มีปรากฏอยู่ในแคว้นมคธแล้ว, สืบมาแต่ก่อน; ขอพระองค์จงเปิดประตูนิพพานอันไม่ตาย. สัตว์ทั้งหลายจงฟังธรรม ที่พระองค์ผู้ปราศจากมลทินได้ตรัสรู้แล้วเถิด. คนยืนบนยอดชะง่อนเขา เห็นประชุมชน ได้โดยรอบ ฉันใด; ข้าแต่พระผู้มีเมธาดี ! ผู้มีจักษุเห็นโดยรอบ ! ขอพระองค์จงขึ้นสู่ ปราสาท อันสำเร็จด้วยธรรม, จักเห็นหมู่สัตว์ผู้เกลื่อนกล่นด้วยโศก ไม่ห่างจาก ความโศก ถูกชาติชราครอบงำ, ได้ฉันนั้น. จงลุกขึ้นเถิด พระองค์ผู้วีระ ! ผู้ชนะสงครามแล้ว ! ผู้ขนสัตว์ด้วยยานคือเกวียน ! ผู้ไม่มีหนี้สิน ! ขอพระองค์ จงเที่ยวไปในโลกเถิด. ขอพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมีเป็นแน่” ดังนี้. ทรงเห็นสัตว์ดุจดอกบัว ๓ เหล่า ๑ ราชกุมาร ! ครั้งนั้น เรารู้แจ้งคำเชื้อเชิญของสหัมบดีพรหมแล้ว, และเพราะอาศัยความกรุณาในสัตว์ ท. เราตรวจดูโลกด้วยพุทธจักขุแล้ว. เมื่อเราตรวจดูโลกด้วยพุทธจักขุอยู่, เราได้เห็นสัตว์ ท. ผู้มีธุลีในดวงตาเล็กน้อยบ้าง มีมากบ้าง, ผู้มีอินทรีย์แก่กล้าบ้าง อ่อนบ้าง, มีอาการดีบ้าง เลวบ้าง, อาจสอนให้รู้ได้ง่ายบ้าง ยากบ้าง; และบางพวกเห็นโทษในปรโลก โดยความเป็นภัยอยู่ก็มี; เปรียบเหมือนในหนองบัวอุบล บัวปทุม บัวบุณฑริก, ดอกบัวบางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญในน้ำ อันน้ำพยุงไว้ ยังจมอยู่ในน้ำ, บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญในน้ำ อันน้ำพยุงไว้ ตั้งอยู่เสมอพื้นน้ำ, บางเหล่าเกิดแล้ว ในน้ำเจริญในน้ำ อันน้ำพยุงไว้ โผล่ขึ้นพ้นน้ำ อันน้ำไม่ถูกแล้ว, มีฉันใด, ราชกุมาร ! ________________________________ ๑. บาลี. ม.ม. ๑๓/๔๖๓/๕๑๑. ตรัสแก่โพธิราชกุมาร. ปาสราสิสูตร มู.ม. ก็มี.
หน้า 224 T 5.3.68
เราได้เห็นสัตว์ทั้งหลายเป็นต่างๆ กันฉันนั้น. ราชกุมาร ! ครั้งนั้น เราได้รับรอง กะสหัมบดีพรหมด้วยคำ (ที่ผูกเป็นกาพย์) ว่า :- “ประตูแห่งนิพพานอันเป็นอมตะ เราเปิดไว้แล้วแก่สัตว์เหล่านั้น, สัตว์เหล่าใดมีโสตประสาท สัตว์เหล่านั้น จงปลงศรัทธาลงไปเถิด, ดูก่อนพรหม ! เรารู้สึกว่ายาก จึงไม่กล่าวธรรมอันประณีต ที่เราคล่องแคล่วชำนาญ ในหมู่มนุษย์ ท.” ดังนี้. ราชกุมาร ! ครั้งนั้น สหัมบดีพรหม รู้ว่า ตนเป็นผู้ได้โอกาสอันพระผู้มีพระภาค ทรงกระทำแล้วเพื่อแสดงธรรม, จึงไหว้เรากระทำประทักษิณแล้ว อันตรธานไปในที่นั้น นั่นเอง. ทรงแสดงธรรมเพราะเห็นความจำเป็น ของสัตว์บางพวก ๑ ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้เห็นหรือไม่ได้เห็นตถาคตก็ตามได้ฟังหรือไม่ได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วก็ตาม ก็หาเข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมได้ไม่. แต่บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้เห็นหรือไม่ได้เห็นตถาคตก็ตามได้ฟังหรือไม่ได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วก็ตาม ย่อมเข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้โดยแท้. ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ต่อเมื่อได้เห็นตถาคตหรือได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว จึงเข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้ ถ้าไม่ได้เห็นตถาคต หรือไม่ได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมไม่เข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้เลย. ________________________________ ๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๑๕๒/๔๖๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 225 T 5.3.69
ภิกษุ ท. ! ในบุคคล ๓ ประเภทนั้น มีบุคคลอยู่ประเภทหนึ่ง ซึ่งต่อเมื่อได้เห็นตถาคตหรือได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว จึงจะเข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้, ถ้าไม่ได้เห็นตถาคต หรือไม่ได้ฟังธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมไม่เข้ามาสู่คลองแห่งกุศลธรรมทั้งหลายได้เลย. เราเพราะเห็นแก่บุคคลประเภทนี้แหละ จึงอนุญาตให้มีการแสดงธรรม. และเพราะอาศัยบุคคลประเภทนี้เป็นหลักอีกเหมือนกัน จึงจำต้องแสดงธรรมแก่บุคคลประเภทอื่นด้วย. ทรงเห็นลู่ทางที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์ ๑ ภิกษุ ท. ! ครั้งหนึ่ง ที่ตำบลอุรุเวลา ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา, ที่ต้นไทรเป็นที่พักร้อนของเด็กเลี้ยงแพะ เมื่อเราแรกตรัสรู้ได้ใหม่ๆ, ความปริวิตกแห่งใจได้เกิดขึ้นแก่เรา ขณะเข้าสู่ที่พักกำบังหลีกเร้นอยู่, ว่า “นี่เป็นหนทางเครื่องไปทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย, เพื่อก้าวล่วงเสีย ซึ่งความโศกและปริเทวะ เพื่อความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ทางนี้ คือ สติปัฏฐานสี่. สี่เหล่าไหนเล่า ? คือ ภิกษุเป็นผู้มีธรรมดาตามเห็นกายในกาย, เห็นเวทนาในเวทนา ท., เห็นจิตในจิต, เห็นธรรมในธรรม ท. อยู่, เป็นผู้มีเพียรเผาบาป มีสติสัมปชัญญะ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกได้ : นี้แหละทางทางเดียว” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ลำดับนั้น สหัมบดีพรหมรู้ปริวิตกในใจของเราจึงอันตรธานจากพรหมโลก มาปรากฏอยู่เฉพาะหน้าเรา รวดเร็วเท่าเวลาที่บุรุษแข็งแรงเหยีดแขนออกแล้วงอเข้า เท่านั้น. ครั้งนั้นสหัมบดีพรหมทำผ้าห่มเฉวียงบ่าน้อมอัญชลีเข้ามาหาเรา แล้วกล่าวกะเราว่า “อย่างนั้นแล พระผู้มีพระภาค ! อย่าง ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๔๖-๒๔๘/๘๒๐-๘๒๔. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 226 T 5.3.70
นั้นแล พระสุคต ! ฯลฯ นั่นเป็นทางทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย , เพื่อก้าวล่วงเสียได้ซึ่งความโศกและปริเทวะ ฯลฯ เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง”, แล้วและได้กล่าวคำ (อันผูกเป็นกาพย์) ว่า :- “พระสุคต ผู้มีธรรมดาเห็นที่สุดคือความสิ้นไปแห่งชาติ ผู้มีพระทัย อนุเคราะห์สัตว์ด้วยความเกื้อกูล ย่อมทรงทราบทางเอก ซึ่งเหล่าพระอรหันต์ ได้อาศัยข้ามแล้วในกาลก่อน และกำลังข้ามอยู่ และจักข้าม ซึ่งโอฆะได้”, ดังนี้. ทรงระลึกหาผู้รับปฐมเทศนา ๑ ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้มีแก่เราว่า “เราควรแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ? ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้โดยพลันหนอ ?” ความรู้สึกได้เกิดแก่เราว่า “อาฬารผู้กาลามโคตรนี้แล เป็นบัณฑิต ผู้ฉลาด มีเมธา มีชาติแห่งสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อย มานานแล้ว, ถ้ากระไร เราควรแสดงธรรมแก่อาฬาร ผู้กาลามโคตร นี้ก่อนเถิด, เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้เป็นแน่”. ราชกุมาร ! ครั้งนั้น เทวดาได้เข้ามากล่าวคำนี้กะเราว่า “พระองค์ผู้เจริญ ! อาฬารผู้กาลามโคตรได้กระทำกาละ ๗ วันมาแล้ว”. และความรู้สึกก็ได้เกิดแก่เราว่า “อาฬารผู้กาลามโคตรได้กระทำกาละเสีย ๗ วันแล้ว อาฬารผู้กาลามโคตรได้เสื่อมจากคุณอันใหญ่เสียแล้ว, เพราะหากว่า ถ้าเธอได้ฟังธรรมนี้ไซร้ จักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ได้ โดยพลัน” ดังนี้. ราชกุมาร ! ความคิดข้อนี้ได้เกิดมีแก่เราว่า “อุทกผู้รามบุตรนี้แล, เป็นบัณฑิตผู้ฉลาด มีเมธา มีชาติแห่งสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อยมานานแล้ว, ถ้ากระไรเราควรแสดงธรรมแก่อุทกผู้รามบุตร นั้นก่อน, เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้ ________________________________ ๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๔/๕๑๒. ตรัสแก่โพธิราชกุมาร. และปาสราสิสูตร มู.ม. ก็มี.
หน้า 227 T 5.3.71
เป็นแน่”. ราชกุมาร ! เทวดาได้เข้ามากล่าวคำนี้กะเราว่า “พระองค์ผู้เจริญ ! อุทกผู้รามบุตร ได้กระทำกาละเสียเมื่อตอนดึกคืนนี้แล้ว”. และความรู้สึกอันนี้ได้เกิดแก่เราว่า “อุทก ผู้รามบุตร ได้กระทำกาละเสียเมื่อตอนดึกคืนนี้แล้ว อุทกผู้รามบุตรได้เสื่อมจากคุณอันใหญ่ เสียแล้ว, เพราะหากว่า ถ้าเธอได้ ฟังธรรมนี้ไซร้ เธอจักรู้ทั่วถึงธรรมโดยพลันทีเดียว ! เราจักแสดงธรรมแก่ใครก่อนเล่าหนอ ? ใครจักรู้ทั่วถึงธรรมนี้โดยพลัน ?” ดังนี้. ราชกุมาร ! ความคิดอันนี้ได้เกิดแก่เราว่า “ภิกษุปัญจวัคคีย์ได้อุปัฏฐากเรา เมื่อบำเพ็ญความเพียร, เป็นผู้มีอุปการะมากแก่เรา, ถ้ากระไรเราควรแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ก่อนเกิด”. ราชกุมาร ! ความสงสัยเกิดแก่เราว่า “บัดนี้ ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ ? ” ด้วยจักขุเป็นทิพย์หมดจดล่วงจักขุสามัญมนุษย์ เราได้เห็นภิกษุปัญจวัคคีย์ ผู้อยู่แล้วที่เมืองพาราณสี ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน. ราชกุมาร ! ครั้งนั้น ครั้นเราอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาตามพอใจแล้ว, ได้หลีกไปโดยทาง แห่งเมืองพาราณสี. เสด็จพาราณสี - พบอุปกาชีวก ๑ ราชกุมาร ! เรา, ครั้นอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาตามพอใจแล้ว, ได้หลีกไปโดยทางแห่งเมืองพาราณสี. ราชกุมาร ! อาชีวกชื่ออุปกะ ได้พบกะเราที่ระหว่างตำบลคยาและโพธิ. เขาได้กล่าวคำนี้กะเราผู้เดินทางไกลมาแล้วว่า “ผู้มีอายุ ! อินทรีย์ของท่านผ่องใสนัก, ผิวพรรณของท่านหมดจดขาวผ่อง, ผู้มีอายุ ! ท่านบวชเจาะจงกะใคร, หรือว่าใครเป็นครูของท่าน, หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร ?” ดังนี้. _____________________________ ๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๖/๔๑๒-๓. และปาสราสิสูตร ก็มี.
หน้า 228 T 5.3.71
ราชกุมาร ! เมื่ออุปกาชีวกถามแล้วอย่างนี้ เราได้ตอบอุปกาชีวกด้วยคำ (ที่ผูกเป็นกาพย์ ท.) ว่า :- “ เราเป็นผู้ครอบงำได้หมด, เป็นผู้รู้จบหมด, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในสิ่งทั้งหลาย, ละได้แล้วซึ่งสิ่งทั้งปวง, หลุดพ้นแล้วเพราะธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา, รู้ยิ่งเองแล้ว จะต้องเจาะจงเอาใครเล่า ! อาจารย์ของเราไม่มี, ผู้ที่เป็นเหมือนเราก็ไม่มี, ผู้จะเปรียบกับเราก็ไม่มี ในโลกและทั้งเทวโลก. เราเป็นอรหันต์ในโลก, เราเป็นครูไม่มีใครยิ่งไปกว่า. เราผู้เดียวเป็นสัมมาสัมพุทธะ, เราเป็นผู้ดับแล้วเย็นสนิท, จะไปสู่ เมืองแห่งชาวกาสีเพื่อแผ่ธรรมจักร. ในเมื่อโลกเป็นราวกะตาบอด เราได้กระหน่ำตีกลองแห่งอมตธรรมแล้ว.” ดังนี้. อุปกะ :- “ผู้มีอายุ ! ท่านเป็นพระอรหันต์ ผู้ชนะไม่มีที่สุด เหมือนอย่างที่ท่านปฏิญญานั้น เชียวหรือ ?” เรา :- “ผู้ที่เป็นผู้ชนะเช่นเดียวกับเรา ก็คือผู้ที่ถึงความสิ้น อาสวะแล้ว, เราชนะธรรมอันลามกแล้ว. แน่ะอุปกะ ! เหตุนั้นเราจึงเป็นผู้ชนะ”, ดังนี้. ราชกุมาร ! ครั้นเรากล่าวดังนี้ อุปกาชีวกได้กล่าวว่า “เห็นจะเป็นได้ ๑ ผู้มีอายุ !” ดังนี้แล้ว ส่ายศีรษะไปมา แลบลิ้น ถือเอาทางสูง ๒ หลีกไปแล้ว. _____________________________ ๑. คำนี้เห็นจะเป็นคำเยาะ บาลีตอนนี้มีแต่ “หุเวยฺยาวุโส” เท่านั้น ไม่ได้ใส่ประธานอะไรไว้ คงหมายว่าประธานของประโยคนี้ คือคำที่พระองค์ตรัสนั่นเอง อรรถกถาแก้ว่า “ชื่อแม้เช่นนั้นพึงมีได้” ๒. บาลีเป็น อุมฺมคฺโค. ตามตัวว่า ทางขึ้น. มีบางท่านแปลว่า ทางผิด, ที่จริงเขาน่าจะเดินสวนทางขึ้นไปทางเหนือ ส่วนพระองค์ลงไปพาราณสี เป็นทางใต้, ถ้าเรามัวมุ่งแต่จะติคน ภายนอกอย่างเดียว คำแปลต่างๆ อาจค่อนไปข้างแรงก็ได้ กระมัง ? ...ผู้แปล.
หน้า 229 T 5.3.72
การโปรดปัญจวัคคีย์ ๑ หรือ การแสดงปฐมเทศนา ราชกุมาร ! ลำดับนั้น เราจาริกไปโดยลำดับ เมืองพาราณสีถึงที่อยู่แห่งภิกษุปัญจวัคคีย์ ณ อิสิปตนมฤคทายวัน แล้ว. ภิกษุปัญจวัคคีย์เห็นเรามาแต่ไกล ได้ตั้งกติกาแก่กันและกันว่า “ผู้มีอายุ ! พระสมณโคดมนี้กำลังมาอยู่, เธอเป็นผู้มักมาก สลัดความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็นคนต่ำเสียแล้ว. เช่นนั้นเราอย่าไหว้, อย่าลุกรับ, อย่าพึงรับบาตร จีวรของเธอ เป็นอันขาด ๒. แต่จักตั้งอาสนะไว้ ถ้าเธอปรารถนา จักนั่งได้” ดังนี้. ราชกุมาร เราเข้าไปใกล้ภิกษุปัญจวัคคีย์ด้วยอาการอย่างใด, เธอไม่อาจถือตามกติกา ของตนได้ด้วยอาการอย่างนั้น, บางพวกลุกรับและรับบาตรจีวรแล้ว, บางพวกปูอาสนะแล้ว, บางพวกตั้งน้ำล้างเท้าแล้ว แต่เธอร้องเรียกเราโดยชื่อ (ว่าโคดม) ด้วย และโดยคำว่า ท่านผู้มีอายุ ด้วย. ครั้นเธอกล่าวอย่างนั้น เราได้กล่าวคำนี้กะภิกษุปัญจวัคคีย์นั้นว่า “ภิกษุ ท. ! เธออย่างเรียกร้องเราโดยชื่อและโดยคำว่า “ผู้มีอายุ !” ภิกษุ ท. ! เราเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า, เธอจง เงี่ยโสตลง เราจักสอนอมตธรรมที่เราได้บรรลุแล้ว, เราจักแสดงธรรม, เมื่อเธอปฎิบัติอยู่ตามที่เราสอน, ในไม่นานเทียว จักกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์อันยอดเยี่ยม อันเป็นยอดสุดแห่งพรหมจรรย์ ได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้เข้าถึงแล้วแลอยู่, อันเป็นประโยชน์ที่ปรารถนาของกุลบุตรผู้ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนโดยชอบ” ดังนี้. _____________________________ ๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๖๗/๕๑๔. ตรัสแก่โพธิราชกุมาร. ปาสราสิสูตรก็มี. ๒. ศัพท์ เอว.
หน้า 230 T 5.3.72
ราชกุมาร ! ครั้นเรากล่าวดังนี้แล้ว, ภิกษุปัญจวัคคีย์กล่าวคำนี้กะเราว่า “ผู้มีอายุ โคดม ! แม้ด้วยอิริยา ปฏิปทา และทุกรกิริยานั้น ท่านยังไม่อาจบรรลุอุตตริมนุสสธัมม์อลมริยญาณทัสสนวิเศษได้เลย ก็ในบัดนี้ ท่านเป็นคนมักมาก สลัดความเพียรเวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมากแล้ว ทำไมจะบรรลุอุตตริมนุสสธัมม์ อลมริยญาณทัสสนวิเศษได้เล่า ?” “ภิกษุ ท. ! ตถาคตไม่ได้เป็นคนมักมาก สลัดความเพียร เวียนมาเพื่อความเป็นคนมักมากดอก, ภิกษุ ท. ! ตถาคตเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง. ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงเงี่ยโสตลง เรา จะสอนอมตธรรมที่เราได้บรรลุแล้ว เราจักแสดงธรรม. เมื่อเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสอน, ในไม่นานเทียว, จักกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์อันยอดเยี่ยมอันเป็นยอดสุดแห่งพรหมจรรย์ได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่, อันเป็นประโยชน์ที่ปรารถนาของเหล่า กุลบุตรผู้ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่มีเรือน โดยชอบ”. ราชกุมาร ! ภิกษุปัญจวัคคีย์ ได้กล่าวคำนี้ กะเราอีก แม้ครั้งที่สอง (อย่างเดียวกับครั้งแรก) ราชกุมาร ! เราก็ได้กล่าวคำนี้กะภิกษุปัญจวัคคีย์แม้ครั้งที่สอง (ว่าอย่างเดียวกับครั้งแรก). ราชกุมาร ! ภิกษุปัญจวัคคีย์ ได้กล่าวคำนี้ กะเราอีก แม้ครั้งที่สาม (อย่างเดียวกับครั้งแรก) ราชกุมาร ! ครั้นภิกษุปัญจวัคคีย์กล่าวอย่างนี้แล้ว, เราได้กล่าวคำนี้กะพวกเธอว่า “ภิกษุ ท. ! เธอจำได้หรือ ? คำอย่างนี้นี่เราได้เคยกล่าวกะเธอ ท. ในกาลก่อนแต่นี้บ้างหรือ ? เธอตอบว่า “หาไม่ท่านผู้เจริญ !”๑ เรากล่าวอีกว่า ________________________________ ๑. เปลี่ยน อาวุโส เป็น ภฺนเต ตรงนี้.
หน้า 231 T 5.3.72
“ภิกษุ ท. ! คถาคตเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง. พวกเธอจงเงี่ยโสตลงเราจะสอน อมตธรรมที่เราได้บรรลุแล้ว, เราจักแสดงธรรม, เมื่อเธอปฏิบัติอยู่ตามที่เราสอน, ในไม่นานเทียว จักกระทำให้แจ้ง ซึ่งประโยชน์อันยอดเยี่ยมอันเป็นยอดสุดแห่งพรหมจรรย์ได้ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่, อันเป็นประโยชน์ที่ปรารถนาของเหล่ากุลบุตรผู้ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนโดยชอบ” ดังนี้. ราชกุมาร ! เราได้สามารถ เพื่อให้ ภิกษุปัญจวัคคีย์ เชื่อแล้วแล. ราชกุมาร ! เรากล่าว สอนภิกษุ ๒ รูปอยู่. ภิกษุ ๓ รูปเที่ยวบิณฑบาต เราหกคนด้วยกันเลี้ยงชีวิตให้เป็นไป ด้วยอาหารที่ภิกษุ ๓ รูปนำมา. บางคราวเรากล่าวสอนภิกษุ ๓ รูปอยู่ ภิกษุ ๒ รูป เที่ยวบิณฑบาต เราหกคนเลี้ยงชีวิตให้เป็นไปด้วยอาหารที่ ภิกษุ ๒ รูปนำมา. ๑ ราชกุมาร ! ครั้งนั้น, เมื่อเรากล่าวสอน พร่ำสอนภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ๑ เธอกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์อันยอดเยี่ยม อันเป็นยอดสุดแห่งพรหมจรรย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่อันเป็นประโยชน์ที่ปรารถนาของเหล่ากุลบุตรผู้ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่มี เรือน โดยชอบ ได้แล้ว. (ข้อความในบาลี ปาสราสิสูตร มู.ม. ๑๒/๓๓๒/๓๒๖, มีแปลกออกไปบ้างเล็กน้อยในตอนนี้ ดังนี้ :-) ภิกษุ ท. ! ครั้งนั้น เมื่อเรากล่าวสอน พร่ำสอนภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ ๑ ด้วยอาการอย่างนี้ เธอนั้น ทั้งที่เป็นผู้มีการเกิดเป็นธรรมดาอยู่ด้วยตน ________________________________ ๑. ในที่นี้ ได้แก่การตรัสธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และเบ็ดเตล็ด และอนัตตลักขณสูตรเป็นครั้งสุดท้าย, แต่สำหรับคำตรัสเล่า ไม่มีที่ระบุชื่อชัด จึงไม่นำมาใส่ไว้ในที่นี้. ทั้งทราบกันได้ดีอยู่แล้ว ในบาลีแห่งอื่นๆ ก็มีเพียงทรงเล่าว่าได้แสดงอริยสัจจ์, ดังได้ยกมาเรียงต่อท้ายข้อ ความตอนนี้ไว้เป็นตัวอย่างแล้ว.
หน้า 232 T 5.3.72
ก็รู้แจ้งแล้ว ซึ่งโทษอันต่ำทรามในความเป็นผู้มีการเกิดเป็นธรรมดา. เธอแสวงหาอยู่ ซึ่งนิพพานอันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าเป็น ธรรมที่ไม่มีการเกิด, ก็ได้เข้าถึงแล้วซึ่งนิพพาน อันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจาก เครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมไม่มีการเกิด. เธอนั้น ทั้งที่เป็นผู้มีความแก่เป็นธรรมดาอยู่ด้วยตน ก็รู้แจ้งชัดแล้วซึ่งโทษอันต่ำทรามในความเป็นผู้มีความชราเป็นธรรมดา. เธอแสวงหาอยู่ซึ่งนิพพานอันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมที่ไม่มีความชรา, ก็ได้เข้าถึงแล้วซึ่งนิพพาน อันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูก รัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมไม่มีความชรา. เธอนั้น ทั้งที่เป็นผู้มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาอยู่ด้วยตน ก็รู้แจ้งชัดแล้วซึ่งโทษอันต่ำทรามในความเป็นผู้มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา. เธอแสวงหาอยู่ซี่งนิพพาน อันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมไม่มีความเจ็บไข้, ก็ได้เข้าถึงแล้วซึ่งนิพพาน อันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจาก เครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมไม่มีความเจ็บไข้. เธอนั้น ทั้งที่เป็นผู้มีความตายเป็นธรรมดาอยู่ด้วยตน ก็รู้แจ้งชัดแล้วซึ่งโทษอันต่ำทรามในความเป็นผู้มีความตายเป็นธรรมดา. เธอแสวงหาอยู่ซึ่งนิพพานอันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมที่ไม่ตาย, ก็ได้เข้าถึงแล้วซึ่งนิพพาน อันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมไม่ตาย.
หน้า 233 T 5.3.73
เธอนั้น ทั้งที่เป็นผู้มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดาอยู่ด้วยตน ก็รู้แจ้งชัดแล้วซึ่งโทษอันต่ำทราม ในความเป็นผู้มีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา. เธอแสวงหาอยู่ซึ่งนิพพานอันเป็นธรรมที่ปลอดภัยจากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็น ธรรมที่ไม่มีความเศร้าหมอง, ก็ได้เข้าถึงแล้วซึ่งนิพพาน อันเป็นธรรมที่ปลอดภัย จากเครื่องผูกรัด ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า เป็นธรรมไม่เศร้าหมอง. ญาณ และ ทัสสนะ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เธอเหล่านั้นว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป ดังนี้. ทรงประกาศธรรมจักรที่อิสิปตนมฤคทายวัน ๑ ภิกษุ ท. ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประกาศอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้นครพาราณสี, เป็นธรรมจักรที่สมณะหรือพราหมณ์, เทพ มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จะต้านทานให้หมุนกลับมิได้ ๒ ข้อนี้คือ การบอก การแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การจำแนก และการทำให้ตื้น ซึ่งความจริงอันประเสริฐสี่ประการ : สี่ประการได้แก่ ความจริงอันประเสริฐคือความทุกข์, ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์, ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, และความจริงอันประเสริฐ คือทางทำผู้ปฏิบัติให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. ________________________________ ๑. บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๔๔๙/๖๙๙. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่อิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ๒. คำนี้ แปลกันโดยมากว่า “ที่ใคร ๆ ประกาศให้เป็นไปมิได้”, แต่ตามรูปศัพท์แปลเช่นข้างบน นี้ก็ได้ ขอท่านผู้รู้ พิจารณาด้วย.
หน้า 234 T 5.3.75
แผ่นดินไหวเนื่องด้วยการแสดงธรรมจักร ๑ ดูก่อนอานนท์ ! เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏการไหว แห่งแผ่นดินอัน ใหญ่หลวง มีอยู่แปดประการ. .... ดูก่อนอานนท์ ! เมื่อใด ตถาคตย่อมยังธรรมจักร อันไม่มีจักรอื่นยิ่งกว่าให้เป็นไป; เมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน. อานนท์ ! นี้แล เป็นเหตุปัจจัยคำรบหก แห่งการปรากฏการไหวของแผ่นดินอันใหญ่หลวง. เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการแสดงธรรมจักร ๒ ภิกษุ ท. ! เมื่อใดตถาคตประกาศอนุตตรธรรมจักร, เมื่อนั้นในโลกนี้และเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ ย่อมเกิดแสงสว่างอันยิ่ง หาประมาณมิได้ ยิ่งกว่าเทวนุภาพของเทวดา. ในโลกันตริกนรกอันเปิดโล่งเป็นนิจ แต่มืดมิดจนหาการเกิดแห่งจักขุวิญญาณมิได้ อันแสงแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ที่มีฤทธิ์อานุภาพอย่างนี้ส่องไปไม่ถึง ณ ที่นั้นแสงสว่างอันยิ่งจนประมาณมิได้ ยิ่งกว่าเทวานุภาพ ย่อมบังเกิดขึ้น. สัตว์ที่เกิดอยู่ ณ ที่นั้น จะรู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น ร้องขึ้นว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ได้ยินว่าสัตว์อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้ นอกจากเราก็มีอยู่” ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๒๒, ๓๒๓/๑๖๗. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี. ๒. บาลี สัตตมสูตร ภยวรรค ตติยปัณณาสก์ จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๗.
หน้า 235 T 5.3.76
ภิกษุ ท. ! นี่เป็นอัศจรรย์ครั้งที่สี่ ที่ยังไม่เคยมี ได้บังเกิดมีขึ้น เพราะการบังเกิดแห่งตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. จักรของพระองค์ไม่มีใครต้านทานได้ ๑ ภิกษุ ท. ! จักรพรรดิราชที่ประกอบไปด้วยองค์ ๕ ประการ ย่อมอาจหมุนจักร ๒ โดยธรรมให้เป็นไปได้. และจักรนั้น เป็นจักรที่มนุษย์ไรๆ ผู้เป็นข้าศึกไม่อาจต้านทานให้หมุนกลับได้ด้วยมือ. องค์ ๕ ประการ คืออะไรบ้างเล่า ? องค์ ๕ ประการ คือจักรพรรดิราชนั้น เป็นคนผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักประมาณที่พอเหมาะ รู้จักกาละ รู้จักบริษัท. ภิกษุ ท. ! จักรพรรดิที่ประกอบด้วยองค์ห้าเหล่านี้แล ที่สามารถหมุนจักรโดยธรรมให้เป็นไปได้ และเป็นจักรที่ใคร ๆ ผู้เป็นข้าศึก ไม่อาจต้านทานให้หมุนกลับได้ด้วยมือ, ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท. ! ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ก็เป็นฉันนั้น. ตถาคตประกอบด้วยธรรม ๕ ประการแล้ว ย่อมหมุน ธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่นยิ่งไปกว่า ให้เป็นไปได้โดยธรรม. และจักรนั้น เป็นจักรที่สมณะหรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ไม่สามารถต้านทานให้หมุนกลับได้. ธรรม ๕ ประการนั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ตถาคตผู้อรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ย่อมเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักประมาณที่พอเหมาะ รู้จักกาละ รู้จักบริษัท. ตถาคตประกอบด้วยธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล จึงหมุน ธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่นยิ่งกว่า ให้เป็นไปได้โดยธรรม, และจักรนั้นเป็นจักรที่สมณะ หรือพราหมณ์เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไม่สามารถต้านทานให้หมุนกลับได้ ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๖/๑๓๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. คำว่าจักร ย่อมหมายถึงอำนาจครอบงำ ซึ่งจะเป็นทางกายหรือทางจิต ย่อมแล้วแต่กรณี.
หน้า 236 T 5.3.77
ทรงหมุนแต่จักรที่มีธรรมราชา (เป็นเจ้าของ) ๑ ดูก่อนภิกษุ ท. ! แม้พระเจ้าจักรพรรดิราชผู้ทรงธรรมเป็นธรรมราชาอยู่แล้ว พระองค์ก็ยัง ไม่ทรงหมุน จักรอันไม่มีพระราชา ให้เป็นไป. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามขึ้นว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่าจะมาเป็นพระราชาให้แก่พระเจ้าจักรพรรดิ์ ผู้ทรงธรรมเป็นธรรมราชาอยู่เองแล้ว”. ตรัสตอบว่า :- ภิกษุ ! ธรรมนะซิ เป็นพระราชาให้แก่พระเจ้าจักรพรรดิราชผู้ทรงธรรมเป็นธรรมราชาอยู่เองแล้ว. ดูก่อนภิกษุ ! จักรพรรพิราชผู้ประกอบในธรรม เป็นธรรมราชาย่อมอาศัยธรรมอย่างเดียว สักการะธรรม เคารพธรรม นอบน้อมธรรม มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอด มีธรรมเป็นอธิปไตย ย่อมจัดการอารักขาป้องกันและคุ้มครองโดยชอบธรรม ในหมู่ชนในราชสำนัก ในกษัตริย์ที่เป็นเมืองออก ในหมู่พล ในพราหมณ์และคฤหบดี ในราษฎรชาวนิคมและชนบท ในสมณะและพราหมณ์ ทั้งในเนื้อและนก, ทั้งหลาย. ดูก่อนภิกษุ ! จักรพรรดิราชผู้ประกอบในธรรม เป็นธรรมราชา ผู้เป็นเช่นนี้แลชื่อว่าเป็นผู้หมุน จักรให้เป็นไปโดยธรรมจักรนั้น เป็นจักรที่มนุษย์ใดๆ ผู้เป็นข้าศึก ไม่อาจต้านทานให้หมุนกลับได้ ด้วยมือ; ข้อนี้ฉันใด; ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน, ตถาคตเป็นอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง เป็นธรรมราชาผู้ประกอบด้วยธรรม อาศัยธรรมอย่างเดียว สักการะธรรม เคารพธรรม นอบน้อมธรรม มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นยอดธง ________________________________ ๑. บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๘/๑๓๓. ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง.
หน้า 237 T 5.3.78
มีธรรมเป็นอธิปไตย ย่อมจัดการอารักขาป้องกันและคุ้มครองโดยธรรม ในหมู่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา โดยการให้โอวาทว่า กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอย่างนี้ ๆ ควรประพฤติ, อย่างนี้ ๆ ไม่ควรประพฤติ; ว่า อาชีวะ อย่างนี้ ๆ ควรดำเนิน, อย่างนี้ๆ ไม่ควรดำเนิน; และว่า คามนิคมเช่นนี้ๆ ควรอยู่อาศัย, เช่นนี้ๆ ไม่ควรอยู่อาศัย ดังนี้. ดูก่อนภิกษุ ! ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง เป็นธรรมราชาผู้ประกอบในธรรม ผู้เป็นเช่นนี้แล ชื่อว่าย่อมยังธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่นยิ่งไปกว่าให้เป็นไปโดยธรรม นั่นเทียว. จักรนั้นเป็นจักรที่สมณะหรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกไม่อาจต้านทาน ให้หมุนกลับได้ฉะนั้น. การปรากฏของพระองค์คือการปรากฏ แห่งดวงตาอันใหญ่หลวงของโลก ๑ ภิกษุ ท. ! ความปรากฏแห่งบุคคลเอก ย่อมเป็นความปรากฏแห่งดวงตาอันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏแห่งความสว่างอันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏแห่งความสุกใสอันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏแห่งอนุตตริยธรรม ๖ เป็นการทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ เป็นการแทงตลอดอเนกธาตุ เป็นการแทงตลอด นานาธาตุ เป็นการทำให้แจ้งซึ่งธรรมมีวิชชาและวิมุตติเป็นผล เป็นการทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เป็นการทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็นการทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลเป็นการทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล. ใครกันเล่าเป็นบุคคลเอก ? ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง นี้แล เป็นบุคคลเอก. ________________________________ ๑. บาลี เอก. อํ. ๒๐/๓๐/๑๔๔. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 238 T 5.3.79
ภิกษุ ท. ! นี่แล ความปรากฏแห่งบุคคลเอก อันเป็นความปรากฏแห่งดวงตาอันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏแห่งความสว่างอันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏแห่งความสุกใสอันใหญ่หลวง เป็นความปรากฏแห่งอนุตตริยธรรม ๖ เป็นการทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ เป็นการแทงตลอดอเนกธาตุ เป็นการแทงตลอดนานาธาตุ เป็นการทำให้แจ้งซึ่งธรรมมีวิชชาและวิมุตติเป็นผล เป็นการทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เป็นการทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็นการทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นการทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล แล. โลกยังไม่มีแสงสว่าง จนกว่าพระองค์จะเกิดขึ้น ๑ ภิกษุ ท. ! ตลอดกาลเพียงใด ที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ยังไม่บังเกิดขึ้นในโลก; ความปรากฏแห่งแสงสว่างอันใหญ่หลวง ความส่องสว่างอันใหญ่หลวงก็ยังไม่มี ตลอดกาลเพียงนั้น. ในกาลนั้น มีอยู่แต่ความมืด เป็นความมืดซึ่งกระทำความบอด. กลางคืนกลางวัน ก็ยังไม่ปรากฏ, เดือนหรือกึ่งเดือน ก็ไม่ปรากฏ, ฤดูหรือปี ก็ไม่ปรากฏ ก่อน. ภิกษุ ท. ! แต่ว่า ในกาลใด ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์บังเกิดขึ้นในโลก; ในกาลนั้น ความปรากฏแห่งแสงสว่างอันใหญ่หลวง ความส่องสว่างอันใหญ่หลวง ย่อมมี. ในกาลนั้น ย่อมไม่มีความมืด อันเป็นความมืดซึ่งกระทำความบอด. ลำดับนั้น กลางคืนกลางวัน ย่อมปรากฏ, เดือนหรือกึ่งเดือน ย่อมปรากฏ, ฤดูหรือปี ย่อมปรากฏ, นี้ฉันใด; ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ ก็ฉันนั้น : ตลอดกาลเพียงใด ที่ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะยังไม่บังเกิดขึ้นในโลก; ความปรากฏแห่งแสงสว่างอันใหญ่หลวง ความส่องสว่างอันใหญ่หลวง ก็ยังไม่มี ตลอดกาลเพียงนั้น. ในกาลนั้น มีอยู่แต่ ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๕๓/๑๗๒๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 239 T 5.3.79
ความมืด เป็นความมืดซึ่งกระทำความบอด. การบอก การแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การจำแนกแจกแจง การกระทำให้เข้าใจได้ง่าย ซึ่งอริยสัจจ์ทั้งสี่ ก็ยังไม่มี ก่อน. ภิกษุ ท. ! แต่ว่า ในกาลใดแล ตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะบังเกิดขึ้นในโลก; ในกาลนั้น ความปรากฏแห่งแสงสว่างอันใหญ่หลวง ย่อมมี. ในกาลนั้น ย่อมไม่มีความมืด อันเป็นความมืดซึ่งกระทำความบอด. ลำดับนั้น ย่อมมีการบอก การแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การจำแนกแจกแจง การกระทำให้เข้าใจ ได้ง่าย ซึ่งอริยสัจจ์ทั้งสี่ ; ซึ่งอริยสัจจ์ทั้งสี่เหล่าไหนเล่า ? คือ ซึ่งทุกขอริยสัจจ์ ทุกขสมุทยอริยสัจจ์ ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอพึงกระทำโยคกรรมเพื่อให้รู้ว่า “นี้ ทุกข์, นี้ เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ ความดับแห่งทุกข์, นี้ ทางให้ถึงความดับ แห่งทุกข์” ดังนี้เถิด. จบภาค ๓. _________________
หน้า 241 T 5.4
ภาค ๔ เรื่องเบ็ดเตล็ดใหญ่น้อยต่าง ๆ ตั้งแต่โปรดปัญจวัคคีย์แล้ว ไปจนถึงจวนจะปรินิพพาน.
หน้า 242 T 5.4
ภาค ๔ มีเรื่อง :- ก. เกี่ยวกับการประกาศพระศาสนา ๔๘ เรื่อง ข. เกี่ยวกับคณะสาวกของพระองค์ ๓๐ เรื่อง ค. เกี่ยวกับความเป็นอยู่ส่วนพระองค์เอง ๓๑ เรื่อง ง. เกี่ยวกับลัทธิอื่น ๆ ๑๖ เรื่อง จ.เกี่ยวกับการที่มีผู้เข้าใจผิด ๒๓ เรื่อง ฉ.เกี่ยวกับเหตุการณ์พิเศษบางเรื่อง ๒๒ เรื่อง
หน้า 243 T 5.4.1
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาค ๔ เรื่องเบ็ดเตล็ดใหญ่น้อยต่าง ๆ ตั้งแต่โปรดปัญจวัคคีย์แล้ว ไปจนถึงจวนจะเสด็จปรินิพพาน และ เรื่องบางเรื่องที่ควรผนวกเข้าไว้ในภาคนี้. _________________ (ก.เกี่ยวกับการประกาศพระศาสนา ๔๘ เรื่อง). การประกาศพระศาสนา ๑ ภิกษุ ท. ! เราเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์และเป็นของมนุษย์, แม้พวกเธอทั้งหลาย ก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์. ภิกษุ ท. ! พวกเธอ ท. จงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่อความเอ็นดูแก่โลก ; เพื่อประโยชน์ ________________________________ ๑. บาลี มหาวรรค วิ. ๔/๓๙/๓๒. ตรัสแก่พระอรหันต์ ๖๐ รูป ชุดแรกที่อิสิปตนมิคทายวัน.
หน้า 244 T 5.4.2
เพื่อความเกื้อกูลเพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ ท., อย่าไปทางเดียวกันถึงสองรูป. ภิกษุ ท. ! พวกเธอจงแสดงธรรมให้งดงามในเบื้องต้น ให้งดงามในท่ามกลาง ให้งดงามในที่สุดลงรอบ, จงประกาศพรหมจรรย์ให้เป็นไปพร้อมทั้งอรรถะทั้งพยัญชนะ ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง : สัตว์ทั้งหลายที่เป็นพวกมีธุลีในดวงตาแต่เล็กน้อยก็มีอยู่. สัตว์พวกนี้ ย่อมเสื่อมจากคุณที่ควรได้ เพราะ ไม่ได้ฟังธรรม, สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จักมีเป็นแน่. ภิกษุ ท. ! แม้เราเอง ก็จักไปสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม. หลักที่ทรงใช้ในการตรัส ๑ (๖ อย่าง) ราชกุมาร ! (๑) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมไม่กล่าว วาจานั้น. (๒) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และไม่เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมไม่กล่าว วาจานั้น. (๓) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ ประกอบด้วยประโยชน์แต่ไม่เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเลือกให้เหมาะกาล เพื่อกล่าววาจานั้น. (๔) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์แต่เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมไม่กล่าว วาจานั้น. (๕) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่ก็เป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมไม่กล่าว วาจานั้น. ________________________________ ๑.บาลี ม.ม. ๑๓/๙๑/๙๔. ตรัสแก่อภยราชกุมาร ที่เวฬุวัน.
หน้า 245 T 5.4.3
(๖) ตถาคตรู้ชัดซึ่งวาจาใด อันจริง อันแท้ และประกอบด้วยประโยชน์และเป็นที่รัก ที่พึงใจของผู้อื่น ตถาคตย่อมเป็นผู้ รู้จักกาละที่เหมาะ เพื่อกล่าว วาจานั้น. ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ? ราชกุมาร ! เพราะตถาคตมีความเอ็นดูในสัตว์ ทั้งหลาย. ทรงมีหลักเกณฑ์ในการกล่าวผิดจากหลักเกณฑ์ของคนทั่วไป ๑ (วัสสการพราหมณ์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลว่า :-) “พระโคดมผู้เจริญ ! พวกข้าพเจ้ามีถ้อยคำและความเห็นอย่างนี้ว่า ผู้ใดใคร กล่าวตามที่เขาเห็นมา ว่า ‘ข้าพเจ้าได้เห็นมาอย่างนี้’ ก็ดี ; กล่าวตามที่เขาฟังมา ว่า ‘ข้าพเจ้า ได้ฟังมาอย่างนี้’ ก็ดี ; กล่าวตามที่เขากระทบ (ทางจมูก ลิ้น กาย) มา ว่า ‘ข้าพเจ้าได้กระทบ มาอย่างนี้’ ก็ดี ; กล่าวตามที่เขารู้ประจักษ์แก่ใจมา ว่า ‘ข้าพเจ้าได้รู้ประจักษ์แก่ใจมาอย่างนี้’ ก็ดี ; โทษเพราะการกล่าวเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่เขาเหล่านั้น, ดังนี้.” พราหมณ์ ! เราไม่กล่าวสิ่งที่ได้เห็นมา ทุกสิ่ง ว่าเป็นสิ่งที่ควรกล่าวหรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกล่าว ; เราไม่กล่าวสิ่งที่ได้ฟังมา ทุกสิ่ง ว่าเป็นสิ่งที่ควรกล่าวหรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกล่าว ; เราไม่กล่าวสิ่งที่ได้กระทบมา ทุกสิ่ง ว่าเป็นสิ่งที่ควรกล่าว หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกล่าว ; เราไม่กล่าว สิ่งที่ได้รู้ประจักษ์แก่ใจมา ทุกสิ่ง ว่าเป็นสิ่งที่ควรกล่าว หรือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกล่าว. พราหมณ์ ! เมื่อกล่าวสิ่งใดที่ได้เห็นมา แล้วทำให้อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม, เรากล่าวสิ่งที่ได้เห็นชนิดนั้น ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกล่าว ; ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๒๓๔/๑๘๓. ตรัสแก่วัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์แคว้นมคธ ที่เวฬุวัน ใกล้กรุงราชคฤห์.
หน้า 246 T 5.4.5
พราหมณ์ ! แต่ว่า เมื่อกล่าวสิ่งใดที่ได้เห็นมา แล้วทำให้อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ, เรากล่าวสิ่งที่ได้เห็นชนิดนี้ ว่าเป็นสิ่งที่ควรกล่าว ดังนี้. (ในกรณีแห่ง สิ่งที่ได้ฟัง ก็ดี ที่ได้กระทบ ก็ดี ที่ได้รู้ประจักษ์แก่ใจ ก็ดี ก็ตรัสไว้ด้วยข้อความมีระเบียบอักษรอย่างเดียวกันกับ ในกรณีแห่งสิ่งที่ได้เห็น ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างบนนี้ทุกประการ) อาการที่ทรงแสดงธรรม ๑ ภิกษุ ท. ! เราย่อมแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มิใช่เพื่อไม่รู้ยิ่ง, เราย่อมแสดงธรรมมีเหตุผลพร้อม มิใช่ไม่มีเหตุผลพร้อม, เราย่อมแสดงธรรมมี ความน่าอัศจรรย์ (น่าทึ่ง) มิใช่ไม่มีอัศจรรย์. ภิกษุ ท. ! เมื่อเราแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มีเหตุผลพร้อม มีความน่าอัศจรรย์, มิใช่แสดงเพื่อความไม่รู้ยิ่ง ไม่มีเหตุผล ไม่มีความน่าอัศจรรย์อยู่ดังนี้ โอวาท ก็เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ควรทำตาม, อนุสาสนี ก็เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ควรทำตาม. ภิกษุ ท. ! พอละ เพื่อความยินดี ความอิ่มเอิบใจ ความโสมนัสแก่พวกเธอทั้งหลาย ว่า “พระผู้มีพระภาค เป็นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า, พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาค ตรัสดีแล้ว, พระสงฆ์คือผู้ปฏิบัติดีแล้ว” ดังนี้. สมาธินิมิตในขณะที่ทรงแสดงธรรม ๒ อัคคิเวสนะ ! ก็เราสำนึกอยู่เสมอว่า เราเป็นผู้แสดงธรรม แก่บริษัทเป็นจำนวนร้อย ๆ. อาจจะมีคนสักคนหนึ่ง มีความสำคัญอย่างนี้ว่า “พระสมณโคดม ________________________________ ๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๓๕๖/๕๖๕. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่โคตมกเจดีย์ เวสาลี. ๒. บาลี มหาสัจจกสูตร มู.ม. ๑๒/๔๖๐/๔๓๐. ตรัสแก่สัจจกนิครนถบุตร อัคคิเวสนะ ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี.
หน้า 247 T 5.4.6
แสดงธรรมปรารภเราคนเดียวเท่านั้น ดังนี้ ; อัคคิเวสนะ ! ท่านอย่าพึงเห็นอย่างนั้นเลย ตลอดเวลาที่ตถาคตยังแสดงธรรมอยู่โดยชอบ เพื่อประโยชน์ให้ มหาชนรู้แจ้ง, อยู่โดยท่าเดียว. อัคคิเวสนะ ! เรานั้นหรือ, จำเดิมแต่เริ่มแสดง กระทั่งคำสุดท้ายแห่งการกล่าวเรื่องนั้น ๆ ย่อม ตั้งไว้ซึ่งจิตในสมาธินิมิตอันเป็นภายในโดยแท้ ให้จิตดำรงอยู่ ให้จิตตั้งมั่นอยู่ กระทำให้มีความเป็นจิตเอก ดังเช่นที่คน ท. เคยได้ยินว่าเรากระทำอยู่เป็นประจำ ดังนี้ หมายเหตุ : ข้อความเหล่านี้มีใจความว่า ทรงมีสมาธิจิตตลอดเวลาที่ทรง แสดงธรรม กล่าวคือเมื่อกำลังตรัส ก็มีสมาธิในถ้อยคำที่ตรัส ; ในระหว่างแห่งการขาดตอน ของคำตรัสซึ่งถ้าเกิดมีขึ้น ก็ทรงมีสมาธิเนื่องด้วยสุญญตา ดังที่ประองค์มีอยู่เป็นประจำ. เป็นอันว่า ตลอดเวลาที่ทรงแสดงธรรมไม่มีจิตที่ละไปจากสมาธิในภายใน. ---ผู้รวมรวม. ทรงแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่แล่นดิ่งไปสุดโต่ง : เกี่ยวกับ “กามสุขัลลิกานุโยค” หรือ “อัตตกิลมถานุโยค” ๑ ภิกษุ ท. ! มีสิ่งที่แล่นดิ่งไปสุดโต่งอยู่ ๒ สิ่ง ที่บรรพชิตไม่ควรข้องแวะด้วยสิ่งที่แล่นดิ่งไปสุดโต่งนั้นคืออะไร ? คือ การประกอบตนพัวพันอยู่ด้วยความใคร่ในกาม ท. อันเป็นการกระทำที่ยังต่ำ เป็นของชาวบ้าน เป็นของคนชั้นบุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ; และ การประกอบความเพียรในการทรมานตนให้ลำบาก อันนำมาซึ่งความทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยเจ้า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ; สองอย่างนี้แล. ________________________________ ๑. บาลี มหา. วิ ๔/๑๗/๑๓ ; มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔; ตรัสแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ ที่อิสิปตนมฤคทายวัน ; และ สฬา. สํ. ๑๘/๔๐๗/๖๓๐.
หน้า 248 T 5.4.6.2
ภิกษุ ท. ! ข้อปฏิบัติเป็นทางสายกลาง ที่ไม่ดิ่งไปหาสิ่งสุดโต่ง ๒ อย่างนั้นเป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้เฉพาะแล้ว เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดจักษุ เป็นข้อปฏิบัติทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้อันยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เป็นไปเพื่อนิพพาน...(ต่อไปนี้ ได้ตรัสอริยอัฏฐังคิกมรรค). : เกี่ยวกับ “มี” หรือ “ไม่มี” ๒ ชาณุสโสณีพราหมณ์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สิ่งทั้งปวง มีอยู่หรือหนอ ?” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “พราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวง มีอยู่” ดังนี้ : นี้ เป็นส่วนสุด (มิใช่ทางสายกลาง) ที่หนึ่ง”. “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่หรือ ?” พราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่” ดังนี้ : นี้ เป็นส่วนสุด (มิใช่ทางสายกลาง) ที่สอง. พราหมณ์ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น.... (ต่อจากนี้ ทรงแสดงกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ซึ่งทำให้กล่าวไม่ได้ว่ามีอะไรที่เป็นตัวตน โดยแท้จริง หรือไม่มีอะไรเสียเลย) : เกี่ยวกับ “ผู้นั้น” หรือ “ผู้อื่น” ๓ ครั้งหนึ่ง ที่เชตวัน พราหมณ์ผู้หนึ่ง ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วทูลถามว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ผู้นั้นกระทำ, ผู้นั้นเสวย (ผล) ดังนั้นหรือ ?” ________________________________ ๒. บาลี นิทาน. สํ. ๑๖/๙๑/๑๗๓, ตรัสแก่ชาณุสโสณีพราหมณ์ ที่เชตะวัน ; ๑๖/๒๑/๔๔, ตรัส แก่พราหมณ์กัจจานโคตร ที่เชตวัน. ๓. บาลี นิทาน. สํ. ๑๖/๙๐/๑๗๐. ตรัสแก่พราหมณ์ผู้หนึ่ง ที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 249 T 5.4.6.3
พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสตอบว่า “พราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า ‘ผู้นั้นกระทำ, ผู้นั้นเสวย (ผล)’ ดังนี้ : นี้เป็นส่วนสุด (มิใช่ทางสายกลาง) ที่หนึ่ง”. “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ผู้อื่นกระทำ, ผู้อื่นเสวย (ผล) หรือ ?” พราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า ‘ผู้อื่นกระทำ, ผู้อื่นเสวย(ผล)’ ดังนี้ : นี้ เป็นส่วนสุด (มิใช่ทางสายกลาง) ที่สอง. พราหมณ์ ! ตถาคต ย่อม แสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น.... (ต่อจากนี้ ทรงแสดงกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ซี่งแสดงความไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ดังนั้นจึงไม่มี ผู้นั้น หรือผู้อื่น) : เกี่ยวกับ “ทำเอง” หรือ “ผู้อื่นทำ” ๔ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระองค์, เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองหรือ ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !’ ดังนี้ ; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำหรือ ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !’ ดังนี้; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเองด้วยและบุคคลอื่นกระทำให้ด้วยหรือ ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !’ ดังนี้; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์เป็นสิ่งที่มิใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้หรือ ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘อย่ากล่าวอย่างนั้นเลย ติมพรุกขะ !’ ดังนี้; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สุขและทุกข์ไม่มีหรือ ?’ ดังนี้, ทรงตอบว่า ‘ติมพรุกขะ ! มิใช่สุขและทุกข์ไม่มี, ที่แท้สุขและทุกข์มีอยู่’ ________________________________ ๔. บาลี นิทาน. สํ. ๑๖/๒๗/๕๔. ตรัสแก่ติมพรุกขปริพพาชก ที่ไปทูลถามเรื่องนี้กะพระองค์, ที่เชตวัน.
หน้า 250 T 5.4.6.4
ดังนี้; เมื่อข้าพระองค์ทูลถามว่า ‘ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ถ้าอย่างนั้น พระโคดมผู้เจริญย่อมไม่รู้ไม่เห็นสุขและทุกข์กระมัง ?’ ดังนี้, ก็ยังทรงตอบว่า ‘ติมพรุกขะ ! เราจะไม่รู้ไม่เห็นสุขและทุกข์ ก็หามิได้ ; เราแล ย่อมรู้ ย่อมเห็น ซึ่งสุขและทุกข์.’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระโคดมผู้เจริญ จงตรัสบอกซึ่ง (เรื่องราวแห่ง) สุขและทุกข์ ; และจงทรงแสดงซึ่ง (เรื่องราวแห่ง) สุขและทุกข์ แก่ข้าพระองค์เถิด”. ติมพรุกขะ ! เมื่อบุคคลมีความสำคัญมั่นหมายมาแต่ต้นว่า “เวทนาก็สิ่งนั้น บุคคลผู้เสวยเวทนาก็สิงนั้น” ดังนี้ไปเสียแล้ว แม้ดังนี้เราก็ยังไม่กล่าวว่า “สุขและทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง”. ติมพรุกขะ ! เมื่อบุคคลถูกเวทนากระทบให้มีความสำคัญมั่นหมายว่า “เวทนาก็สิ่งอื่น บุคคลผู้เสวยเวทนาก็สิ่งอื่น” ดังนี้ไปเสียแล้ว แม้อย่างนี้เราก็ยังไม่กล่าวว่า “สุขและทุกข์เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้” ดังนี้. ติมพรุกขะ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น.... (ต่อจากนี้ ทรงแสดงกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ซึ่งแสดงความไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ดังนั้นจึงไม่มีผู้นั้นหรือผู้อื่นที่เป็นผู้กระทำ เป็นเพียงกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทเท่านั้น) (อีกนัยหนึ่ง ๕) (อเจลกัสสปะเข้าไปเฝ้า แล้วทูลถามพระผู้มีพระภาค เกี่ยวกับเรื่องความทุกข์ว่าทำเอาเอง หรือผู้อื่นทำให้เป็นต้น ตรัสตอบแล้ว เขาได้กราบทูลต่อไป ซึ่งคำกราบทูลนั้นมีข้อความตรงเป็นอันเดียวกันกับข้อความตอนต้น ของเรื่องที่แล้วมาข้างบนนั้นทุกประการ ผิดกันแต่คำว่า “ความทุกข์” แทนคำว่า “สุขทุกข์” เท่านั้น จนถึงข้อความว่า ...เราแล ย่อมรู้ ย่อมเห็น ซึ่งความทุกข์.’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระผู้มีพระภาค จงตรัสบอกซึ่ง (เรื่องราวแห่ง) ความทุกข์ ; และจงทรงแสดงซึ่ง (เรื่องราวแห่ง) ความทุกข์ แก่ข้าพระองค์เถิด.” พระผู้มีพระภาค ได้ตรัส ดังนี้ว่า :-) ________________________________ ๕. บาลี นิทาน. สํ. ๑๖/๒๔/๕๐. ตรัสแก่อเจลกัสสปะ ที่เวฬุวัน.
หน้า 251 T 5.4.6.5
กัสสปะ ! เมื่อบุคคลมีความสำคัญมั่นหมายมาแต่ต้นว่า “ผู้นั้นกระทำ, ผู้นั้นเสวย (ผล)” ดังนี้เสียแล้ว เขามีวาทะ (คือลัทธิยืนยันอยู่) ว่า “ความทุกข์เป็นสิ่งที่บุคคลกระทำเอง” ดังนี้ : นั่นย่อมแล่นไปสู่ (คลองแห่ง) สัสสตะ (ทิฏฐิที่ถือว่าเที่ยง). กัสสปะ ! เมื่อบุคคลถูกเวทนากระทบให้มีความสำคัญมั่นหมายว่า “ผู้อื่นกระทำ, ผู้อื่นเสวย (ผล)” ดังนี้เสียแล้ว เขามีวาทะ (คือลัทธิยืนยันอยู่) ว่า “ความทุกข์ เป็นสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำให้” ดังนี้ : นั่น ย่อมแล่นไปสู่ (คลองแห่ง) อุจเฉทะ (ทิฏฐิที่ถือว่าขาดสูญ). กัสสปะ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น. .... (ต่อไปนี้ ตรัสกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา อันจะเป็นที่ตั้งแห่งการบัญญัติว่าเราเองหรือผู้อื่น) เกี่ยวกับ “อย่างใดอย่างหนึ่ง” หรือ “อย่างอื่น” ๖ (เมื่อพระผู้มีพระภาค ตรัสกระแสปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวารจบลงแล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูล ถามว่า :-) “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ชรามรณะ เป็นอย่างไรหนอ ! และชรามรณะนี้ เป็นของใคร ?” (ได้ตรัสตอบว่า :-) นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย : ภิกษุ ! บุคคลใดจะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “ชรามรณะ เป็นอย่างไร และชรามรณะนี้เป็นของใคร” ดังนี้ก็ดี; หรือว่าบุคคลใด ________________________________ ๖. บาลี นิทาน. สํ. ๑๖/๗๒/๑๒๙-๑๓๒. ตรัสแก่ภิกษุรูปหนึ่ง. บาลี นิทาน. สํ. ๑๖/๗๕ /๑๓๘-๑๓๙, มีคำตรัส เหมือนข้างบน ต่างแต่ไม่มีภิกษุทูลถาม และตรัสแก่ภิกษุ ท.
หน้า 252 T 5.4.6.6
จะพึงกล่าวเช่นนี้ว่า “ชรามรณะเป็นอย่างอื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นอย่างไร, ตามนัยแรก) และชรามรณะนี้ เป็นของผู้อื่น (: ตรงกันข้ามจากที่กล่าวว่าเป็นของใคร, ตามนัยแรก)” ดังนี้ก็ดี : คำกล่าวของบุคคลทั้งสองนี้ มีอรรถ (ความหมายเพื่อการยึดมั่นถือมั่น) อย่างเดียวกัน, ต่างกันแต่เพียง พยัญชนะ (เสียงที่กล่าว) เท่านั้น. ภิกษุ ! เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ภิกษุ ! หรือว่า เมื่อทิฏฐิว่า “ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้ก็ดี มีอยู่, การอยู่อย่างประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่มี. ภิกษุ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาที่สุดทั้งสองนั้น คือตถาคตย่อมแสดงดังนี้ว่า “เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ” ดังนี้. ---- (ในกรณีแห่ง ชาติ – ภพ – อุปาทาน – ตัณหา – เวทนา – ผัสสะ – สฬายตนะ – นามรูป – วิญญาณ – สังขาร ก็มีการถามและตอบ โดยนัยอย่างเดียวกัน) : เกี่ยวกับ “เหมือนกัน” หรือ “ต่างกัน” ๗ “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สิ่งทั้งปวง มีอยู่หรือ ?” พราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวง มีอยู่” ดังนี้ : นี้ เป็นลัทธิโลกายตะชั้นสุดยอด. “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่หรือ ?” พราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวง ไม่มีอยู่” ดังนี้ : นี้ เป็นลัทธิโลกายตะอย่างที่สอง. “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! สิ่งทั้งปวงมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันหรือ ?” ________________________________ ๑. บาลี นิทาน. สํ. ๑๖/๙๒/๑๗๖. ตรัสแก่โลกายติกพราหมณ์ ที่เชตวัน.
หน้า 253 T 5.4.7
พราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวง มีสภาพเป็นอย่างเดียวกัน” ดังนี้ : นี้ เป็นลัทธิโลกายตะอย่างที่สาม. “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็สิ่งทั้งปวง มีสภาพต่างกันหรือ ?” พราหมณ์ ! คำกล่าวที่ยืนยันลงไปด้วยทิฏฐิว่า “สิ่งทั้งปวง มีสภาพต่างกัน” ดังนี้ : นี้ เป็นลัทธิโลกายตะอย่างที่สี่. พราหมณ์ ! ตถาคต ย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปหาส่วนสุดทั้งสองนั้น. .... (ต่อจากนี้ ทรงแสดงกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท ซึ่งทำให้กล่าวไม่ได้ว่า สิ่งใดมีตัวของมันเองโดยเด็ดขาด จนนำไปเปรียบกับสิ่งอื่นได้ว่าเหมือนกัน หรือต่างกัน). ไม่ทรงบัญญัติอะไรเป็นอะไร โดยส่วนเดียว ๑ (พระผู้มีพระภาค มิได้ทรงเป็นเอกํสวาที คือพวกที่บัญญัติอะไรดิ่งลงไปโดยส่วนเดียว ดังขวานผ่าซาก แต่ทรงเป็น วิภัชชวาที คือ แบ่งแยกออกเป็นส่วน ๆ เป็นส่วนที่ควรและไม่ควร ในสิ่งที่มีชื่อเรียกอย่างเดียวกัน ดังที่ปรากฏอยู่ในข้อความข้างล่างนี้; ควรที่พุทธบริษัทจะพึงระวังสังวรเป็นอย่างยิ่ง เพื่อคงอยู่ในร่องรอยแห่งมัชฌิมาปฏิปทา). ถูกแล้ว ถูกแล้ว คหบดี ! คหบดี ! โมฆบุรุษเหล่านั้น เป็นผู้ที่ควรถูกข่มขี่ ด้วยการข่มขี่อย่างถูกต้องเป็นธรรม ตลอดกาลโดยกาล. คหบดี ! เราย่อมไม่กล่าวตบะทุกอย่าง ว่าเป็นตบะที่ควรบำเพ็ญ หรือว่าไม่ควรบำเพ็ญ; เราไม่กล่าวการสมาทานทุกอย่าง ว่าควรสมาทาน หรือไม่ควรสมาทาน; เราไม่กล่าวความเพียรทั้งปวง ว่าควรตั้งไว้ หรือไม่ควรตั้งไว้; เราไม่ ________________________________ ๑. บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๒๐๕/๙๔. ตรัสแก่วัชชิยมาหิตคหบดี ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคครา ใกล้เมืองจัมปา ภายหลังที่ คหบดีนั้นไปโต้วาทะกับพวกปริพพาชกอัญญเดียรถีย์มาแล้ว.
หน้า 254 T 5.4.7
กล่าวการสลัดทั้งปวง ว่าควรสลัด หรือไม่ควรสลัด; เราไม่กล่าวความหลุดพ้น ทั้งปวง ว่าควรหลุดพ้น หรือไม่ควรหลุดพ้น. คหบดี ! เมื่อบำเพ็ญตบะใดอยู่ อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อมเรากล่าวการบำเพ็ญตบะชนิดนี้ ว่าไม่ควรบำเพ็ญ; แต่เมื่อบำเพ็ญตบะใดอยู่อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ เรากล่าวการบำเพ็ญตบะชนิดนี้ ว่า ควรบำเพ็ญ. คหบดี ! เมื่อสมาทานการสมาทานใดอยู่ อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม เรากล่าวการสมาทานชนิดนี้ ว่าไม่ควรสมาทาน; แต่เมื่อมีการสมาทานการสมาทานใดอยู่ อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ เรากล่าวการสมาทานชนิดนี้ ว่า ควรสมาทาน. คหบดี ! เมื่อตั้งไว้ซึ่งความเพียรใดอยู่ อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม เรากล่าวการตั้งไว้ซึ่งความเพียรชนิดนี้ ว่าไม่ควรตั้งไว้; แต่เมื่อตั้งไว้ซึ่งความเพียรใดอยู่ อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ เรากล่าวการตั้งไว้ซึ่งความเพียร ชนิดนี้ ว่าควรตั้งไว้. คหบดี ! เมื่อสลัดซึ่งการสลัดใดอยู่ อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อมเรากล่าวการสลัดชนิดนี้ ว่าไม่ควรสลัด; แต่เมื่อสลัดซึ่งการสลัดใดอยู่ อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ เรากล่าวการสลัด ชนิดนี้ ว่าควรสลัด. คหบดี ! เมื่อหลุดพ้นด้วยความหลุดพ้นใดอยู่ อกุศลธรรมเจริญ กุศลธรรมเสื่อม เรากล่าวความหลุดพ้นชนิดนี้ ว่าไม่ควรหลุดพ้น; เมื่อหลุดพ้นด้วยความหลุดพ้นใดอยู่ อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ เรากล่าวความหลุดพ้นชนิดนี้ ว่าควรหลุดพ้น, ดังนี้. (เกี่ยวกับเรื่องนี้ ควรอ่านข้อความที่หน้า ๒๔๕ ภายใต้หัวข้อว่า “ทรงมีหลักเกณฑ์ในการกล่าว ผิดจากหลักเกณฑ์ของคนทั่วไป” เป็นเครื่องประกอบด้วย).
หน้า 255 T 5.4.8
ทรงแสดงทั้งเอกังสิกธรรมและอเนกังสิกธรรม ๑ โปฏฐปาทะ ! ปริพพาชก ท. เหล่านั้น เป็นคนบอดไม่มีจักษุกว่าคนทั้งปวงโดยแท้. ในบรรดาคนเหล่านั้น ท่านคนเดียวเท่านั้น เป็นคนมีจักษุ. โปฏฐปาทะ ! ก็เราแสดง บัญญัติ ธรรมทั้งที่เป็นเอกังสิกะ (ที่ควรแสดงบัญญัติโดยส่วนเดียว) และเราแสดง บัญญัติธรรมทั้งที่เป็นอเนกังสิกะ (ที่ไม่ควรแสดงบัญญัติ โดยส่วนเดียว). โปฏฐปาทะ ! ธรรมที่เราแสดง บัญญติ ว่าเป็นอเนกังสิกะ นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? โปฏฐปาทะ ! ธรรมที่เราแสดงบัญญัติว่า เป็นอเนกังสิกะนั้น คือข้อที่ว่า “โลกเที่ยง” ดังนี้บ้าง; ---“โลกไม่เที่ยง” ดังนี้บ้าง; ---“โลกมีที่สุด”ดังนี้บ้าง; ---“โลกไม่มีที่สุด” ดังนี้บ้าง; ---“ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น” ดังนี้บ้าง; ---“ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น” ดังนี้บ้าง; ---“ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีก” ดังนี้บ้าง; ---“ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมไม่มีอีก” ดังนี้บ้าง;---“ตถาคตภายหลังแต่การตายย่อมมีอีกก็มี ย่อมไม่มีอีกก็มี” ดังนี้บ้าง---“ตถาคตภายหลังแต่การตายย่อมมีอีกก็หามิได้ ไม่มีอีกก็หามิได้”. โปฏฐปาทะ ! เพราะเหตุไรเล่า เราจึงแสดง บัญญัติธรรมเหล่านี้ ว่าเป็นอเนกังสิกธรรม (ธรรมที่ไม่ควรแสดงบัญญัติโดยส่วนเดียว) ? โปฏฐปาทะ ! ข้อนี้เพราะว่าธรรมเหล่านั้น ไม่ประกอบด้วยอรรถะ ไม่ประกอบด้วยธรรมะ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบรำงับ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน; เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้น เราจึงแสดง บัญญัติ ว่าเป็นอเนกังสิกธรรม. ________________________________ ๑. บาลี โปฏฐปาทสูตร สี.ที. ๙/๒๓๕/๒๙๗. ตรัสแก่โปฏฐปาทปริพพาชกที่เชตวันใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 256 T 5.4.9
โปฏฐปาทะ ! ธรรมที่เราแสดง บัญญัติ ว่าเป็นเอกังสิกะ นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? โปฏฐปาทะ ! ธรรมที่เราแสดง บัญญัติ ว่าเป็นเอกังสิกะนั้น คือข้อที่ว่า “นี้ เป็นทุกข์” ดังนี้บ้าง; ---“นี้ เป็นเหตุให้ เกิดทุกข์” ดังนี้บ้าง; --- “นี้ เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์” ดังนี้บ้าง; ---“นี้ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ ไม่เหลือแห่งทุกข์” ดังนี้บ้าง. โปฏฐปาทะ ! เพราะเหตุไรเล่าเราจึงแสดงบัญญัติธรรมเหล่านั้น ว่าเป็นเอกังสิกธรรม (ธรรมที่ควรแสดงบัญญัติโดยส่วนเดียว) ? โปฏฐปาทะ ! ข้อนี้เพราะว่าธรรมเหล่านั้น ประกอบด้วยอรรถะ ประกอบด้วยธรรมะ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความดับ เป็นไปเพื่อความสงบรำงับ เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เป็นไป เพื่อความรู้พร้อม เป็นไปเพื่อนิพพาน; เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้น เราจึงแสดง บัญญัติ ว่าเป็นเอกังสิกธรรม. ทรงแสดงธรรมด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ๑ ภิกษุ ท. ! พญาสัตว์ชื่อ สีหะ ออกจากถ้ำที่อาศัยในเวลาเย็น เหยียดยืดกาย แล้วเหลียวดู ทิศทั้งสี่โดยรอบ บันลือสีหนาทสามครั้งแล้ว ก็เที่ยวไปเพื่อหาอาหาร. ราชสีห์นั้น เมื่อตะครุบช้าง ก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งไม่หละหลวม. เมื่อตะครุบควายป่า ก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งไม่หละหลวม. เมื่อตะครุบวัว ก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งไม่หละหลวม. เมื่อตะครุบเสือดาว ก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งไม่หละหลวม. แม้ที่สุดแต่เมื่อตะครุบสัตว์เล็ก ๆ เช่นกระต่ายและแมวก็ตะครุบด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะ ________________________________ -๑. บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๓๗/๙๙. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 257 T 5.4.10
ราชสีห์นั้นคิดว่า เหลี่ยมคูของราชสีห์อย่าได้เสื่อมเสียไป เสียเลย ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ก็ คำว่า ราชสีห์ ๆ นี้เป็นคำแทนชื่อตถาคตผู้อรหันต์ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง ด้วยเหมือนกัน การแสดงธรรมแก่บริษัทนั่นแหละ คือ การบันลือสีหนาทของตถาคต. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ก็แสดงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. เมื่อแสดงแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ก็แสดงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. เมื่อแสดงแก่อุบาสกทั้งหลาย ก็แสดงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. เมื่อแสดงแก่อุบาสิกาทั้งหลาย ก็แสดงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่หละหลวม. แม้ที่สุดแต่เมื่อแสดงแก่ปุถุชนชั้นต่ำทั่วไปเช่นแก่คนขอทานหรือพวกพรานทั้งหลาย ก็ย่อมแสดงด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งไม่หละหลวมเลย. เพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุว่า ตถาคตเป็นผู้หนักในธรรม เป็นผู้เคารพต่อธรรม ดังนี้. ทรงแสดงธรรมเพื่อปล่อยวางธรรม มิใช่เพื่อยึดถือ ๑ ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนบุรุษเดินทางไกล ไปพบแม่น้ำใหญ่ : ก็เต็มไปด้วยอันตราย น่ารังเกียจน่ากลัว ฝั่งข้างโน้นปลอดภัย. แต่เรือหรือสะพานสำหรับข้าม ไม่มีเพื่อจะข้ามไป. เขาใคร่ครวญเห็นเหตุนี้แล้ว คิดสืบไปว่า “กระนั้นเราพึงรวบรวมหญ้าแห้ง ไม้แห้ง กิ่งไม้ และใบไม้ มาผูกเป็นแพ แล้วพยายามเอาด้วยมือและเท้า ก็จะพึงข้ามไปโดยสวัสดี”. บุรุษนั้นครั้นทำดังนั้นและข้ามไปโดยสวัสดีแล้ว ลังเลว่า “แพนี้ มีอุปการะแก่เราเป็นอันมาก ถ้าไฉนเราจักทูนไปด้วยศีรษะ หรือแบกไปด้วยบ่า พาไปด้วยกัน” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอจะสำคัญข้อนี้ว่าอย่างไร : บุรุษนั้น จักเป็นผู้มีกิจเกี่ยวข้องกับแพถึงอย่าง ________________________________ ๑. บาลี มู.ม. ๑๒/๒๗๐/๒๘๐. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
หน้า 258 T 5.4.11
นั้นเทียวหรือ ? (“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !”) ภิกษุ ท. ! เขา จะพึงทำอย่างไร : ถ้าไฉนเขาจะพึงคร่ามันขึ้นบก หรือปล่อยให้ลอยอยู่ในน้ำส่วนเขาเองก็หลีกไปตามปรารถนา เท่านั้นเอง, ฉันใด; ธรรมที่เราแสดงแล้วก็เพื่อรื้อถอนตนออกจากทุกข์ ไม่ใช่เพื่อให้ถือเอาไว้ เปรียบได้กับพ่วงแพ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน. ภิกษุ ท. ! เธอ ท. ผู้รู้ทั่วถึงธรรมอันเราแสดงแล้ว เปรียบด้วยพ่วงแพ ควรละแม้ธรรม ท. เสีย จะป่วยกล่าวไปไยถึงสิ่งไม่ใช่ธรรม. อาการที่ทรงบัญญัติวินัย ๑ สารีบุตร ! เธอจงรอก่อน, ตถาคตเอง จักเป็นผู้รู้เวลาที่ควรบัญญัติ วินัย. สารีบุตร ! ศาสดาย่อมไม่บัญญัติสิกขาบท แสดงขึ้นซึ่งปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย ตลอดเวลาที่ยังไม่มีอาสวฐานิยธรรม๒ เกิดขึ้นในหมู่สงฆ์. สารีบุตร ! เมื่อใด อาสวฐานิยธรรมบางเหล่าปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์ เมื่อนั้นศาสดาย่อมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย เพื่อกำจัดเสียซึ่ง อาสวฐานิยธรรมเหล่านั้น. สารีบุตร ! อาสวฐานิยธรรม จะยังไม่ปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์ตลอดเวลาที่หมู่สงฆ์ยังไม่ใหญ่โตเพราะตั้งมานาน. สารีบุตร ! เมื่อใด สงฆ์เป็นหมู่ใหญ่โตเพราะตั้งมานาน เมื่อนั้นอาสวฐานิยธรรมบางเหล่าย่อมปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์, เมื่อนั้น ศาสดาย่อมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย เพื่อกำจัดเสีย ซึ่งอาสวฐานิยธรรมเหล่านั้น. ________________________________ ๑. บาลี มหาวิ. วิ. ๑/๑๕/๘. ตรัสแก่พระสารีบุตรที่เมืองเวรัญชา. ๒. อาสวฐานิยธรรม คือความเสื่อมเสีย, หรือการกระทำอันเป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อมเสีย.
หน้า 259 T 5.4.12
สารีบุตร ! อาสวฐานิยธรรม จะยังไม่ปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์ตลอดเวลาที่หมู่สงฆ์ยังไม่ใหญ่โตเพราะแผ่ไปเต็มที่. สารีบุตร ! เมื่อใด สงฆ์เป็นหมู่ใหญ่โตเพราะแผ่ไปเต็มที่ เมื่อนั้นอาสวฐานิยธรรมบางเหล่าย่อมปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์, เมื่อนั้น ศาสดาย่อมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย เพื่อกำจัดเสีย ซึ่งอาสวฐานิยธรรมเหล่านั้น. สารีบุตร ! อาสวฐานิยธรรม จะยังไม่ปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์ตลอดเวลาที่หมู่สงฆ์ยังไม่ใหญ่โตเพราะเจริญด้วยลาภ. สารีบุตร ! เมื่อใด สงฆ์เป็นหมู่ใหญ่โตเพราะเจริญด้วยลาภ เมื่อนั้นอาสวฐานิยธรรมบางเหล่าย่อมปรากฏขึ้นในหมู่สงฆ์, เมื่อนั้น ศาสดาย่อมบัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกข์แก่สาวกทั้งหลาย เพื่อกำจัดเสีย ซึ่งอาสวฐานิยธรรมเหล่านั้น. สารีบุตร ! ก็สงฆ์หมู่นี้ ยังประกอบด้วยคุณอันสูง ไม่มีความต่ำทรามไม่มีจุดดำ ยังบริสุทธิ์ ขาวผ่อง ตั้งมั่นอยู่ในสาระ. สารีบุตร เอย ! ในบรรดาภิกษุห้าร้อยรูปเหล่านี้ รูปที่ล้าหลังเขาที่สุด ก็ยังเป็นโสดาบัน เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา, ดังนี้. เหตุผลที่ทำให้ทรงบัญญัติระบบวินัย ๑ ภิกษุ ท. ! ตถาคตบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก ท. เพราะอาศัยอำนาจแห่งประโยชน์ สองอย่าง (สองอย่าง ฯลฯ) เหล่านี้. (ตรัสทีละคู่ ๆ ถึง ๑๐ ครั้ง, รวมเป็น ๑๐คู่; แต่ในที่นี้นำมาต่อท้ายกันทั้ง ๑๐ คู่ ในคราวเดียวกัน, เพื่อความง่ายแก่การศึกษา ดังต่อไปข้างล่างนี้). สองอย่าง (สองอย่าง ฯลฯ) เหล่านี้ คืออะไรเล่า ? คือ :- ________________________________ ๑. บาลี ทุก. อํ. ๒๐/๑๒๓/๔๓๖. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 260 T 5.4.12
เพื่อความตั้งอยู่ดีของหมู่สงฆ์ และ เพื่อความอยู่เป็นผาสุกของหมู่สงฆ์; เพื่อข่มบุคคลดื้อด้านเก้อยาก และ เพื่อความอยู่เป็นผาสุกของภิษุ ท. ผู้มีศีลเป็นที่รัก; เพื่อปิดกั้น อาสวะ ท. อันเกิดขึ้นในธรรมอันตนเห็นแล้ว (กำลังรู้สึกอยู่) และ เพื่อกำจัดอาสวะ ท. อันจักเกิดขึ้นในธรรมอันสัตว์พึงถึงในเบื้องหน้า (ที่จะรู้สึกในกาลต่อไป); เพื่อปิดกั้น เวร ท. อันเกิดขึ้นในธรรมอันตนเห็นแล้ว และ เพื่อกำจัดเวร ท. อันจักเกิดขึ้นในธรรมอันสัตว์พึงถึงในเบื้องหน้า; เพื่อปิดกั้นโทษ ท. อันเกิดขึ้นในธรรมอันตนเห็นแล้ว และ เพื่อกำจัดโทษ ท. อันจักเกิดขึ้นในธรรมอันสัตว์พึงถึงในเบื้องหน้า; เพื่อปิดกั้น ภัย ท. อันเกิดขึ้นในธรรมอันตนเห็นแล้ว และ เพื่อกำจัดภัย ท. อันจักเกิดขึ้นในธรรมอันสัตว์พึงถึงในเบื้องหน้า; เพื่อปิดกั้น อกุศลธรรม ท. อันเกิดขึ้นในธรรมอันตนเห็นแล้ว และ เพื่อกำจัดอกุศลธรรม ท. อันจักเกิดขึ้นในธรรมอันสัตว์พึงถึงในเบื้องหน้า; เพื่อความเอ็นดูแก่คฤหัสถ์ ท. และ เพื่อความเข้าไปตัดรอนภิกษุ ท. ผู้มีความปรารถนาลามก เพื่อความเลื่อมใสแก่บุคคลที่ยังไม่เลื่อมใส ท. และ เพื่อความเลื่อมใส ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แก่บุคคลผู้เลื่อมใสอยู่แล้ว ท.; เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม และ เพื่ออนุเคราะห์ซึ่งวินัย ท. ภิกษุ ท. ! ตถาคตบัญญัติสิกขาบท แก่สาวก ท. เพราะอาศัยอำนาจ แห่งประโยชน์ สองอย่าง (สองอย่าง ฯลฯ) เหล่านี้แล.
หน้า 261 T 5.4.13
(เท่าที่กล่าวมาข้างบนนี้ เป็นการทรงแสดงประโยชน์ในการบัญญัติสิกขาบท; ต่อจากนี้ไป ทรงแสดงประโยชน์ทั้ง ๑๐ คู่ข้างบนนี้ ในการบัญญัติระบบพระวินัย อีก ๒๙ ระบบ กล่าวคือ ในการบัญญัติปาติโมกข์... ในการบัญญัติปาติโมกขุทเทส... ในการบัญญัติปาติโมกขัฏฐปนะ... ปวารณา... ปวารณาฏฐปนะ... ตัชชนียกรรม... นิยัสสกรรม... ปัพพาชนียกรรม... ปฏิสารณียกรรม... อุกเขปนียกรรม... ปริวาสทานะ... มูลายปฏิกัสสนะ... มานัตตทานะ... อัพภานะ ... โอสารณะ... นิสสารณะ... อุปสัมปทา... ญัตติกรรม... ญัตติทุติยกรรม... ญัตติจตุตถกรรม... สิ่งซึ่งยังไม่ทรงบัญญัติ... ในการไม่ถอนสิ่งที่ทรงบัญญัติแล้ว... ในการบัญญัติสัมมุขาวินัย... สติวินัย... อมูฬ๎หวินัย... ปฏิญญาตกรณะ... เยภุยยสิกา... ตัสสปาปิยสิกา... ในการบัญญัติติณวัตถารกะ; รวมกันทั้งหมดเป็นระบบวินัย ๓๐ ระบบ ที่ทรงบัญญัติโดยอาศัย ประโยชน์ทั้ง ๑๐ คู่นั้น.) หัวใจพระธรรมในคำ “บริภาส” ของพระองค์ ๑ สุทินน์ ! จริงหรือ ได้ยินว่าเธอเสพเมถุนธรรมด้วยภรรยาเก่า ? “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ! เป็นความจริงพระเจ้าข้า”. โมฆบุรุษ ! นั่นไม่สมควร ไม่เหมาะสม ไม่เข้ารูป ไม่ใช่เรื่องของ สมณะ ไม่สำเร็จประโยชน์ ไม่น่าทำเลย. โมฆบุรุษ ! อย่างไรกันเล่า ที่เธอบวชเข้ามาในธรรมวินัยอันเรากล่าวดีแล้วเช่นนี้ ไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์จนตลอดชีวิต. โมฆบุรุษ ! เราแสดงธรรมแล้วโดยหลายแง่หลายมุม เพื่อความหน่าย หาใช่เพื่อความกำหนัดไม่เลย, เราแสดงธรรมแล้ว โดยหลายแง่หลายมุมเพื่อความคลาย หาใช่เพื่อความรัดรึงไม่เลย, เราแสดงธรรมแล้วโดยหลายแง่ ________________________________ ๑. บาลี มหาวิ. วิ. ๑/๓๕/๒๐. ตรัสแก่ภิกษุชื่อสุทินน์ ผู้ทำผิดเป็นคนแรกในปฐมปาราชิกสิกขาบท, ที่ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี.
หน้า 262 T 5.4.13
หลายมุม เพื่อความไม่ยึดถือ หาใช่เพื่อความยึดถือไม่เลย, มิใช่หรือ. โมฆบุรุษ ! ในธรรมนี้เอง เมื่อเราแสดงธรรมเพื่อหน่าย เธอก็กลับคิดไปในทางกำหนัด, เมื่อเราแสดงธรรมเพื่อความคลาย เธอกลับคิดไปในทางที่รัดรึง, เมื่อเราแสดงธรรม เพื่อไม่ยึดถือ เธอกลับคิดไปในทางยึดถือ. โมฆบุรุษ ! เราได้แสดงธรรมแล้ว โดยหลายแง่หลายมุม เพื่อความหน่ายแห่งราคะ เพื่อความสร่างจากเมาของความเมา เพื่อดับเสียซึ่งความกระหายเพื่อถอนเสียซึ่งความอาลัย เพื่อตัดเสียซึ่งวงกลมคือวัฏฏะ เพื่อความหมดตัณหา เพื่อความจาง เพื่อความดับ เพื่อนิพพาน มิใช่หรือ. โมฆบุรุษ ! อุบายเครื่องละกาม โดยวิธีหลายแง่หลายมุม เราได้บอกแล้วมิใช่หรือ. การกำหนดรู้กามสัญญา โดยวิธีหลายแง่หลายมุม เราได้บอกแล้วมิใช่หรือ. อุบายเครื่องดับเสียซึ่งความกระหายในกาม โดยวิธีหลายแง่หลายมุม เราได้บอกแล้ว มิใช่หรือ. อุบายเครื่องถอนเสียซึ่งกามวิตก โดยวิธีหลายแง่หลายมุม เราได้บอกแล้วมิใช่หรือ. อุบายเครื่องสงบรำงับความแผดเผาของกาม โดยวิธีหลายแง่หลายมุม เราได้บอกแล้วมิใช่หรือ. โมฆบุรุษ ! มันเป็นการดีสำหรับเธอ ที่จะใส่องคชาตของเธอเข้าในปากของงูที่มีพิษร้าย ดีกว่าที่จะใส่เข้าในองคชาตแห่งมาตุคาม. โมฆบุรุษ ! มันเป็นการดีสำหรับเธอ ที่จะใส่องคชาตของเธอเข้าในปากของงูเห่าดำ ดีกว่าที่จะใส่เข้าในองคชาตของมาตุคาม. โมฆบุรุษ ! มันเป็นการดีสำหรับเธอ ในการที่จะหย่อนองคชาตของเธอลงในหลุมถ่านเพลิงที่กำลังลุกโชติช่วง ดีกว่าที่จะใส่เข้าในองคชาตแห่งมาตุคาม. เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะการตายเสียด้วยเหตุนั้น ก็ยังไม่เข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก. โมฆบุรุษ ! ข้อที่เธอพึงเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรกภายหลังแต่การตายนั้น ย่อมมาจากการที่เธอเสพอสัทธรรมอันเป็นการกระทำ
หน้า 263 T 5.4.14
สำหรับคนชาวบ้าน เป็นการกระทำชั้นต่ำทราม หยาบคายลึกลับ เพราะต้องปกปิด เป็นการกระทำของสัตว์ที่ยังต้องอยู่กันเป็นคู่ ๆ. โมฆบุรุษ ! เธอเป็นผู้ริเริ่มการประกอบอกุศลมากหลาย. โมฆบุรุษ ! การทำเช่นนี้ ไม่ทำให้เกิดความเลื่อมใสแก่ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส ไม่ทำผู้ที่เลื่อมใสแล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นไป; มีแต่จะทำผู้ไม่เลื่อมใส ไม่ให้เลื่อมใส และทำผู้ที่เคยเลื่อมใสบางคน ให้เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นเท่านั้น. (พระผู้มีพระภาคตรัสตำหนิภิกษุชื่อสุทินน์ โดยประการต่าง ๆ แล้ว ได้ตรัสชี้โทษของความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนเอาใจยาก ความมักใหญ่ ความไม่สันโดษ ความคลุกคลีกันเป็นหมู่ ความเกียจคร้าน แล้วตรัสชี้คุณของความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความปรารถนาน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา เป็นต้นแล้ว ได้ตรัสธรรมิกถา โดยสมควรแก่เหตุการณ์ แล้วตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย :-) ภิกษุ ท. ! เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักบัญญัติสิกขาบท เพราะอาศัยอำนาจแห่งประโยชน์ ๑๐ ประการคือ เพื่อความตั้งอยู่ดีของหมู่สงฆ์ เพื่อความอยู่เป็นผาสุกของหมู่สงฆ์ เพื่อข่มคนดื้อด้าน เพื่อความอยู่ผาสุกของภิกษุที่รักศีล เพื่อปิดกั้นอาสวะในทิฏฐธรรม เพื่อกำจัดอาสวะในสัมปรายะ เพื่อให้เป็นที่เลื่อมใสแก่ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสเพื่อให้คนที่เลื่อมใสอยู่แล้วเลื่อมใสยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม เพื่ออนุเคราะห์วินัยอันเป็นระเบียบสำหรับหมู่....ดังนี้. ทรงแสดงหลักพระศาสนา ไม่มีวิญญาณที่เวียนว่ายตายเกิด ๑ สติ ! จริงหรือตามที่ได้ยินว่า เธอมีทิฏฐิอันลามกเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ว่า “เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า วิญญาณนี้นี่แหละ ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป, หาใช่สิ่งอื่นไม่” ดังนี้ ? ________________________________ ๑. บาลี มหาตัณหาสัขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๕/๔๔๒. ตรัสแก่ภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร ที่เชตวนาราม ใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 264 T 5.4.14
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรง แสดงแล้วเช่นนั้นว่า วิญญาณนี้นี่แหละ ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป, หาใช่สิ่งอื่นไม่ ดังนี้”. สาติ ! วิญญาณนั้น เป็นอย่างไร ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! นั่นคือสภาพที่เป็นผู้พูด ผู้รู้สึก (ต่อเวทนา) ซึ่งเสวย วิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่ว ท. ในภพนั้น ๆ”. โมฆบุรุษ ! เธอรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ เมื่อแสดงแก่ใครเล่า. โมฆบุรุษ ! เรากล่าววิญญาณ ว่าเป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม (สิ่งที่อาศัยปัจจัยแล้วเกิดขึ้น) โดยปริยายเป็นอันมาก; ถ้าเว้น จากปัจจัยแล้ว ความเกิดแห่งวิญญาณมิได้มี ดังนี้มิใช่หรือ. โมฆบุรุษ ! เมื่อเป็นอย่างนั้น เธอชื่อว่า ย่อมกล่าวตู่เราด้วยถ้อยคำที่ตนเองถือเอาผิดด้วย ย่อมขุดตนเองด้วย ย่อมประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมากด้วย; โมฆบุรุษ ! ข้อนั้นแหละ จักเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เกื้อกูลแก่เธอ ตลอดกาลนาน ดังนี้. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ ท. แล้วตรัสว่า:- ภิกษุ ท. ! พวกเธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ภิกษุสาติเกวัฏฏบุตรนี้ ยังจะพอนับว่า เป็นพระเป็นสงฆ์ ในธรรมวินัยนี้ได้บ้างไหม ? “จะเป็นได้อย่างไร พระเจ้าข้า ! หามิได้เลย พระเจ้าข้า !” (เมื่อภิกษุ ท. ทูลอย่างนี้แล้ว ภิกษุสาติผู้เกวัฏฏบัตร ก็เงียบเสียง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่ปฏิภาณ นิ่งอยู่. พระผู้มีพระภาคทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว ได้ตรัสว่า:-) โมฆบุรุษ ! เธอจักปรากฏด้วยทิฏฐิอันลามากนั้นของตนเองแล; เราจักสอบถามภิกษุ ท. ใน ที่นี้. (แล้วทรงสอบถามภิกษุ ท. จนเป็นที่ปรากฏว่า พระองค์มิได้ทรงแสดงธรรมดังที่สาติภิกษุกล่าว แล้วทรงแสดง การเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ โดยอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท ครบทั้ง ๖ อายตนะ).
หน้า 265 T 5.4.15
ทรงแสดงหลักกรรมชนิดที่เป็น “พุทธศาสนาแท้” ๑ ปุณณะ ! กรรม ๔ อย่างเหล่านี้ เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่วกัน. กรรม ๔ คืออะไรเล่า ? ปุณณะ ! กรรมดำ มีวิบากดำ ก็มีอยู่; ปุณณะ ! กรรมขาว มีวิบากขาว ก็มีอยู่; ปุณณะ ! กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว ก็มีอยู่; ปุณณะ ! กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ก็มีอยู่. ปุณณะ ! ---คนบางคนในกรณีนี้ ย่อมปรุงแต่งซึ่งกายสังขาร ---วจีสังขาร ---มโนสังขารอันเป็นไปเพื่อทุกข์ แล้วย่อมเข้าถึงซึ่งโลกอันประกอบด้วยทุกข์ถูกต้องผัสสะอันประกอบด้วยทุกข์ --- --- ย่อมเสวยเวทนาอันประกอบด้วยทุกข์โดยส่วนเดียว ดังเช่นพวกสัตว์นรก ---ฯลฯ--- : ปุณณะ ! นี้เรียกว่า กรรมดำมีวิบากดำ. ปุณณะ ! ---คนบางคนในกรณีนี้ ย่อมปรุงแต่งซึ่งกายสังขาร ---วจีสังขาร ---มโนสังขารอันไม่เป็นไปเพื่อทุกข์ แล้วย่อมเข้าถึงซึ่งโลกอันไม่ประกอบ ด้วยทุกข์ ถูกต้องผัสสะอันไม่ประกอบด้วยทุกข์ --- ---ย่อมเสวยเวทนาอันประกอบ ด้วยสุขโดยส่วนเดียว ดังเช่นพวกเทพสุภกิณหา ---ฯลฯ--- : ปุณณะ ! นี้เรียกว่า กรรมขาว มีวิบากขาว. ปุณณะ ! ---คนบางคนในกรณีนี้ ย่อมปรุงแต่งซึ่งกายสังขาร ---วจีสังขาร ---มโนสังขารอันเป็นไปเพื่อทุกข์บ้าง อันไม่เป็นไปเพื่อทุกข์บ้าง แล้วย่อม ________________________________ ๑. บาลี กุกกุโรวาทสูตร ม.ม. ๑๓/๘๒/๘๘. ตรัสแก่ปุณณโกลิยบุตรผู้ประพฤติวัตรดังโค ที่นิคมหลิททวสนะ แคว้นโกลิยะ.
หน้า 266 T 5.4.15
เข้าถึงซึ่งโลกอันประกอบด้วยทุกข์บ้าง อันไม่ประกอบด้วยทุกข์บ้าง ถูกต้องผัสสะอันประกอบด้วยทุกข์บ้าง อันไม่ประกอบด้วยทุกข์บ้าง ---ย่อมเสวยเวทนาอันเป็นสุขและทุกข์เจือกัน ดังเช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางพวก พวกวินิบาตบางพวก ---ฯลฯ--- : ปุณณะ ! นี้เรียกว่า กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว. ปุณณะ ! ---ในกรณีนี้ เจตนาเพื่อละเสียซึ่งกรรมดำมีวิบากดำ, เจตนาเพื่อละเสียซึ่งกรรมขาวมีวิบากขาว, เจตนาเพื่อละเสียซึ่งกรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาว : ปุณณะ ! (สามอย่าง) นี้ เรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบาก ไม่ดำไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม. ปุณณะ ! เหล่านี้แล กรรม ๔ อย่าง ที่เราทำให้แจ้งด้วยปัญญา อันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ ทั่วกัน. หมายเหตุ : เรื่องกรรม ๔ นี้ มีที่มาในที่อื่นอีกหลายแห่ง มีรายละเอียด ตรงกันก็มี ต่างกันก็มี : ในจตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๑๓/๒๓๒ และ ๒๓๔ มีข้อความเหมือนกับ ข้อความข้างบนนี้ทั้ง ๔ กรรม; ใน จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๑๘/๒๓๕ ทรงแสดงกรรมดำ ด้วยการทุศีลห้า ทรงแสดงกรรมขาว ด้วยการมีศีลห้า ส่วนกรรมอีกสองอย่างทรงแสดง เหมือนกัน; ในจตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๑๙/๒๓๖ ทรงแสดงกรรมดำ ด้วยอนันตริยกรรมห้า ทรงแสดงกรรมขาว ด้วยกุศลกรรมบถสิบ ส่วนกรรมอีกสองอย่างทรงแสดงเหมือนกัน; ในจตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๒๐/๒๓๗ ทรงแสดงกรรมที่ ๑-ที่ ๒-ที่ ๓ เหมือนกัน ทรงแสดง กรรมที่ ๔ ด้วย อัฏฐังคิกมรรค; ในจตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๒๑/๒๓๘ ทรงแสดงกรรมที่ ๑ -ที่ ๒-ที่ ๓ เหมือนกัน ทรงแสดง กรรมที่ ๔ ด้วยสัมโพชฌงค์เจ็ด. ผู้รับการแสดง เป็นภิกษุบ้าง เป็นคนพวกอื่นบ้าง. -ผู้รวบรวม.
หน้า 267 T 5.4.16
ทรงเป็นยามเฝ้าตลิ่งให้ปวงสัตว์ ๑ ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนมีบุรุษผู้หนึ่ง ว่ายล่องกระแสน้ำลงไป เพราะเหตุจะได้สิ่งน่ารักน่าเพลินใจ. มีบุรุษบัณฑิตผู้หนึ่ง ยืนอยู่บนฝั่ง เห็นบุรุษผู้ว่ายน้ำนั้นแล้ว ร้องบอกไปว่า “ท่านผู้เจริญ ! ท่านย่อมว่ายล่องตามกระแสน้ำ เพราะเหตุจะได้สิ่งน่ารักน่าเพลินใจโดยแท้. แต่ว่า ทางเบื้องล่างนั้น มีห้วงน้ำลึก มีคลื่น มีน้ำวน มียักษ์ มีรากษส ซึ่งเมื่อท่านไปถึงที่นั่นแล้ว จักต้องตาย หรือได้รับทุกข์เจียนตาย”. ภิกษุ ท. ! บุรุษผู้ว่ายล่องตามกระแสน้ำ นั้น ครั้นได้ฟังดังนั้นแล้วก็พยายามว่ายทวนกระแสน้ำกลับมา ด้วยกำลังมือและเท้าทั้งหมดของเขา. ภิกษุ ท. ! คำอุปมานี้ ตถาคตผูกขึ้น เพื่อให้รู้เนื้อความ. เนื้อความในเรื่องนั้น ดังนี้ : คำว่า ‘กระแสน้ำ’ เป็นชื่อแห่งตัณหา. คำว่า ‘สิ่งน่ารักน่าเพลินใจ’ เป็นชื่อแห่งอายตนะภายในหก. คำว่า ‘ห้วงน้ำลึก’ เป็นชื่อแห่งสัญโญชน์เบื้องต่ำห้าอย่าง. คำว่า ‘คลื่น’ เป็นชื่อแห่งความโกรธ และความคับแค้น. คำว่า ‘น้ำวน’เป็นชื่อแห่งกามคุณห้า. คำว่า ‘ยักษ์’ และ ‘รากษส’ เป็นชื่อแห่งเพศตรงข้าม. คำว่า ‘ว่ายทวนกระแสกลับมา’ เป็นชื่อแห่งเนกขัมมะ. คำว่า ‘พยายามด้วยกำลังมือและเท้าทั้งหมด’ เป็นชื่อแห่งการปรารภความเพียร. คำว่า ‘บุรุษบัณฑิต ผู้ยืนอยู่บนฝั่ง’ เป็นชื่อแห่งตถาคต ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัม พุทธเจ้า นี้แล. ________________________________ ๑. บาลี อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๑๖/๒๘๙. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 268 T 5.4.17
ทรงปล่อยปวงสัตว์ เหมือนการปล่อยฝูงเนื้อ ๑ ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนฝูงเนื้อฝูงใหญ่ เข้าไปอาศัยอยู่ที่ราบลุ่มใหญ่ใกล้ป่ากว้าง. เกิดมีบุรุษคนใดคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ปรารถนาความไม่ปลอดภัย ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่ฝูงเนื้อนั้น. เขาปิดหนทางอันเกษม สะดวก ไปได้ตามชอบใจ ของเนื้อเหล่านั้นเสีย; เปิดทางอันตรายไว้; วางเนื้อล่อตัวผู้ไว้; ตั้งเนื้อล่อตัวเมียไว้ : ภิกษุ ท. ! ด้วยการกระทำอย่างนี้ เนื้อฝูงใหญ่นั้น ก็ถึงความวินาศเบาบางไป ในสมัยต่อมา. ภิกษุ ท. ! กะเนื้อฝูงใหญ่ฝูงนั้นเอง, เกิดมีบุรุษคนใดคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ปรารถนาความปลอดภัย เป็นประโยชน์เกื้อกูล. เขาเปิดหนทางอันเกษม สะดวกไปได้ตามชอบใจ ของเนื้อเหล่านั้น; ปิดหนทางอันตรายเสีย; ถอนเนื้อล่อตัวผู้เสีย; ทำลายเนื้อล่อตัวเมียเสีย : ภิกษุ ท. ! ด้วยการกระทำอย่างนี้ เนื้อฝูงใหญ่นั้น ก็ถึงความเจริญ งอกงาม คับคั่ง ในสมัยต่อมา. ภิกษุ ท. ! อุปมานี้เราทำขึ้น เพื่อให้รู้เนื้อความ. ข้อความต่อไปนี้ เป็นเนื้อความในอุปมานั้น : คำว่า “ที่ราบลุ่มใหญ่” นั่นเป็นชื่อของกาม ท.; คำว่า “ฝูงเนื้อฝูงใหญ่” นั่นเป็นชื่อของสัตว์ ท.; คำว่า “บุรุษผู้ปรารถนาความไม่ปลอดภัย ฯลฯ” นั่นเป็นชื่อของมาร ผู้มีบาป; คำว่า “ทางอันตราย” นั่นเป็นชื่อของมิจฉามรรคอันประกอบด้วยองค์แปด กล่าวคือ มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด), มิจฉาสังกัปปะ (ความดำริผิด), มิจฉา ________________________________ ๑. บาลี เท๎วธาวิตักกสูตร มู.ม. ๑๒/๒๓๘/๒๕๔. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 269 T 5.4.17
วาจา (ความตั้งใจมั่นผิด); (การพูดจาผิด), มิจฉากัมมันตะ (การทำการงานผิด), มิจฉาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตผิด), มิจฉาวายามะ (ความพากเพียรผิด), มิจฉาสติ (ความระลึกผิด), มิจฉาสมาธิ คำว่า “เนื้อล่อตัวผู้” นั่นเป็นชื่อของนันทิราคะ; คำว่า “เนื้อล่อตัวเมีย” นั่นเป็นชื่อของอวิชชา; คำว่า “บุรุษผู้ปรารถนาความปลอดภัย ฯลฯ” นั่นเป็นชื่อของตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธะ; คำว่า “หนทางอันเกษม ฯลฯ” นั่นเป็นชื่อของอริยอัฏฐังคิกมรรคกล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ), สัมมาสังกัปปะ (ความดำริชอบ), สัมมาวาจา (การพูดจาชอบ), สัมมากัมมันตะ (การทำการงานชอบ), สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ), สัมมาวายามะ (ความพากเพียรชอบ), สัมมาสติ (ความระลึกชอบ), สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจมั่นชอบ). ภิกษุ ท. ! ดังนี้แล เป็นอันกล่าวได้ว่า หนทางอันเกษม สะดวกไปได้ตามชอบบใจ เป็นทางที่เราเปิดแล้ว; ทางอันตรายเราปิดแล้ว; เนื้อล่อตัวผู้ เราถอนแล้ว; เนื้อล่อตัวเมีย เราทำลายแล้ว. ภิกษุ ท. ! กิจอันใด ที่พระศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลอาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวก ท.; กิจอันนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ ท.ภิกษุ ท. ! นั่น โคนไม้ ท. นั่น เรือนว่าง ท. ภิกษุ ท. ! พวกเธอ ท. จงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. พวกเธอ ท. อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. นี่แล เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนพวกเธอ ท. ของเรา.
หน้า 270 T 5.4.18
ทรงจัดพระองค์เองในฐานะเป็นผู้ฉลาดในเรื่องหนทาง ๑ ดูก่อนติสสะ ! มีบุรุษอยู่ ๒ คน คนหนึ่งไม่ฉลาดในเรื่องหนทาง คนหนึ่งฉลาดในเรื่องหนทาง. คนที่ไม่ฉลาดในเรื่องหนทาง ได้ถามเรื่องหนทางกับคนที่ฉลาดในเรื่องหนทาง, คนผู้ฉลาดในเรื่องหนทางนั้นได้กล่าวว่า “บุรุษผู้เจริญ ! มาเถิดนี่หนทาง ท่านจงไปตามทางนี้สักครู่หนึ่ง ครั้นไปสักครู่หนึ่งแล้ว จักเห็นทาง ๒ แพร่ง ท่านจงเว้นทางซ้ายเสีย แล้วไปตามทางขวา เมื่อไปตามทางขวาครู่หนึ่งแล้ว จักเห็นราวป่าหนาทึบ ไปตามทางนั้นอีกครู่หนึ่ง จักเห็นลุ่มน้ำใหญ่อันมีเปือกตม ไปตามทางนั้นอีกครู่หนึ่งแล้ว ท่านจักเห็นเหวอันโกรกชัน ไปตามทางนั้นอีกครู่หนึ่งแล้ว ท่านจักเห็นภูมิภาคอันสม่ำเสมอ น่ารื่นรมย์”. ติสสะ ! อุปมานี้ เราทำขึ้นเพื่อให้รู้เนื้อความ นี้คือเนื้อความใน อุปมานั้น:- คำว่า “บุรุษผู้ไม่ฉลาดในเรื่องทาง” นั่น เป็นคำหมายถึง ปุถุชน. คำว่า “บุรุษผู้ฉลาดในเรื่องทาง” นั่น เป็นคำหมายถึง ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ. คำว่า “ทาง ๒ แพร่ง” นั่น เป็นคำหมายถึง วิจิกิจฉา. คำว่า “ทางซ้าย” นั่น เป็นคำหมายถึง มิจฉามรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กล่าวคือ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ ________________________________ ๑. บาลี ธนฺธ. สํ. ๑๗/๑๓๑/๑๙๗. ตรัสแก่พระติสสะผู้ไม่ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติ ไม่ยินดีในพรหมจรรย์ มีความสงสัยอยู่; ที่เชตวัน.
หน้า 271 T 5.4.19
คำว่า “ทางขวา” นั่น เป็นคำหมายถึง อริยอัฏฐังคิกมรรค กล่าวคือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. คำว่า “ราวป่าหนาทึบ” นั่น เป็นคำหมายถึง อวิชชา. คำว่า “ลุ่มน้ำใหญ่มีเปือกตม” นั่น เป็นคำหมายถึง กามทั้งหลาย. คำว่า “เหวโกรกชัน” นั่น เป็นคำหมายถึง ความโกรธ คับแค้นใจ. คำว่า “ภูมิภาคอันสม่ำเสมอ น่ารื่นรมย์” นั่น เป็นคำหมายถึง พระนิพพาน. ติสสะ ! เธอจงยินดี, ติสสะ ! เธอจงยินดีตามที่เรากล่าวบอก ตามที่เราอนุเคราะห์ ตามที่เราพร่ำสอนเถิด ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสข้อความนี้แล้ว ท่านพระติสสะมีความพอใจ ยินดียิ่งในถ้อยคำของ พระผู้มีพระภาคแล้ว แล. ทรงสอนเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าทั้งปวง ๑ กันทรกะ ! บรรดาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้มีแล้วในกาลยืดยาวส่วนอดีต, พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น ล้วนแต่ได้สอนให้ภิกษุสงฆ์ปฏิบัติชอบแล้ว มีอย่างนี้เป็นอย่างยิ่ง คือเหมือนอย่างที่เราสอนให้แก่ภิกษุสงฆ์ในบัดนี้ ปฏิบัติชอบอยู่. กันทรกะ ! บรรดาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จักมีมาในกาลยืดยาวส่วนอนาคต, พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น ก็ล้วนแต่จักได้สอนให้ภิกษุสงฆ์ ________________________________ ๑. บาลี ม.ม. ๑๓/๒/๒. ตรัสแก่กันทรกปริพพาชก, ที่สระคัคครา นครจัมปา.
หน้า 272 T 5.4.20
ปฏิบัติชอบอยู่. ปฏิบัติชอบ มีอย่างนี้เป็นอย่างยิ่ง คือเหมือนอย่างที่เราสอนให้ภิกษุสงฆ์ในบัดนี้ กันทรกะ ! เหล่าภิกษุผู้เป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะ จบพรหมจรรย์หมดกิจควรทำ ปลงภาระลงได้ ผู้มีประโยชน์ของตัวเองอันตามบรรลุได้แล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ทั่วถึงโดยชอบ มีอยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้; และเหล่าภิกษุผู้เป็นเสขะ (คือพระโสดา สกิทาคา อนาคา) ผู้มีศีลทุกเมื่อ มีวัตรทุกเมื่อ มีปัญญา มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญาเครื่องรักษาตน ก็มีอยู่ ในภิกษุสงฆ์ หมู่นี้. ทรงเป็นศาสดาที่ไม่มีใครท้วงติงได้ ๑ --- “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ศาสดาที่ใคร ๆ ไม่ควรท้วงติง ในโลกนี้ มีอยู่หรือ ?” โลหิจจะ ! ศาสดาที่ใคร ๆ ไม่ควรท้วงติง ในโลกนี้ มีอยู่. “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ศาสดาเช่นนั้น เป็นอย่างไรเล่า ?” โลหิจจะ ! ตถาคตบังเกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง ---ฯลฯ--- (ตามข้อความในสามัญญผลสูตร จนกระทั่งถึง ทรงแสดงธรรม มีกุลบุตร เข้ามาบวชปฏิบัติธรรมอยู่ ดูหนังสือเล่มนี้ที่หน้า ๔๙๓ ตั้งแต่บรรทัดที่ ๖ ไปถึงหน้า ๔๙๔ บรรทัดที่ ๑๕). โลหิจจะ ! ภิกษุเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้ ---ฯลฯ--- เข้าถึงปฐมฌาน แล้วแลอยู่. โลหิจจะ ! สาวกย่อมถึงทับคุณวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ ในเพราะศาสดาใด. โลหิจจะ ! นี้แล คือศาสดาที่ใคร ๆ ไม่ควรท้วงติง ในโลก. การท้วงติงศาสดาเห็นปานนี้ของผู้ใดก็ตาม การท้วงติงนั้น ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยธรรม แต่ประกอบไปด้วยโทษ. ________________________________ ๑. บาลี โลหิจจสูตร สี. ที. ๙/๒๙๓/๓๖๓. ตรัสแก่โลหิจจพราหมณ์ ที่นิเวศน์ของโลหิจจพราหมณ์.
หน้า 273 T 5.4.21
(ในกรณีแห่ง ทุติยฌาน ก็ดี ตติยฌาน ก็ดี จตุตถฌาน ก็ดี จนถึงกรณีแห่งญาณทัสสนะจนกระทั่งถึง อาสวักขยะ แต่ละตอน ๆ ก็มีข้อความอย่างเดียวกัน). ทรงสามารถในการสอน ๑ นิโค๎รธะ ! เรากล่าวอยู่อย่างนี้ว่า จงมาเถิด บุรุษผู้เป็นวิญญูชนไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีสัญชาติแห่งคนตรง, เราพร่ำสอนอยู่ แสดงธรรมอยู่ เธอปฏิบัติตามอยู่อย่างที่เราสอน ก็จักทำให้แจ้ง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ (คืออรหัตตผล) อันไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า อันเป็นสิ่งที่กุลบุตร ท. ผู้ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนโดยชอบ ปรารถนาอยู่, ได้อยู่ในภพอันตนเห็นแล้วนี้ ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ได้, ในชั่วเวลา ๗ ปี. นิโค๎รธะ ! ๗ ปียกไว้ก็ได้ ...ฯลฯ...๒ ได้, ในชั่วเวลา ๖ ปี. นิโค๎รธะ ! ๖ ปี, -๕ ปี, -๔ ปี, -๓ ปี, -๒ ปี, -๑ ปี, ยกไว้ก็ได้...ฯลฯ... นิโค๎รธะ ! ๗ เดือน, -๖ เดือน, -๕ เดือน, -๔ เดือน, -๓ เดือน -๒ เดือน, -๑ เดือน , -กึ่งเดือน ยกไว้ก็ได้. นิโค๎รธะ ! จงมาเถิด บุรุษผู้เป็นวิญญูชน ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีสัญชาติแห่งคนตรง, เราพร่ำสอนอยู่, แสดงธรรมอยู่, เธอปฏิบัติตามอยู่อย่างที่เราสอน ก็จักทำให้แจ้ง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ (คืออรหัตตผล) อันไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า อันเป็นสิ่งที่ปรารถนาของกุลบุตร ท. ผู้ออกจากเรือน ________________________________ ๑. บาลี อุทุมพริกสูตร ปา.ที. ๑๑/๕๘/๓๑. ตรัสแก่นิโค๎รธปริพพาชก ที่อุทุมพริกาปริพพาชการาม ใกล้กรุงราชคฤห์. ๒. ตามสำนวนภาษาบาลีตรัสเต็ม: ตรัสทีละอย่างซ้ำกัน ต่างกันแต่ลดจำนวนเวลาลงมาเท่านั้น.
หน้า 274 T 5.4.22
บวชไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนโดยชอบ, ได้อยู่ในภพอันตนเห็นแล้วนี้ ด้วยปัญญา อันยิ่งของตนเอง เข้าถึงแล้ว แลอยู่ได้ ชั่วเวลา ๗ วัน. ทรงแสดงสติปัฏฐานสี่เพื่อขจัดทิฏฐินิสสัยทั้งสองประเภท ๑ จุนทะ ! สติปัฏฐาน ท. ๔ ประการ เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วอย่างนี้เพื่อละเสีย เพื่อก้าวล่วงเสีย ซึ่งทิฏฐินิสสัย ท. ทั้งประเภทสี่สหรคตด้วยปุพพันตขันธ์ และประเภทที่สหรคตด้วยอปรันตขันธ์๒ เหล่านั้น. สติปัฏฐาน ท. สี่ประการเหล่าไหนเล่า ? จุนทะ ! สี่ประการคือภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปรกติตามเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้; เป็นผู้มีปรกติตามเห็นเวทนาในเวทนา ท. อยู่ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้; เป็นผู้มีปรกติตามเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้; เป็นผู้มีปรกติตามเห็นธรรมในธรรม ท. อยู่ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้. จุนทะ ! สติปัฏฐาน ท. ๔ ประการเหล่านี้แล อันเราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว เพื่อละเสีย เพื่อก้าวล่วงเสีย ซึ่งทิฏฐินิสสัย ท. ทั้งประเภทสี่สหรคต ________________________________ ๑. บาลี ปาสาทิกสูตร ปา. ที. ๑๑/๑๕๕/๑๒๘. ตรัสแก่จุนทสมณุทเทส ที่อัมพวันปราสาท ของเจ้าศากยะพวกเวธัญญา. ๒. คำว่า “ปุพพันตขันธ์” และ “อปรันตขันธ์” ดูรายละเอียดที่คำว่า “พวกปรารภขันธ์ใน อดีตกาล” และ “พวกปรารภขันธ์ในอนาคตกาล”, แห่งหัวข้อที่ว่า “ทรงทราบทิฏฐิวัตถุ ที่ลึกซึ้ง” ที่หน้า ๑๗๕ แห่งหนังสือเล่มนี้.
หน้า 275 T 5.4.23
ด้วยปุพพันตขันธ์ และประเภทที่สหรคตด้วยอปรันตขันธ์ เหล่านั้น ด้วยอาการอย่างนี้. หมายเหตุ : ภิกษุผู้มีสติปัฏฐานทั้ง ๔ อยู่ ย่อมไม่มีความรู้สึกว่ามีสัตว์ บุคคลตัวตนเราเขา; ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะเกิดความเห็นว่าอัตตาและโลกเป็น ของเที่ยง ดังนี้เป็นต้น. -ผู้รวบรวม. ทรงสามารถสอนให้วิญญูชนรู้ได้เองเห็นได้เอง ๑ กัจจานะ ! สมณพราหมณ์เหล่าใด ไม่รู้ซึ่งส่วนสุดข้างต้น (ปุพพันตะ: ภพชาติในอดีต) ไม่รู้ซึ่งส่วนสุดข้างปลาย (อปรันตะ : ภพชาติในอนาคต) แล้วจะปฏิญญาว่า ข้าพเจ้ารู้ว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่ต้องปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้นั้น; สมณพราหมณ์เหล่านั้น ควรได้รับการข่มขี่โดยชอบธรรมนั่นเทียว. กัจจานะ ! ก็แต่ว่า เรื่องปุพพันตะจงยกไว้ เรื่องอปรันตะก็จงยกไว้ก่อน; บุรุษผู้เป็นวิญญูชนไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีสัญชาติแห่งคนตรง จงมาเถิด, เราจะพร่ำสอน เราจะแสดงธรรม, เมื่อปฏิบัติอยู่ตามที่เราสอนแล้ว จักรู้เอง จักเห็นเองโดยแท้ ต่อกาลไม่นานทีเดียว; ดังที่ได้ยินกันอยู่แล้วว่า มีการพ้นพิเศษโดยชอบ จากเครื่องผูก กล่าวคืออวิชชา ด้วยอาการอย่างนี้. กัจจานะ ! เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงายอยู่บนเบาะ ถูกผูกอยู่ด้วยเครื่องผูกคือด้าย มีที่คอเป็นคำรบห้า; เพราะอาศัยความเจริญ ความเติบโตแห่งอินทรีย์ ท. ก็พ้นจากเครื่องผูกเหล่านั้น; เขารู้สึกว่า “เราพ้นจากเครื่องผูกแล้ว” ดังนี้แล,ไม่มีเครื่องผูกอะไรเหลืออยู่, ฉันใด; กัจจานะ ! ข้อนี้ ________________________________ ๑. บาลี เวขณสสูตร ม.ม. ๑๓/๓๗๒/๔๐๑. ตรัสแก่เวขณสปริพพาชก กัจจานโคตร ที่เชตวัน.
หน้า 276 T 5.4.24
ก็ฉันนั้น กล่าวคือ บุรุษผู้เป็นวิญญูชน ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา มีสัญชาติแห่งคนตรงจงมาเถิด, เราจะพร่ำสอน เราจะแสดงธรรม, เมื่อปฏิบัติอยู่ตามที่เราสอนแล้วจักรู้เอง จักเห็นเองโดยแท้ ต่อกาลไม่นานทีเดียว; ดังที่ได้ยินกันอยู่แล้วว่ามีการพ้นพิเศษโดยชอบ จากเครื่องผูกกล่าวคืออวิชชา ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้ ทรงสามารถยิ่ง ในการสอน ๑ ราชกุมาร ! องค์อันควรแก่การประกอบความเพียร ๕ องค์ คืออะไรบ้างเล่า ? ๕ องค์คือ ราชกุมาร ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ : - (๑) เป็น ผู้มีศรัทธา ย่อมเชื่อความตรัสรู้ของตถาคต ว่า “แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควรฝึก อย่างไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้ว จำแนกธรรมออกสอนสัตว์” ดังนี้. (๒) เป็น ผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย มีไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารที่ย่อยได้สม่ำเสมอ ปานกลาง ไม่ร้อนเกิน ไม่เย็นเกิน พอควรแก่การบำเพ็ญเพียร. (๓) เป็น ผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา เป็นผู้เปิดเผยตนเองตามที่เป็นจริงในพระศาสดา, ในท่านผู้รู้, หรือในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ก็ตาม. (๔) เป็น ผู้ปรารภความเพียร เพื่อการละสิ่งอันเป็นอกุศล เพื่อถึงพร้อมด้วยสิ่งอันเป็นกุศล มีกำลัง มีความบากบั่น หนักแน่น ไม่ทอดทิ้งธุระ ในสิ่งทั้งหลายอันเป็นกุศล. ________________________________ ๑. บาลี โพธิราชกุมารสูตร ม.ม. ๑๓/๔๗๒/๕๑๘ ตรัสแก่โพธิราชกุมาร ที่โกกนุทปราสาทของเขา, แคว้นภัคคะ.
หน้า 277 T 5.4.24
(๕) เป็น ผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาซึ่งสามารถกำหนดความเกิดขึ้นและความดับหายไป เป็นปัญญาอันประเสริฐ เป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส เป็นเครื่องให้ถึงความสิ้นทุกข์ได้โดยชอบ. ราชกุมาร ! เหล่านี้แล เป็นองค์อันควรแก่การประกอบความเพียร ๕ องค์. ราชกุมาร ! ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ องค์เหล่านี้, เมื่อได้ตถาคตเป็นผู้นำ ก็พึงทำให้ลุแจ้ง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันเป็นสิ่งไม่มีอะไรอื่นยิ่งไปกว่า อันเป็นที่ปรารถนาของกุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนโดยชอบ, ได้ในภพอันตนเห็นแล้วนี้ ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ได้, ชั่วเวลา ๗ ปี. ราชกุมาร ! ๗ ปีจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๖ ปีจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๕ ปีจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๔ ปีจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๓ ปีจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๒ ปีจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๑ ปีจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๗ เดือนจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๖ เดือนจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๕ เดือนจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๔ เดือนจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๓ เดือนจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๒ เดือนจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ---
หน้า 278 T 5.4.25
ราชกุมาร ! ๑ เดือนจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! กึ่งเดือนจงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๗ วัน ๗ คืน จงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๖ วัน ๖ คืน จงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๕ วัน ๕ คืน จงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๔ วัน ๔ คืน จงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๓ วัน ๓ คืน จงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๒ วัน ๒ คืน จงยกไว้ก็ได้ ---ฯลฯ--- ราชกุมาร ! ๑ วัน ๑ คืน จงยกไว้, ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ควรแก่การประกอบความเพียร ๕ องค์เหล่านี้แล ได้ตถาคตเป็นผู้นำ, อันเรากล่าวสอนแล้วในตอนเย็น รุ่งเช้า ก็จักบรรลุคุณวิเศษ, อันเรากล่าวสอนแล้วในตอน เช้า เย็นลง ก็จักได้บรรลุคุณวิเศษ. “อโห ! พุทโธ, อโห ! ธัมโม, อโห ! ความที่พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างดีแล้ว, ในเพราะเหตุที่กุลบุตร ซึ่งเมื่อพระผู้มีพระภาคกล่าวสอนในตอนเย็น เช้าขึ้นก็จักบรรลุคุณวิศษ, พระผู้มีพระภาคกล่าวสอนในตอนเช้า เย็นลงก็จักบรรลุ คุณวิเศษ” โพธิราชกุมาร ทูลสนองด้วยความอัศจรรย์ใจตนเอง. ทรงประกาศพรหมจรรย์ ในลักษณะที่เทวดามนุษย์ประกาศตามได้ ๑ ภิกษุ ท. ! ก็รอยทางเก่าที่เคยเป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? นั่นคืออริยอัฏฐังคิก- ________________________________ ๑. บาลี สูตรที่ ๕ มหาวรรค อภิสมยสํยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๘/๒๕๓. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 279 T 5.4.26
มรรคนี้นั่นเทียว, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ภิกษุ ท. ! นี้แล รอยทางเก่า ที่เป็นหนทางเก่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเคยทรงดำเนินแล้ว. เรานั้น ได้ดำเนินไปตามแล้วซึ่งหนทางนั้น, เมื่อดำเนินตามไปอยู่ ซึ่งหนทางนั้น, เราได้รู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งชรามรณะ, ซึ่งเหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุ ถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ; (ข้อความต่อไปนี้ ได้ตรัสถึง ชาติ – ภพ – อุปาทาน – ตัณหา – เวทนา – ผัสสะ – สฬายตนะ – นามรูป – วิญญาณ – สุดลงเพียง – สังขาร (แต่ละอย่าง) โดยอาการทั้งสี่ ดังที่ได้ตรัสในกรณีแห่งชรามรณะ เหมือนกันทุกตัวอักษร เว้นแต่ชื่อของตัวปฏิจจสมุปปันนธรรมนั้น ๆ เท่านั้น). ภิกษุ ท. ! เรานั้น, ครั้นรู้ยิ่งเฉพาะแล้วซึ่งหนทางนั้น, ได้บอกแล้ว แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! พรหมจรรย์นี้ ที่เรากล่าวบอกแล้วนั้น ได้เป็นพรหมจรรย์ตั้งมั่น และรุ่งเรืองแล้ว เป็นพรหมจรรย์แผ่ไพศาล เป็นที่รู้แห่งชนมาก เป็นปึกแผ่นแน่นหนา จนกระทั่งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สามารถประกาศไว้ด้วยดีแล้ว, ดังนี้. ทรงประกาศพรหมจรรย์ น่าดื่มเหมือนมัณฑะ ๑ ภิกษุ ท. ! ธรรม เป็นธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว อย่างนี้ เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของคว่ำที่หงายแล้ว, เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของปิดที่เปิดแล้ว, เป็น ________________________________ ๑. บาลี ทุติยสูตร ทสพลวรรค นิทาน.สํ. ๑๖/๓๔/๖๖.
หน้า 280 T 5.4.26
ธรรมอันเราตถาคตประกาศก้องแล้ว, เป็นธรรมมีส่วนขี้ริ้ว อันเราตถาคต เฉือนออกหมดสิ้นแล้ว. ภิกษุ ท. ! เมื่อธรรมนี้ เป็นธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมเป็นการสมควรแล้วนั่นเทียว ที่กุลบุตรผู้บวชแล้วด้วยสัทธา จะพึงปรารภการกระทำความเพียร ด้วยการอธิษฐานจิตว่า “แม้หนัง เอ็น กระดูก เท่านั้น จักเหลืออยู่, เนื้อและเลือดในสรีระนี้ จักเหือดแห้งไป ก็ตามที : ประโยชน์ใด อันบุคคลจะพึงลุถึงได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียรความบากบั่นของบุรุษ; ถ้ายังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว จักหยุดความเพียรของบุรุษเสีย เป็นไม่มี” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พรหมจรรย์นี้ น่าดื่ม เหมือนมัณฑะยอดโอชาแห่งโครสทั้งพระศาสดา ก็อยู่ ณ ที่เฉพาะหน้านี้แล้ว. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายจงปรารภความเพียรเถิด เพื่อการบรรลุถึงซึ่งธรรมอันยังไม่บรรลุ เพื่อการถึงทับซึ่งธรรมอันยังไม่ถึงทับ, เพื่อการทำให้แจ้งซึ่งธรรมอันยังไม่ได้ทำให้แจ้ง. เมื่อเป็นอย่างนี้ บรรพชานี้ของเราทั้งหลาย จักเป็นบรรพชาไม่ต่ำทราม จักไม่เป็นหมันเปล่าแต่จักเป็นบรรพชาที่มีผล เป็นบรรพชาที่มีกำไร. พวกเราทั้งหลาย บริโภคจีวรบิณฑบาตเสนาสนะและเภสัชของชนทั้งหลายเหล่าใด, การกระทำนั้น ๆ ของชนทั้งหลายเหล่านั้น ในเราทั้งหลาย จักเป็นการกระทำมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย พึงทำความสำเหนียก อย่างนี้แล. ภิกษุ ท. ! คนผู้เกียจคร้าน ย่อมอยู่เป็นทุกข์, ระคนอยู่ด้วยอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย ด้วย, ย่อมทำประโยชน์อันใหญ่หลวงของตนให้เสื่อม ด้วย. ภิกษุ ท. ! ส่วนบุคคลผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข, สงัดแล้วจาก อกุศลธรรมอันลามกทั้งหลายด้วย, ย่อมทำประโยชน์อันใหญ่หลวงของตนให้บริบูรณ์
หน้า 281 T 5.4.28
ด้วย. ภิกษุ ท. ! การบรรลุธรรมอันเลิศ ด้วยการกระทำอันเลว ย่อมมีไม่ได้เลย; แต่การบรรลุธรรมอันเลิศ ด้วยการกระทำอันเลิศ ย่อมมีได้ แล. ทรงแสดงหนทางที่ผู้ปฎิบัติตามแล้ว จะเห็นได้เองว่าถูกต้อง ๑ กัสสปะ ! หนทางมีอยู่ ปฏิปทามีอยู่ ซึ่งผู้ปฏิบัติตามนั้นแล้ว จักรู้ได้เอง จักเห็นได้เองทีเดียว ว่าพระสมณโคดมเป็นผู้มีปรกติกล่าวถูกต้องตามกาลกล่าวถูกต้องตามที่เป็นจริง กล่าวโดยอรรถ กล่างโดยธรรม กล่าวโดยวินัย ดังนี้. กัสสปะ ! หนทางนั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ปฏิปทานั้นเป็นอย่างไรเล่า ? หนทางนั้น คือ หนทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดประการ ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบการเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. กัสสปะ ! นี้แลเป็นหนทาง เป็นปฏิปทา ซึ่งผู้ปฏิบัติตามนั้นแล้ว จักรู้ได้เอง จักเห็นได้เองทีเดียว ว่าพระสมณโคดมเป็นผู้มีปรกติ กล่าวถูกต้องตามกาล กล่าวถูกต้องตามที่เป็นจริง กล่าวโดยอรรถ กล่าวโดยธรรม กล่าวโดยวินัย ดังนี้. ทรงแสดงส๎วากขาตธรรมที่มีผล ๖ อันดับ (มีสวรรค์เป็นอย่างต่ำสุด) ๒ ภิกษุ ท. ! ธรรม เป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของคว่ำที่หงายแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของปิดที่เปิดแล้ว เป็นธรรม ________________________________ ๑. บาลี มหาสีหนาทสูตร สี.ที. ๙/๒๐๙/๒๖๕. ตรัสแก่อเจลกัสสปะ ที่กัณณกถลมิคทายวัน ใกล้เมืองอุชุญญา. ๒. บาลี อลคัททูปมสูตร มู.ม. ๑๒/๒๘๐/๒๘๘. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
หน้า 282 T 5.4.28
อันเราตถาคตประกาศก้องแล้ว เป็นธรรมมีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว. ภิกษุ ท. ! ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้ว ... มีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว อย่างนี้, เกิดมีภิกษุเหล่าใด เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว มีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว มีกิจที่ต้องทำอันทำเสร็จแล้ว มีของหนักอันปลงลงได้แล้ว มีประโยชน์ตนอันตามบรรลุแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญาเป็นเครี่องรู้โดยชอบ; วัฏฏะของภิกษุ ท. เหล่านั้น ย่อมไม่มีเพื่อ การบัญญัติต่อไป. (นี้คือผลอันดับที่หนี่ง). ภิกษุ ท. ! ธรรม เป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของคว่ำที่หงายแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของปิดที่เปิดแล้ว เป็นธรรมอันเราตถาคตประกาศก้องแล้ว เป็นธรรมมีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว. ภิกษุ ท. ! ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้ว....มีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว อย่างนี้, โอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้งห้า อันภิกษุ ท. เหล่าใดละขาดแล้ว; ภิกษุ ท. เหล่านั้นหมด เป็นผู้เป็นโอปปาติกะ เป็นผู้ปรนิพพานในภพนั้น มีธรรมดาไม่เวียนกลับจากโลกนั้น. (นี้ คือผลอันดับที่สอง). ภิกษุ ท. ! ธรรมเป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของคว่ำที่หงายแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของปิดที่เปิดแล้ว เป็นธรรมอันเราตถาคตประกาศก้องแล้ว เป็นธรรมมีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว. ภิกษุ ท. ! ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้ว ... มีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว อย่างนี้, สัญโญชน์ทั้งสาม อันภิกษุ ท. เหล่าใดละขาดแล้ว เป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง; ภิกษุ ท. เหล่านั้นทั้งหมด เป็นสกทาคามี มาสู่โลกนี้ครั้งเดียวเท่านั้น แล้วจักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. (นี้คือผลดันดับที่สาม).
หน้า 283 T 5.4.28
ภิกษุ ท. ! ธรรม เป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของคว่ำที่หงายแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของปิดที่เปิดแล้ว เป็นธรรมอันเราตถาคตประกาศก้องแล้ว เป็นธรรมมีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว. ภิกษุ ท. ! ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้ว ... มีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว อย่างนี้, สัญโญชน์สาม อันภิกษุ ท. เหล่าใดละขาดแล้ว; ภิกษุ ท. เหล่านั้น ทั้งหมด เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้มีสัมโพธิเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. (นี้คือผลอันดับที่สี่). ภิกษุ ท. ! ธรรม เป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของคว่ำที่หงายแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของปิดที่เปิดแล้ว เป็นธรรมอันเราตถาคตประกาศก้องแล้ว เป็นธรรมมีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว. ภิกษุ ท. ! ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้ว ... มีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว อย่างนี้, เกิดมีภิกษุ ท. เหล่าใด เป็นธัมมานุสารี เป็นสัทธานุสารี; ภิกษุ ท. เหล่านั้นทั้งหมด มีสัมโพธิเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. (นี้คือผลอันดับที่ห้า). ภิกษุ ท. ! ธรรม เป็นธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของคว่ำที่หงายแล้ว เป็นธรรมอันทำให้เป็นดุจของปิดที่เปิดแล้ว เป็นธรรมอันเราตถาคตประกาศก้องแล้ว เป็นธรรมมีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว. ภิกษุ ท. ! ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้ว ... มีส่วนขี้ริ้วอันเราตถาคตเฉือนออกหมดสิ้นแล้ว อย่างนี้, คุณธรรมสักว่าสัทธา สักว่าความรัก ของบุคคล ท. เหล่าใด เกิดขึ้นในเรา; บุคคล ท. เหล่านั้นทั้งหมด มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. (นี้คือผลอันดับที่หก).
หน้า 284 T 5.4.29
สิ่งที่ตรัสรู้แต่ไม่ทรงนำมาสอน มีมากกว่าที่ทรงนำมาสอนมากนัก ๑ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำใบไม้สีสปา ที่ร่วงอยู่ตามพื้นดินขึ้นมาหน่อยหนึ่งแล้ว ตรัสแก่ภิกษุ ทั้งหลายว่า:- ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายเข้าใจว่าอย่างไร : ใบไม้สีสปาที่เรากำขึ้นหน่อยหนึ่งนี้มาก หรือว่าใบไม้สีสปาที่ยังอยู่บนต้นเหล่านั้นมาก ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ใบไม้ที่พระผู้มีพระภาคทรงกำขึ้นหน่อยหนึ่งนั้นเป็นของน้อย ส่วนใบไม้ที่ยังอยู่บนต้นสีสปาเหล่านั้นย่อมมีมาก.” ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น ธรรมะส่วนที่เรารู้ยิ่งด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วไม่กล่าวสอน นั้น มีมากกว่าส่วนที่นำมากล่าวสอน. ภิกษุ ท. ! เหตุไรเล่าเราจึงไม่กล่าวสอนธรรมะส่วนนั้น ๆ ? ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุว่า ธรรมะส่วนนั้น ๆ ไม่ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ ที่เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์, ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน, ฉะนั้น เราจึงไม่กล่าวสอน. ภิกษุ ท. ! ธรรมะอะไรเล่า เป็นธรรมะที่เรากล่าวสอน ? ภิกษุ ท. ! ธรรมะที่เรากล่าวสอน คือข้อที่ว่า ความทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ, เหตุเป็นที่เกิดของความทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ, ความดับสนิทของความทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ, ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๘/๑๗๑๒. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ป่าไม้สีสปา ใกล้เมือง โกสัมพี. ไม้สีสปานี้แปลกันมาว่าไม้ประดู่ลาย. ปทานุกรมสันสกฤตแปลว่าไม้อโศก, และ บางฉบับให้คำแปลไว้ว่า Dalbergia Sissoo”
หน้า 285 T 5.4.31
ข้อปฎิบัติเพื่อถึงความดับสนิทของความทุกข์ เป็นอย่างนี้ ๆ. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุไรเล่า ธรรมส่วนนี้เราจึงนำมากล่าวสอน ? ภิกษุ ท. ! เพราะว่าธรรมะส่วนนี้ ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อความดับ เป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นไปเพื่อนิพพาน, เพราะเหตุนั้นแล เราจึงนำมากล่าวสอน. คำของพระองค์ ตรงเป็นอันเดียวกันหมด ๑ ภิกษุ ท. ! นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณจนกระทั่งถึงราตรี ที่ตถาคตปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ, ตลอดเวลาระหว่างนั้น ตถาคตได้กล่าวสอน พร่ำสอน แสดงออก ซึ่งถ้อยคำใดถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียวทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย. ภิกษุ ท. ! (อนึ่ง) ตถาคตกล่าวอย่างใด ทำอย่างนั้น, ทำอย่างใด กล่าวอย่างนั้น. ทรงมีการกล่าวที่ไม่ขัดแย้งกับบัณฑิตชนในโลก ๒ ภิกษุ ท. ! เราย่อมไม่กล่าวขัดแย้ง (วิวาท) กะโลก แต่โลกต่างหาก ย่อมกล่าวขัดแย้งต่อเรา. ภิกษุ ท. ! ผู้เป็นธรรมวาที ย่อมไม่กล่าวขัดแย้งกะใคร ๆ ในโลก. ภิกษุ ท. ! สิ่งใดที่บัณฑิตในโลก สมมติ (รู้เหมือน ๆ กัน) ________________________________ ๑. บาลี อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๒๑/๒๙๓. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๖๙/๒๓๙. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
หน้า 286 T 5.4.32
ว่าไม่มี แม้เราก็กล่าวสิ่งนั้นว่าไม่มี. ภิกษุ ท. ! สิ่งใดที่บัณฑิตในโลกสมมติว่ามี แม้เราก็กล่าวสิ่งนั้นว่ามี. ภิกษุ ท. ! อะไรเล่า ที่บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี และเราก็กล่าว ว่าไม่มี ? ภิกษุ ท. ! รูป ที่เที่ยง ที่ยั่งยืน ที่เที่ยงแท้ ที่ไม่มีการแปรปรวนเป็นธรรมดา บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี แม้เราก็กล่าวว่าไม่มี. (ในกรณีแห่งเวทนาสัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ตรัสไว้โดยหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปที่กล่าวแล้ว). ภิกษุ ท. ! ข้อนี้แล ที่บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี และเราก็กล่าวว่าไม่มี. ภิกษุ ท. ! อะไรเล่า ที่บัณฑิตในโลกสมมติว่ามี และเราก็กล่าวว่ามี ? ภิกษุ ท. ! รูป ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีการแปรปรวนเป็นธรรมดาบัณฑิตในโลกสมมติว่ามี แม้เราก็กล่าวว่ามี. (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ตรัสไว้โดยหลักเกณฑ์อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปที่กล่าวแล้ว). ภิกษุ ท. ! ข้อนี้แล ที่บัณฑิตในโลก สมมติว่ามี และเราก็กล่าวว่ามี, ดังนี้. [ในบาลีโปฏฐปาทสูตร สี.ที. (ไตร.ล.๙) มีตรัสว่า พระองค์ (ตถาคต) ก็ทรงกล่าวด้วยถ้อยคำหรือว่าภาษาที่ชาวโลกกล่าว, แต่ไม่ทรงยึดถือเหมือนอย่างที่ชาวโลกกล่าวนั้น. ในบาลีทีฆนขสูตร ม.ม. (ไตร.ล.๑๓) มีตรัสว่า ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมไม่กล่าวคำประจบกับใครๆ ไม่กล่าวคำขัดแย้งใครๆ และโวหารใดที่เขากล่าวกันอยู่ในโลก ภิกษุนั้นก็กล่าวด้วยโวหารนั้น แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นควายหมายใดๆอย่างชาวโลก; คำว่า “ภิกษุ” ในคำตรัสนั้น เล็งถึงพระองค์เองก็ได้ เพราะพระองค์ก็รวมอยู่ในคำว่าพระอรหันต์ด้วย ซึ่งเป็นพระอรหันต์ประเภทสัมมาสัมพุทธะ, เป็นอันว่าพระองค์ มีหลักในการตรัสดังนั้น, ดูหนังสือนี้หน้า ๑๖๔ ไป จะเห็นได้ว่า คำว่าภิกษุก็เป็นไวพนจ์ของพระองค์เองด้วย.] ทรงสอนเฉพาะแต่เรื่องทุกข์ กับความดับสนิทของทุกข์ ๑ ภิกษุ ท. ! ทั้งที่เรามีถ้อยคำอย่างนี้ มีการกล่าวอย่างนี้ สมณะและพราหมณ์บางพวก ยังกล่าวตู่เราด้วยคำเท็จเปล่า ๆ ปลี้ ๆ ไม่มีจริงเป็นจริงว่า “พระสมณโคดมซึ่งเป็นคนจูงคนให้เดินผิดทางไปสู่ความฉิบหาย; ย่อมบัญญัติลัทธิความสูญเปล่า ความวินาศ ความไม่มี ของสัตว์ คน ตัวตนเราเขา ขึ้นสั่งสอน” ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี อลคัททูปมสูตร มู.ม. ๑๒/๒๗๘/๒๘๖. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 287 T 5.4.33
ภิกษุ ท. ! สมณะและพราหมณ์บางพวกเหล่านั้น กล่าวตู่เราด้วยคำเท็จ เปล่า ๆ ปลี้ ๆ ไม่มีจริงเป็นจริง โดยประการที่เรามิได้กล่าว หรือจะกล่าวอย่างนั้น ก็หามิได้. ภิกษุ ท. ! ในกาลก่อนก็ตาม ในบัดนี้ก็ตาม เราบัญญัติขึ้นสอนแต่เรื่องความทุกข์ และความดับสนิทไม่มีเหลือของความทุกข์ เท่านั้น. ภิกษุ ท. ! ในการกล่าวแต่เรื่องความทุกข์และความดับสนิทของความทุกข์ เช่นนี้ แม้จะมีใครมาด่าว่าถากถางกระทบกระเทียบเสียดสี ตถาคตก็ไม่มีความโกรธแค้นขุ่นเคืองเดือดร้อนใจเพราะเหตุนั้นแต่ประการใด. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องเดียวกันนั้นเอง แม้จะมีใครมาสักการะเคารพสรรเสริญบูชา, ตถาคต ก็ไม่มีความรู้สึกเพลิดเพลินชื่นชม หรือเคลิ้มใจไปตาม. ถ้ามีใครมาสักการะเคารพสรรเสริญบูชา ตถาคตย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า ก่อนหน้านี้เรามีความรู้สึกตัวทั่วถึงอย่างไร บัดนี้เราก็ต้องทำความรู้สึกตัวทั่วถึงอย่างนั้น, ดังนี้. คำสอนที่ทรงสั่งสอนมากที่สุด ๑ “พระโคดมผู้เจริญ ทรงนำสาวกทั้งหลายไปอย่างไร ? อนึ่ง อนุสาสนีของพระโคดมผู้เจริญ ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งกลาย, ส่วนมาก มีส่วนคือการจำแนกอย่างไร ?” อัคคิเวสสนะ ! เราย่อมนำสาวกทั้งหลายไปอย่างนี้, อนึ่ง อนุสาสนีของเรา ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย, ส่วนมาก มีส่วนแห่งการจำแนกอย่างนี้, ว่า “ภิกษุ ท. ! รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขาร ท. ไม่เที่ยง ________________________________ ๑. บาลี จูฬสัจจกสูตร มู.ม. ๑๒/๔๒๖/๓๙๖. ตรัสแก่สัจจกนิครนถบุตร ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี.
หน้า 288 T 5.4.34
วิญญาณไม่เที่ยง. ภิกษุ ท. ! รูปไม่ใช่ตน เวทนาไม่ใช่ตน สัญญาไม่ใช่ตน สังขาร ท. ไม่ใช่ตน วิญญาณไม่ใช่ตน. สังขาร ท. ทั้งปวงไม่เที่ยง*; ธรรม ท. ทั้งปวงไม่ใช่ตน.” ดังนี้. อัคคิเวสสนะ ! เราย่อมนำสาวกทั้งหลายไปอย่างนี้แล; อนึ่งอนุสาสนีของเรา ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย, ส่วนมาก มีส่วนคือการจำแนกอย่างนี้ ดังนี้. ทรงมีหลักเกณฑ์การฝึกตามลำดับ (อย่างย่อ) ๑ ดูก่อนพราหมณ์ ! ในธรรมวินัยนี้ เราสามารถบัญญัติกฎเกณฑ์แห่งการศึกษาตามลำดับ การกระทำตามลำดับ และการปฏิบัติตามลำดับ ได้เหมือนกัน (กับที่ท่านมีวิธีฝึกสอนศิษย์ของท่านให้นับตามลำดับ). พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนผู้ชำนาญการฝึกม้า ได้ม้าชนิดที่อาจฝึกได้มาแล้ว ในขั้นแรกย่อมฝึกให้รู้จักการรับสวมบังเหียนก่อน แล้วจึงฝึกอย่างอื่น ๆ ให้ยิ่งขึ้นไป ฉันใด; พราหมณ์เอย ! ตถาคตครั้นได้บุรุษที่พอฝึกได้มาแล้วในขั้นแรกย่อมแนะนำอย่างนี้ก่อนว่า “มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยดีในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปรกติเห็นเป็นภัยแม้ในโทษที่เล็กน้อย จงสมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายเถิด” ดังนี้. พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้มีศีล (เช่นที่กล่าวแล้ว) ดีแล้วตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า “มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงเป็นผู้สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย : ได้เห็นรูปด้วยตาแล้ว จักไม่ถือเอาโดยนิมิต (คือรวบถือทั้งหมดว่างามหรือ ________________________________ ๑. บาลี คณกโมคคัลลานสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๘๒/๙๔. ตรัสแก่พราหมณ์ ชื่อคณกโมคคัลลานะ ที่บุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี. * คำว่า “สังขาร ท. ทั้งปวงไม่เที่ยง” นี้ พระบาลีบางฉบับว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ( : สพฺเพ สงฺขารา อนตฺตา).
หน้า 289 T 5.4.34
ไม่งามแล้วแต่กรณี), จักไม่ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ (คือแยกถือเอาแต่บางส่วนว่าส่วนใดงามหรือไม่งามแล้วแต่กรณี), บาปอกุศลกล่าวคืออภิชฌาและโทมนัส มักไหลไปตามอารมณ์เพราะการไม่สำรวมจักขุอินทรีย์ใดเป็นเหตุ เราจักสำรวมอินทรีย์นั้นไว้เป็นผู้รักษาสำรวมจักขุอินทรีย์. (ในโสตินทรีย์คือหู ฆานินทรีย์คือจมูก ชิวหาอินทรีย์คือลิ้น กายินทรีย์คือกาย และมนินทรีย์คือใจ ก็มีข้อความนัยเดียวกัน),” ดังนี้. พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้สำรวมอินทรีย์ (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำ ให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า “มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอยู่เสมอ จงพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน ไม่ฉันเพื่อเล่นเพื่อมัวเมา เพื่อประดับตกแต่ง, แต่ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อป้องกันความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์, โดยคิดว่าเราจักกำจัดเวทนาเก่า (คือหิว) เสีย แล้วไม่ทำเวทนาใหม่ (อิ่มจนอึดอัด) ให้เกิดขึ้น. ความที่อายุดำเนินไปได้ ความไม่มีโทษเพราะอาหาร และความอยู่ผาสุกสำราญ จักมีแก่เรา” ดังนี้. พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า “มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงประกอบความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่น (ไม่หลับ ไม่ง่วง ไม่มึนชา). จงชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากอาวรณิยธรรมทั้งหลาย ด้วยการเดิน การนั่ง ตลอดวันยังค่ำไปจนสิ้นยามแรกแห่งราตรี. ครั้นยามกลางแห่งราตรี สำเร็จการนอนอย่างราชสีห์ (คือ) ตะแคงขวา เท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น. ครั้นถึงยามท้ายแห่งราตรี ลุกขึ้นแล้ว ชำระจิตให้หมดจดจากอาวรณิยธรรมด้วยการเดินการนั่ง อีกต่อไป” ดังนี้.
หน้า 290 T 5.4.34
พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่น (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า “มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ รู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง, การแลดู การเหลียวดู, การคู้ การเหยียด, การทรงสังฆาฏิบาตรจีวร, การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, การไป การหยุด, การนั่ง การนอน, การหลับ การตื่น, การพูด การนิ่ง” ดังนี้. พราหมณ์ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ (เช่นที่กล่าวนั้น) ดีแล้ว ตถาคตย่อมแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า “มาเถิดภิกษุ ! ท่านจงเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าละเมาะ โคนไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้าป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง). ในกาลเป็นปัจฉาภัตต์ กลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า, ละอภิชฌาในโลก มีจิตปราศจากอภิชฌา คอยชำระจิต จากอภิชฌา; ละพยาบาท มีจิตปราศจากพยาบาท เป็นผู้กรุณามีจิตหวังความเกื้อกูลในสัตว์ทั้งหลาย คอยชำระจิตจากพยาบาท; ละถีนะมิทธะมุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิตปราศจากถีนะมิทธะ มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัว คอยชำระจิตจากถีนะมิทธะ; ละอุทธัจจะกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่านมีจิตสงบอยู่ในภายใน คอยชำระจิตจากอุทธัจจะกุกกุจจะ; ละวิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่า ‘นี่อะไร นี่อย่างไร’ ในกุศลธรรมทั้งหลาย (เพราะความสงสัย) คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉา” ดังนี้. ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์ห้าประการ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทำปัญญาให้ถอยกำลังเหล่านี้ ได้แล้ว, เพราะสงัดจากกามและสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย จึงบรรลุฌานที่ ๑ มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่.
หน้า 291 T 5.4.35
เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ จึงบรรลุฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสในภายใน เป็นที่เกิดสมาธิแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่. เพราะความจางแห่งปีติ ย่อมอยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย จึงบรรลุฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่าผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขามีสติอยู่เป็นสุข. และเพราะละสุข และทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึงได้บรรลุฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่มีสติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. พราหมณ์เอย ! ภิกษุเหล่าใดที่ยังเป็นเสขะ (คือยังต้องทำต่อไป) ยังไม่บรรลุอรหัตตมรรค ยังปรารถนานิพพานอันเป็นที่เกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งไปกว่าอยู่, คำสอน ที่กล่าวมานี้แหละ เป็นคำสอนสำหรับภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น. ส่วนภิกษุเหล่าใด เป็นอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ต้องทำสำเร็จแล้ว มีภาระอันปลงได้แล้ว มีประโยชน์ตนอันได้บรรลุถึงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นไปรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบแล้ว, ธรรมทั้งหลาย (ในคำสอน) เหล่านี้ เป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม และเพื่อสติสัมปชัญญะ แก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ด้วย. ทรงฝึกสาวกเป็นลำดับ ๆ ๑ อัคคิเวสนะ ! เมื่อใด๒ ช้างที่ถูกฝึกรู้จักทำตามคำของคนฝึกในการลุกขึ้นและการทรุดลงแล้ว ต่อจากนั้นผู้ฝึกก็ฝึกให้รู้จักอาการที่เรียกว่า อาเนญชะ ________________________________ ๑. บาลี ทันตภูมิสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๖๖/๓๙๕. ตรัสแก่สามเณร อจีรวตะ ผู้อัคคิเวสนโคตร, ที่สวนไผ่ ใกล้กรุงราชคฤห์. ๒. ตรัสเรื่องการฝึกช้างเป็นลำดับ ๆ มาแล้ว ตั้งแต่นำออกจากป่ามาเป็นลำดับเพื่อเปรียบเทียบกับ การฝึกภิกษุ.
หน้า 292 T 5.4.35
(คือไม่หวั่นไหว), เขาผูกโล่ไว้ที่งวง มีผู้ถือหอกซัด นั่งบนคอคนหนึ่ง และหลายคนล้อมรอบ ๆ คนฝึกถือหอกซัดขนาดยาวยืนหน้าช้างนั้นแหละสอนให้ทำอาการที่เรียกว่า อาเนญชะ, ช้างนั้นมิได้ทำเท้าหน้าให้ไหว มิได้ทำเท้าหลัง, กายตอนหน้า, กายตอนหลัง, ศีรษะ, ใบหู, งา, หาง, งวง ให้ไหวเลยเป็นช้างควรทรงสำหรับพระราชา, ย่อมทนการประหารด้วยหอก, ดาบ, ลูกศร, การประหารของข้าศึก, ทนต่อเสียงบันลือลั่นของกลอง บัณเฑาะว์ สังข์และเปิงมางทั้งหลาย, มีความบิดเบือน ดุร้าย เมามัน อันสิ้นแล้ว ควรแก่พระราชา เป็นของใช้สอยของพระราชา เรียกได้ว่าเป็นองค์อวัยวะของพระราชา ดังนี้, นี่ฉันใด; อัคคิเวสนะ ! อันนี้ก็ฉันนั้น : ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควรฝึกไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบานแล้วจำแนกธรรมออกสอนสัตว์. ตถาคตนั้นทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ กับทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตาม. ตถาคตนั้นแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. คหบดีหรือบุตรคหบดี หรือผู้เกิดในตระกูลใดตระกูลหนึ่งในภายหลังก็ดี ได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิดศรัทธาในตถาคต. เขาผู้ประกอบด้วยศรัทธา ย่อมพิจารณาเห็น ว่า “ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี, บรรพชาเป็นโอกาส (คือที่โปร่งโล่ง) อันยิ่ง; การที่คนอยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวเหมือนสังข์ที่เขาขัดแล้วนั้น ไม่ทำได้โดย
หน้า 293 T 5.4.35
ง่าย. ถ้ากระไร เราจะปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนเถิด”, ดังนี้. โดยสมัยอื่นต่อมา เขาละกองสมบัติน้อยใหญ่ และวงศ์ญาติน้อยใหญ่ปลงผมและหนวด ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว. อัคคิเวสนะ ! เพียงเท่านี้ ย่อมชื่อว่า เขาได้ไปถึงที่โล่งโปร่งแล้ว, (ดุจช้างที่นำออกมาจากป่าแล้ว). อัคคิเวสนะ ! ก็เทวดาและมนุษย์ ท. มีเครื่องยั่วยวนคือ กามคุณห้า. ตถาคตจึงแนะนะกุลบุตรผู้บวชแล้วนั้นให้ยิ่งขึ้น ว่า “แน่ะภิกษุ ! ท่านจงมา, ท่านจงเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยดีในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร เห็นเป็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย จงสมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย”. อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้มีศีล ฯลฯ๑ แล้ว ตถาคตจึงแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า “แน่ะภิกษุ ! ท่านจงมา, ท่านจงเป็นผู้สำรวมทวารในอินทรีย์ ท. ได้เห็นรูปด้วยตาแล้ว จักไม่ถือเอาโดยนิมิต โดยอนุพยัญชนะบาปอกุศลคืออภิชฌาและโทมนัส มักไหลไปตาม เพราะการไม่สำรวมจักขุอินทรีย์ ใดเป็นเหตุ เราจักปิดกั้นอินทรีย์นั้นไว้ เป็นผู้รักษาสำรวมจักขุอินทรีย์. (ใน หู จมูก ลิ้น กายใจ ก็มีนัยเดียวกัน)”. อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้สำรวมทวารในอินทรีย์ ท. ฯลฯ แล้ว, ตถาคตจึงแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า “แน่ะภิกษุ ! ท่านจงมา, ท่านจงเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอยู่เสมอ, จักพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน ไม่ฉันเพื่อเล่นเพื่อมัวเมา เพื่อประดับตกแต่ง แต่ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็น ________________________________ ๑. ที่ละเปยยาลตรงนี้ และต่อ ๆ ไป หมายความว่าซ้ำกับข้างบน อ่านเลยไปก็ได้.
หน้า 294 T 5.4.35
ไป เพื่อป้องกันความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์, โดยคิดว่า เราจักกำจัดเวทนาเก่า (คือหิว) เสีย แล้วไม่ทำเวทนาใหม่ (คืออิ่มจนหมดสุข) ให้เกิดขึ้น. ความที่อายุดำเนินไปได้ ความไม่มีโทษเพราะอาหาร ความอยู่ผาสุกสำราญจักมีแก่เรา” ดังนี้. อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้นเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ฯลฯ แล้ว, ตถาคต ก็แนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า “แน่ะภิกษุ ! ท่านจงมา, ท่านจงตามประกอบในธรรมเป็นเครื่องตื่น, จักชำระจิตให้หมดจดสิ้นเชิงจากอาวรณิยธรรม ด้วยการเดินการนั่ง ตลอดวันยังค่ำ จนสิ้นยามแรกแห่งราตรี, ครั้นยามกลางแห่งราตรีนอนอย่างราชสีห์ (คือ) ตะแคงขวา เท้าเหลื่อมเท้า, มีสติสัมปชัญญะในการลุกขึ้น, ครั้นยามสุดท้ายแห่งราตรี ลุกขึ้นแล้ว ชำระจิตให้หมดจดจากอาวรณิยธรรมด้วยการ จงกรม และการนั่งอีก” ดังนี้. อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น เป็นผู้ตามประกอบในธรรมเป็นเครื่องตื่น ฯลฯ แล้ว, ตถาคต ก็แนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า “แน่ะภิกษุ ! ท่านจงมา, ท่านจงเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ, จักรู้ตัวรอบคอบในการก้าวไปข้างหน้า การถอยกลับไปข้างหลัง, การแลดู การเหลียวดู, การคู้ การเหยียด, การทรงสังฆาฏิ บาตร จีวร, การฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม, การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, การไป การหยุด, การนั่ง การนอน, การหลับ การตื่น,การพูด การนิ่ง” ดังนี้. อัคคิเวสนะ ! ในกาลใดแล ภิกษุนั้น เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสติ สัมปชัญญะ ฯลฯ แล้ว, ตถาคต ก็แนะนำให้ยิ่งขึ้นไปว่า “แน่ะภิกษุ ! ท่านจงมา, ท่านจงเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าละเมาะ โคนไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง. ในกาลเป็นปัจฉาภัตต์ กลับจากบิณฑบาตแล้ว
หน้า 295 T 5.4.35
นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า, ละอภิชฌาในโลก มีจิตปราศจาก อภิชฌา คอยชำระจิตจากอภิชฌา; ละพยาบาท มีจิตปราศจากพยาบาทเป็นผู้กรุณามีจิตหวังเกื้อกูลในสัตว์ ท. คอยชำระจิตจากพยาบาท; ละถีนมิทธะมุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีจิตปราศจากถีนมิทธะ มีสติสัมปชัญญะรู้สึกตัวคอยชำระจิตจากถีนมิทธะ; ละอุทธัจจกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายในคอยชำระจิตจากอุทัจจกุกกุจจะ; ละวิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวว่า ‘นี่อะไร, นี่อย่างไร’ ในกุศลธรรมทั้งหลาย คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉา” ดังนี้. อัคคิเวสนะ ! ในกาลใด ภิกษุนั้น ละนิวรณ์ห้า อย่าง อันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิตทำปัญญาให้ถอยกำลังเหล่านี้ได้แล้ว เป็นผู้มีปรกติเห็นกายในกาย, ...เห็นเวทนาในเวทนา ท., ...เห็นจิตในจิต, ...เห็นธรรมในธรรม ท. มีความเพียรเผาบาป รู้ตัวรอบคอบ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกได้ ; ในกาลนั้นเปรียบเหมือนคนผู้ฝึกช้าง ฝังเสาใหญ่ลงในแผ่นดินแล้ว ผูกช้างป่าเข้าที่คอเพื่อย่ำยีกำจัดเสียซึ่งปรกตินิสัยที่เป็นป่าเถื่อน เพื่อย่ำยีกำจัดเสียซึ่งความคิดครุ่นอย่างนิสัยป่าเถื่อน, และความกระวนกระวายดิ้นรนเร่าร้อน อย่างนิสัยป่าเถื่อนนั้นเสีย; เพื่อให้ยินดีต่อบ้าน ชวนให้คุ้นเคยในปรกตินิสัย อันเป็นที่พอใจของมนุษย์; นี้ฉันใด; อัคคิเวสนะ ! สติปัฏฐานทั้งสี่นี้ ก็เป็นที่เข้าไปผูกแห่งใจของอริยสาวกเพื่อย่ำยีกำจัดเสียซึ่งปรกตินิสัยอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ เพื่อย่ำยีกำจัดเสียซึ่งความคิดครุ่นอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ และความกระวนกระวายดิ้นรนเร่าร้อนอย่างบ้าน ๆ เรือน ๆ นั้นเสีย; เพื่อให้ถึงทับญายธรรม เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง ฉันนั้นเหมือนกัน. (ต่อจากนี้ทรงกล่าวถึงการที่สาวกนั้น จะต้องไม่มีวิตกที่เข้าไปผูกพันกับ กาย เวทนา จิต ธรรม แล้วบรรลุฌานทั้งสี่ และวิชชาสามอย่าง ยืดยาวโดยนัยดังที่กล่าวไว้แล้วในเรื่องการตรัสรู้ของพระองค์เอง จงดูในที่นั้น จักได้กล่าวเนื้อความอื่นที่สืบต่อจากนั้นไป).
หน้า 296 T 5.4.35
...ฯลฯ... ภิกษุนั้น รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์จบแล้ว กิจควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก. อัคคิเวสนะ ! ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้อดทนต่อความเย็น ความร้อน ความหิว ความระหาย และสัมผัสอันเกิดจากเหลือบยุง ลมแดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย เป็นผู้มีชาติแห่งบุคคลผู้อดกลั้นได้ต่อถ้อยคำที่กล่าวร้าย กล่าวมาไม่ดี, อดทนได้ต่อทุกขเวทนาทางกายอันเกิดขึ้นแล้วอย่างกล้าแข็งแสบเผ็ด หมดความสำราญเบิกบานใจ ปลิดเสียได้ซึ่งชีวิต. ภิกษุนั้นเป็นผู้มีราคะ โทสะ โมหะอันกำจัดเสียสิ้นแล้ว มีกิเลสอันย้อมใจดุจน้ำฝาด อันตนสำรอกออกเสียได้แล้ว, เป็นอาหุเนยยบุคคล เป็นปาหุเนยยบุคคล เป็นทักขิเณยยบุคคล เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้ เป็นเนื้อนาบุญ ของโลก ไม่มีนาบุญอื่นใดยิ่งไปกว่า. อัคคิเวสนะ ! ถ้าภิกษุผู้เถระ หรือภิกษุปูนกลาง หรือภิกษุใหม่ที่ยังไม่เป็นขีณาสพ ทำกาละลงไป, ก็ย่อมถึงซึ่งการนับว่าตายแล้ว ทำกาละแล้วทั้งที่ยังฝึกไม่เสร็จ ดุจดั่งช้างแก่ หรือปูนกลาง หรือหนุ่ม ของพระราชาที่ยังฝึกไม่ได้ตายลง ก็ถึงซึ่งการนับว่า ตายแล้ว ทั้งที่ยังฝึกไม่เสร็จ ฉันใดก็ฉันนั้น. อัคคิเวสนะ ! ถ้าภิกษุผู้เถระ หรือภิกษุปูนกลาง หรือภิกษุใหม่ก็ตามเป็นขีณาสพแล้ว ทำกาละ ลงไป, ก็ย่อมถึงซึ่งการนับว่าตายแล้ว ทำกาละแล้วอย่างเสร็จสิ้นการฝึกแล้ว ดุจดั่งช้างแก่ หรือปูนกลาง หรือหนุ่มก็ตาม ของพระราชา ที่เขาฝึกดีแล้ว ตายลง ก็ถึงซึ่งการนับว่า ตายไปอย่างได้รับการฝึก สำเร็จแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
หน้า 297 T 5.4.36
เรื่องที่ไม่ทรงพยากรณ์ ๑ มาลุงก๎ยบุตร ! ได้ยินเธอว่า (เอง) ว่า ตถาคตมิได้พูดไว้กะเธอว่า ‘ท่านจงมาประพฤติพรหมจรรย์ ในสำนักเราเถิด เราจะพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ ประการแก่ท่าน’; อนึ่ง เธอก็มิได้พูดว่า ‘ข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ ประการ แก่ข้าพระองค์’ ดังนี้เลย. ดูก่อนโมฆบุรุษ ! เมื่อเป็นดังนี้ จักบอกคืนพรหมจรรย์ กะใครเล่า. มาลุงก๎ยบุตร ! ถึงผู้ใดจะกล่าวว่า ‘พระผู้มีพระภาคยังไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ ประการแก่เราเพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพียงนั้น. ต่อเมื่อทรงพยากรณ์แล้ว เราจึงจะประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค’ ดังนี้ก็ตาม ทิฏฐิ ๑๐ ประการ ก็ยังเป็นสิ่งที่ตถาคตไม่พยากรณ์อยู่นั่นเอง และผู้นั้นก็ตายเปล่า. มาลุงก๎ยบุตร ! เปรียบเหมือนบุรุษ ต้องศรอันอาบด้วยยาพิษอย่างแก่. มิตร อมาตย์ ญาติสาโลหิตของเขา ก็ตระเตรียมศัลยแพทย์สำหรับการผ่าตัด, บุรุษนั้นกล่าวเสียอย่างนี้ว่า ‘เราจักไม่ให้ผ่าลูกศรออก จนกว่าเราจะรู้จักตัวบุรุษผู้ยิงเสียก่อน ว่าเป็นกษัตริย์ หรือ พราหมณ์, เวสส์, สูทท์, เป็นผู้มีชื่ออย่างนี้ ๆ มีสกุลอย่างนี้ ๆ, รูปร่างสูงต่ำหรือปานกลางอย่างไร, มีผิวดำขาวหรือเรื่ออย่างไร, อยู่ในหมู่บ้าน, นิคม, หรือนครไหน, และคันศรที่ใช้ยิงเรานั้นเป็นหน้าไม้ หรือเกาทัณฑ์, สายทำด้วยปอ, เอ็น, ไม้ไผ่, หรือป่านอย่างไร, ฯลฯ’ ดังนี้ มงลุงก๎ยบุตร ! เรื่องเหล่านี้ อันบุรุษนั้นยังไม่ทราบได้เลยเขาก็ทำกาละเสียก่อน, ________________________________ ๑. บาลี จูฬมาลุงกโยวาทสูตร ม.ม. ๑๓/๑๔๗/๑๔๙. ตรัสแก่พระภิกษุมาลุงก๎ยะ ที่เชตวัน.
หน้า 298 T 5.4.36
นี้ฉันใด; บุคคลผู้กล่าวว่า ‘พระผู้มีพระภาคยังไม่พยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ ประการแก่เราเพียงใด, เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพียงนั้น ฯลฯ’ ดังนี้ ทิฏฐิ ๑๐ ประการ ก็ยังเป็นเรื่องที่ตถาคตไม่พยากรณ์อยู่นั่นเอง, และบุคคลนั้น ก็ตายเปล่าเป็นแท้. มาลุงก๎ยบุตร ! ต่อเมื่อมีทิฏฐิเที่ยงแท้ลงไปว่า “โลกเที่ยง” (เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งลงไปแล้วในบรรดาทิฏฐิทั้งสิบ) หรือ, คนเราจึงจักประพฤติพรหมจรรย์ได้ ? “หามิได้ พระองค์ ! ” มาลุงก๎ยบุตร ! ในเมื่อมีทิฏฐิว่า ‘โลกเที่ยง’ (เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาทิฏฐิสิบ) อยู่, ก็ยังมีความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ และความแห้งผากในใจ อันเป็นความทุกข์ซึ่งเราบัญญัติการกำจัดเสียได้ ในภพที่ตนเห็นแล้วนี้ อยู่นั่นเอง. มาลุงก๎ยบุตร ! เพราะฉะนั้น พวกเธอจงจำสิ่งที่เราไม่พยากรณ์ โดยความเป็นสิ่งที่เราไม่พยากรณ์, และจำสิ่งที่เรา พยากรณ์ โดยความเป็นสิ่งที่เราพยากรณ์แล้ว. มาลุงก๎ยบุตร ! ก็อะไรเล่า ที่เราไม่พยากรณ์ ? สิ่งที่เราไม่พยากรณ์ คือ (ทิฏฐิข้อใดข้อหนึ่งใน บรรดาทิฏฐิทั้งสิบ) ว่า :- โลกเที่ยง, โลกไม่เที่ยง, โลกมีที่สิ้นสุด, โลกไม่มีที่สิ้นสุด, ชีวะก็ดวงนั้น ร่างกายก็ร่างนั้น, ชีวะก็ดวงอื่น ร่างกายก็ร่างอื่น, ตายแล้ว ย่อมเป็นอย่างที่เป็นมาแล้วนี้ อีก, ตายแล้ว ไม่เป็นอย่างที่เป็นมาแล้วนี้ อีก,
หน้า 299 T 5.4.37
ตายแล้ว ย่อมเป็นอย่างที่เป็นมาแล้วนี้อีกก็มี ไม่เป็นก็มี, ตายแล้ว ย่อมเป็นอย่างที่เป็นมาแล้วนี้อีกก็ไม่ใช่ ไม่เป็นก็ไม่ใช่. เพราะเหตุไร เราจึงไม่พยากรณ์ ? มาลุงก๎ยบุตร ! เพราะเหตุว่า นั่นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่เงื่อนต้นของพรหมจรรย์, ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน, เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์. ตรัสเหตุที่ไม่ทรงพยากรณ์อันตคาหิกทิฏฐิสิบ ๑ “พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่ปริพพาชกเดียรถีย์อื่นเมื่อถูกถามแล้ว ย่อมพยากรณ์ว่าโลกเที่ยง หรือว่าโลกไม่เที่ยง ...ฯลฯ... หรือว่าตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้, ดังนี้ ? อะไรหนอ เป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่พระโคดมผู้เจริญเมื่อถูกถามแล้ว ย่อมไม่ทรงพยากรณ์ว่าโลกเที่ยง หรือว่าโลกไม่เที่ยง...ฯลฯ... หรือว่าตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้, ดังนี้ ?” วัจฉะ ! ปริพพาชกเดียรถีย์อื่น ท. ย่อมตามเห็นซึ่งจักษุ ...ซึ่งโสตะ ...ซึ่งฆานะ...ซึ่งชิวหา...ซึ่งกายะ...ซึ่งมนะ ว่า “นั่นของเรา; นั่นเป็นเรา; นั่นเป็นอัตตาของเรา” ดังนี้; วัจฉะ ! เพราะเหตุนั้น ปริพพาชกเดียรถีย์อื่นเหล่านั้น เมื่อถูกถามแล้ว จึงพยากรณ์ว่าโลกเที่ยง หรือว่าโลกไม่เที่ยง ... ฯลฯ... หรือว่าตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้ ดังนี้. _______________________________ ๑. บาลี สฬา.สํ. ๑๘/๔๗๘/๗๙๒. ตรัสแก่วัจฉโคตตปริพพาชกที่ไปทูลถามเรื่องนี้กะพระองค์.
หน้า 300 T 5.4.37
วัจฉะ ! ส่วนตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ย่อมตามเห็นซึ่งจักษุ ... ...ซึ่งโสตะ...ซึ่งฆานะ...ซึ่งชิวหา...ซึ่งกายะ...ซึ่งมนะ ว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา; นั่นไม่เป็นเรา; นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา” ดังนี้; วัจฉะ ! เพราะเหตุนั้นตถาคต เมื่อถูกถามแล้ว จึงไม่พยากรณ์ว่าโลกเที่ยง หรือว่าโลกไม่เที่ยง ...ฯลฯ... หรือว่าตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้ ดังนี้. (อีกนัยหนึ่ง ตรัสตอบว่า:-) ๑ วัจฉะ ! ปริพพาชกเดียรถีย์อื่น ท. ย่อมตามเห็นซึ่งรูป โดยความเป็นตน หรือเห็นตนมีรูป หรือเห็นรูปในตน หรือเห็นตนในรูป (ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ตรัสด้วยข้อความที่มีหลักเกณฑ์ในการตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปนี้ทุกประการ); วัจฉะ ! เพราะเหตุนั้น ปริพพาชกเดียรถีย์อื่นเหล่านั้น เมื่อถูกถามแล้ว จึงพยากรณ์ว่าโลกเที่ยง หรือว่าโลกไม่เที่ยง ...ฯลฯ... หรือว่าตถาคต ภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้ ดังนี้. วัจฉะ ! ส่วนตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ย่อมไม่ตามเห็นซึ่งรูป โดยความเป็นตน หรือไม่เห็นตนมีรูป หรือไม่เห็นรูปในตน หรือไม่เห็นตนในรูป. (ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ตรัสด้วยข้อความที่มีหลักเกณฑ์ในการตรัส อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปนี้ทุกประการ); วัจฉะ ! เพราะเหตุนั้น ตถาคต เมื่อถูกถามแล้ว จึงไม่พยากรณ์ว่าโลกเที่ยง หรือว่าโลกไม่เที่ยง ...ฯลฯ... หรือว่าตถาคต ภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้ ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๔๘๐/๗๙๕. ตรัสแก่วัจฉโคตตปริพพาชก.
หน้า 301 T 5.4.38
ตรัสเหตุที่ไม่ทรงพยากรณ์อันตคาหิกทิฏฐิ ส่วนที่เกี่ยวกับ “ตถาคตสี่” ๑ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ทำไมหนอ พระองค์เมื่อถูกถามว่า ‘ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกหรือ ?’ ดังนี้, ก็ตรัสว่า ‘นั่นเราไม่พยากรณ์’; เมื่อถูกถามว่า ‘ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมไม่มีอีกหรือ ?’ ดังนี้, ก็ตรัสว่า ‘นั่นเราไม่พยากรณ์’; เมื่อถูกถามว่า ‘ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็มีไม่มีอีกก็มีหรือ?’ ดังนี้, ก็ตรัสว่า ‘นั่นเราไม่พยากรณ์’; เมื่อถูกถามว่า ‘ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้หรือ ?’ ดังนี้, ก็ยังตรัสว่า ‘นั่นเราไม่พยากรณ์’ ดังนี้. ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ! อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ซึ่งข้อความนั้น พระเจ้าข้า?” มหาราชะ ! ...บุคคลเมื่อบัญญัติตถาคต เขาบัญญัติโดยรูป (ขันธ์) ใด, รูปนั้น อันตถาคตละหมดแล้ว มีมูลรากอันถอนขึ้นได้แล้ว กระทำให้เหมือนต้นตาลไม่มีวัตถุสำหรับงอก กระทำให้ถึงความไม่มีไม่เป็น เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา. มหาราชะ ! ตถาคต ผู้พ้นแล้วจากการนับว่าเป็นรูป เป็นสภาพที่ลึกซึ้ง ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้ยาก เหมือนกับมหาสมุทร การที่จะกล่าวว่า “ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีก” ดังนี้ ก็ดี; ว่า “ตถาคตภายหลังแต่การตาย ย่อมไม่มีอีก” ดังนี้ ก็ดี; ว่า “ตถาคต ภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็มีไม่มีอีกก็มี” ดังนี้ ก็ดี; ว่า “ตถาคต ภายหลังแต่การตาย ย่อมมีอีกก็หามิได้ไม่มีอีกก็หามิได้” ดังนี้ ก็ดี; ย่อมเป็นไปไม่ได้. (ในกรณีแห่ง เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และ ________________________________ ๑. บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๔๖๑/๗๖๐. ตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลที่เสด็จไปทูลถามพระองค์. คำตรัสตอบนั้น ในพระบาลี ม.ม. ๑๓/๒๔๗/๒๕๑ ก็มี ตรัสแก่วัจฉโคตตปริพพาชก ที่เชตวัน.
หน้า 302 T 5.4.39
วิญญาณขันธ์ ก็ตรัสด้วยข้อความที่มีหลักเกณฑ์ในการตรัสอย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปนี้ทุกประการ). ตรัสเหตุที่ทำให้ไม่ทรงข้องแวะด้วยทิฏฐิสิบ ๑ “ก็พระโคดมผู้เจริญ ! เห็นอยู่ซึ่งโทษอะไรหรือ จึงไม่เข้าถึงซึ่งทิฏฐิเหล่านี้ โดยประการทั้งปวง อย่างนี้ ?” วัจฉะ ! ทิฏฐิที่ว่า “โลกเที่ยง” ดังนี้นั้น เป็นเพียงการจับฉวยด้วยทิฏฐิเป็นทิฏฐิที่สร้างกันดาร เป็นทิฏฐิที่เป็นข้าศึก เป็นความผันแปรแห่งทิฏฐิ เป็นความผูกพันแห่งทิฏฐิ; เป็นไปเพื่อทุกข์ เป็นไปเพื่อกระทบกระทั่ง เป็นไปเพื่อความคับแค้น เป็นไปเพื่อความเร่าร้อน; ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความดับ ความสงบรำงับ ไม่เป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน. ในกรณีแห่งทิฏฐิที่ ๒ ว่าโลกไม่เที่ยงเป็นต้น จนกระทั่งถึงทิฏฐิที่ ๑๐ ว่า ตถาคตภายหลังแต่ตายแล้วมีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ อันเป็นทิฏฐิสุดท้าย ก็ได้มีการตรัสโดยทำนองเดียวกัน, ต่างแต่ชื่อแห่งทิฏฐิแต่ละทิฏฐิเท่านั้น). วัจฉะ ! เราเห็นอยู่ซึ่งโทษนี้แล จึงไม่เข้าถึง ซึ่งทิฏฐิเหล่านี้ โดยประการทั้งปวง อย่างนี้. “พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ทิฏฐิไรๆ ของพระสมณโคดมผู้เจริญ มีอยู่หรือ ?” วัจฉะ ! สิ่งที่เรียกว่า “ทิฏฐิ” นั้น ตถาคตนำออกทิ้งหมดแล้ว. วัจฉะ ! มีอยู่แต่สัจจะนี่ อันตถาคตเห็นแล้ว ว่า “รูป เป็นอย่างนี้, เหตุเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นอย่างนี้, ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งรูป เป็นอย่างนี้; (ในกรณีแห่งเวทนา--สัญญา--สังขาร --วิญญาณ ก็ได้ตรัสด้วยถ้อยคำอย่างเดียวกัน)”; เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า ตถาคตหลุดพ้นวิเศษแล้ว เพราะความสิ้น เพราะความหน่าย ความดับ ความสละ ________________________________ ๑. บาลี อัคคิวัจฉโคตตสูตร ม.ม. ๑๓/๒๔๓/๒๔๗. ตรัสแก่วัจฉโคตตปริพพาชก ที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 303 T 5.4.41
ความสลัดคืน ความไม่ยึดมั่น ซึ่งความสำคัญมั่นหมายทั้งปวง ความต้องการทั้งปวง อหังการมมังการมานานุสัยทั้งปวง ดังนี้. เรื่องที่ทรงพยากรณ์ ๑ มาลุงกยบุตร ! ก็อะไรเล่าที่เราพยากรณ์ ? สิ่งที่เราพยากรณ์ คือนี้ทุกข์, นี้เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ความดับไม่เหลือของทุกข์, และนี้หนทางให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์. ก็สิ่งนี้ เหตุไรเล่า เราจึงพยากรณ์, เพราะนั่นประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ นั่นเป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับสนิท ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน, เหตุนั้น เราจึงพยากรณ์แล้ว. มาลุงกยบุตร ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ เธอจงจำสิ่งที่เราไม่พยากรณ์โดยความเป็นสิ่งที่เราไม่พยากรณ์, และจำสิ่งที่เราพยากรณ์ โดยความเป็นสิ่งที่ เราพยากรณ์แล้วเถิด. ผู้ฟังพอใจคำพยากรณ์ของพระองค์ ๒ กัสสปะ ! คราวหนึ่ง เราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์, เพื่อน สพรหมจารีของท่านคนหนึ่ง เป็นปริพพาชก นามว่า นิโค๎รธะ ได้ถามปัญหาในเรื่องการเกลียดบาป. เราถูกถามปัญหาในเรื่องการเกลียดบาปแล้ว ก็พยากรณ์ครั้นเราพยากรณ์แล้ว เพื่อนของท่านผู้นั้น ได้เป็นผู้พอใจเกินความคาดหมาย . ________________________________ ๑. บาลี จูฬมาลุงกโยวาทสูตร ม.ม. ๑๓/๑๕๒/๑๕๒. ตรัสแก่พระภิกษุมาลุงกยะ ที่เชตวัน. ๒. บาลี มหาสีหนาทสูตร สี.ที. ๙/๒๒๐/๒๗๒. ตรัสแก่อเจลกัสสปะ ที่กัณณกถลมิคทายวัน อุชุญญานคร.
หน้า 304 T 5.4.42
“พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ใครเล่า ฟังธรรมของพระองค์แล้ว จักไม่พอใจเกินความคาดหมาย. แม้ข้าพระองค์ ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ก็พอใจเกินความคาดหมาย.พระองค์ผู้เจริญ ! ไพเราะนัก, ไพเราะนัก, เปรียบเหมือนหวายของที่คว่ำอยู่ เปิดของที่ปิดอยู่บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือตั้งประทีปไว้ในที่มืด โดยคิดว่า ผู้มีตาจักได้เห็นรูป ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมที่พระองค์แสดงแล้วโดยปริยายเป็นอันมาก ก็มีอุปมัยฉันนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ ขอถึง พระผู้มีพระภาค กับทั้งพระธรรม กับทั้งพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง. ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบท ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด”. ไม่ได้ทรงพยากรณ์เพื่อให้ชอบใจผู้ฟัง ๑ อนุรุทธ์ ท. ! อุบาสิกาในศาสนานี้ ได้ฟังข่าวว่า “อุบาสิกาชื่ออย่างนี้ตายแล้ว. เธอเป็นผู้ที่พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ให้ว่า เธอเป็นโอปปาติกสัตว์ (พระอนาคามี) เพราะความสิ้นสัญโญชน์ในเบื้องต่ำ ห้าอย่าง เป็นผู้จักปรินิพพานในภพที่เกิดใหม่นั้น ไม่เวียนกลับมาจากโลกนั้น” ดังนี้.๒ ก็เธอนั้น เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เป็นผู้ที่อุบาสิกาผู้นั้นได้เคยเห็นอยู่ด้วยตาตนเอง ได้ฟังอยู่เองเนือง ๆ ว่า “พี่น้องหญิงคนชื่อนี้ เธอมีศีล มีธรรม มีปัญญา มีความเป็นอยู่ตามปรกติ มีความละวาง อย่างนี้ๆ” ดังนี้. อุบาสิกาผู้นั้น เมื่อระลึกถึงสัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ของอุบาสิกาผู้ล่วงลับไปแล้วนั้นอยู่ ก็ย่อมน้อมจิตไปเพื่อความ ________________________________ ๑. บาลี นฬกปานสูตร ม.ม. ๑๓/๒๑๒/๒๐๒. ตรัสแก่พระอนุรุทธ์กับพวก ในป่าทองกวาว ใกล้บ้านนฬกปานะ เขตโกศล. ๒. ในบาลีนี้ มีทรงพยากรณ์สาวกทั้งที่เป็นโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี. แต่ยกมาเฉพาะ พวกสุดท้ายพวกเดียว.
หน้า 305 T 5.4.43
เป็นเหมือนเช่นนั้นบ้าง. อนุรุทธ์ ท. ! ด้วยอาการอย่างนี้แล ความอยู่เป็นผาสุก ย่อมมีแก่อุบาสิกาผู้ระลึกอยู่นั้น. ...ฯลฯ... อนุรุทธ์ ท. ! ตถาคตจะได้พยากรณ์สาวกที่ทำกาละล่วงลับไปแล้ว ว่า ‘ผู้นี้เกิดแล้วในภูมิโน้น ผู้โน้นเกิดแล้วในภูมินี้’ ดังนี้ เพื่อล่อลวงมหาชน ก็หาไม่ เพื่อเกลี้ยกล่อมมหาชนก็หาไม่ เพื่อผลคือลาภสักการะเสียงสรรเสริญก็หาไม่ เพื่อหวังว่ามหาชนจะได้รู้จักเรา ด้วยการทำอย่างนี้ก็หาไม่. อนุรุทธ์ ท. ! กุลบุตรผู้มีสัทธา รู้จักคุณอันยิ่งใหญ่ ปราโมทย์ในคุณอันยิ่งใหญ่ก็มีอยู่, กุลบุตรเหล่านั้น ครั้นฟังคำพยากรณ์นั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตไปเพื่อความเป็นเหมือนอย่างนั้นบ้าง. ข้อนั้นย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุข แก่กุลบุตรเหล่านั้น สิ้นกาลนาน. คำพยากรณ์นั้น ๆ ไม่ต้องทรงคิดไว้ก่อน ๑ อภยราชกุมารได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! กษัตริยบัณฑิตบ้าง พราหมบัณฑิตบ้าง คหบดีบัณฑิตบ้าง สมณบันฑิตบ้าง ย่อมผูกปัญหาขึ้นแล้วนำมาทูลถามพระองค์, คำตอบของปัญหาเหล่านั้น พระองค์ได้คิดไว้ในพระทัยก่อนว่า ถ้าเขาถามเราอย่างนี้ เราจะตอบอย่างนี้ ดังนี้หรือ หรือว่าคำตอบนั้น ๆ ปรากฏแจ่มแจ้ง แก่พระองค์ในขณะที่ถูกถามนั้นเล่า พระเจ้าข้า ?” ราชกุมาร ! ในเรื่องนี้ เราขอถามกลับต่อท่านก่อน ท่านเห็นว่าควรตอบอย่างใด ก็จงตอบอย่างนั้น. ราชกุมาร ! เราถามท่านว่า ท่านมีความเข้าใจรอบรู้ ในส่วนประกอบต่าง ๆ ของรถหรือ ? ________________________________ ๑. บาลี อภยราชกุมารสูตร ม.ม. ๑๓/๙๒/๙๕. ตรัสแก่อภยราชกุมาร ที่นิเวศน์ของกุมารนั้น.
หน้า 306 T 5.4.44
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ มีความเข้าใจรอบรู้อยู่”. ราชกุมาร ! แล้วท่านคิดอย่างไร เมื่อมีใครเข้าไปถามท่านว่า ส่วน ประกอบของรถส่วนนี้เรียกว่าอะไร ดังนี้ ท่านต้องคิดล่วงหน้าไว้ก่อนว่า ถ้าเขาถามอย่างนี้ ก็จะตอบอย่างนี้หรือ หรือว่า คำตอบย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่ท่านใน ขณะที่ถูกถามนั้น ?” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์เป็นนักเล่นรถ รอบรู้เชี่ยวชาญในเรื่องส่วนประกอบของรถ ข้าพระองค์เข้าใจแจ่มแจ้งในส่วนประกอบของรถ ทุกชิ้นทุกอัน, คำตอบนั้น ๆ ย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ในขณะนั้นเอง ไม่ต้องคิดไว้ก่อนเลย”. ราชกุมาร ! ฉันใดก็ฉันนั้น ที่กษัตริยบัณฑิตบ้าง พราหมณบัณฑิตบ้าง คหบดีบัณฑิตบ้าง สมณบัณฑิตบ้าง ผูกปัญหาขึ้นแล้วมาถามเรา. คำตอบย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่เราในขณะที่ถูกถามนั่นเอง. เพราะเหตุไรเล่า ? ราชกุมาร ! เพราะเหตุว่า ธรรมธาตุนั้นเป็นสิ่งที่ตถาคตแทงตลอดเฉพาะด้วยดีแล้ว เพราะความ เป็นผู้แทงตลอดเฉพาะด้วยดี ต่อธรรมธาตุนั่นเอง คำตอบจึงปรากฏแจ่มแจ้ง แก่ตถาคตในขณะนั้น. ทรงฆ่าผู้ที่ไม่รับการฝึก ๑ นี่แน่ เกสิ ! ท่านเป็นคนเชี่ยวชาญาการฝึกม้า มีชื่อดัง เราอยากทราบว่า ท่านฝึกม้าของท่าน อย่างไรกัน ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ย่อมฝึกม้าชนิดที่พอฝึกได้ ด้วยวิธีละมุนละไมบ้าง, ด้วยวิธีรุนแรงบ้าง, ด้วยวิธีทั้งละมุนละไมและรุนแรงรวมกันบ้าง. (แล้วแต่ว่าม้านั้นเป็นม้ามีนิสัยเช่นไร). ________________________________ ๑. บาลี เกสีวรรค จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๕๐/๑๑๑. ตรัสแก่คนฝึกม้าชื่อเกสีผู้เชี่ยวชาญ.
หน้า 307 T 5.4.44
“เกสิ ! ถ้าม้าของท่านไม่รับการฝึก ทั้งด้วยวิธีที่ละมุนละไม ทั้งด้วยวิธีที่รุนแรง และทั้งด้วยวิธีที่ละมุนละไมรุนแรงรวมกันเล่า ท่านทำอย่างไร กับม้านั้น ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ย่อมฆ่าม้านั้นเสีย เพื่อมิให้เสียชื่อเสียงแก่สกุลแห่งอาจารย์ของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเล่า ย่อมเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีใครยิ่งไปกว่า, พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงฝึกบุรุษที่ควรฝึกด้วยวิธีเช่นไร พระเจ้าข้า ?” เกสิ ! เราย่อมฝึกบุรุษที่ควรฝึก ด้วยวิธีละมุนละไมบ้าง ด้วยวิธีรุนแรงบ้าง ด้วยวิธีทั้งละมุนละไมและรุนแรงรวมกันบ้าง เหมือนกัน. เกสิ ! ในสามวิธีนั้น วิธีฝึกที่ละมุนละไม คือเราพร่ำสอนเขาว่า กายสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ ผลของกายสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, วจีสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ ผลของวจีสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, มโนสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ ผลของมโนสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, เทวดา เป็นอย่างนี้ ๆ, มนุษย์ เป็นอย่างนี้ ๆ ดังนี้. เกสิ ! ในสามวิธีนั้น วิธีฝึกที่รุนแรง คือเราพร่ำบอกเขาว่า กายทุจริตเป็นอย่างนี้ ๆ ผลของกายทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, วจีทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ ผลของวจีทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, มโนทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ ผลของมโนทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, นรก เป็นอย่างนี้ ๆ, กำเนิดเดรัจฉาน เป็นอย่างนี้ ๆ, เปรตวิสัย เป็นอย่างนี้ ๆ. เกสิ ! ในสามวิธีนั้น วิธีฝึกทั้งละมุนละไมและรุนแรงรวมกัน นั้นคือเราพร่ำบอกพร่ำสอนเขาว่า กายสุจริต ผลของกายสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, กายทุจริต ผลของกายทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ;วจีสุจริต ผลของวจีสุจริตเป็นอย่างนี้ๆ, วจีทุจริต ผลของวจีทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ; มโนสุจริต ผลของ
หน้า 308 T 5.4.45
มโนสุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ, มโนทุจริต ผลของมโนทุจริต เป็นอย่างนี้ ๆ; เทวดาเป็นอย่างนี้ ๆ, มนุษย์เป็นอย่างนี้ ๆ, นรกเป็นอย่างนี้ ๆ, กำเนิดเดรัจฉานเป็นอย่างนี้ ๆ, เปรตวิสัยเป็นอย่างนี้ ๆ. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าบุรุษที่ควรฝึกนั้นไม่รับการฝึก ทั้งโดยวิธีละมุนละไม ทั้งโดยวิธีที่รุนแรง และทั้งโดยวิธีที่ละมุนละไมและรุนแรงรวมกันเล่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงทำอย่างไร ?” เกสิ ! ถ้าบุรุษที่ควรฝึก ไม่ยอมรับการฝึกโดยวิธีทั้งสามแล้ว เราก็ฆ่าเขาเสีย. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็ปาณาติบาต ย่อมไม่สมควรแก่พระผู้มีพระภาคมิใช่หรือ ? แล้วพระผู้มีพระภาคก็ยังตรัสว่า เกสิ ! เราก็ฆ่าเขาเสีย ?” เกสิเอย ! ปาณาติบาตย่อมไม่สมควรแก่เราจริง แต่ว่าเมื่อบุรุษที่ควรฝึกไม่ยอมรับการฝึกโดยวิธีทั้งสามแล้ว ตถาคตก็ไม่ถือว่าคนคนนั้น เป็นคนที่ควรว่ากล่าวสั่งสอนอีกต่อไป; ถึงแม้เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกันซึ่งเป็นผู้รู้ก็จะไม่ถือว่าคนคนนั้น เป็นคนที่ควรว่ากล่าวสั่งสอนอีกต่อไปด้วย. เกสิ ! นี่แหละคือ วิธีฆ่าอย่างดี ในวินัยของพระอริยเจ้า, ได้แก่การที่ตถาคตและเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน พากันถือว่าบุรุษนี้เป็นผู้ที่ไม่ควรว่ากล่าวสั่งสอนอีก ต่อไป ดังนี้. เหตุที่สาวกบางคนไม่ได้บรรลุ ๑ “ก็สาวกของพระโคดมผู้เจริญ เมื่อพระโคดมกล่าวสอน พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ทุกๆ องค์ ได้บรรลุนิพพานอันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดอย่างยิ่งหรือ หรือว่าบางองค์ไม่ได้บรรลุ ?” พราหมณ์คณกโมคคัลลานะ ทูลถาม. ________________________________ ๑. บาลี คณกโมคคัลลานสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๘๕/๑๐๑. ตรัสแก่พราหม์ ชื่อคณกโมคคัลลานะ ที่บุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี.
หน้า 309 T 5.4.45
พราหมณ์ ! สาวกของเรา แม้เรากล่าวสอน พร่ำสอนอยู่อย่างนี้น้อยพวก ที่ได้บรรลุนิพพาน อันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดยิ่ง, บางพวกไม่ได้บรรลุ. “พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเล่าเป็นเหตุ อะไรเล่าเป็นปัจจัย, ที่พระนิพพานก็ยังตั้งอยู่, หนทางเป็นที่ยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน ก็ยังตั้งอยู่, พระโคดม ผู้ชักชวน (เพื่อการดำเนินไป) ก็ยังตั้งอยู่, ทำไมน้อยพวก ที่บรรลุ และบางพวกไม่บรรลุ ?” พราหมณ์ ! เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้ ท่านจงตอบตามควรท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในหนทางไปสู่เมืองราชคฤห์ มิใช่หรือ, มีบุรุษผู้จะไปเมืองราชคฤห์ เข้ามาหาและกล่าวกะท่านว่า ‘ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์ ขอท่านจงชี้บอกทางไปเมืองราชคฤห์ แก่ข้าพเจ้าเถิด’ ท่านก็จะกล่าวกะบุรุษนั้นว่า ‘มาซิท่าน, ทางนี้ไปเมืองราชคฤห์ ไปได้ครู่หนึ่งจักพบบ้านชื่อโน้น และจักเห็นนิคมชื่อโน้น จักเห็นสวนและป่าน่าสนุกจักเห็นภูมิภาคน่าสนุก สระโบกขรณีน่าสนุก ของเมืองราชคฤห์’ ดังนี้. บุรุษนั้นอันท่านพร่ำบอก พร่ำชี้ให้อย่างนี้ ก็ยังถือเอาทางผิด กลับหลังตรงข้ามไป. ส่วนบุรุษอีกคนหนึ่ง (อันท่านพร่ำบอกพร่ำชี้อย่างเดียวกัน) ไปถึงเมืองราชคฤห์ได้โดยสวัสดี. พราหมณ์ ! อะไรเล่าเป็นเหตุ, อะไรเล่าเป็นปัจจัย ที่เมืองราชคฤห์ก็ยังตั้งอยู่, หนทางสำหรับไปเมืองราชคฤห์ ก็ยังตั้งอยู่, ท่านผู้ชี้บอกก็ยังตั้งอยู่, แต่ทำไม บุรุษผู้หนึ่งกลับหลังผิดทาง, ส่วนบุรุษอีกผู้หนึ่งไปถึงเมืองราชคฤห์ได้โดยสวัสดี ? “พระโคดมผู้เจริญ ! ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจักทำอย่างไรได้เล่า, เพราะข้าพเจ้า เป็นแต่ผู้บอกทางเท่านั้น”. พราหมณ์ ! ฉันใดก็ฉันนั้น, ที่พระนิพพาน ก็ยังตั้งอยู่ ทางเป็นเครื่องถึงพระนิพพาน ก็ยังตั้งอยู่ เราผู้ชักชวน ก็ยังตั้งอยู่ แต่สาวก แม้เรา
หน้า 310 T 5.4.46
กล่าวสอนพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ น้อยพวก ได้บรรลุนิพพานอันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดยิ่ง, บางพวกไม่ได้บรรลุ. พราหมณ์ ! ในเรื่องนี้ เราจักทำอย่างไรได้เล่า, เพราะเราเป็นแต่ผู้บอกทางเท่านั้น. ทรงบัญญัติโลกุตตรธรรมสำหรับคนทั่วไป ๑ “พระโคดมผู้เจริญ ! พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติทรัพย์ ๔ ประการ แก่พวกกษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ และสูทท์, คือบัญญัติการเที่ยวภิกขาจารเป็นทรัพย์ของพราหมณ์, คันศรและกล่องลูกศรเป็นทรัพย์ของกษัตริย์, ไถและโครักขกรรมเป็นทรัพย์ของเวสส์, เคียวและไม้คานเป็นทรัพย์ของสูทท์. เมื่อพราหมณ์เหยียดการภิกขาจาร กษัตริย์เหยียดคันศรและกล่องลูกศร เวสส์เหยียดไถและโครักขกรรม สูทท์เหยียดเคียวกับไม้คาน ซึ่งแต่ละอย่าง ๆ เป็นทรัพย์ของตน ๆ เสีย ย่อมชื่อว่าทำกิจนอกหน้าที่ เช่นเดียวกับเด็กเลี้ยงโคเที่ยวถือเอาสิ่งของอันเจ้าของมิได้ให้เหมือนกัน. พระโคดมผู้เจริญ ! พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติทรัพย์ ๔ ประการ อย่างนี้แล; ส่วนพระโคดมเล่า กล่าวอย่างไรในเรื่องนี้ ?” พราหมณ์ ! ก็โลกทั้งปวงยอมรับรู้การบัญญัติทรัพย์ ๔ ประการนี้ของพราหมณ์เหล่านั้น ว่าพราหมณ์ทั้งหลายจงบัญญัติทรัพย์ ๔ ประการเหล่านี้เถิด ดังนี้หรือ ? “หามิได้ พระโคดม !” พราหมณ์ ! ถ้าอย่างนั้น มันก็เหมือนกับคนยากจนเข็ญใจไม่มีทรัพย์ติดตัว ทั้งไม่ปรารถนาจะได้เนื้อ แต่มีคนถือเนื้อส่วนหนึ่งชูขึ้นให้ ว่า บุรุษผู้เจริญ ! เนื้อนี้น่ากินสำหรับท่าน และค่าของเนื้อท่านจะต้องใช้ ดังนี้ฉันใด; พราหมณ์ ! ________________________________ ๑. บาลี เอสุการีสูตร ม.ม. ๑๓/๖๑๔/๖๖๕. ตรัสแก่เอสุการีพราหมณ์ ที่เชตวัน.
หน้า 311 T 5.4.46
ย่อมเป็นฉันเดียวกันแท้ ที่พราหมณ์ทั้งหลายไม่ได้รับปฏิญญาจากสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย, แล้วยังบัญญัติทรัพย์ ๔ ประการเหล่านี้ขึ้น. พราหมณ์เอย ! เราบัญญัติโลกุตตรธรรมอันประเสริฐ ว่าเป็นทรัพย์ของคน. ต่อเมื่อระลึกถึงสกุลวงศ์ทางมารดาหรือบิดาของเขาแต่กาลก่อน อัตตภาพของเขา เกิดขึ้นในวรรณะใด เขาจึงถูกนับเข้าไว้โดยวรรณะนั้น ๆ. ถ้าอัตตภาพของเขา เกิดในสกุลกษัตริย์ก็ถูกนับว่าเป็นกษัตริย์, ถ้าอัตตภาพของเขาเกิดขึ้นในสกุลพราหมณ์ ก็ถูกนับว่าเป็นพราหมณ์, ถ้าอัตตภาพของเขา เกิดขึ้นในสกุลเวสส์ ก็ถูกนับว่าเป็นเวสส์, ถ้าอัตตภาพของเขาเกิดขึ้นในสกุลสูทท์ ก็ถูกนับว่าเป็นสูทท์. พราหมณ์ ! เช่นเดียวกับไฟ ถ้าอาศัยอะไรเกิดขึ้น ก็ถูกนับว่าเป็นไฟที่เกิดขึ้นแต่สิ่งนั้น ๆ : ถ้าไฟอาศัยไม้ฟืนโพลงขึ้น ถูกนับว่าเป็นไฟที่เกิดจากฟืน, ถ้าไฟอาศัยสะเก็ดไม้โพลงขึ้น ก็ถูกนับว่าเป็นไฟสะเก็ดไม้, ถ้าไฟอาศัยหญ้าแห้งเกิดขึ้น ก็ถูกนับว่าเป็นไฟหญ้าแห้ง, ถ้าไฟอาศัยขี้วัวเกิดขึ้น ก็ถูกนับว่าเป็นไฟขี้วัว, นี้ฉันใด; พราหมณ์เอย ! เราบัญญัติโลกุตตรธรรมอันประเสริฐ ว่าเป็นทรัพย์ของคน, ต่อเมื่อเขาระลึกถึงสกุลวงศ์ทางมารดาหรือบิดาแต่เก่าก่อนของเขา เขาจึงจะถูกนับ ว่าเป็นพวกนั้นๆ ตามแต่ที่อัตตภาพของเขาเกิดขึ้นในสกุลใด ๆ ฉันนั้นเหมือนกัน. พราหมณ์ ! ถ้ากุลบุตรออกบวชจากสกุลกษัตริย์ และเขาได้อาศัยธรรมและวินัย อันตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต จากอทินนาทานจากเมถุนธรรม, เป็นผู้เว้นขาดจากมุสาวาท จากปิสุณาวาท จากผรุสวาท จากสัมผัปปลาปวาท, เป็นผู้ไม่มีอภิชฌา ไม่มีจิตพยาบาท เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ, ก็ย่อมประสบความสำเร็จ เป็นความปลื้มใจจากผลแห่งกุศลธรรม อันเป็นเครื่อง นำสัตว์ออกจากทุกข์ได้.
หน้า 312 T 5.4.46
พราหมณ์ ! แม้กุลบุตรออกบวชจากสกุลพราหมณ์...สกุลเวสส์...สกุลสูทท์ (ก็ย่อมเป็นอย่างเดียวกัน). พราหมณ์ ! ท่านเข้าใจว่าอย่างไร : พราหมณ์พวกเดียวเท่านั้นหรือที่สมควรเจริญเมตตาจิต อันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ในธรรมลัทธินั้น ๆ ? กษัตริย์ไม่ควรหรือ ? เวสส์ไม่ควรหรือ ? สูทท์ไม่ควรหรือ ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนั้นหามิได้. กษัตริย์ก็สมควร เวสส์ก็สมควร สูทท์ก็สมควร, คนทั้งปวงสมควรแผ่เมตตาจิต อันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ในธรรมลัทธินั้น ๆ ทั่วกัน”. อย่างเดียวกันแหละพราหมณ์ ! กุลบุตรออกบวชจากสกุลกษัตริย์ก็ตามจากสกุลพราหมณ์ก็ตาม จากสกุลเวสส์ก็ตาม จากสกุลสูทท์ก็ตาม และได้อาศัยธรรมและวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ (เป็นต้นกระทั่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นที่สุด) ได้แล้ว ย่อมประสบความสำเร็จเป็นความปลื้มใจจากผลแห่งกุศลธรรม อันเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ ทั้งนั้น. พราหมณ์ ! ท่านเข้าใจว่าอย่างไร : พราหมณ์พวกเดียวเท่านั้นหรือที่สมควรจะถือเกลียวผ้าสำหรับการอาบ ไปสู่แม่น้ำ และขัดสีตัวให้สะอาด ? กษัตริย์ไม่ควรหรือ ? เวสส์ไม่ควรหรือ ? สูทท์ไม่ควรหรือ ? “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ข้อนั้นหามิได้. กษัตริย์ก็สมควร เวสส์ก็สมควร สูทท์ก็สมควร คนทั้งปวงสมควรถือเอาเกลียวผ้าสำหรับการอาบไปสู่แม่น้ำและขัดสีตัว ให้สะอาดด้วยกันทั้งนั้น”.
หน้า 313 T 5.4.46
อย่างเดียวกันแหละพราหมณ์ ! กุลบุตรออกบวชจากสกุลกษัตริย์ก็ตามจากสกุลพราหมณ์ก็ตาม จากสกุลเวสส์ก็ตาม จากสกุลสูทท์ก็ตาม และได้อาศัยธรรม และวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ (เป็นต้น กระทั่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นที่สุด) ได้แล้ว ย่อมประสบความสำเร็จเป็นความปลื้มใจจากผลแห่งกุศลธรรม อันเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ ได้ ทั้งนั้น. พราหมณ์ ! ท่านเข้าใจว่าอย่างไรในเรื่องนี้, คือขัตติยราชาผู้ได้มุรธาภิเษกแล้ว รับสั่งให้ประชุมบุรุษจำนวนหลายร้อย มีชาติสกุลต่างกัน โดยทรงบังคับว่า “มาเถิดท่านทั้งหลาย ! ท่านผู้ใดเกิดจากสกุลกษัตริย์ สกุลพราหมณ์และสกุลที่เกี่ยวเนื่องกับราชสกุล ท่านผู้นั้นจงถือเอาไม้สากะ หรือไม้สาละ หรือไม้สลฬะ หรือไม้ปทุมกะ หรือไม้จันทนะ (อย่างใดอย่างหนึ่ง) มาทำไม้สีไฟอันบน แล้วจงสีให้เกิดไฟ ทำเตโชธาตุให้ปรากฏ. ส่วนท่านผู้ใดเกิดแล้วจากสกุลจัณฑาลสกุลพวกพราน สกุลจักสาน สกุลทำรถ สกุลเทหยากเยื่อ ท่านเหล่านั้นจงถือเอาไม้รางอาหารสุนัข ไม้รางอาหารสุกร ไม้รางย้อมผ้า หรือท่อนไม้ละหุ่ง (อย่างใดอย่างหนึ่ง) มาทำไม้สีไฟอันบน แล้วจงสีให้เกิดไฟ ทำเตโชธาตุให้ปรากฏเถิด” ดังนี้. พราหมณ์ ! ท่านเข้าใจว่าอย่างไร : ไฟที่เกิดขึ้นจากไม้สีไฟที่ทำด้วยไม้สากะ หรือไม้สาละ หรือไม้สลฬะ ไม้ปทุมกะ หรือไม้จันทนะของพวกที่เกิดจากสกุลกษัตริย์ พราหมณ์ หรือสกุลที่เกี่ยวเนื่องกับราชสกุล นั้น เป็นไฟที่มีเปลว มีสี มีรัศมี และใช้ทำกิจต่าง ๆ ที่ต้องการทำเนื่องด้วยไฟได้; ส่วนไฟที่ เกิดจากไม้รางอาหารสุนัข ไม้รางอาหารสุกร ไม้รางย้อมผ้า ไม้ละหุ่ง ของพวกที่เกิดจากสกุลจัณฑาล สกุลพวกพราน สกุลจักสาน สกุลทำรถ สกุลเทหยากเยื่อ นั้นเป็นไฟที่ไม่มีเปลว ไม่มีสี ไม่มีรัศมี และไม่อาจใช้ทำกิจต่าง ๆ ที่ต้องทำด้วยไฟได้, ดังนี้ เช่นนั้นหรือ ? “พระโคดมผู้เจริญ ! ข้อนั้นหามิได้.”
หน้า 314 T 5.4.47
พราหมณ์ อย่างเดียวกันนั้นแหละ ! กุลบุตรออกบวชจากสกุลกษัตริย์ก็ตาม สกุลพราหมณ์ก็ตาม สกุลเวสส์ก็ตาม สกุลสูทท์ก็ตาม และได้อาศัยธรรมและวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ (เป็นต้น กระทั่งมีสัมมาทิฏฐิเป็นที่สุด) ได้แล้ว ย่อมประสบความสำเร็จเป็นความปลื้มใจจากผลแห่ง กุศลธรรมอันเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้ ทั้งนั้น. ทรงให้ทุกคนมีพระองค์ อยู่ที่ธรรมที่กำลังมีอยู่ในใจของเขา “อย่าเลย วักกลิ ! ประโยชน์อะไรด้วยการเห็นกายเน่านี้. วักกลิ ! ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้นเห็นเรา; ผู้ใดเห็นเรา, ผู้นั้นเห็นธรรม. วักกลิ ! เพราะว่าเมื่อเห็นธรรมอยู่ ก็คือเห็นเรา; เมื่อเห็นเราอยู่ ก็คือเห็นธรรม.”- (บาลี ขนฺธ. สํ.๑๗/๑๔๖/๒๑๖). “...ผู้ใด เห็นปฏิจจสมุปบาท, ผู้นั้น ชื่อว่าเห็นธรรม; ผู้ใดเห็นธรรม, ผู้นั้น ชื่อว่า เห็น ปฏิจจสมุปบาท...” -(บาลี มู.ม. ๑๒/๓๕๙/๓๔๖). “ภิกษุ ท. ! แม้ภิกษุจับชายสังฆาฏิ เดินตามรอยเท้าเราไปข้างหลัง ๆ, แต่ถ้าเธอนั้น มากไปด้วยอภิชฌา มีกามราคะกล้า มีจิตพยาบาท มีความดำริแห่งใจเป็นไปในทางประทุษร้าย มีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ มีจิตไม่เป็นสมาธิ แกว่งไปแกว่งมา ไม่สำรวมอินทรีย์, แล้วไซร้; ภิกษุนั้นชื่อว่าอยู่ไกลจากเรา แม้เราก็อยู่ไกลจากภิกษุนั้นโดยแท้. ข้อนั้น เพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ภิกษุนั้นไม่เห็นธรรม : เมื่อไม่เห็นธรรม ก็ชื่อว่าไม่เห็นเรา. “ภิกษุ ท. ! แม้ภิกษุนั้น จะอยู่ห่าง (จากเรา) ตั้งร้อยโยชน์ แต่ถ้าเธอนั้น ไม่มากไปด้วยอภิชฌา ไม่มีกามราคะกล้า ไม่มีจิตพยาบาท ไม่มีความดำริแห่ง
หน้า 315 T 5.4.48
ใจเป็นไปในทางประทุษร้าย มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีจิตเป็นสมาธิ ถึงความเป็นเอกัคคตา สำรวมอินทรีย์ แล้วไซร้; ภิกษุนั้นชื่อว่าอยู่ใกล้กับเรา แม้เราก็อยู่ใกล้กับภิกษุนั้นโดยแท้. ข้อนั้น เพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ภิกษุนั้นเห็นธรรม : เมื่อเห็นธรรม ก็ชื่อว่าเห็นเรา แล”. -(ข้อนี้ หมายความว่า ผู้ที่มีธรรมอยู่ในใจ รู้สึกต่อธรรมนั้น ๆ อยู่ในใจ ย่อมเป็นการเห็นธรรมอยู่ในใจ พระองค์ทรงประสงค์ให้เห็นธรรมเช่นนี้ ที่กล่าวว่าเป็นการเห็นพระองค์) –บาลี อิติวุ.ขุ.๒๕/๓๐๐/๒๗๒. สัตว์โลกจะรู้จักพระรัตนตรัยถึงที่สุด ก็ต่อเมื่อรู้ผลแห่งความสิ้นอาสวะของตนเองแล้วเท่านั้น ๑ พราหมณ์ ! เปรียบเหมือนนักแสวงหาช้างป่า เข้าไปในป่าที่มีช้าง เห็นรอยเท้าช้างรอยใหญ่ ทั้งโดยส่วนยาวและส่วนกว้าง; เมื่อเป็นนักแสวงหาช้างที่ฉลาดก็จะยังไม่ลงสันนิษฐานว่า “พ่อคุณเอ๋ย ! ช้างมหานาคหนอ” ดังนี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? พราหมณ์ ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า พวกช้างพังชื่อวามนิกา ซึ่งมีรอยเท้าใหญ่ ก็มีอยู่ในป่าช้าง, มันจะเป็นรอยเท้าแห่งช้างพังพวกนั้นก็ได้. เขาเดินตามรอยนั้นไป ก็เห็นรอยเท้าช้างใหญ่ ทั้งโดยส่วนยาวและส่วนกว้างเข้าอีก และทั้งยังเห็นรอยที่ช้างสีตัว อยู่ในที่สูง; เมื่อเป็นนักแสวงหาช้างที่ฉลาด ก็จะยังไม่ลงสันนิษฐานอีก ว่า “พ่อคุณเอ๋ย ! ช้างมหานาคหนอ” ดังนี้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? พราหมณ์ ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า พวกช้างพังชื่ออุจจากฬาริกาซึ่งมีรอยเท้าใหญ่ ก็มีอยู่ในป่าช้าง, มันจะเป็นรอยเท้าแห่งช้างพังพวกนั้นก็ได้. ________________________________ ๑. บาลี จูฬหัตถิปโทปมสูตร มู.ม. ๑๒/๓๔๐/๓๓๒. ตรัสแก่ชาณุสโสณีพราหมณ์ ที่เชตวัน.
หน้า 316 T 5.4.48
เขาเดินตามรอยนั้นไป ก็เห็นรอยเท้าช้างใหญ่ ทั้งโดยส่วนยาวและส่วนกว้าง และเห็นรอยที่ช้างสีตัวอยู่ในที่สูงเข้าอีก และทั้งยังเห็นรอยที่งาของมันแซะเปลือกไม้อยู่ในที่สูงด้วย; เมื่อเป็นนักแสวงหาช้างที่ฉลาด ก็จะยังไม่ลงสันนิษฐานอีกว่า “พ่อคุณเอ๋ย ! ช้างมหานาคหนอ” ดังนี้. ข้อนั้นเพราะ เหตุไรเล่า ? พราหมณ์ ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า พวกช้างพังชื่ออุจจากเณรุกาซึ่งมีรอยเท้าใหญ่ ก็มีอยู่ในป่าช้าง, มันจะเป็นรอยเท้าแห่งช้างพังพวกนั้นก็ได้. เขาเดินตามรอยนั้นไป ก็เห็นรอยเท้าช้างใหญ่ ทั้งโดยส่วนยาวและส่วนกว้าง และเห็นรอยที่ช้างสีตัวอยู่ในที่สูงเข้าอีก และเห็นรอยที่งาของมันแซะเปลือกไม้อยู่ในที่สูง และทั้งยังเห็นรอยหัก ของกิ่งไม้ อยู่ในที่สูง; และเขาได้เห็นตัวช้างนั้นอยู่ที่โคนต้นไม้ หรืออยู่กลางแจ้ง เดินอยู่ ยืนอยู่ คุกอยู่ หรือนอนอยู่, เขาจึงถึงความแน่ใจว่า “นี่เองช้างมหานาคตัวนั้น” ดังนี้. ข้อนี้ฉันใด; พราหมณ์ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น; ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง... ฯลฯ... จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์...ฯลฯ... แสดงธรรม ...ประกาศพรหมจรรย์ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ ลำดับนั้น คหบดี หรือคหบดีบุตรฟังธรรมนั้นแล้ว...ฯลฯ... มีศรัทธาออกบวชจากเรือน. …ถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพของภิกษุ ท. ...มาตามพร้อมแล้วด้วยสีลขันธ์อันเป็นอริยะ ...ด้วยอินทรียสังวรอันเป็นอริยะ ...ด้วยสติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะ เสพคบเสนาสนะอันสงัด... กลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัตแล้วนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น ...ชำระจิตจากนิวรณ์. ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์ทั้ง ๕ เหล่านี้ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งใจทำปัญญาให้ถอยกำลังได้แล้ว ก็สงัดแล้วจากกาม จากอกุศลธรรม ท. เข้าถึง
หน้า 317 T 5.4.48
ปฐมฌาณ อันมีวิตกและวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่ : พราหมณ์ ! นี้แหละ คือสิ่งที่ เรียกว่า “รอยแห่งตถาคต” บ้าง, ว่า “รอยสีตัวแห่งตถาคต” บ้าง, ว่า “รอยแซะงาแห่งตถาคต” บ้าง; แต่ภิกษุผู้อริยสาวกนั้น ก็จะยังไม่ถึงความแน่ใจว่า “พระผู้มีพระภาค เป็นสัมมาสัมพุทธะ, พระธรรม เป็นส๎วากขาตะ, สาวกสงฆ์ ของพระผู้มีพระภาค เป็นสุปฏิปันนะ” ดังนี้ก่อน. พราหมณ์ ! ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุ ...เข้าถึงทุติยฌาน แล้วแลอยู่...ฯลฯ...; ...เข้าถึงตติยฌาณ แล้วแลอยู่...ฯลฯ...; ...เข้าถึงจตุตถฌาณ แล้วแลอยู่ : พราหมณ์ ! นี้แหละ (แต่ละอย่าง ๆ) คือสิ่งที่เรียกว่า “รอยแห่งตถาคต” บ้าง, ว่า “รอยสีตัวแห่งตถาคต” บ้าง, ว่า “รอยแซะงาแห่งตถาคต” บ้าง; แต่ภิกษุผู้อริยสาวกนั้น ก็จะยังไม่ถึงความแน่ใจ ว่า “พระผู้มีพระภาค เป็นสัมมาสัมพุทธะ, พระธรรม เป็นส๎วากขาตะ, สาวกสงฆ์ของพระผู้มีพระภาค เป็นสุปฏิปันนะ” ดังนี้ก่อน. (รายละเอียดของ ทุติย-ตติย-จตุตถฌาน ตลอดถึงปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และจุตูปปาตญาณดูได้ที่หน้า ๑๑๕-๑๑๖ แห่งหนังสือเล่มนี้). ภิกษุนั้น เมื่อจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ ขาวผ่อง ...น้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ...ฯลฯ ย่อมระลึกถึงขันธ์อันตนเคยอยู่อาศัยในภพก่อนมีอย่างต่าง ๆ ได้ ...ฯลฯ...;... น้อมจิตไปเพื่อ จุตูปปาตญาณ ...ฯลฯ... ; ...น้อมจิตไปเพื่อ อาสวักขยญาณ ...รู้ชัดอยู่ตามที่เป็นจริงว่า “นี้ คืออาสวะ, นี้เหตุให้เกิดขึ้นแห่งอาสวะ, นี้ ความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ, นี้ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ” ดังนี้ : พราหมณ์ ! แม้นี้ (แต่ละอย่าง ๆ) ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “รอยแห่งตถาคต” บ้าง, ว่า “รอยสีตัวแห่งตถาคต” บ้าง, ว่า “รอยแซะงาแห่งตถาคต” บ้าง; แต่แม้กระนั้น ภิกษุผู้อริยสาวกนั้น ก็ ยังไม่ถึงแล้วซึ่งความแน่ใจว่า “พระผู้มีพระภาคเป็นสัมมาสัมพุทธะ, พระธรรม เป็นส๎วากขาตะ, สาวกสงฆ์ของพระผู้มีพระภาค
หน้า 318 T 5.4.48
เป็นสุปฏิปันนะ” ดังนี้ก่อน อยู่นั่นเอง. ก็แต่ว่า บัดนี้ภิกษุผู้อริยสาวกนั้นกำลังจะถึงอยู่ซึ่งความแน่ใจว่า “พระผู้มีพระภาค เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ, พระธรรม เป็นส๎วากขาตะ, สาวกสงฆ์ของพระผู้มีพระภาค เป็นสุปฏิปันนะ” ดังนี้. เมื่อภิกษุผู้อริยสาวกนั้น รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ (ด้วยอาสวักขยญาณจนกระทั่ง) จิตหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ; เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่า “หลุดพ้นแล้ว” ดังนี้; ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว, พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว, กิจที่ควรทำได้กระทำสำเร็จแล้ว, กิจอื่นที่ต้องกระทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก” ดังนี้. พราหมณ์ ! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุผู้อริยสาวกนั้น ย่อมเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความแน่ใจ ว่า “พระผู้มีพระภาค เป็นสัมมาสัมพุทธะ, พระธรรม เป็นส๎วากขาตะ, สาวกสงฆ์ของพระผู้มีพระภาคเป็นสุปฏิปันนะ” ดังนี้. พราหมณ์ ! เรื่องแห่งการอุปมาด้วยรอยเท้าช้าง ย่อมบริบูรณ์โดยพิสดาร อย่างนี้แล. หมายเหตุ : พระบาลีข้างบนนี้ ควรจะเป็นที่สังเกตอย่างยิ่ง ว่าแม้แต่คุณ ของพระรัตนตรัยที่บุคคลจะรู้แจ้งแทงตลอดถึงที่สุดนั้น จะมีก็ต่อเมื่อตนเองเป็นพระอรหันต์ แล้วเท่านั้น; ผิดจากที่เราเคยเข้าใจกันอยู่ทั่ว ๆ ไป. ข้อนี้เพราะเหตุว่า ถ้ายังไม่ซึมซาบ ในคุณของความสิ้นอาสวะ หรือของนิพพาน ก็จะยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดซึ่งคุณของผู้ตรัสรู้ นิพพานแล้วนำมาสอน อย่างถึงที่สุด เลยเป็นเหตุให้ไม่รู้จักพระธรรม และพระสงฆ์ อย่างถึงที่สุด เช่นเดียวกัน. -ผู้รวบรวม.
หน้า 319 T 5.4.50
(ข. เกี่ยวกับสาวกของพระองค์ ๓๐ เรื่อง) ทรงมีหมู่คณะที่เลิศกว่าหมู่คณะใด ๑ ภิกษุ ท. ! หมู่ ท. ก็ดี คณะ ท. ก็ดี มีประมาณเท่าใด, หมู่แห่งสาวกของตถาคต อันใคร ๆ ย่อมกล่าวว่า เป็นหมู่ที่เลิศ กว่าหมู่คณะ ท.เหล่านั้น; ได้แก่หมู่ที่จัดเป็นคู่แห่งบุรุษ ๔ คู่ นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ ซึ่งเรียกกันว่าสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ เป็นผู้ควรรับทิกษิณาทาน เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำ อัญชลี เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า. ภิกษุ ท. ! ชนเหล่าใด เลื่อมใสแล้ว ในหมู่แห่งสงฆ์; ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้เลื่อมใสในหมู่อันเลิศ วิบากก็เป็นวิบากอันเลิศ แล. ทรงมีคณะสงฆ์ซึ่งมีคุณธรรมสูงสุด ๒ ภิกษุ ท. ! ภิกษุบริษัทนี้ ไม่เหลวไหลเลย. ภิกษุ ท. ! ภิกษุบริษัทนี้ไม่เหลวแหลกเลย. ภิกษุบริษัทนี้ ตั้งอยู่แล้วในธรรมที่เป็นสาระล้วน. ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๕/๓๔; อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๙๘/๒๗๐. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ปญฺจก. อํ. ๒๒/๓๘/๓๒. ๒. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๙๑/๒๘๔. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ในวันเพ็ญเดือนสิบเอ็ด วันนั้น พระพุทธองค์ประทับนั่งกลางแจ้ง แวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุ ทรงแลดูหมู่ภิกษุซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ สงบนิ่งเฉยอยู่, ณ ที่บุพพาราม มิคารมาตุปราสาท.
หน้า 320 T 5.4.50
ภิกษุ ท. ! บริษัทเช่นใด มีรูปลักษณะที่น่าบูชา น่าต้อนรับ น่ารับทักษิณาทาน น่าไหว้ เป็นเนื้อนาบุญชั้นดีเยี่ยมของโลก; ภิกษุนี้ก็มีรูปลักษณะ เช่นนั้น, ภิกษุบริษัทนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น. ภิกษุ ท. ! บริษัทเช่นใด มีรูปลักษณะที่ทานอันบุคคลให้น้อย แต่กลับมีผลมาก ทานที่ให้มาก ก็มีผลมากทวียิ่งขึ้น; ภิกษุนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น, ภิกษุบริษัทนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น. ภิกษุ ท. ! บริษัทเช่นใด มีรูปลักษณะยากที่ชาวโลกจะได้เห็น; ภิกษุนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น, ภิกษุบริษัทนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น. ภิกษุ ท. ! บริษัทเช่นใด มีรูปลักษณะที่ควรจะไปดูไปเห็น แม้จะต้องเดินสิ้นหนทางนับด้วยโยชน์ ๆ ถึงกับต้องเอาห่อสะเบียงไปด้วยก็ตาม; ภิกษุนี้ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น, ภิกษุบริษัทนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น. ภิกษุ ท. ! ใน ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่งเป็น พระอรหันต์ ผู้สิ้นอาสวะแล้ว ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว มีภาระปลงลงได้แล้วมีประโยชน์ของตนเองบรรลุแล้วโดยลำดับ มีสัญโญชน์ในภพสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ทั่วถึงโดยชอบ; พวกภิกษุแม้เห็นปานนี้ ก็มีอยู่ใน ภิกษุนี้. ภิกษุ ท. ! ใน ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่งสิ้นสัญโญชน์เบื้องต่ำห้า เป็นโอปปาติกะแล้ว จักปรินิพพานในที่นั้น ไม่เวียนกลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดา; พวกภิกษุแม้เห็นปานนี้ ก็มีอยู่ใน ภิกษุนี้. ภิกษุ ท. ! ใน ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่งสิ้นสัญโญชน์สาม และมีความเบาบางไปของราคะ โทสะ โมหะ เป็น สกทาคามี มาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้นแล้วจักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้; พวกภิกษุแม้เห็นปานนี้ ก็มีอยู่ใน ภิกษุนี้.
หน้า 321 T 5.4.51
ภิกษุ ท. ! ใน ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่งสิ้นสัญโญชน์สาม เป็นโสดาบันมีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ผู้เที่ยงแท้ ผู้แน่ที่จะตรัสรู้ข้างหน้า; พวกภิกษุแม้เห็น ปานนี้ ก็มีอยู่ใน ภิกษุนี้. ภิกษุ ท. ! ใน ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่งประกอบความเพียรเป็นเครื่องต้องทำเนือง ๆ ในการอบรมสติปัฏฐานสี่, สัมมัปปธานสี่, อิทธิบาทสี่, อินทรีย์ห้า, พละห้า, โพชฌงค์เจ็ด, อริยมรรคมีองค์แปด, เมตตา, กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา, อสุภ, อนิจจสัญญา และอานาปานสติ; พวกภิกษุแม้เห็นปานนี้ ก็มีอยู่ใน ภิกษุนี้. (ในบาลีแห่งอื่น มีคำกล่าวสรรเสริญคณะสงฆ์ทำนองเดียวกันนี้ ผิดกันแต่ในตอนท้ายแทนที่จะกล่าวว่ามีภิกษุผู้อรหันต์ ผู้อนาคามี สกทาคามี โสดาบัน และภิกษุผู้กำลังปฏิบัติอยู่เพื่อคุณธรรมเบื้องสูง มีอยู่ใน สงฆ์นั้น เปลี่ยนไปตรัสว่า มีภิกษุผู้ถึงความเป็นเทพ (เพราะมีรูปฌานทั้งสี่) ภิกษุผู้ถึงความเป็นพรหม (เพราะมีพรหมวิหารสี่) ภิกษุผู้ถึงความเป็นอาเนญชา (เพราะมีอรูปฌานทั้งสี่) และภิกษุผู้ถึงความเป็นอริยะ (เพราะรู้ชัดตามเป็นจริงซึ่งอริยสัจสี่) -บาลี จตุกฺก. อํ.๒๑/๒๔๘/๑๙๐.) ในแต่ละบริษัทมีอริยสาวก เต็มทุกขั้นตอนตามที่ควรจะมี ๑ “สำหรับพระโคดมผู้เจริญ จงยกไว้; แต่มี สาวกที่เป็นภิกษุ ของพระโคดมผู้เจริญสักองค์หนึ่งไหม ที่เป็นผู้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะ ท. ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ?” วัจฉะ ! มีอยู่มิใช่ร้อยเดียว มิใช่สองร้อย มิใช่สามร้อย มิใช่สี่ร้อย มิใช่ห้าร้อย แต่ว่ามีมากยิ่งกว่าทีเดียว, ที่เป็นเช่นนั้น. ________________________________ ๑. บาลี มหาวัจฉโคตตสูตร ม.ม. ๑๓/๒๕๑/๒๕๕. ตรัสแก่วัจฉโคตตปริพพาชก ที่เวฬุวัน ใกล้เมืองราชคฤห์.
หน้า 322 T 5.4.51
“สำหรับพระโคดมผู้เจริญ จงยกไว้; สำหรับภิกษุ ท. เหล่านั้นก็ยกไว้; แต่มี สาวิกาที่เป็นภิกษุณี ของพระโคดมผู้เจริญแม้สักองค์หนึ่งไหม ที่เป็นผู้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะ ท. ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้วแลอยู่ ในทิฏฐธรรมนี้ ?” วัจฉะ ! มีอยู่มิใช่ร้อยเดียว มิใช่สองร้อยมิใช่สามร้อย มิใช่สี่ร้อย มิใช่ห้าร้อย แต่ว่ามีมากยิ่งกว่าทีเดียว, ที่เป็นเช่นนั้น. “สำหรับพระโคดมผู้เจริญ จงยกไว้; สำหรับภิกษุและภิกษุณี ท. เหล่านั้นก็ยกไว้; แต่มี สาวกที่เป็นอุบาสก ของพระโคดมผู้เจริญแม้สักคนหนึ่งไหม ที่เป็นคฤหัสถ์ผู้นุ่งขาว ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นโอปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น มีธรรมดาไม่เวียนกลับจากโลกนั้น เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ห้า ?” วัจฉะ ! มีอยู่มิใช่ร้อยเดียว มิใช่สองร้อย มิใช่สามร้อย มิใช่สี่ร้อย มิใช่ห้าร้อย แต่ว่า มีมากยิ่งกว่าทีเดียว, ที่เป็นเช่นนั้น. “สำหรับพระโคดมผู้เจริญ จงยกไว้; สำหรับภิกษุ ภิกษุณี และอุบาสก ท. เหล่านั้น ก็ยกไว้; แต่มีสาวกที่เป็นอุบาสก ของพระโคดมผู้เจริญแม้สักคนหนึ่งไหม ที่เป็นคฤหัสถ์ผู้นุ่งขาว บริโภคกาม ประพฤติตามคำสอน ประพฤติตรงตามโอวาท เป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาเสียได้ ปราศจากความสงสัย ถึงแล้วซึ่งธรรมเป็นเครื่องกระทำความกล้า ไม่ต้องเชื่อตามคนอื่นในคำสอนแห่งศาสดาตน, อยู่ ?” วัจฉะ ! มีอยู่มิใช่ร้อยเดียว มิใช่สองร้อย มิใช่สามร้อย มิใช่สี่ร้อย มิใช่ห้าร้อย แต่ว่ามีมากยิ่งกว่าทีเดียว, ที่เป็นเช่นนั้น. “สำหรับพระโคดมผู้เจริญ จงยกไว้; สำหรับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกผู้ประพฤติพรหมจรรย์ และอุบาสกผู้บริโภคกาม ท. เหล่านั้น ก็ยกไว้; แต่มีสาวิกาที่เป็นอุบาสิกา ของพระโคดมผู้เจริญแม้สักคนหนึ่งไหม ที่เป็นคฤหัสถ์ผู้นุ่งขาว ประพฤติพรหมจรรย์เป็นโอปปาติกะ จักปรินิพพานในภพนั้น มีธรรมดาไม่เวียนกลับจากโลกนั้น เพราะความสิ้นไปรอบแห่งโอรัมภาคิยสัญโญชน์ห้า ?” วัจฉะ ! มีอยู่มิใช่ร้อยเดียว มิใช่สองร้อย มิใช่สามร้อย มิใช่สี่ร้อย มิใช่ห้าร้อย แต่ว่ามีมากยิ่งกว่าทีเดียว, ที่เป็นเช่นนั้น.
หน้า 323 T 5.4.52
“สำหรับพระโคดมผู้เจริญ จงยกไว้; สำหรับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกผู้ประพฤติพรหมจรรย์ อุบาสกผู้บริโภคกาม และอุบาสิกาผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ท. เหล่านั้น ก็ยกไว้; แต่มีสาวิกาที่เป็นอุบาสิกา ของพระโคดมผู้เจริญแม้สักคนหนึ่งไหม ที่เป็นคฤหัสถ์ผู้นุ่งขาวบริโภคกาม ประพฤติตามคำสอน ประพฤติตรงตามโอวาท เป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาเสียได้ปราศจากความสงสัย ถึงแล้วซึ่งธรรมเป็นเครื่องกระทำความกล้า ไม่ต้องเชื่อตามคนอื่นในคำสอนแห่งศาสดาตน, อยู่ ?” วัจฉะ ! มีอยู่มิใช่ร้อยเดียว มิใช่สองร้อย มิใช่สามร้อย มิใช่สี่ร้อย มิใช่ห้าร้อย แต่ว่ามีมากยิ่งกว่าทีเดียว, ที่เป็นเช่นนั้น. ทรงบริหารสงฆ์ จำนวนร้อย ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุ (ยืดยาวออกถึง) แปดหมื่นปี, พระผู้มีพระภาคนามว่า เมตเตยยะ จักบังเกิดขึ้นในโลก เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นผู้เบิกบาน จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์, เช่นเดียวกับเราในบัดนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมยเตยยะนั้น จักทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์ ด้วยพระปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ด้วย, เช่นเดียวกับเรา ในบัดนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมยเตยยะนั้น จักแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้นท่ามกลาง เบื้องปลาย, จักประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ พยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง, เช่นเดียวกับเราในบัดนี้. ________________________________ ๑. บาลี จักกวัตติสูตร ปา. ที. ๑๑/๘๓/๔๘. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่แคว้นมคธ.
หน้า 324 T 5.4.53
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมตเตยยะนั้น จักบริหารภิกษุสงฆ์จำนวน พันเป็นอเนก (หลายพัน), เช่นเดียวกับ เราในบัดนี้ บริหารภิกษุสงฆ์จำนวนร้อยเป็นอเนก (คือหลายร้อย) อยู่.๑ วิธีที่ทรงปฏิบัติต่อภิกษุเกี่ยวกับสิกขา ๒ (ภิกษุกัสสปโคตร นึกตำหนิพระองค์ว่า จู้จี้ พิถีพิถัน ขัดเกลามากเกินไป, ภายหลังระลึกได้ว่า เป็นการกระทำที่ผิดที่ชั่ว จึงไปเฝ้าพระองค์ถึงที่ประทับ ทูลขออภัยโทษ ทรงประทานอภัยโทษแล้ว ตรัสข้อความดังต่อไปนี้:-) กัสสปะ ! ถ้าภิกษุแม้เป็นเถระ ไม่ใคร่ในสิกขา ก็จะไม่กล่าวสรรเสริญภิกษุผู้สมาทานในสิกขาด้วย ไม่ชักชวนภิกษุผู้ไม่ใคร่ในสิกขา เพื่อความเป็นผู้ใคร่ในสิกขาด้วย ไม่กล่าวสรรเสริญคุณของภิกษุผู้ใคร่ในสิกขา ตามที่เป็นจริง โดยกาลอันควรด้วย. กัสสปะ ! เราไม่กล่าวสรรเสริญ ภิกษุเถระผู้เป็นเช่นนั้น. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? เพราะภิกษุเหล่าอื่นจะคบหาภิกษุเถระนั้น ด้วยเข้าใจว่า “พระศาสดาทรงกล่าวสรรเสริญภิกษุนี้” ดังนี้แล้ว จะถือเอาภิกษุเถระนั้นเป็นตัวอย่าง; ซึ่งข้อนั้นจะเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เกื้อกูลตลอดกาลนาน แก่ภิกษุผู้ถือเอาเป็นตัวอย่าง นั้น. กัสสปะ! เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่กล่าวสรรเสริญ ภิกษุผู้เป็นเถระชนิดนั้น. (ต่อไปได้ตรัสข้อความอย่างเดียวกัน ในกรณีของภิกษุปูนกลาง และภิกษุใหม่ ผู้ไม่ใคร่ในสิกขา; แล้วได้ตรัสข้อความที่เป็นไปในทางตรงกันข้าม ดังต่อไปนี้ :-) ________________________________ ๑. เป็นเครื่องวัดว่า พระอรหันต์ในศาสนานี้ จักมีมากน้อยเท่าใด, โดยประมาณ. ๒. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๓๐๗/๕๓๑. ตรัสแก่ภิกษุกัสสปโคตรผู้เดินทางจากนิคมในแคว้นโกศล ไปจนถึงเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อทูลขออภัยโทษที่ได้นึกดูหมิ่นพระองค์.
หน้า 325 T 5.4.54
กัสสปะ ! ถ้าแม้ภิกษุผู้เป็นเถระ เป็นผู้ใคร่ในสิกขา ก็จะกล่าวสรรเสริญภิกษุผู้สมาทานในสิกขาด้วย ชักชวนภิกษุผู้ไม่ใคร่ในสิกขา เพื่อความเป็นผู้ใคร่ในสิกขาด้วย กล่าวสรรเสริญคุณของภิกษุผู้ใคร่ในสิกขาตามที่เป็นจริง โดยกาลอันควรด้วย. กัสสปะ ! เราย่อมกล่าวสรรเสริญภิกษุเถระผู้เป็นเช่นนั้น. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? เพราะภิกษุเหล่าอื่น จะคบหาภิกษุเถระนั้น ด้วยเข้าใจว่า “พระศาสดาทรงกล่าวสรรเสริญภิกษุนี้” ดังนี้แล้ว จะถือเอาภิกษุเถระนั้นเป็นตัวอย่าง; ซึ่งข้อนั้นจะเป็นไปเพื่อความสุข ความเกื้อกูลตลอดกาลนาน แก่ภิกษุผู้ถือเอาเป็นตัวอย่าง นั้น. กัสสปะ ! เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวสรรเสริญภิกษุ ผู้เป็นเถระชนิดนั้น. (ต่อไปได้ตรัสข้อความอย่างเดียวกัน ในกรณีของภิกษุปูนกลาง และภิกษุใหม่ ผู้ใคร่ในสิกขา.) ทรงรับรองภิกษุแต่บางรูป ว่าเป็นคนของพระองค์ ๑ ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่าใดเป็นคนหลอกลวง กระด้าง พูดพล่าม ยกตัวจองหอง ใจฟุ้งเฟ้อ ภิกษุเหล่านั้นไม่ใช่เป็นคนของเรา. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่านั้นได้ออกไปนอกธรรมวินัยนี้เสียแล้ว ย่อมไม่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมวินัยนี้ได้เลย. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่าใด ไม่เป็นคนหลอกลวง ไม่พูดพล่าม มีปัญญาเป็นเครื่องทรงตัว ไม่กระด้าง ใจคอมั่นคงดี. ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นคนของเรา. ภิกษุ ท. ! ภิกษุเหล่านั้นไม่ได้ออกไปนอกธรรมวินัยนี้ และย่อมเจริญงอกงาม ไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้. ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓/๒๖. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 326 T 5.4.56
ทรงมีศิษย์ทั้งที่ดื้อ และไม่ดื้อ ๑ อุทายิ ! ในธรรมวินัยนี้ เหล่าโมฆบุรุษบางพวก เมื่อเรากล่าวอยู่ว่า “พวกท่านจงละความชั่วอันนี้เสีย”, ก็กล่าวอย่างนี้ว่า “ทำไมกะความชั่วชนิดนี้ซึ่งเป็นของเล็กน้อยต่ำต้อย, พระสมณะนี้ ขูดเกลาเกินไปแล้วละ” ดังนี้. โมฆบุรุษเหล่านั้น ไม่ละความชั่วนั้นด้วย และทั้งตั้งไว้ซึ่งความเคียดแค้นในเราด้วยในภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่ต่อสิกขาด้วย. อุทายิ ! ความชั่วอันนั้น ของโมฆบุรุษเหล่านั้น ย่อมเป็นเครื่องผูกรัดที่มีกำลัง มั่นคง เหนียวแน่น ไม่รู้จักผุเปื่อย เป็นเหมือนท่อนไม้แก่นแข็ง, ฉะนั้น. อุทายิ ! ส่วนว่ากุลบุตรบางพวก ในธรรมวินัยนี้, เมื่อเรากล่าวอยู่ว่า “พวกท่านจงละความชั่วอันนี้เสีย”, ก็กล่าวอย่างนี้ว่า “ทำไมจะต้องให้ว่ากล่าวด้วยความชั่วชนิดนี้ ซึ่งเป็นของเล็กน้อยต่ำต้อย ซึ่งพระผู้มีพระภาคของพวกเรากล่าวการละ กล่าวการสลัดคืนไว้แล้ว ด้วยเล่า” ดังนี้. กุลบุตรเหล่านั้น ก็ละความชั่วนั้นเสีย และทั้งไม่ตั้งไว้ซึ่งความเคียดแค้นในเราด้วย ในภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่ต่อสิกขาด้วย. กุลบุตรเหล่านั้น ละความชั่วนั้นแล้ว เป็นผู้ขวนขวายน้อยมีขนตกราบ (คือไม่ต้องขนพองเพราะความกลัว) มีชีวิตอยู่ด้วยของที่ผู้อื่นให้ มีจิตเหมือนเนื้อ (คือถูกตีครั้งหนี่งแล้วย่อมไม่เปิดโอกาสให้ถูกตีอีก) อยู่. อุทายิ ! ความชั่วอันนั้นของกุลบุตรเหล่านั้น ย่อมเป็นเครื่องผูกรัดที่ไม่มีกำลัง หย่อนกำลัง ผุเปื่อย ไม่มีแก่นแข็ง, ฉะนั้น. ทรงเรียกร้องให้กระทำกะพระองค์อย่างมิตร ๒ อานนท์ ! พวกเธอจงเรียกร้องกะเรา ในฐานะแห่งความเป็นมิตรอย่าเรียกร้องในฐานะแห่งความเป็นศัตรูเลย. ข้อนั้น จักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่พวกเธอ ท. ตลอดกาลนาน. ๑. บาลี ลฑุกิโกปมสูตร ม.ม. ๑๓/๑๘๑/๑๗๗. ตรัสแก่พระอุทายี ที่อาปณนิคม แคว้นอังคุตตราปะ. ๒. บาลี มหาสุญญตสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๔/๓๕๔. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ฆฏายศากยวิหาร.
หน้า 327 T 5.4.56
อานนท์ ! สาวก ท. เรียกร้อยกะศาสดาในฐานะแห่งความเป็นศัตรูไม่เรียกร้องในฐานะแห่งความเป็นมิตร เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! นกรณีนี้ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จึงแสดงธรรมแก่สาวก ท. ว่า “สิ่งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอ ท. และสิ่งนี้เป็นไปเพื่อความสุขแก่พวกเธอ ท.” ดังนี้เป็นต้น; สาวกแห่งศาสดานั้น ไม่ฟังด้วยดีไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตกำหนดเพื่อรู้ทั่วถึง แต่แกล้งทำให้ผิดจากคำสอนของศาสดาไปเสีย. อานนท์ ! อย่างนี้แล สาวกชื่อว่า ผู้เรียกร้องกะศาสดาในฐานะแห่งความเป็นศัตรู ไม่เรียกร้องในฐานะแห่งความเป็นมิตร. อานนท์ ! สาวก ท. เรียกร้องกะศาสดาในฐานะแห่งความเป็นมิตรไม่เรียกร้องในฐานะแห่งความเป็นศัตรู เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ในกรณีนี้ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จึงแสดงธรรมแก่สาวก ท. ว่า “สิ่งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอ ท. และสิ่งนี้เป็นไปเพื่อความสุขแก่พวกเธอ ท.” ดังนี้เป็นต้น; สาวกแห่งศาสดานั้น ย่อมฟังด้วยดีย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตกำหนดเพื่อรู้ทั่วถึง และไม่แกล้งทำให้ผิดจากคำสอนของศาสดา. อานนท์ ! อย่างนี้แล สาวกชื่อว่าผู้เรียกร้องกะศาสดาในฐานะแห่งความเป็นมิตร ไม่เรียกร้องในฐานะแห่งความเป็นศัตรู. อานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ พวกเธอ ท. จงเรียกร้องเราในฐานะแห่งความเป็นมิตรเถิด อย่าเรียกร้องในฐานะแห่งความเป็นศัตรูเลย. ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่พวกเธอ ท. ตลอดกาลนาน. อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อทำแก่หม้อที่ยังเปียกยังดิบอยู่. อานนท์ ! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีกไม่มีหยุด. อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด. ผู้ใดมีแก่นแข็ง ผู้นั้นจักทนอยู่ได้.
หน้า 328 T 5.4.57
สาวกของพระองค์หลุดพ้นเพราะพิจารณาความเป็น อนัตตาในเบญจขันธ์ ๑ “พระโคดมผู้เจริญ ! ด้วยการปฏิบัติอย่างไร สาวกของพระโคดมจึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอน ปฏิบัติตรงต่อโอวาท ข้ามพ้นความสงสัยไปได้ ไม่ต้องเที่ยวถามใครว่านี่อย่างไร นี่อย่างไร มีความกล้าหาญ ไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่นในคำสอนแห่งศาสดาตน ?” อัคคิเวสนะ ! สาวกของเรา ในศาสนานี้ พิจาณาเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตรงตามที่เป็นจริง อย่างนี้ว่า รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ๒อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มา ทั้งที่เกิดอยู่ในบัดนี้ก็ตาม ที่เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ดีก็ตามในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม ทั้งหมดนั้น เป็นแต่สักว่า รูป...เวทนา...สัญญา ...สังขาร...วิญญาณ, นั้นไม่ใช่ของเรา, ไม่ใช่เป็นเรา, ไม่ใช่อัตตาของเรา ดังนี้. อัคคิเวสนะ ! ด้วยการปฏิบัติเพียงเท่านี้ สาวกของเราย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอน เป็นผู้ปฏิบัติตรงต่อโอวาท ข้ามพ้นความสงสัยไปได้ไม่ต้องเที่ยวถามใครว่านี่อย่างไร นี่อย่างไร มีความกล้าหาญ ไม่ต้องเชื่อตามบุคคลอื่นในคำสอนแห่งศาสดาตน ดังนี้. “พระโคดมผู้เจริญ ! ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์มีอาสวะสิ้นแล้ว มีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว มีกิจที่ต้องทำอันทำเสร็จแล้ว มีของหนัก ________________________________ ๑. บาลี จูฬสัจจกสูตร มู.ม. ๑๒/๔๓๓/๔๐๑. ตรัสแก่สัจจกะนิครนถบุตร, ที่ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี. ๒. ในบาลีแยกกล่าวทีละอย่าง ความเหมือนกันทั้งห้าอย่าง, ในที่นี้กล่าวรวม.
หน้า 329 T 5.4.57
อันปลงลงได้แล้ว มีประโยชน์ตนอันตามบรรลุแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญาเป็น เครื่องรู้โดยชอบ ?” อัคคิเวสนะ ! ภิกษุในกรณีนี้ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ด้วยความไม่ยึดมั่นเพราะเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริง อย่างนี้ว่า รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ (แยกตรัสทีละอย่าง) อย่างใดอย่งหนึ่งก็ตาม ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มา ทั้งที่เกิดอยู่ในบัดนี้ก็ตาม ที่เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ดีก็ตาม ในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตามทั้งหมดนั้น เป็นแต่สักว่า รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ, นั้นไม่ใช่ ของเรา, ไม่ใช่เป็นเรา, ไม่ใช่อัตตาของเรา ดังนี้. อัคคิเวสนะ ! ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ภิกษุได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์มีอาสวะสิ้นแล้ว มีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว มีกิจที่ต้องทำอันทำเสร็จแล้ว มีของหนักอันปลงลงได้แล้ว มีประโยชน์ตนอันตามบรรลุแล้ว มีสัญโญชน์ในภพสิ้นรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้โดยชอบ. อัคคิเวสนะ ! ภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมประกอบด้วยอนุตตริยะ ๓ ประการ คือ ทัสสนานุตตริยะ ปฏิปทานุตตริยะ วิมุตตานุตตริยะ; มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้ ย่อมสักการะ ย่อมเคารพ ย่อมนับถือ ย่อมบูชาซึ่งตถาคต ว่า พระผู้มีพระภาคนั้น เป็นผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมแสดงธรรม เพื่อการตรัสรู้, เป็นผู้ฝึกตนแล้ว ย่อมแสดงธรรมเพื่อการฝึกตน, เป็นผู้สงบรำงับแล้ว ย่อมแสดงธรรมเพื่อความสงบรำงับ, เป็นผู้ข้ามแล้ว ย่อมแสดงธรรมเพื่อการข้าม, เป็นผู้ปรินิพพาน (ดับเย็นสนิท) แล้ว ย่อมแสดงธรรมเพื่อ ปรินิพพาน, ดังนี้.
หน้า 330 T 5.4.59
สาวกของพระองค์เสียชีพไม่เสียศีล ๑ ภิกษุ ท. ! เช่นเดียวกับที่มหาสมุทร ย่อมมีน้ำหยุดอยู่ที่ระดับใดระดับหนึ่งเป็นธรรมดา หาล้นฝั่งไปไม่ นี้ฉันใด; ภิกษุ ท. ! เราบัญญัติสิกขาบทใดๆ แก่สาวกทั้งหลายของเราแล้ว สาวกทั้งหลายของเราย่อมไม่ก้าวล่วง สิกขาบทนั้นๆ แม้จะต้องเสียชีวิต. ภิกษุ ท. ! ข้อที่เราบัญญัติสิกขาบทใด ๆ แก่สาวกทั้งหลายของเราแล้วสาวกทั้งหลายของเรา ย่อมไม่ก้าวล่วงสิกขาบทนั้น ๆ แม้จะต้องเสียชีวิต นั้นแลเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ ไม่น่าจะมีได้ เป็นสิ่งที่สอง ในธรรมวินัยนี้, ซึ่งเมื่อภิกษุทั้งหลายได้เห็นแล้ว ๆ ซึ่งข้อนี้ ย่อมเกิดความพอใจอย่างยิ่งในธรรมวินัยนี้. ตรัสให้สาวกติดตามฟังแต่เรื่องเป็นไปเพื่อนิพพาน ๒ (หลังจากที่ได้ตรัสเรื่องบุคคลผู้มีสัมปชัญญะเกี่ยวกับ สุญญตา อาเนญชา อิริยาบถ อุภโตกถา อุภโตวิตก กามคุณ ๕ และปัญจุปาทานขันธ์แล้ว ได้ตรัสถึงความเป็นผู้มีสัมปชัญญะในธรรมเหล่านั้น ต่อไป ว่า :-) อานนท์ ! ธรรมเหล่านี้ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นธรรมเนื่องมาแต่กุศลโดยส่วนเดียว เป็นอริยธรรมเครื่องนำออกจากข้าศึกคือกิเลส เป็นโลกุตตรธรรม นำให้เกิดภาวะเหนือโลก ไม่เป็นที่หยั่งลงแห่งมาร. อานนท์ ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : สาวกมองเห็นอยู่ซึ่งอำนาจแห่งประโยชน์อะไร จึงสมควรที่จะติดตามศาสดาอยู่อย่างใกล้ชิด. ________________________________ ๑. บาลี โสณวรรค อุ.ขุ. ๒๕/๑๕๕/๑๑๘. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่บุพพาราม ใกล้เมืองสาวัตถี. ๒. บาลี มหาสุญญตสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๑/๓๕๑. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ฆฏายศากยวิหาร.
หน้า 331 T 5.4.60
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรม ท. ของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นการชอบแล้วหนอ ขอให้อรรถแห่งภาษิตนั้น จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเองเถิด ภิกษุได้ฟังจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้.” อานนท์ ! สาวกไม่สมควรที่จะติดตามศาสดา เพียงเพื่อฟังซึ่งสูตรเคยยะไวยากรณ์. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? อานนท์ ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่าธรรม ท. ชนิดนั้นเป็นธรรมที่พวกเธอฟังแล้ว จำแล้ว สะสมแล้วด้วยวาจา ใส่ใจแล้ว แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิแล้ว มาตั้งนมนาน. อานนท์ ! ส่วนกถาใดที่เป็นไปเพื่อความขูดเกลาอย่างยิ่ง สบายแก่การพิจารณาของจิต เป็นไปเพื่อนิพพิทาโดยส่วนเดียว เป็นไปเพื่อวิราคะ นิโรธะ อุปสมะ อภิญญา สัมโพธิและนิพพาน อันได้แก่อัปปิจฉกถา สันตุฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุตติกถา วิมุตติญาณทัสสนกถา. อานนท์ ! เพื่อได้ฟังกถาเช่นนี้แล สาวกย่อมสมควรที่จะติดตามศาสดาอยู่อย่างใกล้ชิด. ทรงขอให้สาวกเป็นธรรมทายาท อย่าเป็นอามิสทายาท ๑ ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายจงเป็นธรรมทายาท (คือรับมรดกธรรม) ของเราเถิด, อย่าเป็นอามิสทายาท (คือรับมรดกสิ่งของ) เลย. ความที่ควรจะเป็นห่วงของเรา ในเธอทั้งหลาย มีอยู่ว่า “ทำอย่างไรเสีย สาวกทั้งหลายของเรา ก็คงจะเป็นธรรมทายาท, ไม่เป็นอามิสทายาท” ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี ธัมมทายาทสูตร มู.ม. ๑๒/๒๑/๒๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 332 T 5.4.61
ภิกษุ ท. ! ถ้าพวกเธอเป็นอามิสทายาทไม่เป็นธรรมทายาทของเราแล้ว, เธอทั้งหลายก็จะถูกเขาตราหน้าว่า “สาวกทั้งหลายของพระศาสดา เป็นอามิสทายาทอยู่โดยปรกติ หาได้เป็นธรรมทายาทไม่เลย” ดังนี้. แม้เราเองก็จะถูกเขาพากันโทษว่า “สาวกทั้งหลายของพระศาสดา ล้วนแต่เป็นอามิสทายาทกันเป็นปรกติ หาได้เป็นธรรมทายาทไม่เลย” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ถ้าพวกเธอพากันเป็นธรรมทายาทของเรา และไม่เป็นอามิสทายาทแล้วไซร้, เธอทั้งหลายก็จะได้รับการยกย่องว่า “สาวกของพระศาสดาล้วนแต่เป็นธรรมทายาทกันอยู่โดยปรกติ หาได้เป็นอามิสทายาทไม่” ดังนี้. แม้เราเอง ก็จะได้รับการยกย่องว่า “สาวกของพระศาสดา ล้วนแต่พากันเป็น ธรรมทายาททั้งนั้น หาได้เป็นอามิสทายาทไม่เลย” ดังนี้ด้วยเหมือนกัน. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ เธอทั้งหลายจงพากันเป็นธรรมทายาทของเราเถิด อย่าได้เป็นอามิสทายาทเลย. ความที่ควรจะเป็นห่วงของเรา ในเธอทั้งหลายมีอยู่ว่า “ทำอย่างไรเสีย สาวกทั้งหลายของเรา จงเป็นผู้ เป็นธรรมทายาทเถิด อย่าได้เป็นอามิสทายาทเลย” ดังนี้. ทรงชักชวนให้สาวกกระทำดั่งที่เคยทรงกระทำ ๑ ภิกษุ ท. ! เรายังรู้สึกได้อยู่ซึ่งธรรมสองอย่าง คือ ความไม่สันโดษในกุศลธรรม ท. และความเป็นผู้ไม่ถอยกลับในความเพียร. ภิกษุ ท. ! เราย่อมตั้งไว้ซึ่งความไม่ถอยกลับ ว่า “จงเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น กระดูกเท่านั้น. เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไป. ประโยชน์ใด อันบุคคลจะบรรลุได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ด้วยความบากบั่นของบุรุษ, ยังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว จักหยุด ________________________________ ๑. บาลี ทุก. อํ. ๒๐/๖๔/๒๕๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 333 T 5.4.62
ความเพียรเสีย เป็นไม่มี.” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! การตรัสรู้เป็นสิ่งที่เราถึงทับแล้วด้วยความไม่ประมาท อนุตตรโยคักเขมธรรม ก็เป็นสิ่งที่เราถึงทับแล้วด้วย ความไม่ประมาท. ภิกษุ ท. ! ถ้าแม้พวกเธอ พึงตั้งไว้ซึ่งความไม่ถอยกลับ ว่า “จงเหลือ อยู่แต่หนัง เอ็น กระดูกเท่านั้น, เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไป. ประโยชน์ใด อันบุคคลจะบรรลุได้ด้วยกำลัง ด้วยควมเพียร ด้วยความบากบั่นของบุรุษ, ยังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว จักหยุดความเพียรเสีย เป็นไม่มี. ดังนี้ แล้วไซร้; ภิกษุ ท. ! พวกเธอก็จักกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันไม่มีอะไรอื่นยิ่งกว่า อันเป็นประโยชน์ที่ต้องการของกุลบุตรผู้ออกบวชจากเรือนเป็นผู้ไม่มีเรือนโดยชอบ, ได้ต่อกาลไม่นานในทิฏฐธรรม เข้าถึงแล้วแลอยู่ เป็นแน่นอน. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ เธอ ท. พึงทำความสำเหนียกอย่างนี้ว่า “เราจักตั้งไว้ ซึ่งความไม่ถอยกลับ ว่า ‘จงเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น กระดูกเท่านั้น, เนื้อและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไป ประโยชน์ใด อันบุคคลจะบรรลุได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ด้วยความบากบั่นของบุรุษ, ยังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว จักหยุดความเพียรเสีย เป็นไม่มี’ ดังนี้”. ภิกษุ ท. ! เธอ ท. พึงทำความสำเหนียก อย่างนี้ เถิด. ทรงขอร้องอย่าให้วิวาทกันเพราะธรรมที่ทรงแสดง ๑ ภิกษุ ท. ! พวกเธอมีความคิดนึกรู้สึกในเรา ดังนี้บ้างหรือ คือคิดว่าพระสมณโคดมแสดงธรรม เพราะเหตุแห่งจีวร หรือว่าเพราะเหตุแห่งบิณฑบาตหรือว่าเพราะเหตุแห่งเสนาสนะ หรือว่าเพราะเหตุแห่งความเป็นนั่นเป็นนี่ ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี กินติสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๔๑/๔๒. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่พลิหรณไพรสณฑ์ เขตเมืองกุสินารา.
หน้า 334 T 5.4.63
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ ท. มิได้มีความคิดนึกรู้สึกในพระผู้มีพระภาค เช่นนั้นเลย พระเจ้าข้า !” ภิกษุ ท. ! เป็นอันฟังกันได้ว่า พวกเธอมิได้มีความคิดเช่นนั้นในเรา; ถ้าอย่างนั้น พวกเธอมีความคิดในเราอย่างไรเล่า ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ ท. มีความคิดนึกรู้สึกในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเป็นผู้มีความเอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแล้ว จึงทรงแสดงธรรม ดังนี้ พระเจ้าข้า !” ภิกษุ ท. ! เป็นอันฟังกันได้ว่า พวกเธอมีความคิดนึกเช่นนั้นในเรา. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ ขอให้เป็นว่า ธรรม ท. เหล่าใดอันเราแสดงแล้วแก่เธอ ท. ด้วยปัญญาอันยิ่ง, กล่าวคือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์แปด; ในธรรมเหล่านั้น เธอ ท. พึงเป็นผู้ สามัคคีกัน บันเทิงต่อกัน ไม่วิวาทกัน แล้วศึกษาอยู่เถิด. ทรงขอร้องให้ทำความเพียรเพื่ออนุตตรวิมุตติ ๑ ภิกษุ ท. ! วิมุตติอันไม่มีวิมุตติอื่นยิ่งกว่า (อนุตฺตรา วิมุตฺติ) เราได้บรรลุแล้ว ได้ทำให้แจ้งแล้ว ด้วยการกระทำในใจโดยแยบคาย ด้วยความเพียรอันชอบโดยแยบคาย (โยนิโสสมฺมปฺปธานา). ________________________________ ๑. บาลี มหา. วิ. ๔/๔๒/๓๕; สคา. สํ. ๑๕/๑๕๓/๔๒๕. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่อิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี.
หน้า 335 T 5.4.64
ภิกษุ ท. ! แม้พวกเธอ ท. ก็จงบรรลุตามลำดับ จงกระทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติอันไม่มีวิมุตติอื่นยิ่งกว่า ด้วยการกระทำในใจโดยแยบคาย ด้วยความเพียร อันชอบโดยแยบคายเถิด. ครั้งนั้น มารผู้มีบาปได้เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วได้กล่าวคุกคามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถานี้ว่า:- “ดูก่อนสมณะ ! ท่านเป็นผู้ที่เราผูกไว้แล้ว ด้วยบ่วงแห่งมารทั้งที่ เป็นบ่วงทิพย์และบ่วงมนุษย์. ท่านเป็นผู้ถูกผูกแล้วด้วยบ่วงแห่งมาร. ท่านย่อมเป็นผู้ไม่พ้นไปจากเราได้ดอก” ดังนี้. พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า:- เราพ้นแล้วจากบ่วงแห่งมาร ทั้งที่เป็นบ่วงทิพย์และบ่วงมนุษย์ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงมาร เราแหละจะเป็นผู้กวาดล้างท่าน นะมารเอ๋ย ! ลำดับนั้นมารผู้มีบาป รู้สึกว่า พระผู้มีพระภาครู้กำพืดเราเสียแล้ว พระสุคตรู้กำพืด เราเสียแล้ว มีทุกข์โทมนัส อันตรธานไปแล้วในที่นั้นนั่นเอง. ทรงถือว่า ภิกษุสาวกทุกวรรณะ เป็นสมณสากยปุตติยะ โดยเสมอกัน ๑ ภิกษุ ท. ! เช่นเดียวกับที่แม่น้ำใหญ่ ๆ เช่นแม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวตี สรภู มหี, แม่น้ำทั้งหมดนี้ ครั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมทิ้งชื่อเดิมของตน ย่อมถึงการเรียกชื่อใหม่ว่า “มหาสมุทร” เหมือนกันหมดฉันใด; ภิกษุ ท. ! วรรณะทั้งสี่นี้ก็อย่างเดียวกัน จะเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ ________________________________ ๑. บาลี โสณวรรค อุ.ขุ. ๒๕/๑๕๗/๑๑๘. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่บุพพาราม ใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 336 T 5.4.66
หรือสูทท์ ก็ตาม, เมื่อคนเหล่านั้น ออกบวชในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละทิ้งชื่อเดิม ชื่อสกุลเดิมของตนสิ้น ย่อมถึงการเรียกชื่อใหม่ว่า “พวกสมณสากยปุตติยะ เหมือนกันหมดโดยแท้”. ข้อที่ถึงการเรียกชื่อใหม่ว่า “สมณสากยปุตติยะ” เสมอกันหมดนี้แล เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ ไม่น่าจะเป็นได้ เป็นสิ่งที่ ๔ ในธรรมวินัยนี้, ซึ่งเมื่อภิกษุทั้งหลายเห็นแล้ว ๆ ซึ่งข้อนี้ ย่อมเกิดความพอใจอย่างยิ่ง ในธรรมวินัยนี้. ทรงให้ถือว่า สาวก ท. เป็นบุตรของพระองค์ ๑ ภิกษุ ท. ! เราเป็นพราหมณ์ผู้ควรแก่การถูกขอ มีฝ่ามืออันชุ่มแล้วตลอดเวลา เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในครั้งสุดท้าย เป็นหมอผู้ทำการผ่าตัดไม่มีหมออื่นยิ่งกว่า; เธอ ท. เป็นบุตรแห่งเรานั้น เป็นโอรสที่เกิดแล้วจากปาก เกิดโดยธรรม อันธรรมเนรมิตแล้ว เป็นธรรมทายาท มิใช่อามิสทายาท. ทรงแสดงสาวกตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในอินทรียภาวนา ๒ ถูกแล้ว ถูกแล้ว สารีบุตร ! สารีบุตร ! อริยสาวกใด มีความเลื่อมใสอย่างยิ่งในตถาคตถึงที่สุดโดยส่วนเดียว, เขาย่อมไม่สงสัยหรือลังเลในตถาคตหรือในคำสอนของตถาคต. สารีบุตร ! เมื่ออริยสาวกเป็นผู้มีสัทธาแล้ว พึงหวังข้อนี้สืบไปว่า เขาจักเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม ท. เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม ท. เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม ท. ________________________________ ๑. บาลี อิติวุ. ขุ. ๒๕/๓๐๘/๒๘๐. ๒. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๙๙/๑๐๑๗. ตรัสแก่พระสารีบุตร ที่อาปณนิคม แคว้นอังคะ.
หน้า 337 T 5.4.66
สารีบุตร ! ความเพียรเช่นนั้น ของอริยสาวกนั้น ย่อมเป็นอินทรีย์คือวิริยะ ของเธอนั้น ! สารีบุตร ! เมื่ออริยสาวกเป็นผู้มีสัทธา เป็นผู้ปรารภความเพียรอยู่แล้วพึงหวังข้อนี้สืบไปว่า เขาจักเป็นผู้มีสติ ประกอบพร้อมด้วยสติเป็นเครื่องระวังรักษาตนเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ระลึกได้ ตามระลึกได้ ซึ่งสิ่งที่ทำและคำที่พูดแม้นานได้. สารีบุตร ! ความระลึกเช่นนั้น ของอริยสาวกนั้น ย่อมเป็นอินทรีย์คือสติ ของเธอนั้น. สารีบุตร ! เมื่ออริยสาวกเป็นผู้มีสัทธา เป็นผู้ปรารภความเพียรเป็นผู้มีสติเข้าไปตั้งไว้แล้ว พึงหวังข้อนี้สืบไปว่า เขาจักเป็นผู้กระทำให้ได้ซึ่งโวสสัคคารมณ์ จักได้ซึ่งความตั้งมั่นแห่งจิต กล่าวคือความที่จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว. สารีบุตร ! ความตั้งมั่นแห่งจิตเช่นนั้น ของอริยสาวกนั้น ย่อมเป็น อินทรีย์คือสมาธิ ของเธอนั้น. สารีบุตร ! เมื่ออริยสาวกเป็นผู้มีสัทธา ปรารภความเพียร มีสติเข้าไปตั้งไว้ มีจิตตั้งมั่นโดยชอบแล้ว พึงหวังข้อนี้สืบไปว่า เขาจักเป็นผู้รู้ชัดอย่างนี้ ว่า “สังสารวัฏฏ์ เป็นสิ่งมีที่สุดอันบุคคลรู้ไม่ได้, ที่สุดฝ่ายข้างต้น ย่อมไม่ปรากฏแก่สัตว์ ท. ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก กำลังแล่นไป ท่องเที่ยวไป. ความจางคลายดับไปโดยไม่มีเหลือแห่งอวิชชาอันเป็นกองแห่งความมืดนั้นเสียได้ มีอยู่; นั่นเป็นบทที่สงบ นั่นเป็นบทที่ประณีต, กล่าวคือ เป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความจางคลาย เป็นความดับ เป็นนิพพาน.” สารีบุตร ! ความรู้ชัดเช่นนั้น ของอริยสาวกนั้น ย่อมเป็นอินทรีย์คือปัญญา ของเธอนั้น. สารีบุตร ! อริยสาวกนั้นนั่นแหละ ตั้งไว้แล้วตั้งไว้แล้ว (ซึ่งวิริยะ) ด้วยอาการอย่างนี้ ระลึกแล้วระลึกแล้ว (ด้วยสติ) ด้วยอาการอย่างนี้ ตั้งมั่นแล้วตั้งมั่น
หน้า 338 T 5.4.67
แล้ว (ด้วยสมาธิ) ด้วยอาการอย่างนี้ รู้ชัดแล้วรู้ชัด (ด้วยปัญญา) ด้วยอาการอย่างนี้เขาย่อมเชื่ออย่างยิ่ง อย่างนี้ ว่า “ธรรมเหล่าใดเป็นธรรมที่เราเคยฟังแล้วในกาลก่อนในบัดนี้ เราถูกต้องธรรมเหล่านั้นด้วยนามกายแล้วแลอยู่ ด้วย และ แทงตลอด ธรรมเหล่านั้นด้วยปัญญาแล้วเห็นอยู่ ด้วย” ดังนี้. สารีบุตร ! ความเชื่อเช่นนั้น ของอริยสาวกนั้น ย่อมเป็นอินทรีย์คือ สัทธา ของเธอนั้น, ดังนี้แล. ทรงมีคณะสาวกซึ่งมีปาฏิหาริย์ ๑ พราหมณ์ ! ปาฏิหาริย์ ๓ อย่างมีอยู่. ๓ อย่างคืออะไรบ้าง ? คืออิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ อนุสสนีปาฏิหาริย์. พราหมณ์ ! อิทธิปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร ? คือคนบางคนในโลกนี้กระทำอิทธิวิธีมีอย่างต่าง ๆ : ผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง, ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่าง ๆ, ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้ เหมือนในน้ำ, เดินไปได้เหนือน้ำ เหมือนเดินบนแผ่นดิน, ไปได้ในอากาศเหมือนนกมีปีก ทั้งที่ยังนั่งสมาธิคู้บัลลังก์, ลูบคลำดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อันมีฤทธิ์อานุภาพมาก ได้ด้วยฝ่ามือ, และแสดงอำนาจทางกายเป็นไปตลอดถึง พรหมโลกได้. พราหมณ์ ! นี้แล อิทธิปาฏิหาริย์. พราหมณ์ ! อาเทสนาปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร ? คือคนบางคนในโลกนี้โดยอาศัยนิมิต ย่อมทายใจคนว่า “ใจของท่านเป็นอย่างนี้, ใจของท่านมีประการอย่างนี้, ความคิดของท่านมีอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ”, แม้เขาทายมากเท่าไร ________________________________ ๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๑๗/๕๐๐. ตรัสแก่สังคารวพราหมณ์, ณ ที่แห่งหนึ่ง.
หน้า 339 T 5.4.67
ก็ถูกหมดไม่มีผิดเลย. บางคนฟังเสียงของมนุษย์หรือของอมนุษย์หรือของเทวดาแล้วทายใจคนว่า “ใจของท่านเป็นอย่างนี้, ใจของท่านมีประการอย่างนี้, ความคิดของท่านมีอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ”, แม้เขาทายมากเท่าไร ก็ถูกหมดไม่มีผิดเลย. บางคนฟังเสียงแห่งวิตกวิจารของบุคคลที่กำลังวิตกวิจารอยู่ แล้วทายใจคนว่า “ใจของท่านเป็นอย่างนี้, ใจของท่าน มีประการอย่างนี้, ความคิดของท่านมีอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ๆ”, แม้เขาทายมากเท่าไร ก็ถูกหมดไม่มีผิดเลย. บางคนกำหนดใจของผู้เข้าสมาธิอันไม่มีวิตกวิจาร ด้วยใจของตนแล้วรู้ว่า “มโนสังขารอันท่านผู้นี้ตั้งไว้เช่นใด, ในลำดับแห่งจิตนี้ จักเกิดวิตกชื่อโน้น” ดังนี้, แม้เขาทายมากเท่าไรก็ถูกหมด ไม่มีผิดเลย. พราหมณ์ ! นี้แล อาเทสนาปาฏิหาริย์. พราหมณ์ ! อนุสาสนีปาฏิหาริย์เป็นอย่างไร ? คือคนบางคนย่อมทำการพร่ำสอนว่า “ท่านทั้งหลายจงตรึกอย่างนี้ ๆ อย่าตรึกอย่างนั้น ๆ, จงทำในใจอย่างนี้ ๆ อย่าทำในใจอย่างนั้น ๆ, จงเว้นสิ่งนี้ ๆ เสีย, จงทำสิ่งนี้ ๆ อยู่เป็นประจำ” ดังนี้. พราหมณ์ ! นี้แล อนุสาสนีปาฏิหาริย์. พราหมณ์ทูลถามว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! เว้นพระโคดมเสีย, ภิกษุอื่นสักรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ประกอบด้วยปาฏิหาริย์สามนี้ มีอยู่หรือ ?” พราหมณ์ ! มีไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่สองร้อย ไม่ใช่สามร้อย ไม่ใช่สี่ร้อย ไม่ใช่ห้าร้อย มีมากกว่านั้นอีกที่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์สามนี้. “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็เดี๋ยวนี้ ภิกษุเหล่านั้นอยู่ที่ไหนเล่า ?” พราหมณ์ ! อยู่ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้เอง.
หน้า 340 T 5.4.69
ทรงเป็นพี่เลี้ยงให้แก่สาวก ชั่วระยะจำเป็น ๑ ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนเด็กที่ยังอ่อน ยังได้แต่นอนหงาย เมื่อพี่เลี้ยงเผลอ ได้คว้าชิ้นไม้หรือเศษกระเบื้องกลืนเข้าไป พี่เลี้ยงเห็นแล้วก็จะพยายามหาวิธีเอาออกโดยเร็ว, เมื่อเอาออกไม่ได้โดยง่ายก็จะประคองศีรษะเด็กด้วยมือซ้าย งอนิ้วมือขวาล้วงลงไปเกี่ยวขึ้นมา แม้ว่าจะถึงโลหิตออกก็ต้องทำ, ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่า แม้เด็กนั้น จะได้รับความเจ็บปวดก็จริงแต่พี่เลี้ยงที่หวังการปลอดภัยแก่เด็ก หวังจะช่วยเหลือเด็กมีความเอ็นดูเด็ก ก็ต้องทำเช่นนั้น เพราะความเอ็นดูนั่นเอง. ครั้นเด็กนั้นเติบโตขึ้น มีความรู้เดียงสาพอควรแล้ว พี่เลี้ยงก็ปล่อยมือไม่จ้ำจี้จ้ำไชในเด็กนั้นเกินไป ด้วยคิดว่าบัดนี้เด็กนี้คุ้มครองตัวเองได้แล้ว ไม่อาจจะไร้เดียงสาอีกแล้ว ดังนี้, ข้อนี้ฉันใด; ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็เช่นนั้น : ตราบใดที่ภิกษุยังมิได้ทำกิจในกุศลธรรมทั้งหลายอันตนจะต้องทำด้วยศรัทธา ด้วยหิริ ด้วยโอตตัปปะ ด้วยวิริยะ และด้วยปัญญา, ตราบนั้น เรายังจะต้องตามคุ้มครองภิกษุนั้น. แต่เมื่อใดภิกษุนั้นได้ทำกิจในกุศลธรรมทั้งหลาย อันตนจะต้องทำด้วยศรัทธา ด้วยหิริ ด้วยโอตตัปปะ ด้วยวิริยะ ด้วยปัญญา สำเร็จแล้ว เราก็หมดห่วงในภิกษุนั้น โดยคิดว่า บัดนี้ภิกษุนี้คุ้มครองตนเองได้แล้ว ไม่อาจจะประพฤติหละหลวมอีกต่อไปแล้ว, ดังนี้. ทรงมีพระสารีบุตรเป็นผู้รองลำดับ ๒ เสละ ! เราเป็นพระราชาผู้ธรรมราชา ไม่มีราชาอื่นยิ่งไปกว่า เราย่อมประกาศธรรมจักร ให้เป็นไปโดยธรรม เป็นจักรที่ใคร ๆ จะต้านทานให้หมุนกลับ มิได้. ________________________________ ๑. บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๖/๗. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ๒. บาลี เสลสูตร ม.ม. ๑๓/๕๕๔/๖๐๙. ตรัสแก่เสลพราหมณ์ ที่ราวป่าแห่งอาปณนิคม แคว้น อังคุตตราปะ.
หน้า 341 T 5.4.70
“ข้าแต่พระโคดม ! พระองค์ปฏิญญาว่าเป็นสัมพุทธะ เป็นธรรมราชา ไม่มีราชาอื่นยิ่งกว่า. กล่าวอยู่ว่า “เราย่อมประกาศธรรมจักรให้เป็นไปโดยธรรม” ดังนี้, ก็ใครเล่าหนอเป็นเสนาบดีของพระองค์ เป็นผู้รองลำดับของศาสดา ? ใครย่อมประกาศตามได้ซึ่งธรรมจักรที่พระองค์ประกาศแล้ว ?” เสลพราหมณ์ ทูลถาม. เสละ ! สารีบุตรเป็นผู้รองลำดับตถาคต ย่อมประกาศตามเราได้ ซึ่งอนุตตรธรรมจักร อันเราประกาศแล้ว. พราหมณ์ ! สิ่งที่ควรรู้เราได้รู้แล้ว, สิ่งควรทำให้เจริญ เราได้ทำให้เจริญแล้ว, สิ่งควรละ เราได้ละแล้ว เพราะเหตุนั้นเราจึงเป็น ‘พุทธะ’. ท่านจงหมดความกังขาในเรา จงวางใจเราเถิด พราหมณ์ ! การได้พบเห็นพระสัมพุทธเจ้าเนือง ๆ นั้น ย่อมเป็นของยาก : ท่านเหล่านั้นเป็น ผู้ที่ยากที่จะปรากฏขึ้นเนือง ๆ ในโลก. พราหมณ์ ! เราเป็นสัมพุทธะผู้เป็นหมอผ่าตัด (ซึ่งความทุกข์อันเสียบแทงสัตว์) อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า, เราเป็นพรหม ไม่มีใครเทียบได้, เป็นผู้เหยียบย่ำเสียซึ่งมารและเสนามาร, ทำศัตรูหมู่อมิตรทั้งสิ้นให้อยู่ในอำนาจได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ บันเทิงอยู่. ทรงมีพระสารีบุตรเป็นผู้ประกาศธรรมจักร เสมอด้วยพระองค์ ๑ ภิกษุ ท. ! โอรสแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ ที่เป็นเชฏฐโอรส (หัวปี) เป็นผู้ประกอบด้วยองคคุณ ๕ ประการแล้ว ย่อมสามารถหมุนจักรที่บิดาหมุนแล้วให้หมุนไปตามได้โดยธรรมแท้. และทั้งจักรนั้น เป็นจักรที่มนุษย์ด้วยกันผู้เป็นข้าศึกมิอาจต้านทานให้หมุนกลับได้ด้วยมือ. องคคุณ ๕ ประการ นั้นอย่างไรเล่า ? องคคุณ ๕ ประการ คือ เชฏฐโอรสแห่งพระเจ้าจักรพรรดินั้น ________________________________ ๑. บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๑๖๗/๑๓๒. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 342 T 5.4.71
เป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักบริษัท. ภิกษุ ท. ! เชฏฐโอรสของพระเจ้าจักรพรรดิ ประกอบด้วยองคคุณ ๕ ประการ เหล่านี้แลจึงสามารถหมุนจักรที่บิดาหมุนแล้ว ให้หมุนไปตามได้โดยธรรม และทั้งเป็นจักรที่ใคร ๆ ผู้เป็นมนุษย์ด้วยกัน ที่เป็นข้าศึก มิอาจต้านทานให้หมุนกลับได้ด้วยมือ. ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้น : สารีบุตรก็เป็นผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ๕ ประการ จึงสามารถยังธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่นยิ่งกว่า อันตถาคตหมุนไปแล้ว ให้หมุนไปตามได้โดยชอบแท้, และทั้งจักรนั้น เป็นจักรที่สมณะหรือพราหมณ์ หรือเทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ไม่สามารถต้านทานให้หมุนกลับได้. ภิกษุ ท. ! สารีบุตรเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักบริษัท. ภิกษุ ท. ! สารีบุตรประกอบด้วยคุณธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล จึงสามารถหมุนธรรมจักร อันไม่มีจักรอื่นยิ่งกว่า ที่ตถาคต หมุนไปแล้ว ให้หมุนไปตามได้โดยชอบแท้, และทั้งเป็นจักรที่สมณะ หรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลก ไม่สามารถต้านทาน ให้หมุนกลับได้. ทรงยกย่องพระสารีบุตรในฐานะธรรมโอรส ๑ ภิกษุ ท. ! สารีบุตรเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก มีปัญญาแน่นหนามีปัญญาให้เกิดความร่าเริงใจ มีปัญญาไว มีปัญญาแก่กล้า มีปัญญาเครื่องเจาะแทงกิเลส. ภิกษุ ท. ! สารีบุตรเห็นแจ้งซึ่งวิปัสสนาในธรรมตามลำดับ ชั่วเวลากึ่งเดือน. ภิกษุ ท. ! ในเรื่องนั้น นี้เป็นเรื่องแห่งการเห็นแจ้งในธรรมตามลำดับ ของสารีบุตร :- ________________________________ ๑. บาลี อนุปทสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๑๑๖/๑๕๔. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
หน้า 343 T 5.4.71
(ต่อจากนี้ได้ตรัสถึง การบรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ โดยละเอียดตามลำดับ ทุกแง่ทุกมุม แล้วจึงตรัสต่อไปว่า :-) ภิกษุ ท. ! ต่อจากนั้น สารีบุตร ก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่. อนึ่ง เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะ ท. ของเธอย่อมสิ้นไปโดยรอบ. สารีบุตรนั้น มีสติออกจากสมาบัตินั้น. เธอนั้น ครั้นมีสติออกจากสมาบัตินั้นแล้ว ย่อมตามเห็นซึ่งธรรม ท. อันดับแล้ว แปรปรวนแล้ว ในอดีตว่า “ธรรม ท. เหล่านี้ ๆ ที่ไม่มีก็มีมา ที่มีแล้วก็ลับไป” ดังนี้. สารีบุตรนั้น ไม่ยินดียินร้ายในธรรมเหล่านั้น ไม่มีกิเลสอาศัยแล้วไม่มีกิเลสผูกพัน พ้นพิเศษแล้ว ปราศจากกิเลสเครื่องร้อยรัด มีใจปราศจากเครื่องจำกัดเขต อยู่. เธอนั้น ย่อมรู้ว่า อุบายเป็นเครื่องออกอันยิ่งไปกว่านี้ ย่อมไม่มี การกระทำให้มากไปกว่านั้นอีกก็ไม่มีสำหรับเธอนั้น. ภิกษุ ท. ! เมื่อใคร ๆ จะกล่าวโดยชอบ กล่าวผู้ใดว่า เป็นผู้ถึงซึ่งความมีอำนาจ ถึงซึ่งความเต็มเปี่ยม ในอริยศีล ในอริยสมาธิ ในอริยปัญญา ในอริยวิมุตติ ดังนี้แล้ว เขาพึงกล่าวสารีบุตรนั่นแล ว่าเป็นผู้เป็นเช่นนั้น. ภิกษุ ท. ! เมื่อใคร ๆ จะกล่าวโดยชอบ กล่าวผู้ใดว่า เป็นบุตร เป็นโอรส เกิดจากโอษฐ์ ของพระผู้มีพระภาค เกิดจากธรรม อันธรรมเนรมิตแล้วเป็นธรรมทายาท หาใช่เป็นอามิสทายาทไม่ ดังนี้แล้ว เขาพึงกล่าวสารีบุตรนั่นแล ว่าเป็นผู้เป็นเช่นนั้น. ภิกษุ ท. ! สารีบุตร สามารถหมุนธรรมจักรอันไม่มีจักรอื่นยิ่งกว่า ที่ตถาคตหมุนไปแล้ว, ให้หมุนไปตามได้ โดยชอบแท้.
หน้า 344 T 5.4.72
มหาเถระผู้มีสมาบัติ และอภิญญาเทียมพระองค์ ๑ ภิกษุ ท. ! เราหวังเพียงใด ก็ย่อมสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วเข้าถึงฌานที่ ๑ มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกแล้ว และอยู่ได้ตลอดกาลเพียงนั้น. ภิกษุ ท. ! แม้กัสสปะ (ก็ดุจกัน) เธอหวังเพียงใดก็ย่อมสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย แล้วเข้าถึงฌานที่ ๑ มีวิตกวิจาร มีปีติ และสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้ว และอยู่ได้ ตลอดกาลเพียงนั้น. ภิกษุ ท. ! เราหวังเพียงใด, ก็ย่อม...ฯลฯ... เข้าถึงฌานที่ ๒,...ฯลฯ ฌานที่ ๓,... ฯลฯ ฌานที่ ๔,...ฯลฯ อากาสานัญจายตนฌาน,...วิญญาณัญจายตนฌาน, ... อากิญจัญญายตนฌาน, เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน,...ฯลฯ สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่ได้ตลอดกาลเพียงนั้น.๒ ภิกษุ ท. ! แม้กัสสปะ (ก็ดุจกัน) เธอหวังเพียงใด ก็ย่อม...ฯลฯ...เข้าถึงฌานที่ ๒... ที่ ๓... ที่ ๔... อากาสานัญจายตนฌาน ... วิญญาณัญจายตนฌาน ...อากิญจัญญายตนฌาน...เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน. สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่ได้ตลอดกาลเพียงนั้น. (ต่อจากนี้ ตรัสอภิญญาหก คือ อิทธิวิธี ทิพพโสต เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ ว่า พระมหากัสสป สามารถเท่าเทียมพระองค์โดยทำนองเดียวกันอีก. ส่วนคำอธิบายของอภิญญาเหล่านี้ ค้นดูได้ตามชื่ออภิญญานั้น ๆ จากตอนว่าด้วยการตรัสรู้ในภาค ๒-๓ ของเรื่องนี้ หรือจากธรรมวิภาคปริเฉท ๒, ในที่นี้ ไม่ต้องการกล่าวใจความส่วนนี้ นอกจากส่วนที่พระมหากัสสปมีสมาบัติ และ อภิญญาเทียมกับพระองค์เท่านั้น) ________________________________ ๑. บาลี กัสสปสํยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๒๔๘/๔๙๗. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. ที่ละเปยยาล หมายความว่า ตรัสทีละอย่าง โดยทำนองเดียวกัน. ส่วนคำอธิบายของฌานเหล่านั้น เหมือนกับที่กล่าวไว้แล้วในเรื่องอื่น ในตอนต้น, หรือในหนังสือธรรมวิภาคปริเฉท ๒.
หน้า 345 T 5.4.73
พระองค์และสาวกมีการกล่าวหลักธรรมตรงกันเสมอ ๑ ก็คำนี้ว่า “ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ” ดังนี้, เช่นนี้แลเป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ภิกษุ ท. ! ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ ใช่ไหม ? เป็น อย่างนี้หรือเป็นอย่างไร ในข้อนี้ ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ, ในข้อนี้ต้องมีว่าชรามรณะมี เพราะปัจจัยคือชาติ อย่างนี้เป็นแน่นอน พระเจ้าข้า !” (ตรัสบอกแล้วทรงซักถาม และภิกษุ ท. ทูลตอบ ในลักษณะอย่างเดียวกันนี้ เป็นลำดับไป ทุกอาการของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งในที่นี้จะละไว้ด้วย ...ฯลฯ... จนกระทั่งถึงอาการสุดท้าย คือสังขาร จึงจะเขียนเต็มรูปความ อีกครั้งหนึ่ง) ก็คำนี้ว่า “ชาติมี เพราะปัจจัยคือภพ” ...ฯลฯ...อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !” ก็คำนี้ว่า “ภพมี เพราะปัจจัยคืออุปาทาน” ...ฯลฯ...อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !” ก็คำนี้ว่า “อุปาทานมี เพราะปัจจัยคือตัณหา” ...ฯลฯ...อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !” ก็คำนี้ว่า “ตัณหามี เพราะปัจจัยคือเวทนา” ...ฯลฯ...อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !” ก็คำนี้ว่า “เวทนามี เพราะปัจจัยคือผัสสะ” ...ฯลฯ...อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !” ก็คำนี้ว่า “ผัสสะมี เพราะปัจจัยคือสฬายตนะ” ...ฯลฯ...อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !” ก็คำนี้ว่า “สฬายตนะมี เพราะปัจจัยคือนามรูป” ...ฯลฯ...อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !” ก็คำนี้ว่า “นามรูปมี เพราะปัจจัยคือวิญญาณ” ...ฯลฯ...อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !” ก็คำนี้ว่า “วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือสังขาร” ...ฯลฯ...อย่างนี้แน่นอน พระเจ้าข้า !” ก็คำนี้ว่า “สังขาร ท. มี เพราะปัจจัยคืออวิชชา” ดังนี้, เช่นนี้แลเป็นคำที่เรากล่าวแล้ว. ภิกษุ ท. ! สังขาร ท. มี เพราะปัจจัยคืออวิชชาใช่ไหม ? เป็นอย่างนี้หรือเป็นอย่างไร ในข้อนี้ ? _______________________________ ๑. บาลี มหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๘๐/๔๔๗. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
หน้า 346 T 5.4.74
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สังขาร ท. มี เพราะปัจจัยคืออวิชชา, ในข้อนี้ ต้องมีว่า สังขาร ท. มี เพราะปัจจัยคืออวิชชา อย่างนี้เป็นแน่นอน พระเจ้าข้า !” ภิกษุ ท. ! ถูกแล้ว. ภิกษุ ท. ! เป็นอันว่า แม้พวกเธอก็กล่าวอย่างนี้; แม้เราก็กล่าวอย่างนี้ ว่า “เมื่อสิ่งนี้มีอยู่ สิ่งนี้ก็มี; เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้ก็เกิดขึ้น; กล่าวคือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ท.; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; ...ฯลฯ...ฯลฯ... เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ท. จึงเกิดขึ้นพร้อม : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้”. (ต่อไปนี้ มีการตรัสว่าด้วยปัจจยาการฝ่ายนิโรธวารคือฝ่ายดับ; มีวิธีการตรัสและการถามตอบในทำนองเดียวกันกับฝ่ายสมุทยวาร คือฝ่ายเกิด ทุกประการ หากแต่ตรงกันข้ามเท่านั้น) ส่วนที่สาวกเข้มงวดกว่าพระองค์ ๑ อุทายิ ! สาวกของเรา ฉันอาหารเพียงโกสะหนึ่งบ้าง (โกสะ - ขันจอกขนาดเล็ก) ครึ่งโกสะบ้าง เท่าผลมะตูมบ้าง เท่าครึ่งผลมะตูมบ้าง ก็มีอยู่. ส่วนเรา, อุทายิ ! บางคราวฉันเต็มบาตรเสมอขอบปากบ้าง ยิ่งขึ้นไปกว่าบ้าง... อุทายิ ! สาวกของเรา ถือผ้าบังสุกุล ทรงจีวรเศร้าหมอง. เธอเหล่านั้น เก็บผสมผ้าชายขาด จากป่าช้าบ้าง จากกองขยะบ้าง จากที่เขาทิ้งตามตลาดบ้าง ทำเป้นผ้าสังฆาฏิ (ผ้าคลุมนอก) แล้วทรงไว้ ก็มีอยู่. ส่วนเราเอง, อุทายิ ! บางคราว ก็ครองจีวร ที่พวกคหบดีถวาย มีเนื้อนิ่มละเอียด... อุทายิ ! สาวกของเรา ถือบิณฑบาตเป็นวัตร เที่ยวไปตามลำดับตรอกเป็นวัตร ยินดีแต่ในภัตต์อันมีอยู่เพื่อภิกษุตามธรรมดา, เมื่อเที่ยวไปตามระวาง ________________________________ ๑. บาลี มหาสกุลุทายิสูตร ม.ม. ๑๓/๓๑๘/๓๒๔. ตรัสแก่ปริพพาชก ชื่อสกุลุทายิ.
หน้า 347 T 5.4.74
เรือน แม้มีผู้เชื้อเชิญด้วยอาสนะ (ฉันบนเรือน) ก็ไม่ยินดีรับ, ก็มีอยู่. ส่วนเราเอง, อุทายิ ! ในบางคราว ฉันข้าวสุกแห่งข้าวสาลีไม่ดำเลย มีแกงกับเป็นอันมาก... อุทายิ ! สาวกของเรา ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร, อยู่กลางแจ้งเป็นวัตรก็มีอยู่. เธอเหล่านั้น ไม่เข้าสู่ที่มุงที่บังเลย ตั้ง ๘ เดือน (ในปีหนึ่ง), ก็มีอยู่. ส่วนเราเอง, อุทายิ ! บางคราวอยู่อาศัยในเรือนมียอด อันเขาฉาบทาทั้งขึ้นและลงไม่มีรูรั่วให้ลมผ่าน มีลิ่มสลักอันขัดแล้ว มีหน้าต่างอันปิดสนิทแล้ว... อุทายิ ! สาวกของเราผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ถือเอาป่าชัฏเป็นเสนาสนะอันสงัด, เธอเหล่านั้น มาสู่ท่ามกลางสงฆ์ทุกกึ่งเดือน เพื่อฟังปาติโมกข์เท่านั้น, ก็มีอยู่. ส่วนเราเอง, อุทายิ ! ในบางคราว อยู่เกลื่อนกล่นด้วยหมู่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา พระราชา อำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ และสาวกของเดียรถีย์... อุทายิ ! ถ้าสาวกของเรา จะสักการะ เคารพ นับถือบูชาเรา แล้วเข้ามาอาศัยเราอยู่ เพราะคิดว่า พระสมณโคดม เป็นผู้ฉันอาหารน้อย (...เป็นต้น) แล้วไซร้, อุทายิ ! สาวกของเรา เหล่าที่มีอาหารเพียงโกสะหนึ่ง (เป็นต้น) ก็จะไม่สักการะ เคาพพ นับถือ บูชาเราแล้ว อาศัยเราอยู่เพราะเหตุนี้...๑ ________________________________ ๑. ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่า ให้สาวกคลายความบากบั่นในปฏิปทานั้น ๆ, เป็นแต่ทรงเปรียบเทียบให้ปริพพาชกผู้นั้นเห็นว่า สาวกไม่ได้มาอยู่อาศัยพระศาสดา เพราะพระศาสดามีอาหารน้อยเป็นต้น ดังที่ปริพพาชกผู้นี้เข้าใจ. แต่ที่พระสาวกมาอาศัยพระองค์ ก็เพราะเห็นความเป็นนิยยานิกะของธรรมที่พระองค์ตรัสแล้ว เป็นต้น ต่างหาก. มีที่แสดงไว้อย่างชัดเจนว่า บางคราวพระองค์ทรงถือธุดงค์เหล่านี้อย่างเคร่งครัดก็มี. แต่บางสมัยจำเป็นต้องละธุดงค์บางอย่าง ไปทรงทำหน้าที่ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น, ไม่ได้บ่งว่า ธุดงค์ของพระองค์ที่เคยทรงมาแล้วเลวกว่าของสาวก. พระมหากัสสปเป็นต้น ที่ถือธุดงค์ตลอดชีวิต ก็เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ภิกษุที่บวชตาม และท่านไม่ต้องทำหน้าที่ของ พระพุทธเจ้า จึงมีโอกาสกว่า พระองค์. --ผู้รวบรวม.
หน้า 348 T 5.4.75
ทรงลดพระองค์ลงเสมอสาวก แม้ในหน้าที่ของพระพุทธเจ้า ๑ ภิกษุ ท. ! บุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ ท. สามจำพวกเหล่าไหนเล่า ? สามจำพวก คือ:- ภิกษุ ท. ! ตถาคต เกิดขึ้นในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดีแล้ว รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษควรฝึกไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ ท. เป็นผู้ตื่น จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์. ตถาคตนั้นแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. ภิกษุ ท. ! นี้คือ บุคคลจำพวกที่หนึ่ง. ภิกษุ ท. ! พวกอื่นยังมีอีก คือสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้นนั่นแลเป็นพระอรหันต์ ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ มีกิจที่ควรทำทำสำเร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว ตามบรรลุถึงประโยชน์ตนได้แล้ว มีเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพสิ้นไปหมดแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ. สาวกนั้น แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. ภิกษุ ท. ! นี้คือบุคคลจำพวกที่สอง. ภิกษุ ท. ! พวกอื่นยังมีอีก คือสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้นนั่นแลเป็นพระเสขะ เป็นผู้ยังต้องประพฤติปฏิบัติอยู่ เป็นผู้มีสุตะมาก เป็นผู้เข้าถึงแล้วซึ่ง ________________________________ ๑. บาลี อิติวุ.ขุ. ๒๕/๒๙๑/๒๖๓.
หน้า 349 T 5.4.76
ศีลและวัตร. สาวกแม้นั้น ย่อมแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง. ภิกษุ ท. ! นี้คือบุคคลจำพวกที่สาม. ภิกษุ ท. ! บุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ ท. ดังนี้. เหตุที่ทำให้มีผู้มาเป็นสาวกของพระองค์ ๑ อุทายิ ! มีเหตุห้าอย่าง ที่ทำให้สาวกสักการะเคารพนับถือบูชาแล้ว มาอยู่อาศัยเรา. ห้าอย่างอะไรบ้าง ? อุทายิ ! สาวกของเราพอใจเรา ในเพราะอธีศีล ว่า พระสมณโคดม ประกอบด้วยศีลขันธ์อย่างยิ่ง, ฯลฯ นี่เป็นข้อที่ ๑. อุทายิ ! สาวกของเราพอใจเรา ในเพราะปัญญาเครื่องรู้ เครื่องเห็นอันก้าวไปได้แล้วอย่างยิ่ง ว่า พระสมณโคดม เมื่อพระองค์รู้อยู่จริง ๆ จึงจะกล่าวว่า ‘เรารู้’, เมื่อพระองค์เห็นอยู่จริงๆ จึงจะกล่าวว่า ‘เราเห็น’, พระสมณโคดมแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่ใช่เพื่อความไม่รู้ยิ่ง, พระสมณโคดมแสดงธรรมมีเหตุผล ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล, พระสมณโคดม แสดงธรรมประกอบด้วยปาฏิหาริย์ (คือความน่าอัศจรรย์จนฟังเพลิน) ไม่ใช่ไม่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์, ฯลฯ นี่เป็นข้อที่ ๒. อุทายิ ! สาวกของเราพอใจเรา ในเพราะอธิปัญญา ว่า พระสมณโคดมประกอบด้วยปัญญาขันธ์อย่างยิ่ง. และข้อที่จะมีว่า พระองค์จักไม่เห็นแนว ________________________________ ๑. บาลี มหาสกุลุทายิสูตร ม.ม. ๑๓/๓๒๑/๓๒๙. ตรัสแก่ปริพพาชก ชื่อสกุลุทายิ.
หน้า 350 T 5.4.76
สำหรับคำตรัสต่อไปข้างหน้า, หรือพระองค์จักไม่อาจข่มให้ราบคาบโดยถูกต้อง ซึ่งวาจาอันเป็นข้าศึก นั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีขึ้นได้เลย, ฯลฯ นี่เป็นข้อที่ ๓. อุทายิ ! สาวกของเรา ถูกความทุกข์ใด หยั่งเอา หรือครอบงำเอาแล้วย่อมเข้าไปถามเราถึงความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์, ถึงความจริงอันประเสริฐคือ เหตุให้เกิดทุกข์, ถึงความจริงอันประเสริฐ คือ ความดับทุกข์เสียได้ และความจริงอันประเสริฐ คือ หนทางให้ถึงความดับทุกข์ นั้น. เราถูกถามแล้ว ก็พยากรณ์ให้แก่พวกเธอ ทำจิตของพวกเธอให้ชุ่มชื่น ด้วยการพยากรณ์ ปัญหาให้, ฯลฯ นี่เป็นข้อที่ ๔. อุทายิ ! ข้อปฏิบัติเป็นสิ่งที่เราบอกแล้วแก่สาวก ท. สาวก ท. ของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐานทั้งสี่ให้เจริญได้, คือภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้มีปรกติตามเห็นกายในกาย, มีปรกติตามเห็นเวทนาในเวทนา ท., มีปรกติตามเห็นจิตในจิต, มีปรกติตามเห็นธรรมในธรรม ท. มีเพียรเผาบาป มีความรู้ตัวทั่วพร้อม มีสติ นำออกเสียซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก (คือความยินดียินร้าย อันเป็นของประจำโลก), เพราะการปฏิบัติเช่นนั้น สาวกของเราเป็นอันมากได้บรรลุแล้วซึ่ง อภิญญาโวสานบารมี (คืออรหัตตผล) แล้วแลอยู่. (ตอนนี้ตรัสยืดยาวจนตลอดโพธิปักขิยธรรม สมาบัติ และวิชชาแปดด้วย แต่จะไม่ยกมาใส่ไว้ เพราะเกินต้องการไป),ฯลฯ นี่เป็นข้อที่ ๕. อุทายิ ! เหตุห้าอย่างนี้แล ที่ทำให้สาวกของเรา สักการะ เคารพนับถือ บูชาแล้วอาศัยเรา อยู่. (หาใช่เพราะพระองค์เป็นผู้ฉันอาหารน้อย มีธุดงค์ต่าง ๆ เป็นต้น ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ ว่า “ส่วนที่สาวก เข้มงวดกว่าพระองค์” ข้างต้น นั้นไม่).
หน้า 351 T 5.4.78
เหตุที่ทำให้เกิดการแสดงปาติโมกข์ ๑ ภิกษุ ท. ! ที่นี่เอง ปริวิตกแห่งใจได้เกิดขึ้นแก่เรา เมื่ออยู่ในที่สงัดว่า “ถ้าไฉน เราจะอนุญาตสิกขาบท ท. ที่ได้บัญญัติ ให้เป็นปาติโมกขุทเทสแก่ภิกษุ ท. เหล่านั้น. ปาติโมกขุทเทสนั้น จักเป็นอุโบสถกรรมของภิกษุ ท. เหล่านั้น” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เราอนุญาต เพื่อแสดงขึ้นซึ่งปาติโมกข์. ไม่ทรงทำอุโบสถกับสาวกอีกต่อไป ๒ มีภิกษุอลัชชีปนอยู่ในหมู่สงฆ์ที่กำลังจะทำอุโบสถ. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทำอุโบสถ, จนพระโมคคัลลานะค้นตัวภิกษุรูปนั้นได้ บังคับด้วยอาญาแห่งสงฆ์ ให้ออกไปถึงสามครั้งก็ไม่ยอมออก จนต้องดึงแขนออกไปแล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! บุคคลนั้น ข้าพระองค์นำตัวออกไปแล้ว. บริษัทบริสุทธิ์แล้ว. ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปาติโมกข์ แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด” ดังนี้. น่าอัศจรรย์, โมคคัลลานะ ! ไม่เคยมีเลย, โมคคัลลานะ! โมฆบุรุษนั้น ถึงกับต้องฉุดแขน จึงยอมออกไป. ภิกษุ ท. ! บัดนี้ จำเดิมแต่นี้ไป เราไม่ทำอุโบสถ, ไม่แสดงปาติโมกข์. ภิกษุ ท. ! จำเดิมแต่บัดนี้ไป พวกท่านทั้งหลายด้วยกันจงทำอุโบสถ, จงแสดง ปาติโมกข์. ภิกษุ ท. ! ไม่ใช่โอกาส ไม่ใช่ฐานะเลย ที่ตถาคตจะพึงทำอุโบสถ จะพึงแสดงปาติโมกข์ ในบริษัทที่ไม่บริสุทธิ์. ________________________________ ๑. บาลี มหา. วิ. ๔/๒๐๓/๑๔๙. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้เมืองราชคฤห์. ๒. บาลี โสณวรรค อุ. ขุ. ๒๕/๑๕๒/๑๑๖. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่โรงอุโบสถ ณ บุพพาราม ใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 352 T 5.4.79
( ค. เกี่ยวกับความเป็นอยู่ส่วนพระองค์เอง ๓๑ เรื่อง ) ไม่ทรงติดทายก ๑ อานนท์ ! ตถาคตเกิดขึ้นในโลก เป็นอรหันต์ ตรัสรู้ชอบเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปดี ผู้รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกคนควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้วจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์. ตถาคตนั้น เสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าละเมาะ โคนไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง), เมื่อตถาคตนั้น หลีกออกอยู่อย่างนั้น ชาวนิคมและชาวชนบทที่เป็นพราหมณ์หรือคฤหบดี ย่อมเวียนติดตาม. เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทที่เป็นพราหมณ์หรือคฤหบดี เวียนติดตาม ตถาคตย่อมไม่ผูกใจใคร่ ไม่ถึง ความกำหนัด ไม่เวียนมาเพื่อความมักมาก...ฯลฯ... อานนท์ ! ครูบางคนในโลกนี้ ย่อมเสพเสนาสนะสงัด คือป่าละเมาะโคนไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง (อย่างใดอย่างหนึ่ง), เมื่อครูผู้นั้น หลีกออกอยู่อย่างนั้น ชาวนิคมและชาวชนบท ที่เป็นพราหมณ์หรือคฤหบดี ย่อมเวียนติดตาม. ครูผู้นั้น, เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทที่เป็น พราหมณ์หรือคฤหบดี เวียนติดตาม, ก็ผูกใจสยบ ก็ถึงความกำหนัด ก็ถึงความมักมาก. อานนท์ ! นี้แหละ เราเรียกว่า อุปัททวะ๒ สำหรับอาจารย์. สิ่งอันเป็นอกุศลลามก เศร้าหมองพร้อม เป็นไปเพื่อเกิดใหม่ ประกอบด้วย ________________________________ ๑. บาลี มหาสุญญตสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๓/๓๕๔. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่นิโค๎รธาราม กรุงกบิลพัสดุ์ ในวิหารของฆฏายสักกะ. ๒. อุปัททวะ คืออันตราย หรือเครื่องทำลาย.
หน้า 353 T 5.4.80
ความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นผล เป็นไปเพื่อชาติ ชรา มรณะสืบไป ย่อมกดทับครูผู้นั้นไว้. อานนท์ ! อุปัททวะสำหรับอาจารย์ เป็นอย่างนี้แล. ความรู้สึกของพระองค์เกี่ยวกับยศ ๑ (พวกพราหมณ์คหบดีชาวบ้านอิจฉานังคละจำนวนมาก ได้ยินกิตติศัพท์อันใหญ่หลวงของพระผู้มีพระภาค ว่าบัดนี้ได้เสด็จมาประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคละ ก็พากันนำเอาของเคี้ยวของฉันเป็นอันมาก เข้าไปออกันอยู่ที่นอกซุ้มประตู ส่งเสียงอึกทึก. พระผู้มีพระภาคตรัสถามพระนาคิตะผู้อุปัฏฐาก :-) นาคิตะ ! เสียงอื้ออึงอะไรกัน ราวกะว่าการยื้อแย่งซื้อปลาของ ชาวประมง ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พราหมณ์คหบดีชาวบ้านอิจฉานังคละ นำของเคี้ยวของฉันเป็นอันมาก มาออกันอยู่ที่ด้านนอกแห่งซุ้มประตู เพื่อจะถวายแก่พระผู้มีพระภาค และภิกษุสงฆ์.” นาคิตะ ! เราอย่าต้องเกี่ยวข้องกับยศเลย ; ยศก็อย่ามาเกี่ยวข้องกับเราเลย. นาคิตะ ! พวกคนที่ไม่อาจจะได้ตามปรารถนา ไม่อาจจะได้โดยง่ายโดยสะดวก ซึ่งเนกขัมมสุข ปวิเวกสุข อุปสมสุข สัมโพธสุข ดังที่เราได้ตามปรารถนา ได้โดยง่าย โดยสะดวก, ก็พึงยินดีมิฬ๎หสุข (สุขอาศัยท่อปัสสาวะ) มิทธสุข (สุขของคนนอนซบ) สุขอันเกิดจากลาภสักการะและ เสียงสรรเสริญต่อไปเถิด. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงทนรับ ขอพระสุคต จงทนรับ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! บัดนี้เป็นเวลาสำหรับการทนรับของพระผู้มี ________________________________ ๑. บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๓๒/๓๐. ตรัสแก่พระนาคิตะ ที่ราวป่าอิจฉานังคละ คราวจาริกไป แคว้นโกศล.
หน้า 354 T 5.4.80
พระภาค. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระองค์จะเสด็จไปทางใดในบัดนี้ พราหมณ์ คหบดี ชาวนิคม ชาวชนบท ท. ก็จักติดตามไปทางนั้น เหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงมา น้ำก็จะไหลไปตามที่ลุ่ม; ฉันใดก็ฉันนั้น ที่พระผู้มีพระภาค จะเสด็จไปทางใดในบัดนี้ พราหมณ์ คหบดี ชาวนิคม ชาวชนบท ท. ก็จักติดตามไปทางนั้น. ข้อนี้เพราะเหตุไรเล่า ? ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะความปรากฏแห่งศีลของพระผู้มีพระภาคทำให้เป็นเช่นนั้น”. นาคิตะ ! เราอย่าต้องเกี่ยวข้องกับยศเลย; ยศก็อย่ามาเกี่ยวข้องกับเราเลย. นาคิตะ ! พวกคนที่ไม่อาจจะได้ตามปรารถนา ไม่อาจจะได้โดยง่าย โดยสะดวกซึ่งเนกขัมมสุข ปวิเวกสุข อุปสมสุข สัมโพธสุข ดังที่เราได้ตามปรารถนา ได้โดยง่าย โดยสะดวก, ก็พึงยินดีมิฬ๎หสุข (สุขอาศัยท่อปัสสาวะ) มิทธสุข (สุขของคนนอนซบ) สุขอันเกิดจากลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ ต่อไปเถิด. นาคิตะ ! อุจจาระปัสสาวะ ย่อมมีจากสิ่งที่บุคคลกินแล้ว ดื่มแล้วเคี้ยวแล้ว ลิ้มแล้ว; นั้นคือสิ่งไหลออกของสิ่งที่กินแล้ว ดื่มแล้ว เคี้ยวแล้ว ลิ้มแล้ว. นาคิตะ ! โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นเพราะสิ่งที่รักแปรปรวนไปโดยประการอื่น; นั้นคือสิ่งไหลออกของความแปรปรวนแห่งสิ่ง เป็นที่รัก. นาคิตะ ! เมื่อบุคคลตามประกอบซึ่งอนุโยคในอสุภนิมิต, ความเป็นของปฏิกูลในอสุภนิมิต ย่อมปรากฏขึ้น; นั้นคือสิ่งไหลออกแห่งการอนุโยคในอสุภนิมิต. นาคิตะ ! เมื่อบุคคลตามเห็นอยู่ซึ่งความไม่เที่ยงในผัสสายตนะ ๖, ความเป็นของปฎิกูลในผัสสะ ย่อมปรากฏขึ้น; นั่นคือสิ่งไหลออกแห่งการตาม เห็นความไม่เที่ยงในผัสสายตนะ.
หน้า 355 T 5.4.82
นาคิตะ ! เมื่อบุคคลตามเห็นอยู่ซึ่งความตั้งขึ้นและความเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ทั้งห้า, ความเป็นของปฏิกูลในอุปาทาน ย่อมปรากฏขึ้น; นั่นคือสิ่งไหลออกแห่งการตามเห็นความตั้งขึ้นและความเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ ดังนี้. ทรงเสพเสนาสนะป่าเรื่อยไป เพื่อให้เป็นตัวอย่าง ๑ พราหมณ์ ! ท่านอาจมีความเห็นอย่างนี้ก็ได้ว่า “ขณะนี้พระสมณโคดมยังมีราคะ ยังมีโทสะ ยังมีโมหะ เป็นแน่, เพราะฉะนั้นจึงได้เสพเสนาสนะ ป่าอันเงียบสงัด” ดังนี้. พราหมณ์เอย ! ท่านไม่พึงมีความเห็นอย่างนั้นเลย. พราหมณ์ ! เรามองเห็นอยู่ซึ่งประโยชน์ ๒ ประการ จึงเสพเสนาสนะป่าอันเงียบสงัด, คือเพื่อความอยู่เป็นสุขทันตาเห็น แก่เราเอง อย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่ง เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ที่ตามมาภายหลัง (จะมีกำลังใจปฏิบัติในการเสพเสนาสนะป่าอันเงียบสงัด) ดังนี้. ทรงพอพระทัยความสามัคคีเป็นอย่างยิ่ง ๒ ภิกษุ ท. ! ในทิศใด ภิกษุทั้งหลาย เกิดแตกร้าวกัน เกิดการวุ่นวายกัน ทะเลาะวิวาทกัน ทิ่มแทงกันและกันอยู่ด้วยหอกปาก, ทิศนั้นไม่เป็นทิศที่ผาสุกแก่เราเลย แม้แต่เพียงนึกถึง จะต้องกล่าวทำไมถึงเรื่องไปจนถึงที่นั่น. และเราย่อมแน่ใจในเรื่องนั้นว่า พวกเธอทั้งหลายที่นั้น พากันละเลยธรรมะสามประการเสีย แล้วทำธรรมะอีกสามประการให้เกิดขึ้นหนาแน่น เป็น ________________________________ ๑. บาลี ภยเภรวสูตร มู .ม. ๑๒/๔๑/๕๑. ตรัสแก่ชาณุสโสณีพราหมณ์ ที่เชตวัน. ๒. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๓๕๕/๕๖๔. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 356 T 5.4.83
แน่แท้. สามประการเหล่าไหนเล่า ที่เธอพากันละเสีย ? สามประการคือ ความตรึกในอันหลีกออกจากกาม ความตรึกในอันไม่พยาบาท และความตรึกในอันไม่เบียดเบียน. และสามประการเหล่าไหนเล่า ที่เธอพากันทำให้เกิดขึ้นหนาแน่น ? สามประการคือ ความตรึกไปในทางกาม ความตรึกไปในทางพยาบาท และความตรึกไปในทางเบียดเบียน. ภิกษุ ท. ! ในทิศใด ภิกษุทั้งหลายมีความพร้อมเพรียงกัน มีความบันเทิงต่อกันและกัน ไม่ทะเลาะวิวาทกัน เข้ากันและกันได้สนิทเหมือนน้ำนมกับน้ำมองดูกันและกันด้วยสายตาแห่งความรักอยู่, ทิศนั้นเป็นที่ผาสุกแก่เรา แม้ต้องเดินไป (อย่างเหน็ดเหนื่อย) จะป่วยกล่าวไปไย ถึงการที่เพียงแต่นึกถึง. และเราย่อมแน่ใจในเรื่องนั้นว่า พวกเธอทั้งหลายที่นั่น พากันละธรรมสามประการเสีย แล้วทำธรรมะอีกสามประการให้เกิดขึ้นหนาแน่น เป็นแน่แท้. สามประการเหล่าไหนเล่า ที่เธอพากันละเสีย ? สามประการ คือ ความตรึกไปในทางกาม ความตรึกไปในทางพยาบาท และความตรึกไปในทางเบียดเบียน. สามประการเหล่าไหนเล่า ที่เธอพากันทำให้เกิดขึ้นหนาแน่น ? สามประการคือ ความตรึกในอันหลีกออกจากกามความตรึกในอันไม่พยาบาท และความตรึกในอันไม่เบียดเบียน, ดังนี้. ทรงมีความสุขยิ่งกว่ามหาราชา ๑ “พระโคดมผู้มีอายุ ! พระเจ้าพิมพิสารราชาแห่งมคธ มีความอยู่เป็นสุข กว่าพระสมณโคดม หรือว่าพระสมณโคดมมีความอยู่เป็นสุขกว่า ? ” ________________________________ ๑. บาลี จูฬทุกขักขันธสูตร มู. ม. ๑๒/๑๘๗/๒๒๐. ตรัสเล่าเรื่องที่ทรงสนทนากับนิครนถ์เรื่องนี้แก่เจ้ามหานาม ที่นิโค๎รธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์.
หน้า 357 T 5.4.83
นิครนถ์ ท. ! ถ้าอย่างนั้นเราขอถามกลับแก่ท่านทั้งหลาย. ท่าน ท. เห็นว่าควรตอบให้ถูกต้องอย่างไร ก็จงตอบอย่างนั้นเถิด, เราถามท่านทั้งหลายว่าท่านมีความเห็นอย่างไร คือพระจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งมคธ สามารถทำ กาย มิให้หวั่นไหว ทำวาจาให้สงบเงียบ เสวยความสุขอย่างเดียวล้วน อยู่ตลอดเวลา ๗ วัน ๗ คืน ได้หรือไม่ ? “พระโคดมผู้มีอายุ ! ข้อนั้นหามิได้เลย.” นิครนถ์ ท. ! พระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งมคธ สามารถทำกายมิให้หวั่นไหว ทำวาจาให้สงบเงียบ เสวยความสุขอย่างเดียวล้วน อยู่ตลอดเวลา ๖ วัน ๖ คืน, ..๕ วัน ๕ คืน, ..๔ วัน ๔ คืน, . . ๓ วัน ๓ คืน, ..๒ วัน ๒ คืน, ..๑ วัน ๑ คืน, ได้หรือไม่ ? “พระโคดมผู้มีอายุ ! ข้อนั้นหามิได้.” นิครนถ์ ท. ! เราแล สามารถเพื่อทำกายมิให้หวั่นไหว ทำวาจาให้สงบเงียบ เสวยความสุขอย่างเดียวล้วน อยู่ตลอดเวลา ๑ วัน ๑ คืน, หรือ ๒ วัน ๒ คืน, ..๓ วัน ๓ คืน, ..๔ วัน ๔ คืน, .. ๕ วัน ๕ คืน, ..๖ วัน ๖ คืน, .. หรือ ๗ วัน ๗ คืน เป็นกำหนด ได้ตามปรารถนา. นิครนถ์ ท. ! เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจะเข้าใจอย่างไร ? พระเจ้าพิมพิสารราชาแห่งมคธ มีวิหารธรรมเป็นสุขกว่าเรา หรือว่าเรามีวิหารธรรมเป็นสุขกว่าพระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งมคธ ? “พระโคดมผู้มีอายุ ! ถ้าเป็นอย่างนี้ พระสมณโคดมเป็นผู้มีวิหารธรรม เป็นสุขกว่า.”
หน้า 358 T 5.4.84
ทรงผาสุกยิ่งนัก เมื่อทรงอยู่ในอนิมิตตเจโตสมาธิ ๑ อานนท์ ! สมัยใด ตถาคตเข้าสู่เจโตสมาธิที่ไม่มีนิมิต เพราะไม่ทำนิมิตทั้งปวงไว้ในใจ ดับเวทนาบางพวกเสีย แล้วแลอยู่ ; อานนท์ ! สมัยนั้น ความผาสุกยิ่งนัก ย่อมมีแก่ตถาคต. อานนท์ ! เพราะเหตุนั้น เธอ ท. จงเป็นผู้มีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ : มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่น เป็นสรณะ อยู่เถิด. อานนท์ ! อย่างไรเล่า เรียกว่าภิกษุผู้มีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ : มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่ ? อานนท์ ! ภิกษุ ท. ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่งกายในกายมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก เป็นอยู่ ; เป็นผู้ตามเห็นซึ่งเวทนาในเวทนา ท. มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก เป็นอยู่ ; เป็นผู้ตามเห็นซึ่งจิตในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก เป็นอยู่ ; เป็นผู้ตามเห็นซึ่งธรรมในธรรม ท. มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก เป็นอยู่. อานนท์ ! อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่ามีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ : มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่น เป็นสรณะ เป็นอยู่. ________________________________ ๑. บาลี มหา. ที. ๑๐/๑๑๘/๙๓ ; มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๐๕/๗๑๑. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ เวฬุวคาม เมืองเวสาลี.
หน้า 359 T 5.4.85
วิหารธรรมที่ทรงอยู่มากตลอดพรรษา และทรงสรรเสริญมาก ๑ ภิกษุ ท. ! ถ้าพวกปริพพาชกเดียรถีย์อื่น จะพึงถามเธอ ท. อย่างนี้ว่า “ท่านผู้มีอายุ ! พระสมณโคดม ทรงอยู่จำพรรษา ส่วนมาก ด้วยวิหารธรรมไหน เล่า ?” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เมื่อพวกเธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงตอบแก่พวกปริพพาชกเดียรถีย์อื่นเหล่านั้น อย่างนี้ว่า “ท่านผู้มีอายุ ! พระผู้มีพระภาค ทรงอยู่จำพรรษา ส่วนมาก ด้วยวิหารธรรมคือ อานาปานสติสมาธิ แล” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ เรา เป็นผู้มีสติอยู่ หายใจเข้า, มีสติอยู่หายใจออก; เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่า “เราหายใจเข้ายาว” ดังนี้; เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้สึกตัวทั่วถึง ว่า “เราหาย ใจออกยาว” ดังนี้. .... (ทรงแสดง อานาปานสติสมาธิจนครบทั้ง ๑๖ ขั้น ดังมีใจความปรากฏอยู่ที่หน้า ๙๙ - ๑๐๑ แห่งหนังสือเล่มนี้) .... ย่อมรู้สึกตัวทั่วถึง ว่า “เราเป็นผู้ตามเห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจออก” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เมื่อใครจะกล่าววิหารธรรมใดโดยชอบ ว่าเป็น อริยวิหาร ก็ดีพรหมวิหาร ก็ดี ตถาคตวิหาร ก็ดี, เขาพึงกล่าวโดยชอบ ซึ่ง อานาปานสติสมาธิ นั้น ว่าเป็น อริยวิหาร พรหมวิหาร ตถาคตวิหาร. ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ท. เหล่าใด ยังเป็นเสขะ มีวัตถุประสงค์แห่งใจอันยังไม่บรรลุแล้ว ปรารถนาอยู่ซึ่งโยคักเขมธรรมอันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า อยู่ ; อานา- ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๑๒/๑๓๖๔. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่อิจฉานังคลไพรสณฑ์ ใกล้เมือง อิจฉานังคละ.
หน้า 360 T 5.4.86
ปานสติสมาธิ อันภิกษุเหล่านั้นเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ ความสิ้นไปแห่งอาสวะ. ภิกษุ ท. ! ส่วนภิกษุ ท. เหล่าใด เป็น อรหันต์ขีณาสพ มีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว มีกิจที่ควรทำอันกระทำแล้ว มีภาระหนักปลงลงแล้ว มีประโยชน์ตนอันตามบรรลุแล้ว มีสัญโญชน์ในภพอันสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ด้วยปัญญาโดยชอบ ; อานาปานสติสมาธิ อันภิกษุเหล่านั้นเจริญทำให้มากแล้ว ก็ยังเป็นไปเพื่อ การอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ด้วย เพื่อ สติสัมปชัญญะอยู่ ด้วย. ทรงมีอาหารบริสุทธิ์แม้เกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ ๑ ชีวกะ ! ผู้ใด ทำการฆ่าสัตว์มีชีวิต อุทิศตถาคตหรือสาวกของตถาคตอยู่แล ; ผู้นั้น ย่อมประสบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก โดยฐานะ ๕ ประการ คือ ข้อที่ บุคคลนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านจงไปนำสัตว์ชื่อนั้นมา” ดังนี้ ; เขาย่อมประสบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก โดยฐานะที่หนึ่งนี้. สัตว์นั้น เมื่อเขาผูกคอนำมาอยู่ ย่อมเสวยซึ่งทุกข์โทมนัส ; บุคคลนั้นย่อมประสบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก โดยฐานะที่สองนี้. บุคคลนั้น กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านจงไป, จงเตรียมซึ่งสัตว์มีชีวิต” ดังนี้; เขาย่อมประสบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก โดยฐานะที่สามนี้. สัตว์นั้น เมื่อถูกเตรียมอยู่ ย่อมเสวยซึ่งทุกข์โทมนัส ; บุคคลนั้น ย่อมประสบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก โดยฐานะที่สี่นี้. ________________________________ ๑. บาลี ชีวกสูตร ม .ม. ๑๓/๕๒/๖๐. ตรัสแก่หมอชีวกโกมารภัจจ์ ที่สวนมะม่วง นอกเมืองราชคฤห์
หน้า 361 T 5.4.87
บุคคลนั้น ชื่อว่าย่อมยังตถาคตหรือสาวกของตถาคตให้ยินดี ด้วยสิ่งอันเป็นอกัปปิยะ; เขาย่อมประสบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก โดยฐานะที่ห้านี้. ชีวกะ ! ผู้ใด ทำการฆ่าสัตว์มีชีวิต อุทิศตถาคตหรือสาวกของตถาคตอยู่; ผู้นั้น ย่อมประสบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นมาก โดยฐานะ ๕ ประการ เหล่านี้แล. ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว หมอชีวกโกมารภัจจ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ! ไม่เคยมีแล้ว พระเจ้าข้า ! : พระเจ้าข้า ! ภิกษุ ท. ย่อม ฉันอาหารอันสมควร หนอ ; พระเจ้าข้า ! ภิกษุ ท. ย่อมฉันอาหารอันหาโทษมิได้ หนอ...”. ไม่ทรงฉันอาหารที่เกิดขึ้นเพราะคำขับ ๑ (พระผู้มีพระภาค ได้โต้ตอบกับกสิภารท๎วาชพราหมณ์เกี่ยวกับเรื่องทำนา ทรงยืนยันว่าพระองค์ก็เป็นชาวนา ทำนาที่มีอมตะเป็นผล โต้ตอบกันด้วยคำที่เป็นคาถา (คำกาพย์กลอน) ดังที่ปรากฏอยู่ที่หน้า ๓๘๐ แห่งหนังสือเล่มนี้ ภายใต้หัวข้อว่า “ทรงทำนาที่มีอมตะเป็นผล”. พราหมณ์เลื่อมใสนำข้าวปายาสถาดใหญ่เข้าไปถวาย นิมนต์ให้ฉัน ; พระองค์ตรัสตอบด้วยคำที่เป็นคาถาหรือคำกาพย์อีกครั้งหนึ่ง มีข้อความดังต่อไปนี้ :- ) เราไม่บริโภค คาถาภิคีตะโภชนะ (โภชนะที่เกิดขึ้น เพราะคำขับ). พราหมณ์เอย ! นั่นมิใช่ปกติธรรมดาของ ผู้เห็นธรรมอย่างครบถ้วน. พุทธบุคคล ท. ย่อมปฏิเสธ คาถาภิคีตะโภชนะ. พราหมณ์เอย ! เมื่อธรรมมีอยู่, ก็ ต้องมีการประพฤติตามธรรมนั้น. ท่านจงบำรุงพุทธบุคคล ________________________________ ๑. บาลี สคา. สํ. ๑๕/๒๔๕/๖๕๖ ; และ ๑๕/๒๔๗/๖๖๒ ; และ ๑๕/๒๕๔/๖๗๕. สุตฺต. ขุ. ๒๕/๓๔๑/๒๙๙ ; และ ๒๕/๔๑๘/๓๕๙.
หน้า 362 T 5.4.88
ผู้เป็นเกพลี๑ แสวงพบคุณอันใหญ่หลวง สิ้นอาสวะแล้ว สงบรำงับแล้วจากธรรมเป็นเครื่องให้รำคาญ ด้วยข้าวและ น้ำอันอื่นเถิด ; เพราะว่า นั่นเป็นบุญของผู้มุ่งบุญ. (พราหมณ์นั้นได้ทูลถามว่า ถ้าอย่างนั้นจะให้นำข้าวปายาสนี้ไปถวายแก่ใคร ; ตรัสตอบว่า ไม่มองเห็นใครที่ควรรับ, ให้นำไปทิ้งเสีย.) ทรงฉันอาหารวันหนึ่งหนเดียว ๒ ภิกษุ ท. ! เราย่อมฉันโภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียว (คือฉันหนเดียว ลุกขึ้นแล้วไม่ฉันอีกในวันนั้น). ภิกษุ ท. ! เมื่อเราฉันโภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียวอยู่ ย่อมรู้สึกว่าเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย มีความเบากายกระปรี้กระเปร่า มีกำลังและมีความผาสุกด้วย. ภิกษุ ท. ! มาเถิด แม้พวกเธอทั้งหลาย ก็จงฉันโภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียว. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลาย เมื่อฉันอยู่ซึ่งโภชนะแต่ในที่นั่งแห่งเดียวจักรู้สึกความที่เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย มีความเบากาย กะปรี้กะเปร่า มีกำลังและมีความผาสุกด้วยแล. ________________________________ ๑. คำว่า “เกพลี” ไม่เป็นที่แจ่มแจ้งแก่นักศึกษาแห่งยุคปัจจุบัน มักจะแปลกันว่า ผู้บริบูรณ์ ด้วยคุณทั้งปวง ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เป็นคำใช้เรียกพระอรหันต์ ในความหมายที่ว่า เข้าถึงธรรม อันเป็นไกวัลย์ ในระดับเดียวกับปรมาตมันของฝ่ายฮินดู เป็นคำสาธารณะที่ใช้ร่วมกันทุกลัทธิ แห่งยุคนั้น เช่นเดียวกับคำว่า อรหันต์ นั่นเอง จึงควรใช้ทับศัพท์ว่าเกพลี ไม่ควรแปล จนกว่า จะกลายเป็นคำที่รู้กันทั่วไป ควรจะยุติเป็นอย่างไร ขอท่านผู้รู้จง วินิจฉัยดูเองเถิด. - ผู้รวบรวม. ๒. บาลี ภัททาลิสูตร ม.ม. ๑๓/๑๖๓/๑๖๐. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
หน้า 363 T 5.4.90
ทรงฉันอาหารหมดบาตรก็มี ๑ อุทายิ ! ถ้าจะว่า สาวกทั้งหลาย สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราแล้วอาศัยเราอยู่ เพราะเหตุที่เธอเหล่านั้นคิดเห็นว่า พระสมณโคดมเป็นผู้ฉันอาหารน้อย และทั้งมีธรรมดากล่าวสรรเสริญคุณ ของความเป็นผู้ฉันอาหารน้อยด้วยแล้ว ; ก็ยังมีอยู่ อุทายิ ! คือสาวกของเรา บางเหล่าที่ฉันอาหารเพียงขัน น้อยหนึ่งบ้าง กึ่งขันน้อยบ้าง เท่าผลมะตูมบ้าง เท่ากึ่งผลมะตูมบ้าง. ส่วนเราเล่า, อุทายิ ! บางคราวฉันอาหารอันเต็มบาตร เสมอปากบ้าง ล้นกว่านั้นบ้าง ด้วยบาตรใบนี้. ๒ เมื่อเป็นเช่นนี้ สาวกพวกที่มีอาหารเพียงขันน้อยหนึ่งบ้าง กึ่งขันน้อยบ้าง เท่าผลมะตูมบ้าง เท่ากึ่งผลมะตูมบ้าง ก็หาพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเรา แล้วอยู่อาศัยด้วยเรา โดยคิดว่าพระสมณโคดมเป็นผู้มีอาหารน้อย และกล่าวสรรเสริญความเป็นผู้มีอาหารน้อยดังนี้ ได้ไม่. บางคราวทรงมีปีติเป็นภักษาเหมือนพวกอาภัสสรเทพ ๓ สมัยหนึ่ง เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านปัญจสาลพราหมณคาม ในคราวนักขัตตฤกษ์แจกของขวัญแก่เด็ก ๆ มารได้ดลใจให้ชาวบ้านไม่ถวายบิณฑบาต จนต้องเสด็จกลับมาบาตรเปล่าแล้วมารยังมาดักเยาะเย้ยพระองค์ว่า “กลับเข้าไปอีกทีซี่ เราจักทำให้ท่านได้บิณฑบาต”. ตรัสตอบกับมารดังนี้ว่า :- ________________________________ ๑. บาลี มหาสกุลุทายิสูตร ม.ม. ๑๓/๓๑๘/๓๒๔. ตรัสแก่ปริพพาชกชื่อ สกุลุทายิ ที่ป่า สำหรับให้เหยื่อแก่นกยูง ใกล้กรุงราชคฤห์. ๒. ขณะนี้เป็นเวลาไปบิณฑบาต ทรงถือบาตรติดพระหัตถ์ไป, แต่แวะสนทนากันก่อน. ๓. บาลี สคา. สํ. ๑๕/๑๖๗/๔๖๘. ตรัสแก่มาร ที่หมู่บ้านพราหมณชื่อปัญจสาลา.
หน้า 364 T 5.4.91
มารมาขัดขวางตถาคตอยู่ ประสบสิ่งอันมิใช่บุญเสียแล้ว. ดูก่อนมาร ! ท่านเข้าใจว่าบาปจะไม่ให้ผล ดังนั้นหรือ. พวกเราอยู่เป็นสุขดีหนอ เมื่อเราไม่มีความกังวลใจเลย. เราจักมีปีติเป็นภักษา เหมือนพวกอาภัสสรเทพ. ลำดับนั้น มารผู้มีบาป รู้สึกว่า พระผู้มีพระภาครู้กำพืดเราเสียแล้ว พระสุคตรู้กำพืดเราเสียแล้ว มีทุกข์โทมนัส อันตรธานไปแล้วในที่นั้นนั่นเอง. ทรงมีการประทม อย่างตถาคต ๑ ภิกษุ ท. ! การนอนมีสี่อย่าง คือการนอนอย่างเปรต, การนอน อย่างคนบริโภคกาม, การนอนอย่างสีหะ, การนอนอย่างตถาคต. ภิกษุ ท. ! การนอนอย่างเปรต เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! โดยมาก พวกเปรตย่อม นอนหงาย นี่เรียกว่า การนอนอย่างเปรต. ภิกษุ ท. ! การนอนอย่างคนบริโภคกาม เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! โดยมาก คนบริโภคกามย่อม นอนตะแคงโดยข้างเบื้องซ้าย นี่เรียกว่า การนอนอย่างคนบริโภคกาม. ภิกษุ ท. ! การนอนอย่างสีหะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! สีหะเป็นพญาสัตว์ ย่อมสำเร็จการนอนโดยข้างเบื้องขวา เท้าเหลื่อมเท้า สอดหางไว้ที่ระหว่างแห่งขา. สีหะนั้นครั้นตื่นขึ้น ย่อมชะเง้อกายตอนหน้าขึ้นสังเกตกายตอนท้าย ถ้าเห็นความดิ้นเคลื่อนที่ของกาย (ในขณะหลับ) ย่อมมีความเสียใจ เพราะข้อนั้น. ถ้าไม่เห็น ย่อมมีความดีใจ. นี่เรียกว่า การนอนอย่างสีหะ. ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓๑/๒๔๖. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 365 T 5.4.92
ภิกษุ ท. ! การนอนอย่างตถาคต เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! การนอนอย่างตถาคตคือ ภิกษุในศาสนานี้ เพราะสงัดแล้วจากกาม ท. สงัดแล้วจากอกุศลธรรม ท., ย่อมเข้าถึงฌานที่ ๑ ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่. เพราะวิตกวิจารรำงับไป เธอเข้าถึงฌานที่ ๒ อันเป็น เครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน สามารถให้สมาธิผุดขึ้นเป็นธรรมเอก ไม่มีวิตกวิจารมีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่. เพราะปีติจางหายไป เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม และได้เสวยสุขด้วยนามกาย เข้าถึงฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า “เป็นผู้เฉยอยู่ได้มีสติอยู่เป็นสุข” แล้วแลอยู่. เพราะละสุข และทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไป แห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เธอเข้าถึงฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์และไม่สุขมีแต่สติอันบริสุทธิ์เพราะ อุเบกขา แล้วแลอยู่. นี่เรียกว่า การนอนอย่างตถาคต. ทรงเป็นผู้เอ็นดูเกื้อกูลแก่สรรพสัตว์อย่างไม่เห็นแก่หน้า ๑ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระผู้มีพระภาค ทรงเป็นผู้เอ็นดูเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวง (สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี) อยู่ มิใช่หรือ พระเจ้าข้า ?” (คำถามของคามณิอสิพันธกบุตรต่อพระผู้มีพระภาค) คามณิ ! ถูกแล้ว, ตถาคต เป็นผู้เอ็นดูเกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าอย่างนั้น ทำไมพระองค์จึงทรงแสดงธรรมแก่คนบางพวก โดยเอื้อเฟื้อ (สกฺกจฺจํ) และแก่คนบางพวก โดยไม่เอื้อเฟื้อ เล่า พระเจ้าข้า ?” ________________________________ ๑. บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๓๘๗/๖๐๓. ตรัสแก่อสิพันธกปุตตคามณิ ที่ปาวาริกัมพวัน ใกล้เมือง นาลันทา.
หน้า 366 T 5.4.92
คามณิ ! ถ้าอย่างนั้น เราขอย้อนถามท่านในข้อนี้ ท่านจงตอบเราตามที่ควร. คามณิ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน : ในถิ่นแห่งเรานี้ มีนาของชาวนาผู้คหบดีคนหนึ่ง อยู่ ๓ แปลง แปลงหนึ่งเป็นนาชั้นเลิศ, แปลงหนึ่งเป็นนาปูนกลาง, แปลงหนึ่งเป็นนาเลว มีดินเป็นก้อนแข็ง มีรสเค็ม พื้นที่เลว. คามณิ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ชาวนาผู้คหบดีนั้น เมื่อประสงค์จะหว่านพืช เขาจะหว่านในนาแปลงไหนก่อน คือว่าแปลงที่เป็นนาเลิศ, นาปูนกลาง, หรือว่านาเลว มีดินเป็นก้อนแข็ง มีรสเค็ม พื้นที่เลว เล่า ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ชาวนาคหบดีผู้ประสงค์จะหว่านพืชคนนั้น ย่อมหว่านในนาเลิศก่อน, แล้วจึงหว่านในนาปูนกลาง ; สำหรับนาเลว ซึ่งดินเป็นก้อนแข็ง รสเค็มพื้นที่เลวนั้น เขาก็หว่านบ้าง ไม่หว่านบ้าง เพราะเหตุว่า อย่างมากที่สุด ก็หว่านไว้ ให้โคกินพระเจ้าข้า !” คามณิ ! นาเลิศ นั้น เปรียบเหมือนภิกษุภิกษุณี ของเรา เราย่อมแสดงธรรม งดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง งดงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ แก่ภิกษุภิกษุณีเหล่านั้น. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? คามณิ ! เพราะเหตุว่า ภิกษุภิกษุณี ท. เหล่านั้น มีเราเป็นประทีป มีเราเป็นที่ซ่อนเร้น มีเราเป็น ที่ต้านทาน มีเราเป็นที่พึ่งอาศัย อยู่. คามณิ ! นาปูนกลาง นั้น เปรียบเหมือนอุบาสกอุบาสิกา ของเรา เราย่อมแสดงธรรม งดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง งดงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะแก่อุบาสกอุบาสิกา ท. เหล่านั้น. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? คามณิ ! เพราะเหตุว่าชน ท. เหล่านั้น มีเราเป็นประทีป มีเราเป็นที่ซ่อนเร้น มีเราเป็น ที่ต้านทาน มีเราเป็นที่พึ่งอาศัย อยู่.
หน้า 367 T 5.4.93
คามณิ ! นาเลว มีดินเป็นก้อนแข็ง มีรสเค็ม พื้นที่เลว นั้น เปรียบเหมือนสมณพราหมณ์ปริพพาชก ท. ผู้เป็นเดียรถีย์อื่นต่อเรา เราก็ย่อมแสดงธรรมงดงามในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลาง งดงามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ แก่ชน ท. เหล่านั้น. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่าเขาจะเข้าใจธรรมที่เราแสดง สักบทเดียว นั่นก็ยังจะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ชนทั้งหลายเหล่านั้น ตลอดกาลนาน. ทรงมีลักษณะเอ็นดูสรรพสัตว์ทั้งหลับและตื่น ๑ (พระผู้มีพระภาค ประสบทุกขเวทนาทางกายอันแก่กล้า เนื่องจากถูกกระทบด้วยสะเก็ดหิน ทรงมีสติสัมปชัญญะอดกลั้น ประทับสีหไสยาอยู่ ; มารได้เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคแล้วกล่าวคาถาเยาะเย้ย ดังนี้ว่า :-) “ท่านนอนอยู่ด้วยความซบเซา หรือว่าเพราะความเมากาพย์ กลอน. ประโยชน์อะไรของท่านไม่มีแล้วหรือ มานอนอยู่ผู้เดียวในที่ อันสงัด. อะไรกันนี่ เห็นแต่จะนอน เห็นแต่จะหลับ.” (พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสตอบดังนี้ว่า :-) เรามิได้นอนอยู่ด้วยความซบเซา หรือว่าเพราะความเมา กาพย์กลอน. เราไม่มีความเศร้าโศก รู้สึกอยู่ซึ่งประโยชน์ ; เรามีความเอ็นดูในสรรพสัตว์ นอนอยู่ผู้เดียวในที่นั่งนอนอันสงัด. พวกที่ถูกลูกศรปักอก ปวดอยู่ในหทัยเป็นคราว ๆ ทั้งลูกศรเสียบอยู่ เขาก็ยังหลับได้ ทำไมเราซึ่งไม่มีลูกศรปักจะหลับไม่ได้เล่า. เราตื่นอยู่ก็ไม่ยุ่งใจ. และไม่ดิ้นรนเพื่อจะหลับ. วันคืน ท. ไม่ ________________________________ ๑. บาลี สคา. สํ. ๑๕/๑๖๒/๔๕๔. ตรัสแก่มาร ที่มัททกุจฉิมิคทายวัน ใกล้กรุงราชคฤห์.
หน้า 368 T 5.4.94
ทำการแผดเผาแก่เรา. เราไม่มองเห็นความเสื่อมเสียที่ไหนในโลก ; เพราะเหตุนั้น แม้ในความหลับ เราก็ยังเป็นผู้เอ็นดูในสัตว์โลก ทั้งปวง. ลำดับนั้น มารผู้มีบาป รู้สึกว่า พระผู้มีพระภาครู้กำพืดเราเสียแล้ว พระสุคตรู้กำพืดเราเสียแล้ว มีทุกข์โทมนัส อันตรธานไปแล้วในที่นั้นนั่นเอง. ทรงมีลักษณะสัมมาสัมพุทธะ ทั้งในขณะทำและไม่ทำหน้าที่ ๑ ภิกษุ ท. ! ลำดับนั้น มารผู้มีบาปได้เข้าสิงซึ่งพรหมปาริสัชชะ ตนใดตนหนึ่ง แล้วกล่าวกะเราอย่างนี้ว่า “ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ! ถ้าท่านรู้ชัดอย่างนั้น ตรัสรู้อย่างนั้น ท่านอย่าจูงนำ อย่าแสดงธรรม แก่สาวกแก่บรรชิตเลย ; อย่าถึงความยินดีในหมู่สาวกในหมู่บรรชิตเลย. ดูก่อนภิกษุ ! ในกาลก่อนแต่กาลแห่งท่าน ได้มีสมณพราหมณ์ผู้ปฏิญญาอยู่ว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธะในโลก ได้จูงนำ ได้แสดงธรรม แก่สาวก แก่บรรพชิต, ด้วยทำความยินดีในหมู่สาวกในหมู่บรรชิต ; เพราะการทำลายแห่งกาย เพราะการขาดแห่งปราณ ได้ตั้งอยู่แล้วในกายอันเลว. ดูก่อนภิกษุ ! ในกาลก่อนแต่กาลแห่งท่าน ได้มีสมณพราหมณ์ (อีกพวกหนึ่ง) ผู้ปฏิญญาอยู่ว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธะในโลก ไม่จูงนำ ไม่แสดงธรรม แก่สาวกแก่บรรพชิต, ไม่ทำความยินดีในหมู่สาวกในหมู่บรรชิต ; เพราะการทำลายแห่งกาย เพราะการขาดแห่งปราณ ได้ตั้งอยู่แล้วในกายอันประณีต. ดูก่อนภิกษุ ! เราขอกล่าวความข้อนี้กะท่าน อย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ! ท่านจงเป็นผู้ขวนขวายน้อย ประกอบอยู่ในสุขวิหารในธรรมอันท่านเห็นแล้ว อยู่เถิด ; การไม่กล่าวไม่บอก เป็นการดี ; ท่านอย่ากล่าวสอนผู้อื่นเลย’. ดังนี้”. ________________________________ ๑. บาลี พรหมนิมันตนิกสูตร มู. ม. ๑๒/๕๙๗/๕๕๖. ตรัสแก่มารผู้แปลงเป็นพรหมโต้ตอบกับพระองค์ ด้วยเรื่องของ พวกพรหมในพรหมโลก.
หน้า 369 T 5.4.94
ภิกษุ ท. ! เมื่อมารกล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวกะมารนั้น อย่างนี้ว่า “มารผู้มีบาป ! เรารู้จักท่าน ; ท่านอย่าสำคัญว่าเราไม่รู้จักท่าน. ดูก่อนมารผู้มีบาป ! ท่านเป็นมาร ; ท่านไม่ได้มีความเอ็นดูเกื้อกูลอะไรกะเรา ท่านจึงกล่าวอย่างนี้. ดูก่อนมารผู้มีบาป ! ท่านไม่ได้มีความเอ็นดูเกื้อกูล ท่านจึงกล่าวกะเราอย่างนี้. ดูก่อนมารผู้มีบาป ! ท่านมีความคิดเกี่ยวกับเราอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดมแสดงธรรมแก่ชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นจักพ้นจากวิสัยแห่งเรา’ ดังนี้. ดูก่อนมารผู้มีบาป ! สมณพราหมณ์ของท่านตามที่ท่านกล่าวว่าปฏิญญาอยู่ว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะนั้น หาใช่เป็นสัมมาสัมพุทธะไม่. ดูก่อนมารผู้มีบาป ! เรานี่แหละ เป็นสัมมาสัมพุทธะ ปฏิญญาอยู่ว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ. ดูก่อนมารผู้มีบาป ! ตถาคต เมื่อแสดงธรรมแก่สาวก ท. อยู่ ก็เป็นสัมมาสัมพุทธะเช่นนั้นแหละ ; แม้เมื่อไม่แสดงธรรมแก่สาวก ท. อยู่ ก็เป็นสัมมาสัมพุทธะเช่นนั้นแหละ. ดูก่อนมารผู้มีบาป ! ตถาคต เมื่อจูงนำสาวก ท. อยู่ ก็เป็นสัมมาสัมพุทธะ เช่นนั้นแหละ ; แม้เมื่อไม่จูงนำสาวก ท. อยู่ ก็เป็นสัมมาสัมพุทธะเช่นนั้นแหละ. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไรเล่า ? ดูก่อนมารผู้มีบาป ! ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุว่า อาสวะ ท. เหล่าใด ซึ่งเป็นความเศร้าหมอง นำให้เกิดภพใหม่ มีความกระวนกระวายมีผลเป็นทุกข์ อันนำให้เกิดชาติชรามรณะสืบต่อไป นั้นตถาคตละหมดแล้ว มีมูลรากอันถอนขึ้นได้แล้ว กระทำให้เหมือนต้นตาลไม่มีวัตถุสำหรับงอก กระทำให้ถึงความไม่มีไม่เป็น เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ; เปรียบเหมือนต้นตาลมีขั้วยอดอันขาดแล้ว ไม่อาจจะงอกงามอีกได้, ฉันใดก็ฉันนั้น.
หน้า 370 T 5.4.96
ตัวอย่างเพียงส่วนน้อย ของความสุข ๑ พราหมณ์ ! วัว ๑๔ ตัว จะได้หายหาไม่พบ ๖ วันมาแล้ว แก่เราก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้มีความสุข. ต้นงาในไร่จะยับเยินมีใบเหลือเพียง ๒-๓ ใบ แก่เราก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้มีความสุข. พวกหนูจะกระโดดโลดเต้นในยุ้งเปล่า แก่เราก็หามิได้เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้มีความสุข. ที่นอนที่ละเลยไว้ตั้ง๗ เดือน (มิได้ชำระเพราะไม่มีเวลาพอ) เกลื่อนไปด้วยสัตว์ตัวเล็ก ๆ จะมีแก่เราก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้มีความสุข. ลูกเล็กหญิงชายของลูกสาวที่เป็นหม้าย มีลูกติดคนหนึ่งบ้าง สองคนบ้าง จะมีแก่เราก็หามิได้เพราะเหตุนั้นแหละ พราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้มีความสุข. โรคผอมเหลืองตัวสะพรั่งด้วยจุดเมล็ดงา จะมีแก่เราก็หามิได้, เพราะเหตุนั้นแหละ พราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้มีความสุข. เราจะถูกปลุกด้วยการถีบเตะทั้งนอนหลับก็หามิได้เพราะเหตุนั้นแหละพราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้มีความสุข. พวกเจ้าหนี้ที่มาทวงหนี้แต่เช้าตรู่ว่า “จงใช้หนี้, จงใช้หนี้” ดังนี้ จะมีแก่เราก็หามิได้ เพราะเหตุ นั้นแหละ พราหมณ์ ! เราจึงเป็นผู้มีความสุข. ทรงนับพระองค์ว่าเป็นผู้หนึ่งในบรรดาผู้นอนเป็นสุข ๒ กุมาร ! เราเป็นผู้นอนเป็นสุข. บรรดาคนเหล่าใด ที่นอนเป็นสุข ในโลกนี้ เราเป็นผู้หนึ่ง ในบรรดาคนเหล่านั้น. ________________________________ ๑. บาลี พราหมณสํยุตต์ สคา. สํ. ๑๕/๒๕๐/๖๖๙. ตรัสแก่พราหมณ์ภารทวาชโคตรผู้หนึ่ง ที่กลางป่าชัฏ แห่งแคว้นโกศล. ๒. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๑๗๔/๔๗๔. ตรัสแก่หัตถถะ อาฬวกะ ที่ป่าประดู่ลาย, ในที่นี้ตรัส อาลปนะ ว่ากุมาร.
หน้า 371 T 5.4.96
“พระองค์ผู้เจริญ ! ราตรีแห่งเหมันตฤดู เป็นราตรีอันหนาว เป็นที่ตกแห่งหิมะมีในระหว่างแปดวัน๑ พื้นแผ่นดินคมขรุขระเพราะรอยโคเหยียบ (ในฤดูฝน แล้วแห้งในฤดูนี้). เครื่องลาดที่ทำด้วยใบไม้ ก็บาง ๆ ใบไม้ก็โกร๋น, ผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาด ก็เป็นของเย็น มิหนำลม เวรัมพา๒ ก็พัดความหนาวมาด้วย ดังนี้.” ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว อาฬวกะก็ทูลถามในทีว่า เมื่ออากาศกำลังร้ายกาจเช่นนี้ พระองค์จะทรงนอนเป็นสุขได้อย่างไร. กุมาร ! เราเป็นผู้นอนแล้วเป็นสุข บรรดาคนเหล่าใด ที่นอนแล้วเป็นสุขในโลกนี้ เราเป็นผู้หนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้น. กุมาร ! เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้ ท่านจงตอบโดยประการที่ควร. กุมาร ! ท่านจักเข้าใจว่าอย่างไร : เรือนมียอด ของคหบดี หรือของบุตรคหบดี ที่ฉาบทาแล้วทั้งขึ้นและลง ไม่มีรูรั่วให้ลมผ่าน มีลิ่มสลักอันขัดแล้ว มีหน้าต่างอันปิดสนิทแล้ว ในเรือนนั้น มีเตียงบัลลังก์ ลาดด้วยผ้าขนสัตว์สีดำชนิดมีขนยาวสี่องคุลี ลาดด้วยเครื่องลาดขาวทำด้วยขนสัตว์ ลาดด้วยเครื่องลาดขนสัตว์มีดอกเป็นกลุ่มก้อน มีฟูกอันสูงค่าทำด้วยหนังชะมด มีเพดานวิจิตรยิ่ง มีหมอนข้างแดงทั้งสองข้าง, ในที่นั้น เขาจุดประทีปน้ำมันไว้ มีปชาบดีสี่คนคอยบำเรอน่าอิ่มเอิบใจ. ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร คือ เขาผู้นอนแล้วในที่นั้น จะนอนเป็นสุข หรือหาไม่ ? “พระองค์ผู้เจริญ ! เขาเป็นผู้นอนแล้วเป็นสุข เป็นผู้หนึ่งในบรรดาผู้นอนแล้ว เป็นสุขในโลกนี้” กุมาร ! ความร้อนรึงอันเกิดจากราคะ ที่เป็นไปทางกายหรือทางจิตก็ตาม ชนิดที่เมื่อเขาถูกมันเผาแล้ว ย่อมนอนเป็นทุกข์นั้น จะพึงบังเกิดขึ้น แก่คหบดี หรือบุตรคหบดีคนนั้นบ้าง มิใช่หรือ ? ________________________________ ๑. ระหว่างเดือนมาฆมาส และผัคคุณมาส ๘ วันเชื่อมกัน, (คือปลายเดือนสาม ๔ วัน ต้นเดือน สี่ ๔ วัน). ๒. ลมที่หวนพัดมาทั้งสี่ทิศ.
หน้า 372 T 5.4.98
“อย่างนั้น, พระองค์” กุมาร ! ก็เมื่อคหบดี หรือบุตรคหบดี ต้องเร่าร้อนนอนทุกข์เพราะความร้อนรึงอันเกิดจากราคะใด ๆ, ราคะนั้น เราตถาคตละมันได้ขาด ถอดขึ้นได้กระทั่งรากเง่า ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไป เพราะฉะนั้น เราจึงนอนแล้วเป็นสุข๑ ทรงดับเย็นเพราะไม่ทรงยึดมั่นการรู้สิ่งที่สมมติกันว่าเลิศ๒ ภัคควะ ! เรารู้ทั่วถึงซึ่งสิ่งที่คน ท. สมมติกันว่าเลิศ, และรู้ยิ่งกว่ารู้ ; และเราไม่จับฉวยลูบคลำซึ่งการรู้นั้น. เมื่อเราไม่จับฉวยลูบคลำอยู่นั้นแหละ, ความดับเย็นเฉพาะตนโดยแท้ ย่อมเป็นสิ่งที่แจ่มแจ้งแก่เรา, เป็นความดับเย็นที่เมื่อตถาคตรู้เฉพาะอยู่ ย่อมไม่ถึงซึ่งอนยะ (ความทุกข์นานาแบบ). หมายเหตุ : สิ่งที่สมมติกันว่าเลิศในกรณีนี้ คือสิ่งที่เป็นผลแห่งการปฏิบัติ เพื่อเข้าถึงความเป็นพรหม หรือการอยู่ร่วมกับพระเจ้า ซึ่งถือกันว่าเป็นคุณธรรมสูงสุด แห่งสมัยนั้น ของชนพวกนั้น. (ดูรายละเอียดจากบาลี ปาฏิกสูตร ปา. ที. ๑๑/๒๙/๑๓-๑๖). – ผู้รวบรวม. ที่ประทับนั่งนอนของพระองค์ ๓ พราหมณ์ ! ที่นั่งสูง ที่นอนใหญ่ทั้งหลายเหล่าใด คือ เตียงเท้าสูง, บัลลังก์, ผ้าโกเชาว์ขนยาว ฯลฯ ที่นอนมีหมอนข้างแดงทั้งสองข้าง (รวม ๒๐ ชนิด ________________________________ ๑. ต่อแต่นี้ มีการกล่าวถึงความร้อนรึงอันเกิดจากโทสะ โมหะ โดยทำนองเดียวกัน. ๒. บาลี ปาฏิกสูตร ปา. ที. ๑๑/๒๙/๑๓. ตรัสแก่ภัคควโคตตปริพพาชก ที่อารามของเขา. ๓. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๓๓/๕๐๓. ตรัสแก่พราหมณ์และคหบดี ชาวบ้านเวนาคปุระ แคว้นโกศล.
หน้า 373 T 5.4.98
ที่นิยมเป็นของสูงในยุคนั้น) นั้น เป็นของหาได้ยากสำหรับบรรพชิต, อีกประการหนึ่งครั้นได้มาแล้ว ก็ย่อมไม่สมควรแก่การบริโภค. พราหมณ์ ! ที่นั่งสูง ที่นอนใหญ่ สามชนิด ที่เราหาได้ง่าย ไม่ลำบาก ไม่ฝืดเคืองในบัดนี้. สามชนิดคืออะไรเล่า ? คือ ที่นั่งสูง ที่นอนใหญ่ อันเป็นทิพย์ อันเป็นพรหม และเป็นอริยะ. พราหมณ์ ! ในโลกนี้, เราเข้าอาศัยบ้านหรือนิคมใดอยู่ เวลาเช้าครองจีวร เที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านหรือนิคมนั้น. ครั้นเวลาหลังอาหารกลับจากบิณฑบาตแล้ว เที่ยวไปตามแนวป่า. เรานั้น, วัตถุใดมีอยู่ในที่นั้น ๆ จะเป็นหญ้าหรือใบไม้ก็ตาม, คร่ามาแล้ว (ทำเป็นที่รองนั่ง) นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำริสติเฉพาะหน้า, เรานั้นสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึงฌานที่ ๑๑ ...ที่ ๒ ...ที่ ๓ ...ที่ ๔ อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่, พราหมณ์ ! ราขณะเมื่อเป็นอย่างนี้ ถ้าเดินอยู่, ในสมัยนั้นสถานที่ตรงนั้น ก็ชื่อว่า ที่จงกรมทิพย์, ถ้ายืนอยู่ สถานที่ตรงนั้น ในสมัยนั้น ก็ชื่อว่า ที่ยืนอันเป็นทิพย์, ถ้านั่งอยู่ สถานที่ตรงนั้น ในสมัยนั้น ก็ชื่อว่า อาสนะทิพย์, ถ้าสำเร็จการนอนอยู่ สถานที่ตรงนั้น ในสมัยนั้น ก็ชื่อว่า ที่นอนอันเป็นทิพย์, พราหมณ์ ! นี่แล ที่นั่งนอนสูงใหญ่อันเป็นทิพย์ ซึ่งในบัดนี้เราหาได้ง่าย ไม่ลำบากฝืดเคืองเลย. พราหมณ์ ! ในโลกนี้ เราเข้าอาศัยบ้านหรือนิคมใดอยู่ เวลาเช้าครองจีวรเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านหรือนิคมนั้น. ครั้นเวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว เที่ยวไปตามแนวป่า. เรานั้น, วัตถุใดมีอยู่ในที่นั้น ๆ จะเป็นหญ้าหรือใบไม้ก็ตาม, คร่ามาแล้ว (ทำเป็นที่รองนั่ง) นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ________________________________ ๑. ที่ละไว้ด้วยจุด ดูคำเต็มในข้อว่าด้วยการประทมอย่างตถาคต, ภาคนี้.
หน้า 374 T 5.4.98
ดำรงสติเฉพาะหน้า. เรานั้น แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ทั้งเบื้องบนเบื้องต่ำ เบื้องขวาง ทั่วทุกทางเสมอหน้ากันตลอดโลกทั้งปวงที่มีอยู่ ด้วยจิตอันประกอบด้วยเมตตา อันไพบูลย์ ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวง ไม่มีประมาณไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ; ด้วยจิตอันประกอบด้วยกรุณา อันไพบูลย์ ประกอบด้วย คุณอันใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ; ด้วยจิตอันประกอบ ด้วยมุทิตา อันไพบูลย์ ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวรไม่มีพยาบาท ; ด้วยจิตอันประกอบด้วยอุเบกขา อันไพบูลย์ ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท ; พราหมณ์ ! เราขณะเมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ ถ้าเดินอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่นั้น ก็ชื่อว่า ที่จงกรมพรหม, ถ้ายืนอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่นั้น ก็ชื่อว่า ที่ยืนพรหม, ถ้านั่งอยู่, ในสมัยนั้นสถานที่นั้นก็ชื่อว่า อาสนะพรหม, ถ้านอนอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่นั้นก็ชื่อว่า ที่นอนพรหม, พราหมณ์ ! นี่แล ที่นั่งนอนสูงใหญ่อันเป็นพรหม ซึ่งในบัดนี้เราหาได้โดยง่าย ไม่ลำบากฝืดเคืองเลย. พราหมณ์ ! ในโลกนี้ เราเข้าอาศัยบ้านหรือนิคมใดอยู่ เวลาเช้าครองจีวรเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านหรือนิคมนั้น. ครั้นเวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว เที่ยวไปตามแนวป่า. เรานั้น วัตถุใดมีอยู่ในที่นั้น ๆ จะเป็นหญ้าหรือใบไม้ก็ตาม คร่ามาแล้ว (ทำเป็นที่รองนั่ง) นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. เรานั้น ย่อมรู้ทั่วถึง (ในใจเราเอง) อย่างนี้ว่า ราคะเราละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนต้นตาลขาดที่คอแล้วทำให้มีไม่ได้อีกแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา, ว่าโทสะ เราละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนต้นตาลขาดที่คอแล้ว ทำให้มีไม่ได้อีกแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา, และว่า โมหะ เราละได้ขาดแล้ว
หน้า 375 T 5.4.99
ถอนขึ้นทั้งรากแล้ว ทำให้เหมือนต้นตาลขาดที่คอแล้ว ทำให้มีไม่ได้อีกแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดังนี้. พราหมณ์ ! เราขณะเมื่อเป็นอย่างนี้ ถ้าเดินอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่นั้น ก็ชื่อว่า ที่จงกรมอริยะ. ถ้ายืนอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่นั้น ก็ชื่อว่า ที่ยืนอริยะ. ถ้านั่งอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่นั้น ก็ชื่อว่า อาสนะอริยะ. ถ้านอนอยู่, ในสมัยนั้น สถานที่นั้นก็ชื่อว่า ที่นอนอริยะ. พราหมณ์ ! นี่แล ที่นั่งสอนสูงใหญ่อันเป็นอริยะ ซึ่งในบัดนี้ เราหาได้โดยง่าย ไม่ลำบากฝืดเคืองเลย. วิหารธรรมที่ทรงอยู่มากที่สุด ตลอดพระชนม์ ๑ พระอานนท์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในแคว้นสักกะ ที่ศากยนิคมชื่อนครกะ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ณ ที่นั้น ข้าพระองค์ได้ฟังมาได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคว่า ‘อานนท์ ! ในกาลบัดนี้ เราตถาคตย่อมอยู่ด้วยสุญญตาวิหารเป็นส่วนมาก’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ! ข้อนี้เป็นอันว่า ข้าพระองค์ได้ฟังมาดี ได้รับมาดี ได้ทำในใจไว้ดี ได้ทรงจำไว้ดีแลหรือ พระเจ้าข้า !” อานนท์ ! ถูกแล้ว ข้อนั้นเป็นอันว่าเธอได้ฟังแล้วดี ได้รับแล้วดี ได้ทำในใจไว้แล้วดี ได้ทรงจำไว้แล้วดี, แล้ว. อานนท์ ! ทั้งในกาลก่อนและในกาล นี้ เราตถาคตย่อมอยู่ด้วยสุญญตาวิหารเป็นส่วนมาก. (ต่อจากนี้ ได้ตรัสถึงสิ่งที่เรียกว่าสุญญตาวิหารพร้อมทั้งอุปมาเป็นลำดับไป ตั้งต้นแต่คามสัญญา - มนุสสสัญญา - อรัญญสัญญา - ปฐวีสัญญา - อากาสานัญจายตนสัญญา - วิญญาณัญ ________________________________ ๑. บาลี จูฬสุญญตสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๒๖/๓๓๔. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่บุพพาราม มิคารมาตุปราสาท.
หน้า 376 T 5.4.100
จายตนสัญญา - อากิญจัญญายตนสัญญา - กระทั่งถึงเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ซึ่งยังมิใช่เป็นชั้นปรมานุตตรสุญญตา ; แล้วตรัสถึงอนิมิตตเจโตสมาธิ และการรู้ซึ่งโทษแห่งความเป็นสังขตธรรมของสมาธินั้น มีจิตพ้นจากอาสวะทั้ง ๓ ไม่มีความกระวนกระวาย (ทรถา) เพราะอาศัยอาสวะทั้ง ๓ นั้นมีแต่สักว่าความกระวนกระวาย (ทรถมตฺตา) อันเกิดจากการมีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติบ้าง ; และตรัสเรียกวิหารธรรมนี้ว่า ปรมานุตตรสุญญตา ; และทรงยืนยันว่า มีหลักอย่างนี้ทั้งในกาลอดีต อนาคต ปัจจุบัน ; และทรงชักชวนให้ศึกษาการเข้าอยู่ด้วยปรมานุตตรสุญญตา.) ทรงอยู่ด้วยสุญญตาวิหารแม้ใจขณะแห่งธรรมกถา ๑ อานนท์ ! ก็วิหารธรรมนี้แล เราตถาคตได้รู้พร้อมเฉพาะ (ตรัสรู้) แล้วในที่เป็นที่ตรัสรู้นั้น ; นั่นคือ ตถาคตเข้าถึงแล้วแลอยู่ ซึ่งสุญญตาวิหารอันเป็น ภายใน เพราะไม่กระทำในใจซึ่งนิมิต (ภายนอก) ทั้งปวง. อานนท์ ! ในขณะนั้นที่ตถาคตอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ ถ้ามีผู้เข้ามาหา เป็นภิกษุบ้าง ภิกษุณีบ้าง อุบาสกบ้าง อุบาสิกาบ้าง ราชาบ้าง ราชอำมาตย์บ้าง เดียรถีย์บ้าง สาวกเดียรถีย์บ้าง ; อานนท์ ! ในกรณีนั้น ตถาคตมีจิตที่ยังคงน้อมอยู่ในวิเวก โน้มอยู่ในวิเวก แนบแน่นอยู่ในวิเวก อยู่นั่นเอง เป็นจิตหลีกออกจากโลกิยธรรม ยินดียิ่งแล้วในเนกขัมมะเกลี้ยงเกลาแล้วจากอาสวัฏฐานิยธรรมโดยประการทั้งปวง กระทำซึ่งกถาอันเนื่องเฉพาะด้วยการชี้ชวนในการออก (จากทุกข์) โดยส่วนเดียวเท่านั้น. อานนท์ ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ ถ้ามีภิกษุปรารถนาว่า “เราพึงเข้าถึงสุญญตาวิหารอันเป็นภายใน แล้วแลอยู่” ดังนี้ไซร้ ; อานนท์ ! ภิกษุนั้นพึงกระทำจิตในภายในนั่นแหละ ให้เป็นจิตตั้งอยู่อย่างสม่ำเสมอ ให้เป็นจิตหยุดพัก ให้เป็นจิตมีอารมณ์เดียว ให้เป็นจิตตั้งมั่น. ________________________________ ๑. บาลี มหาสุญญตสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๓๖/๓๔๖. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ฆฏายศากยวิหาร.
หน้า 377 T 5.4.101
หมายเหตุ : ขอให้สังเกตให้เห็นว่า แม้เมื่อจิตอยู่ด้วยสุญญตาวิหาร คือไม่กำหนด นิมิตหรืออารมณ์ภายนอกทั้งปวง จิตรู้สึกอยู่ในรสของพระนิพพาน ; โดยไม่ต้องสูญเสีย ความรู้สึกเช่นนั้นไปจากจิต ปากก็ยังพูดเรื่องราวที่เคยพูดมาจนชินได้ โดยเฉพาะในกรณีนี้ คือเรื่อง แห่งความดับทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องที่แจ่มแจ้งและเคยชินสำหรับพระองค์อย่างถึงที่สุด นั่นเอง ปากจึงทำการพูดออกไปได้ด้วยจิตใต้สำนึกที่เคยชินต่อเรื่องนั้น โดยที่จิตไม่ต้อง หยุดจากการดื่มรสของสุญญตาวิหารแม้ในขั้นที่เป็นปรมานุตตรสุญญตา (ซึ่งมีอธิบาย อยู่ที่หน้า ๓๗๖ บรรทัดที่ ๓ ไป (จากบรรทัดเลขหน้า) แห่งหนังสือเล่มนี้) ของพระองค์ ราวกะว่ามีจิตสองจิตหรือสองชั้นทำงานร่วมกัน. จะยุกติเป็นอย่างไร ขอฝากท่าน ผู้คงแก่การปฏิบัติธรรม วินิจฉัยดูด้วยตนเองเถิด. - ผู้รวบรวม. ทรงเป็นสมณะสุขุมาลในบรรดาสมณะ ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อใครจะกล่าวผู้ใด ว่าเป็นสมณะสุขุมาลในบรรดาสมณะทั้งหลายแล้ว เขาพึงกล่าวเรานี่เองว่า เป็น สมณะสุขุมาลในบรรดาสมณะทั้งหลาย. ภิกษุ ท. ! เราใช้สอยจีวรเป็นอันมากเพราะถูกเขาอ้อนวอน ที่ไม่ถูกใครอ้อนวอนให้ใช้สอยนั้นมีน้อย. เราฉันบิณฑบาตเป็นส่วนมาก เพราะถูกเขาอ้อนวอน ที่ไม่ถูกใครอ้อนวอนให้ฉันนั้น เป็นส่วนน้อย. เราใช้สอยเสนาสนะเป็นส่วนมาก เพราะถูกเข้าอ้อนวอน ที่ไม่ถูกใครอ้อนวอนให้ใช้สอยนั้นเป็นส่วนน้อย. เราฉันคิลานปัจจยเภสัชเป็นส่วนมาก เพราะถูกเขาอ้อนวอน ที่ไม่ถูกใครอ้อนวอนให้ฉันนั้น มีเป็นส่วนน้อย. ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๑๕/๘๗. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 378 T 5.4.101
ภิกษุ ท. ! เราอยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลายเหล่าใด ภิกษุเหล่านั้น พากันประพฤติกายกรรมต่อเราเป็นที่น่าพอใจเป็นส่วนมาก ที่ไม่เป็นที่น่าพอใจนั้นเป็นส่วนน้อย, ภิกษุเหล่านั้น พากันประพฤติวจีกรรมต่อเราเป็นที่น่าพอใจเป็นส่วนมาก ที่ไม่เป็นที่น่าพอใจนั้นเป็นส่วนน้อย, ภิกษุเหล่านั้น พากันประพฤติมโนกรรมต่อเรา เป็นที่น่าพอใจเป็นส่วนมาก ที่ไม่เป็นที่น่าพอใจนั้นมีเป็นส่วนน้อย, ย่อมแสดงความเคารพนับถือเป็นที่น่าพอใจทั้งนั้น ที่ไม่น่าพอใจนั้น มีเป็นส่วนน้อย. ภิกษุ ท. ! ความเจ็บป่วยใด ๆ ที่มีน้ำดีเป็นสมุฏฐาน หรือมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน หรือมีลมเป็นสมุฏฐาน หรือมีสันนิบาตเป็นสมุฏฐาน หรือมีฤดูเปลี่ยนแปลงเป็นสมุฏฐาน หรือมีการบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอเป็นสมุฏฐานหรือมีการถูกแกล้งทำร้ายเป็นสมุฏฐาน หรือมีผลกรรมเป็นสมุฏฐานก็ตาม ; ความเจ็บป่วยเหล่านั้น มีแก่เราไม่มากเลย. เราเป็นผู้มีอาพาธน้อย. ภิกษุ ท. ! เราเป็นผู้ได้ฌานทั้งสี่ อันเป็นสุขวิหารในทิฏฐธรรมอันอาศัยจิตอันยิ่ง โดยง่าย โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบากเลย, ย่อมทำให้แจ้งได้ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะสิ้นอาสวะ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในทิฏฐธรรมนี้ แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท. ! ฉะนั้น เมื่อใคร ๆ จะกล่าวโดยถูกต้อง ว่าผู้ใดเป็นสมณะสุขุมาลในบรรดาสมณะทั้งหลายแล้ว เขาพึงกล่าวเรานี่แล ว่าเป็นสมณะสุขุมาลในบรรดาสมณะทั้งหลาย ดังนี้.
หน้า 379 T 5.4.103
ทรงอยู่อย่างมีจิตที่ปราศจาก “หัวคันนา” ๑ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระตถาคตสลัดแล้ว ปราศจากแล้ว พ้นพิเศษแล้วจากธรรมเท่าไร จึงทรงอยู่อย่างมีจิตปราศจากสิ่งที่เปรียบเสมือนเครื่องกั้นเขต พระเจ้าข้า ?” วาหุนะ ! ตถาคต สลัดแล้ว ปราศจากแล้ว พ้นพิเศษแล้ว จากธรรม ท. ๑๐ อย่าง จึงอยู่อย่างมีจิตปราศจากสิ่งที่เปรียบเสมือนเครื่องกั้นเขต. ธรรม ท. ๑๐ อย่างนั้น คืออะไรเล่า ? คือ ตถาคตสลัดแล้ว ปราศจากแล้ว พ้นพิเศษแล้วจาก รูป จาก เวทนา จาก สัญญา จาก สังขาร ท. จาก วิญญาณ จาก ชาติ จาก ชรา จาก มรณะ จาก ทุกข์ ท. จาก กิเลส ท. จึงอยู่อย่างมีจิตปราศจากสิ่งที่เปรียบเสมือน เครื่องกั้นเขต. วาหุนะ ! เปรียบเหมือน ดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบัวบุณฑริกเกิดแล้วเจริญแล้ว ในน้ำ โผล่พ้นขึ้นจากน้ำตั้งอยู่โดยไม่เปื้อนด้วยน้ำ, ฉันใด; วาหุนะ ! ตถาคต ก็สลัดแล้ว ปราศจากแล้ว พ้นพิเศษแล้ว จากธรรม ท. ๑๐ อย่างเหล่านี้อยู่อย่างมีจิตปราศจากสิ่งที่เปรียบเสมือนเครื่องกั้นเขต ฉันนั้นแล. ทรงทำนาที่มีอมตะเป็นผล ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบอุปนิสัยของพราหมณ์ผู้นี้แล้ว เสด็จไปบิณฑบาตที่นาของพราหมณ์ ขณะกำลังประชุมพวกพ้อง ทำมงคลแรกนากันอยู่อย่างเอิกเกริก พราหมณ์เห็นพระองค์ มายืนอยู่ใกล้ ๆ จึงกล่าวบริภาษพระองค์ขึ้นก่อนดังต่อไปนี้ : ________________________________ ๑. บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๑๖๒/๘๑. ตรัสแก่พระวาหุนะ ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคครา ใกล้เมืองจัมปา. ๒. บาลี พราหมณสํยุตต์ สคา. สํ. ๑๕/๒๕๓/๖๗๒. ตรัสแก่พราหมณ์กสิภารทวาช ที่นาตำบล พราหมณคาม ทักขิณาคิรีชนบท แคว้นมคธ.
หน้า 380 T 5.4.103
“สมณะ ! เราย่อมไถ ย่อมหว่าน, ครั้นไถแล้วหว่านแล้ว จึงได้บริโภค. สมณะ ! ถึงแม้ท่านก็จงไถหว่านเข้าซิ ครั้นไถแล้วหว่านแล้ว จักได้บริโภค”. พราหมณ์ ! ถึงแม้เรา ก็ย่อมไถ ย่อมหว่าน, ครั้นไถแล้วหว่านแล้ว จึงได้บริโภคเหมือนกัน. “ก็พวกเราไม่เห็นแอก ไถ ผาล ปฏัก หรือโคของพระโคดมเลย. แต่พระโคดมซิมากล่าวอยู่ดังนี้”. ครั้นพราหมณ์กล่าวดังนี้แล้ว ได้กล่าวคำที่ผูกเป็นกาพย์สืบไป เป็นการโต้ตอบกัน : “ท่านปฏิญญาตัวเองว่าเป็นชาวนา แต่เรามิได้เห็นไถ ของท่าน. ท่านผู้เป็นชาวนา ถูกเราถามแล้ว จงบอก โดยวิธีที่เราจะรู้จักการไถหว่านของท่านเถิด”. “ศรัทธาเป็นพืช”, พระองค์ตอบ, “ความเผาผลาญกิเลสเป็นน้ำฝน, ปัญญา ของเรา เป็นแอก และคันไถ, หิริเป็นงอนไถ, ใจเป็นเชือกชัก, สติเป็นผาลแลปฏัก, การคุมกาย คุมวาจา คุมท้องในเรื่องอาหาร เป็นรั้วนา, เราทำความสัจจ์ ให้เป็นผู้ถากหญ้าทิ้ง, ความยินดีใน พระนิพพาน (ที่เราได้รู้รสแล้ว) เป็นกำหนดการเลิก ทำนา, ความเพียรของเรา เป็นผู้ลากแอกไป ลากไปสู่ แดนอันเป็นที่เกษมจากโยคะ, ไปอยู่ ๆ ไม่เวียนกลับ, สู่ที่ซึ่งบุคคลไปถึงแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก. การไถนา
หน้า 381 T 5.4.105
ที่ไถแล้วอย่างนี้ นานั้นย่อมมี อมตะ คือความไม่ตาย เป็นผล, ครั้นไถนานี่เสร็จแล้ว ย่อมหลุดพ้นจาก ความทุกข์ ทั้งปวง”. การทรงหลีกเร้นเป็นพิเศษบางคราว ๑ ภิกษุทั้งหลาย ! บัดนี้เราปรารถนาเพื่อจะอยู่หลีกเร้น ตลอดเวลานานกึ่งเดือน ใคร ๆ ไม่พึงเข้าไปหาเรา เว้นแต่ภิกษุผู้นำอาหารบิณฑบาตไปให้รูปเดียว. (การหลีกเร้นเช่นนี้ เรียกว่าปฏิสัลลีนะ. ทรงหลีกบ่อย ๆ หลังจากต้องทรง “รับแขก” แทบหาเวลาพักผ่อนมิได้ ตลอด ๒๐ ชั่วโมง ในวันหนึ่ง. ในการหลีกเร้นนี้ ทรงอยู่ด้วยสุขเกิดแต่วิเวกของฌาน ซึ่งเป็นสุขอย่างยิ่ง ในบรรดาสุขที่จะถือเอาได้ในเมื่อยังทรงมีชีวิตอยู่. แต่สำหรับสาวก ผู้ไม่ต้อง “รับแขก” มากอย่างพระองค์ ไม่ปรากฏว่าต้องอยู่ปฏิสัลลีนะ จำกัดเด็ดขาดเช่นนี้ เนื่องจากธรรมดาก็มีโอกาสอยู่วิเวกมากอยู่แล้วนั่นเอง. และบาลีในมหาวาร. สํ. ๑๙/๔๑๒/๑๓๖๓ กล่าวถึงทรงอยู่ปฏิสัลลีนะชนิดนี้ นานถึง๓ เดือน, ออกแล้วทรงแสดงอานิสงส์ของอานาปานสติ อย่างพิสดาร). ยังทรงมากอยู่ด้วยเขมวิตกและวิเวกวิตก ๒ ภิกษุ ท. ! วิตกสองอย่าง คือ เขมวิตก และ วิเวกวิตก ย่อมรบเร้าเรียกร้องตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ เป็นอย่างมาก. ________________________________ ๑. บาลี มหาวิภังค์ วินัยปิฎก ๑/๑๒๘/๑๗๖. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี. ๒. บาลี อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๕๓/๒๑๖.
หน้า 382 T 5.4.105
ภิกษุ ท. ! ตถาคต เป็นผู้ มีความไม่เบียดเบียนเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในความไม่เบียดเบียน. ภิกษุ ท. ! เขมวิตกนั่นแหละ ย่อมรบเร้าเรียกร้องตถาคตผู้มีความไม่เบียดเบียนเป็นที่มายินดี ยินดีในความไม่เบียดเบียน, เป็นอย่างมาก ว่า “ด้วยพฤติกรรมอันนี้ เราย่อมไม่ทำสัตว์ไร ๆให้ลำบาก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ที่ยังหวั่นไหวอยู่ หรือเป็นสัตว์ที่มั่นคงแล้ว” ดังนี้ ภิกษุ ท. ! ตถาคต เป็นผู้ มีปวิเวก (ความสงบสงัด) เป็นที่มายินดียินดีแล้วในปวิเวก. ภิกษุ ท. ! วิเวกวิตกนั้นแหละ ย่อมรบเร้าเรียกร้องตถาคตผู้มีปวิเวกเป็นที่มายินดี ยินดีในปวิเวก, เป็นอย่างมาก ว่า “สิ่งใดเป็นอกุศล สิ่งนั้นเราละได้แล้ว” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ แม้พวกเธอก็จงเป็นผู้มีความไม่เบียดเบียนเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในความไม่เบียดเบียน อยู่เถิด. ภิกษุ ท. ! เมื่อเธอ ท. เป็นผู้มีความไม่เบียดเบียนเป็นที่มายินดี ยินดีในความไม่เบียดเบียนอยู่, เขมวิตกนั่นแหละ จักรบเร้าเรียกร้องเธอ ท. เป็นอย่างมาก ว่า “ด้วยพฤติกรรมนี้เรา ท. ย่อมไม่ทำสัตว์ไร ๆ ให้ลำบาก ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังหวั่นไหวอยู่ หรือ เป็นสัตว์ที่มั่นคงแล้ว” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! พวกเธอ จงเป็นผู้มีปวิเวกเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในปวิเวกอยู่เถิด. ภิกษุ ท. ! เมื่อเธอ ท. เป็นผู้มีปวิเวกเป็นที่มายินดี ยินดีในปวิเวกอยู่, วิเวกวิตกนั่นแหละ จักรบเร้าเรียกร้องเธอ ท. เป็นอย่างมาก ว่า “อะไร เป็นอกุศล. อะไร เรายังละไม่ได้, เราจะละอะไร” ดังนี้.
หน้า 383 T 5.4.106
การเสด็จสุทธาวาส ๑ ภิกษุ ท. ! ในกาลครั้งหนึ่ง เราพักอยู่ ณ ควงพญาไม้สาละ ป่าสุภวันในเขตอุกกัฏฐนคร. เมื่อเราเร้นอยู่ ณ ที่นั้น ได้เกิดความคิดขึ้นในใจว่าภพเป็นที่กำเนิดที่เราไม่เคยกำเนิดนั้น ไม่หาได้ง่าย ๆ เลย นอกจากชั้นสุทธาวาสประเภทเดียว. ถ้ากระไร เราพึงไปหาพวกเทพชั้นสุทธาวาสเถิด. ลำดับนั้น เราได้ออกจากควงพญาไม้สาละ ป่าสุภวัน ในเขตอุกกัฏฐนคร ไปปรากฏอยู่ในหมู่เทวดาชั้นอวิหา รวดเร็วเท่าเวลาที่บุรุษแข็งแรง เหยียดแขนออกแล้วงอเข้า เท่านั้น. ภิกษุ ท. ! หมู่เทวดานับร้อยนับพันเป็นอันมาก ในเทพนิกายนั้นได้เข้ามาหาเรา ครั้นไหว้แล้ว ยืนอยู่ที่ควร. (พวกเทพชาวสุทธาวาสชั้นนั้น ได้ทูลเล่าเรื่องการบังเกิดขึ้นในโลก ของบรรดาพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ว่า มีชาติ ชื่อ โคตร ศีล ธรรมปัญญา วิหารธรรม และวิมุตติเป็นต้น ว่าเป็นอย่างนั้น ๆ. แล้วเล่าถึงความที่ตนเองได้เคยประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธเจ้าองค์นั้น ๆ, จึงได้มีการคลายความพอใจในกามทั้งหลาย ได้มาบังเกิดในพรหมวิมานนั้น ๆ). ภิกษุ ท. ! ลำดับนั้น เราพร้อมด้วยเทวดาชั้นอวิหา ได้พากันไปยังสุทธาวาสชั้นอตัปปา, เราพร้อมด้วยเทวดาทั้งสองชั้น ได้พากันไปยังสุทธาวาสชั้นสุทัสสา, เราพร้อมด้วยเทวดาทั้งสามชั้นนั้น ได้พากันไปยังสุทธาวาสชั้นสุทัสสี, และรวมพร้อมกันทั้งหมด ไปยังสุทธาวาสชั้นสุด คืออกนิฏฐาแล้ว. ________________________________ ๑. บาลี มหาปทานสูตร มหา. ที. ๑๐/๕๗/๕๕. ตรัสเล่าแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 384 T 5.4.107
(เทพเหล่านั้นได้กล่าวเล่าข้อความกราบทูลพระองค์ ถึงเรื่องพระพุทธเจ้าบรรดาที่ล่วง ไปแล้ว และเล่าถึงการประพฤติพรหมจรรย์ของตนในชาติที่พบพระพุทธเจ้านั้น ทำนองเดียวกัน ทุกชั้น) การเสด็จไปทรมานพกพรหมผู้กระด้างด้วยลัทธิ ๑ ภิกษุ ท. ! ในกาลครั้งหนึ่ง เราพักอยู่ ณ ควงพญาไม้สาละ ป่าสุภควันในเขตอุกกัฏฐนคร. ภิกษุ ท. ! สมัยนั้น พกพรหมมีทิฏฐิอันชั่วร้ายอย่างนี้ว่า “พรหมสภาวะเช่นนี้ เป็นของเที่ยง (นิจฺจํ) ยั่งยืน (ธุวํ) มีอยู่เสมอ (สสฺสตํ) เป็นของอย่างเดียวตลอดกาล (เกวลํ) มีความไม่เคลื่อนเป็นธรรมดา (อจวนธมฺมํ) ; เพราะว่าพรหมสภาวะเช่นนี้ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่เคลื่อน ไม่อุบัติ ; ก็แหละไม่มี สภาวะอื่นที่เป็นนิสสรณะเครื่องออกไปจากทุกข์ ยิ่งไปกว่าพรหมสภาวะนี้” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ครั้งนั้นแล เรารู้ปริวิตกของพกพรหมในใจด้วยใจแล้วละจากควงแห่งพญาไม้สาละ ไปปรากฏตัวในพรหมโลกนั้น ชั่วเวลาสักว่า บุรุษแข็งแรงเหยียดแขนหรือคู้แขนเท่านั้น. ภิกษุ ท. ! พกพรหมได้เห็นเราผู้มาอยู่จากที่ไกล แล้วได้กล่าวกะเราว่า “ท่านผู้นิรทุกข์ ! เข้ามาเถิด, ท่านผู้นิรทุกข์ ! ท่านมาดีแล้ว, ท่านผู้นิรทุกข์ ! ต่อนาน ๆ ท่านจึงจะมาถึงที่นี้. ท่านผู้นิรทุกข์ ! พรหมสภาวะนี้ เป็นของเที่ยง ยั่งยืน มีอยู่เสมอ เป็นของอย่างเดียวตลอดกาล มีความไม่เคลื่อนเป็นธรรมดา ; เพราะว่าพรหม- ________________________________ ๑. บาลี พรหมนิมันตนิกสูตร มู.ม. ๑๒/๕๙๐/๕๕๒. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
หน้า 385 T 5.4.107
สภาวะนี้ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่เคลื่อน ไม่อุบัติ ; ก็แหละไม่มีสภาวะอื่นที่เป็นนิสสรณะเครื่องออกไปจากทุกข์ ยิ่งไปกว่าพรหมสภาวะนี้” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เมื่อพกพรหมกล่าวอย่างนี้, เราได้กล่าวกะเขาว่า “พกพรหมผู้เจริญไปสู่อวิชชาเสียแล้วหนอ ! พกพรหมผู้เจริญไปสู่อวิชชาเสียแล้วหนอ ! คือข้อที่ท่านกล่าวสิ่งที่ไม่เที่ยงเลย ว่าเป็นของเที่ยง, กล่าวสิ่งที่ไม่ยั่งยืนเลย ว่ายั่งยืน, กล่าวสิ่งที่ไม่มีอยู่เสมอ ว่าเป็นของมีอยู่เสมอ, กล่าวสิ่งที่ไม่เป็นของอย่างเดียวตลอดกาล ว่าเป็นของอย่างเดียวตลอดกาล, กล่าวสิ่งมีความเคลื่อนเป็นธรรมดา ว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีความเคลื่อนเป็นธรรมดา ; และข้อที่ กล่าวสิ่งที่เกิด ที่แก่ ที่ตายที่เคลื่อน ที่อุบัติ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่เคลื่อน ไม่อุบัติ ; และกล่าวนิสสรณะอันยิ่งอื่นที่มีอยู่ ว่าไม่มีนิสสรณะอื่นที่ยิ่งกว่า” ดังนี้. .... หมายเหตุ : ข้อความตอนต่อไปจากข้างบนนี้ ยังมีอีกยืดยาว ; กล่าวถึงมาร มาช่วยพวกพรหมโต้กับพระองค์ ทั้งขู่ทั้งล่อ เพื่อให้พระองค์ทรงยอมตามพวกพรหม. แม้พกพรหมก็ยังยืนยันและอธิบายลัทธินั้นด้วยอุปมาที่น่าคล้อยตาม. ทรงแก้คำของ พรหมด้วยอาการต่าง ๆ เช่นว่าพกพรหมยังไม่รู้จักพรหมที่เหนือขึ้นไปจากตน เช่นพรหม พวกอาภัสสระ–สุภกิณหะ–เวหัปผละ ; และทรงแสดงข้อที่พระองค์ไม่ทรงยึดถือดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นต้น. ในที่สุด มีการท้าให้มีการเล่นซ่อนหากัน และทรงชนะ แล้วตรัสคาถา ที่เป็นหัวใจแห่งพุทธศาสนาที่เหนือกว่าพรหมโดยประการทั้งปวง กล่าวคือความรู้สึก ที่อยู่เหนือภพและวิภพ ซึ่งพุทธบริษัททุกคนควรสนใจอย่างยิ่ง. พวกพรหมยอมแพ้ มารก็ยอมรับแต่ก็ยังแค่นขอร้องอย่าให้พระองค์ ทรงสอนลัทธิของพระองค์เลย ; ตรัสตอบมารว่านั่นมันไม่เป็นความเกื้อกูลแก่สัตว์โลก ; สัมมาสัมพุทธะที่มารอ้างมานั้น เป็นสัมมา
หน้า 386 T 5.4.108
สัมพุทธะเก๊. ข้อความที่เป็นรายละเอียดพึงดูได้จากบาลีพรหมนิมันตนิกสูตร มู.ม. เล่ม ๑๒ ตั้งแต่หน้า ๕๙๑ เป็นต้นไป หรือตั้งแต่บรรพ ๕๕๓ เป็นต้น ไปจนจบสูตร. บาลีพระสูตรนี้สำคัญมาก ได้กล่าวถึงหัวใจของพุทธศาสนาในรูปปุคคลาธิษฐาน ถึงกับสมมติให้เป็นการโต้กัน ระหว่างลัทธิที่มีอาตมันกับไม่มีอาตมัน ; ควรแก่ การศึกษาอย่างยิ่ง. - ผู้รวบรวม. ทรงมีฌานแน่วแน่ชั้นพิเศษ ๑ ปุกกุสะ ! คราวหนึ่งเราอยู่ที่โรงกระเดื่องเมืองอาตุมา. คราวนั้นกำลังฝนตก กำลังสายฟ้าคะนองอยู่ ฟ้าผ่าลงในที่ไม่ไกลจากโรงกระเดื่อง ถูกชาวนาสองคนพี่น้อง และวัวลากเข็นสี่ตัว. ปุกกุสะ ! ชาวเมืองอาตุมาพากันออกมาสู่ที่ที่สองพี่น้องและวัวทั้งสี่ถูกฟ้าผ่านั้น, เขากำลังชุลมุนกันอยู่อย่างนั้น เราออกจากโรงกระเดื่องแล้ว จงกรมอยู่ในที่กลางแจ้งไม่ไกลจากโรง. บุรุษผู้หนึ่งออกมาจากหมู่ชนเข้าไปหาเรา อภิวาทแล้วยืนอยู่. ปุกกุสะ ! เราถามบุรุษผู้ยืนอยู่แล้วนั้นว่า หมู่ชนนั้น จับกลุ่มกันทำไม ? เขาตอบเรา ว่า “ท่านผู้เจริญ ! เมื่อฝนตกฟ้าคะนองอยู่ ฟ้าผ่าลงในที่ไม่ไกลจากโรงกระเดื่อง ถูกชาวนาสองพี่น้องและวัวลากเข็นสี่ตัว ชาวเมืองพากันมาประชุมแล้วในที่นั้น. ท่านผู้เจริญ ! ก็ท่านอยู่เสียที่ไหนเล่า ?” เราอยู่ในโรงกระเดื่องนี้ นี่เอง. “ท่านผู้เจริญ ! ท่านไม่ได้ยินหรือ ?” ________________________________ ๑. บาลี มหาปรินิพพานสูตร, มหา. ที. ๑๐/๑๕๓/๑๒๑. ตรัสแก่ปุกกุสมัลลบุตร ในระหว่างทางไปเมืองกุสินารา เนื่องจากปุกกุสะ ทูลเล่าเรื่อง อาฬาร กาลามโคตร นั่งสมาธิอยู่ข้างทาง เกวียนผ่านไป ๕๐๐ เล่มไม่ได้ยินเลย.
หน้า 387 T 5.4.109
เราไม่ได้ยินเลย, ท่าน ! “ท่านหลับเสียหรือ ? ท่านผู้เจริญ !” เราไม่ได้หลับเลย, ท่าน ! “ท่านมีสัญญา (คือ ความรู้สึก) อยู่หรือ ?” ถูกแล้ว, ท่าน ! เขาได้กล่าวสืบไปว่า “ท่านผู้เจริญ ! ท่านเป็นผู้มีสัญญาตื่นอยู่ เมื่อฝนกำลังตก ฟ้าคะนอง ฟ้าผ่าลงมา ท่านไม่ได้เห็น และทั้งไม่ได้ยิน ดังนั้นหรือ ?” ถูกแล้ว, ท่าน ! ปุกกุสะ ! ลำดับนั้น บุรุษนั้นมีความคิดว่า “น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีเลย ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! พวกบรรพชิตนี้ ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรมอันสงบรำงับจริง ๆ คือท่านก็เป็นผู้มีสัญญาอยู่ ตื่นอยู่ เมื่อฝนกำลังตก ฟ้าคะนอง ฟ้าผ่าอยู่ท่านจักไม่เห็น และจักไม่ได้ยินเลย”, ดังนี้แล้ว ได้ประกาศความเลื่อมใสอย่างสูง ในเรา กระทำประทักษิณ หลีกไปแล้ว. กัลยาณมิตรของพระองค์เอง ๑ อานนท์ ! ภิกษุผู้ชื่อว่า มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์แปด โดยอาการอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญทำให้มากซึ่งสัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสังกัปปะ ...สัมมาวาจา ...สัมมากัมมันตะ ...สัมมาอาชีวะ ...สัมมาวายามะ ...สัมมาสติ ... สัมมาสมาธิชนิดที่วิเวกอาศัยแล้ว ชนิดที่วิราคะอาศัยแล้ว ชนิดที่นิโรธอาศัยแล้ว ชนิดที่น้อมไปรอบเพื่อการเลิกถอน. อานนท์ ! อย่างนี้แล ชื่อว่าภิกษุผู้มีมิตรดีสหายดี เพื่อนดี เจริญทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์แปด. ________________________________ ๑. บาลี โกสลสํยุตต์ สคา. สํ. ๑๕/๑๒๗/๓๘๓. ตรัสแก่พระอานนท์ แล้วทรงนำมาเล่าแก่ พระเจ้าปเสนทิโกศล.
หน้า 388 T 5.4.110
อานนท์ ! ข้อนั้นเธอพึงทราบด้วยปริยายอันนี้เถิด คือว่า พรหมจรรย์นี้ทั้งหมดนั่นเทียว ได้แก่ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี, ดังนี้. อานนท์ ! จริงทีเทียว, สัตว์ ท. ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา ได้อาศัย กัลยาณมิตรของเรา แล้วย่อมพ้นหมด จากชาติ, ผู้มีความแก่ชรา...ความเจ็บป่วย...ความตาย...ความโศกความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความแห้งผากใจ เป็นธรรมดาครั้นได้อาศัย กัลยาณมิตร ของเราแล้ว ย่อมหลุดพ้นหมด จากความแก่ชรา...ความเจ็บป่วย...ความตาย...ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์กาย ทุกข์ใจ ความแห้งผากใจ. อานนท์ ! ข้อนั้น เธอพึงทราบโดยปริยายอันนี้เถิด คือว่า พรหมจรรย์นี้ทั้งหมดนั่นเทียว ได้แก่ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ดังนี้. (บาลีแห่งอื่น (มหาวาร. สํ. ๑๙/๔/๙) กล่าวถึงพระสารีบุตรกราบทูลว่า ความมีกัลยาณมิตร เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น, พระองค์ทรงรับรอง ด้วยถ้อยคำมีเนื้อความอย่างเดียวกันกับข้อความข้างบนนี้ ผิดกันเพียงแต่พระอานนท์กราบทูลว่าเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์เท่านั้น.) (ง. เกี่ยวกับลัทธิอื่น ๆ ๑๖ เรื่อง) พอดวงอาทิตย์ขึ้น หิ่งห้อยก็อับแสง ๑ เป็นอย่างนั้น อานนท์ ! เป็นอย่างนั้น อานนท์ ! ตลอดเวลาที่ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ยังไม่เกิดขึ้นในโลกอยู่เพียงใด, เหล่าปริพพาชก ________________________________ ๑. บาลี ชัจจันธวรรค อุ. ขุ. ๒๕/๑๙๖/๑๔๖. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เชตวัน.
หน้า 389 T 5.4.111
ผู้เป็นเดียรถีย์อื่น๑ ก็ยังเป็นที่สักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม และยังมีลาภด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช อยู่ตลอดเวลาเพียงนั้น. อานนท์ ! ในกาลใด ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบเองเกิดขึ้นในโลก, เมื่อนั้น เหล่าปริพพาชกผู้เป็นเดียรถีย์อื่น ก็หมดความเป็นที่สักการะเคารพนับถือบูชานอบน้อม และไม่มีลาภด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช. ิและในบัดนี้ ตถาคตเป็นที่สักการะเคารพนับถือบูชานอบน้อม และมีลาภด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช, รวมทั้งภิกษุสงฆ์ นี้ด้วย. พระผู้มีพระภาคทรงแจ่มแจ้งในความข้อนี้ ได้ทรงอุทานคำอุทานนี้ขึ้นว่า :- “หิ่งห้อยนั้น ย่อมส่องแสงอยู่ได้ชั่วเวลาที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นมา ครั้นอาทิตย์ขึ้นมา หิ่งห้อยก็หมดแสงไม่มีสว่างอีก. เดียรถีย์ ทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้น. โอกาสอยู่ได้ชั่วเวลาที่บุคคลผู้ตรัสรู้ชอบ ด้วยตนเองยังไม่เกิดขึ้นในโลก. พวกที่ได้แต่นึก ๆ เอา (คือไม่ตรัสรู้) ย่อมบริสุทธิ์ไม่ได้. ถึงแม้สาวกของเขาก็เหมือนกัน. ผู้ที่มีความเห็นผิด จะไม่พ้นทุกข์ไปได้เลย”. ลัทธิของพระองค์กับของผู้อื่น ๒ กัสสปะ ! มีสมณพราหมณ์บางพวก ที่เป็นบัณฑิต มีปัญญาพอตัวเคยทำปรวาทีมาแล้ว มีปัญญาแหลมดุจแทงถูกขนทราย, ดูเที่ยวทำลายอยู่ซึ่ง ________________________________ ๑. คำว่าเดียรถีย์อื่น หมายถึงลัทธิอื่นจากพุทธศาสนา ทุก ๆ ลัทธิ. ๒. บาลี มหาสีหนาทสูตร สี.ที. ๙/๒๐๖/๒๖๑. ตรัสแก่อเจลกัสสปะ ที่กัณณกถลมิคทายวัน.
หน้า 390 T 5.4.112
ความเห็นของเขาอื่นด้วยปัญญาตน. บัณฑิตเหล่านั้น ลงกันได้กับเราในบางฐานะ (บางเรื่อง), ไม่ลงกันได้ในบางฐานะ : บางอย่างพวกนั้นกล่าวว่าดี พวกเราก็กล่าวว่าดี, บางอย่างพวกนั้นกล่าวว่าไม่ดี พวกเราก็กล่าวว่าไม่ดี, บางอย่างพวกนั้นกล่าวว่าดีพวกเรากล่าวว่าไม่ดี, บางอย่างพวกนั้นกล่าวว่าไม่ดี พวกเรากล่าวว่าดี ; บางอย่างพวกเรากล่าวว่า ดี พวกนั้นก็กล่าวว่า ดี, บางอย่างพวกเรากล่าวว่า ไม่ดี พวกนั้นก็กล่าวว่า ไม่ดี, บางอย่างพวกเรากล่าวว่า ดี พวกนั้นกล่าวว่า ไม่ดี, บางอย่างพวกเรากล่าวว่า ไม่ดี พวกนั้นกล่าวว่า ดี ดังนี้. เราเข้าไปหาบัณฑิตเหล่านั้นแล้ว กล่าวว่าแน่ะท่าน ! ในบรรดาฐานะเหล่านั้น ๆ ฐานะใดลงกันไม่ได้ ฐานะนั้น จงยกไว้ ...ฯลฯ... (พูดกันแต่เรื่องที่ลงกันได้). ทรงแสดงอัปปมัญญาธรรมสี่ชนิด ที่สูงกว่าเดียรถีย์อื่น ๑ (พวกเดียรถีย์อื่นถามพระภิกษุที่เข้าไปสนทนาด้วย ว่าพระสมณโคดมแสดงธรรมต่างจากพวกเดียรถีย์อย่างไร ในเมื่อมีการแสดงเรื่องอัปปมัญญาธรรมสี่ คือมีจิตแผ่ไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สู่ทิศทั้งปวง ด้วยระเบียบถ้อยคำที่เท่ากันตรงกันทุกคำพูด ภิกษุเหล่านั้นได้เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคกราบทูลถึงเรื่องนี้ ซึ่งได้ตรัสอัปปมัญญาธรรมสี่ในระดับที่สูงขึ้นไปถึงระดับเจโตวิมุตติ มีข้อความดังต่อไปนี้ :-) ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๖๑/๕๗๔. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่หลิททะวสนนิคม โกลิยชนบท.
หน้า 391 T 5.4.112
ภิกษุ ท. ! พวกเธอพึงกล่าว (ถาม) ปริพพาชกเดียรถีย์อื่นผู้กล่าวอยู่อย่างนั้น ว่า “ท่านผู้มีอายุ ! ก็เมตตาเจโตวิมุตติ ...กรุณาเจโตวิมุตติ ...มุทิตาเจโตวิมุตติ ...อุเบกขาเจโตวิมุตติ เจริญกันแล้วอย่างไร มีคติอย่างไร มีธรรมอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีผลอย่างไร มีที่สุดจบอย่างไร ? (เมื่อตรัส ตรัสทีละอย่าง แยกเป็น ๔ ตอน ตามจำนวนของเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา โดยมีลำดับอักษรอย่างเดียวกัน)” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เมื่อถูกถามอย่างนี้ ปริพพาชกเดียรถีย์อื่น ท. เหล่านั้นจักไม่มีคำตอบ จักอึดอัดใจอย่างยิ่ง. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! เพราะว่า ข้อนั้นไม่อยู่ในวิสัย. ภิกษุ ท. ! เราไม่มองเห็นใครในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ที่จะตอบปัญหานี้ให้เป็นที่พอใจได้ เว้นเสียแต่ตถาคต หรือสาวก ของตถาคต หรือพวกที่ฟังไปจากคนทั้งสองนี้. ภิกษุ ท. ! ก็ เมตตาเจโตวิมุตติ เจริญกันแล้วอย่างไร มีคติอย่างไร มีธรรมอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีผลอย่างไร มีที่สุดจบอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ... ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ...วิริยสัมโพชฌงค์ ...ปีติสัมโพชฌงค์ ...ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ...สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ (เมื่อตรัสตรัสทีละโพชฌงค์ เป็น ๗ ตอน ตามจำนวนของสัมโพชฌงค์ แต่ละโพชฌงค์) เป็นสัมโพชฌงค์ที่สหรคตด้วยเมตตา อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะอาศัยนิโรธะ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ. ถ้าภิกษุนั้นหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ;
หน้า 392 T 5.4.112
ถ้าเธอหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ; ถ้าเธอหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ; ถ้าเธอหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ; ถ้าเธอหวังจะเพิกถอนสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่ปฏิกูล ทั้งสองอย่างนั้นเสีย แล้วเป็นผู้อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้อุเบกขามีสติสัมปชัญญะ ในธรรมนั้นได้ อยู่ ; อีกอย่างหนึ่ง เธอนั้น ย่อมเข้าถึง สุภวิโมกข์ แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท. ! เรากล่าวเมตตาเจโตวิมุตติ ว่าเป็นธรรมมีสุภวิโมกข์เป็นอย่างยิ่ง. ในกรณีนี้ เป็นวิมุตติของภิกษุผู้มีปัญญา ชนิดที่ยังไม่แทงตลอดวิมุตติอันยิ่งขึ้นไป. ภิกษุ ท. ! ก็ กรุณาเจโตวิมุตติ เจริญกันแล้วอย่างไร มีคติอย่างไร มีธรรมอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีผลอย่างไร มีที่สุดจบอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ... ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ...วิริยสัมโพชฌงค์ ...ปีติสัมโพชฌงค์ ...ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ...สมาธิสัมโพชฌงค์ ...อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นสัมโพชฌงค์ที่สหรคตด้วยกรุณา อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธะ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ. ถ้าภิกษุนั้น หวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นได้อยู่ ;
หน้า 393 T 5.4.112
ถ้าเธอหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ; ถ้าเธอหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ; ถ้าเธอหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่ง ที่ปฏิกูลและสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ; ถ้าเธอหวัง จะเพิกถอนสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่ปฏิกูล ทั้งสองอย่างนั้นเสีย แล้วเป็นผู้อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ ในธรรมนั้นได้ อยู่ ; อีกอย่างหนึ่ง เธอนั้นเพราะการก้าวล่วงเสียได้ ซึ่งรูปสัญญา เพราะการตั้งอยู่ไม่ได้แห่งปฏิฆสัญญาเพราะการไม่ทำในใจซึ่งนานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า “อนันโต อากาโส” ดังนี้ แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท. ! เรากล่าวกรุณาเจโตวิมุตติ ว่าเป็นธรรมมีอากาสานัญจายตนะเป็นอย่างยิ่ง. ในกรณีนี้ เป็นวิมุตติของภิกษุมีปัญญาชนิดที่ยังไม่แทงตลอดวิมุตติอันยิ่งขึ้นไป. ภิกษุ ท. ! ก็ มุทิตาเจโตวิมุตติ เจริญกันแล้วอย่างไร มีคติอย่างไร มีธรรมอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีผลอย่างไร มีที่สุดจบอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ... ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ...วิริยสัมโพชฌงค์ ...ปีติสัมโพชฌงค์ ...ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ...สมาธิสัมโพชฌงค์ ... อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นสัมโพชฌงค์ที่สหรคตด้วยมุทิตา อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธะ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ. ถ้าภิกษุนั้นหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ;
หน้า 394 T 5.4.112
ถ้าเธอหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ; ถ้าเธอหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ; ถ้าเธอหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ; ถ้าเธอหวังจะเพิกถอนสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่ปฏิกูลทั้งสองอย่างนั้นเสีย แล้วเป็นผู้อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ ในธรรมนั้นได้ อยู่ ; อีกอย่างหนึ่ง เธอนั้น เพราะการก้าวล่วงเสีย ได้ซึ่งอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง วิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า “อนันตัง วิญญาณัง” ดังนี้ แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท. ! เรากล่าวมุทิตาเจโตวิมุตติว่าเป็นธรรมมีวิญญาณัญจายตนะ เป็นอย่างยิ่ง. ในกรณีนี้ เป็นวิมุตติของภิกษุผู้มีปัญญาชนิดที่ยังไม่แทงตลอดวิมุตติอันยิ่งขึ้นไป. ภิกษุ ท. ! ก็ อุเบกขาเจโตวิมุตติ เจริญกันแล้วอย่างไร มีคติอย่างไรมีธรรมอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีผลอย่างไร มีที่สุดจบอย่างไร ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ... ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ... วิริยสัมโพชฌงค์ ... ปีติสัมโพชฌงค์ ... ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นสัมโพชฌงค์ที่สหรคตด้วยอุเบกขา อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธะ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ. ถ้าภิกษุนั้น หวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลในสิ่งที่ไม่
หน้า 395 T 5.4.113
ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ; ถ้าเธอหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ; ถ้าเธอหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ; ถ้าเธอหวังจะเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและสิ่งที่ไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้มีสัญญาว่าไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและสิ่งที่ไม่ปฏิกูลนั้นได้ อยู่ ; ถ้าเธอหวังจะเพิกถอนสิ่งที่ไม่ปฏิกูลและสิ่งที่ปฏิกูลทั้งสองอย่างนั้นเสีย แล้วเป็นผู้อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ เธอก็ย่อมเป็นผู้อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ ในธรรมนั้นได้ อยู่ ; อีกอย่างหนึ่ง เธอนั้น เพราะการก้าวล่วงเสียได้ซึ่งวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงเข้าถึง อากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่า “นัตถิ กิญจิ” ดังนี้ แล้วแลอยู่. ภิกษุ ท. ! เรากล่าวอุเบกขาเจโตวิมุตติ ว่าเป็นธรรมมีอากิญจัญญายตนะเป็นอย่างยิ่ง. ในกรณีนี้ เป็นวิมุตติของภิกษุผู้มีปัญญาชนิดที่ยังไม่แทงตลอด วิมุตติอันยิ่งขึ้นไป, ดังนี้แล. ทรงบัญญัตินิททสบุคคลที่ไม่เนื่องด้วยพรรษาดั่งลิทธิอื่น ๑ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อเช้านี้, ข้าพระองค์เข้าไปบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี, เห็นว่ายังเช้านัก จึงเข้าไปสู่อารามของปริพาชกผู้เป็นเดียรถีย์อื่น ; เขากำลังประชุมกันพูดกันว่า ‘ท่านผู้มีอายุ ! ผู้ใดใครประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้น ๑๒ ปี, ควรจะ ________________________________ ๑. บาลี สตฺตก. อฺ ๒๓/๓๗/๓๙ . ตรัสแก่พระสารีบุตร.
หน้า 396 T 5.4.113
เรียกภิกษุนั้นว่าเป็นนิททสภิกขุ ( นิทฺทโส ภิกฺขุ๑ )’ ดังนี้. ...ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระผู้มีพระภาคอาจหรือไม่หนอ เพื่อจะบัญญัตินิททสภิกขุในธรรมวินัยนี้ ด้วยเหตุสักว่า การนับพรรษาอย่างเดียว พระเจ้าข้า ?” สารีบุตร ! ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อจะบัญญัตินิททสภิกขุในธรรมวินัยนี้ ด้วยเหตุสักว่าการนับพรรษาอย่างเดียว. สารีบุตร ! นิททสวัตถุ (วัตถุเป็นครื่องบัญญัติ นิททสบุคคล) ๗ ประการ เหล่านี้ เรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประการแล้ว. เจ็ดประการเหล่าไหนเล่า ? เจ็ดประการคือ ภิกษุในธรรม วินัยนี้ :- ๑. เป็นผู้มีฉันทะแก่กล้าใน สิกขาสมาทาน และมีความรักอย่างยิ่งใน สิกขาสมาทานสืบไป. ๒. เป็นผู้มีฉันทะแก่กล้าใน การใคร่ครวญธรรม และมีความรักอย่างยิ่ง ในการใคร่ครวญธรรมสืบไป. ๓. เป็นผู้มีฉันทะแก่กล้าใน การกำจัดความอยาก และมีความรักอย่างยิ่ง ในการกำจัดความอยากต่อไป. ๔. เป็นผู้มีฉันทะแก่กล้าใน การหลีกเร้น และมีความรักอย่างยิ่งใน การหลีกเร้นต่อไป. ________________________________ ๑. คำว่า “นิทฺทโส” ตามตัวพยัญชนะแปลว่า “ไม่มีเส้นด้ายที่ยังมิได้ทอเหลืออยู่” ; หมายความว่า ผ้าผืนนั้นทอเสร็จ ไม่มีเชิงด้ายเหลือสำหรับจะทออีกต่อไป ; มีความหมายว่าเสร็จกิจพรหมจรรย์ ที่เรียกว่า วุสิตวา ; เป็นไวพจน์สำหรับคำว่า อรหันต์ นั่นเอง ; เป็นคำที่ใช้กันเป็นสาธารณะระหว่างลัทธิ เช่นเดียวกับคำว่า พระอรหันต์; ควรจะนำคำนี้มาใช้พูดจากันให้เป็นที่แพร่หลายเช่นเดียวกับคำว่า ขีณาสพ เป็นต้น, เรียกว่า ผู้นิททสะ แปลว่า “ผู้ไม่เหลือด้วยตีนชาย”. แม้คำอื่นเช่นคำว่า เกพลี, อตัมมโย, เป็นต้น , ก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน ; ควรเรียกทับศัพท์บาลี ไม่ควรแปล เพียงแต่ให้รู้ความหมายก็พอ. - ผู้รวบรวม.
หน้า 397 T 5.4.114
๕. เป็นผู้มีฉันทะแก่กล้าใน การปรารภความเพียร และมีความรักอย่างยิ่ง ในการปรารภความเพียรต่อไป. ๖. เป็นผู้มีฉันทะแก่กล้าใน การรักษาตนด้วยสติ และมีความรักอย่างยิ่ง ในการรักษาตนด้วยสติต่อไป. ๗. เป็นผู้มีฉันทะแก่กล้าใน การแทงตลอดด้วยทิฏฐิ และมีความรัก อย่างยิ่งในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิต่อไป. สารีบุตร ! เหล่านี้แล นิททสวัตถุ ๗ ประการ อันเรากระทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วประกาศแล้ว. สารีบุตร ! ภิกษุผู้ประกอบด้วยนิททสวัตถุ ๗ ประการเหล่านี้แล้ว จะประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ ๑๒ ปี ก็ได้ ..... ๒๔ ปี ก็ได้ ..... ๓๖ ปี ก็ได้ ..... ๔๘ ปี ก็ได้ ย่อมควรที่จะเรียกว่า “นิททสภิกขุ” , ดังนี้แล. (ในที่อื่น ได้ตรัสนิททสวัตถุ ๗ ประการ ว่าได้แก่ ผู้มีสัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีพาหุสัจจะ มีอารัทธวิริยะ มีสติ และมีปัญญา . - สตฺตก. อํ. ๒๓/๔๐/๔๐. ตรัสแก่พระอานนท์.) ทรงบัญญัติความหมาย ของคำว่า “ญาณ” ไม่ตรงกับความหมายที่เดียรถีย์อื่นบัญญัติ ๑ จุนทะ ! ฐานะนั้นมีอยู่แน่, คือฐานะที่ปริพพาชกผู้เป็นลัทธิอื่น ท. จะกล่าวอย่างนี้ว่า “พระสมณโคดม ย่อมบัญญัติญาณทัสสนะ ปรารภอดีตกาลนานไกล ________________________________ ๑. บาลี ปาสาทิกสูตร ปา. ที. ๑๑/๑๔๗/๑๑๘. ตรัสแก่จุนทสมณุทเทส ที่อัมพวันปราสาท ของเจ้าศากยะพวกเวธัญญา.
หน้า 398 T 5.4.115
อย่างไม่มีขอบเขต ; แต่ว่าหาได้บัญญัติญาณทัสสนะปรารภอนาคตกาลนานไกล อย่างไม่มีขอบเขต เช่นนั้นไม่ : นั่นมันอะไรกัน ? นั่นมันอย่างไรกัน ? ” ดังนี้. จุนทะ ! ปริพพาชกผู้เป็นลัทธิอื่น ท. เหล่านั้น สำคัญสิ่งที่ควรบัญญัติว่าเป็นอญาณทัสสนะนานาอย่าง ให้เป็นญาณทัสสนะนานาอย่างไปเสีย เหมือน อย่างที่พวกคนพาลคนเขลาเขากระทำกันนั่นเอง. จุนทะ ! สตานุสาริญาณ (ญาณอันแล่นไปตามความระลึก) ปรารภอดีตกาลนานไกล ย่อมมีแก่ตถาคต เท่าที่ตถาคตจะระลึก ตามที่ต้องการ. สำหรับ ญาณปรารภอนาคตกาลนานไกล อันเป็นญาณที่เกิดจากการตรัสรู้ (ที่โคนต้นโพธิ์) ย่อมเกิดแก่ตถาคตว่า “ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้าย ; บัดนี้ ภพใหม่มิได้มีอีกต่อไป.” ดังนี้. หมายเหตุ : ญาณตามความหมายในพุทธศาสนามีขอบเขตจำกัดเฉพาะเรื่องเฉพาะอย่าง ทั้งที่ปรารภอดีตและอนาคต; หาใช่ไม่มีขอบเขตจำกัด ดังที่เดียรถีย์กล่าวไม่. ขอให้สังเกต ใจความแห่งข้อความข้างบนนี้ให้ดี ๆ ก็พอจะเข้าใจได้เอง. - ผู้รวบรวม. ไม่ทรงบัญญัติยืนยันหลักลัทธิเกี่ยวกับ “อัตตา” ๑ (ปริพพาชกวัจฉโคตรเข้าไปทูลถามว่า อัตตา มีหรือ ? ทรงนิ่งเสีย, ทูลถามว่า อัตตา ไม่มีหรือ ? ก็ทรงนิ่งเสีย, ปริพพาชกนั้นได้ลุกหลีกไป. พระอานนท์กราบทูลถามถึงเหตุที่ทรงนิ่งเสีย ; ได้ตรัสตอบ ดังนี้ว่า :-) ________________________________ ๑. บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๔๘๖/๘๐๑. ตรัสแก่พระอานนท์.
หน้า 399 T 5.4.116
อานนท์ ! เรา, เมื่อถูกวัจฉโคตตปริพพาชกถามว่า “อัตตา มีหรือ ?” ถ้าตอบว่า “อัตตา มี” มันก็จะไปตรงกันกับสัสสตทิฏฐิของสมณพราหมณ์บางพวก; เมื่อถูกถามว่า “อัตตา ไม่มีหรือ ?” , ถ้าตอบว่า “อัตตา ไม่มี” ก็จะไปตรงกันกับ อุจเฉททิฏฐิของสมณพราหมณ์บางพวกเข้าอีก. อานนท์ ! ถ้าตอบว่า “อัตตา มี” มันจะเป็นการอนุโลมเพื่อให้เกิดญาณ ว่า “สัพเพ ธัมมา อนัตตา” ดังนี้บ้างหรือหนอ ? “ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !” อานนท์ ! ถ้าตอบว่า “อัตตา ไม่มี” ก็จะทำให้วัจฉโคตตปริพพาชกผู้หลงใหลอยู่แล้ว ถึงความงงงวยหนักยิ่งขึ้นไปอีกว่า อัตตาของเราในกาลก่อน จักได้มีหรือว่าได้มีแล้ว เป็นแน่นอน, บัดนี้กลายเป็นว่าอัตตานั้นไม่มี ดังนี้. ไม่ได้ทรงติการบำเพ็ญตบะ ไปเสียตะพึด ๑ กัสสปะ ! พวกสมณพราหมณ์ ที่กล่าวหาเรา ว่า “พระสมณโคดม ติเตียนตบะทุกอย่าง, กล่าวเหยียบย่ำด่าทอผู้บำเพ็ญตบะ มีชีวิตอยู่อย่างปอนทุก ๆ คน โดยส่วนเดียว” ดังนี้, สมณพราหมณ์เหล่านั้น ไม่ได้กล่าวตรงตามที่เรากล่าว เขากล่าวตู่เรา ด้วยคำเท็จ ไม่มีจริง ไม่เป็นจริง. กัสสปะ ! ในเรื่องนี้, เราเห็นผู้บำเพ็ญตบะมีชีวิตอย่างปอน, บางคนหลังจากการตายเพราะการทำลายแห่งกาย บังเกิดแล้วในอบายทุคติวินิบาตนรก, ________________________________ ๑. บาลี มหาสีหนาทสูตร สี. ที. ๙/๒๐๕/๒๖๐. ตรัสแก่อเจลกัสสปะ ที่ป่ากัณณกถลมิคทายวัน เมืองอุชุญญา.
หน้า 400 T 5.4.117
บางคนหลังจากการตายเพราะการทำลายแห่งกาย บังเกิดแล้วในสุคติโลกสวรรค์, เห็นด้วยจักขุอันเป็นทิพย์ บริสุทธิ์หมดจด ล่วงจักขุสามัญมนุษย์. กัสสปะ ! ในเรื่องนี้ เราเห็นผู้บำเพ็ญตบะ มีความยากลำบากแต่เพียงเล็กน้อย, บางคน หลังจากการตายเพราะการทำลายแห่งกาย บังเกิดแล้วในอบายทุคติวินิบาตนรก, บางคนหลังจากการตายเพราะการทำลายแห่งกายบังเกิดแล้วในสุคติ โลกสวรรค์, เห็นด้วยจักขุอันเป็นทิพย์ บริสุทธิ์หมดจด ล่วง จักขุสามัญมนุษย์. กัสสปะ ! เราย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงซึ่ง การมา การไป การจุติ การบังเกิด ของผู้บำเพ็ญตบะเหล่านี้ อย่างนี้, อะไรเราจักติเตียนตบะทุกอย่างเหยียบย่ำ ด่าทอผู้บำเพ็ญตบะมีชีวิตอย่างปอนทุก ๆ คน โดยท่าเดียว ได้เล่า.๑ ไม่ทรงตำหนิการบูชายัญญ์ไปเสียทั้งหมด ๒ อุชชยพราหมณ์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระโคดมย่อมกล่าวสรรเสริญ ยัญญ์บ้างหรือหาไม่ ?” พราหมณ์ ! เราจะกล่าวสรรเสริญยัญญ์ไปเสียทั้งหมด ก็หาไม่, แต่ว่า เราจะตำหนิยัญญ์ไปเสียทั้งหมด ก็หาไม่. ________________________________ ๑. การบำเพ็ญตบะ อัตตกิลมถานุโยค เป็นไปได้บ้างเพื่อสวรรค์บางฐานะ, แต่ไม่อาจเป็นไปได้เพื่อนิพพาน. ทรงห้ามขาดสำหรับผู้ปราถนาไปสู่นิพพาน, แต่ก็ไม่ทรงติใครเลย. ๒. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๕๔/๓๙. ตรัสแก่อุชชยพราหมณ์.
หน้า 401 T 5.4.118
พราหมณ์ ! ก็ในยัญญ์ชนิดใด โคถูกฆ่า แพะแกะถูกฆ่า ไก่สุกรถูกฆ่า สัตว์ต่าง ๆ ถูกฆ่า, เราไม่สรรเสริญยัญญ์นั้น ซึ่งมีการทำสัตว์อื่นให้พลอยทุกข์. เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่าพระอรหันต์ หรือผู้ที่ถึงอรหัตตมรรค ย่อมไม่เข้าใกล้ ยัญญ์ชนิดนี้ ซึ่งมีการทำสัตว์อื่นให้พลอยทุกข์. พราหมณ์ ! ส่วนในยัญญ์ชนิดใด โคไม่ถูกฆ่า แพะแกะไม่ถูกฆ่า ไก่สุกรไม่ถูกฆ่า สัตว์ต่าง ๆ ไม่ถูกฆ่า, เราสรรเสริญยัญญ์นั้น ซึ่งไม่มีการทำสัตว์อื่นให้พลอยทุกข์ ได้แก่ นิจจทาน อันเป็นยัญญ์ที่ทำสืบสกุลกันลงมาเพราะเหตุไรเล่า ? เพราะพระอรหันต์ทั้งหลายก็ดี หรือผู้ถึงอรหัตตมรรคทั้งหลายก็ดี ย่อมเข้ามาข้องแวะด้วยยัญญ์ชนิดนี้ ซึ่งไม่มีการทำสัตว์อื่นให้พลอยเป็นทุกข์. ความบริสุทธิ์ใจของพระองค์ในการปฏิบัติต่อลัทธิอื่น ๑ นิโค๎รธะ ! ความระแวงของท่านอาจจะมีได้อย่างนี้ว่า พระสมณโคดมกล่าวอย่างนี้๒ เพราะความใคร่จะได้อันเตวาสิกก็เป็นได้. นิโค๎รธะ ! ก็ข้อนี้ ท่านอย่าพึงเห็นอย่างนั้นเลย; ผู้ใดเป็นอาจารย์ของท่านอยู่แล้วอย่างนั้น ผู้นั้นจงเป็นอาจารย์ของท่านต่อไปเถิด. นิโค๎รธะ ! ความระแวงของท่านอาจจะมีได้อย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นผู้ต้องการให้เราเคลื่อนจากอุทเทส (ลัทธิที่ถืออยู่เดิม) จึงกล่าวอย่างนี้. ________________________________ ๑. บาลี อุทุมพริสูตร ปา. ที. ๑๑/๕๓/๓๑. ตรัสแก่นิโค๎รธปริพพาชก ที่อุทุมพริกาปริพพาชการาม ใกล้กรุงราชคฤห์. ๒. คำว่า “กล่าวอย่างนี้” ในที่นี้ คือกล่าวเช่นดังข้อความในหัวข้อว่า ‘ทรงสามารถในการสอน’ ที่หน้า ๒๗๓ แห่งหนังสือเล่มนี้
หน้า 402 T 5.4.118
นิโค๎รธะ ! ก็ข้อนี้ท่านอย่าพึงเห็นอย่างนั้นเลย ; สิ่งใดเป็นอุทเทสของท่านอยู่แล้ว อย่างนั้น สิ่งนั้นจงเป็นอุทเทสของท่านต่อไปเถิด. นิโค๎รธะ ! ความระแวงของท่านอาจจะมีได้อย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นผู้ต้องการให้เราเคลื่อนจากอาชีวะ (แบบแห่งการเป็นอยู่ตามลัทธินั้น) จึงกล่าวอย่างนี้. นิโค๎รธะ ! ก็ข้อนี้ท่านอย่าพึงเห็นอย่างนั้นเลย; วิธีการณ์ใดเป็นอาชีวะของท่านอยู่แล้วอย่างนั้น วิธีการณ์นั้นจงเป็นอาชีวะของท่านต่อไปเถิด. นิโค๎รธะ ! ความระแวงของท่านอาจจะมีได้อย่างนี้ว่า ธรรมเหล่าใดเป็นอกุศล นับเนื่องในอกุศล ตามลัทธิแห่งอาจารย์ของเรา, พระสมณโคดมเป็นผู้ต้องการให้เราตั้งอยู่ในอกุศลธรรมเหล่านั้น จึงกล่าวอย่างนี้. นิโค๎รธะ ! ก็ข้อนี้ท่านอย่าพึงเห็นอย่างนั้นเลย; ธรรมเหล่านั้น จงเป็นอกุศลธรรม นับเนื่อง ในอกุศลธรรม ตามลัทธิแห่งอาจารย์ของตน ต่อไปตามเดิมเถิด. นิโค๎รธะ ! ความระแวงของท่านอาจจะมีได้อย่างนี้ว่า ธรรมเหล่าใดเป็นกุศลนับเนื่องในกุศล ตามลัทธิแห่งอาจารย์ของเรา, พระสมณโคดมเป็นผู้ต้องการให้เราเลิกร้างจากกุศลธรรมเหล่านั้น จึงกล่าวอย่างนี้. นิโค๎รธะ ! ก็ข้อนี้ท่านอย่าพึงเห็นอย่างนั้นเลย; ธรรมเหล่านั้น จงเป็นกุศลธรรม นับเนื่อง ในกุศลธรรม ตามลัทธิแห่งอาจารย์ของตน ต่อไปตามเดิมเถิด. นิโค๎รธะ ! อย่างนี้แหละ เรามิได้กล่าวอย่างนั้น เพราะความใคร่จะได้อันเตวาสิก; และเรามิได้กล่าวอย่างนั้น เพราะเป็นผู้ต้องการให้ท่านเคลื่อนจาก
หน้า 403 T 5.4.119
อุทเทส; และเรามิได้กล่าวอย่างนั้น เพราะเป็นผู้ต้องการให้ท่านเคลื่อนจากอาชีวะ; และเรามิได้กล่าวอย่างนั้น เพราะเป็นผู้ต้องการให้ท่านตั้งอยู่ในธรรมอันเป็นอกุศล นับเนื่องในอกุศล ตามลัทธิแห่งอาจารย์ของตน เหล่านั้น; และเรามิได้กล่าวอย่างนั้น เพราะเป็นผู้ต้องการให้ท่านเลิกร้างจากธรรมอันเป็นกุศล นับเนื่องในกุศล ตามลัทธิแห่งอาจารย์ของตน เหล่านั้น. นิโค๎รธะ ! ธรรม ท. อันเป็นอกุศลที่ท่านยังละไม่ได้ มีอยู่ เป็นธรรมเศร้าหมอง เป็นธรรมนำมาซึ่งภพใหม่ เป็นไปเพื่อทุกข์ทรมาน มีทุกข์เป็นวิบากเป็นไปเพื่อชาติชรามรณะสืบต่อไป, อันเป็นอกุศลธรรม ที่เราแสดงธรรมเพื่อให้ละเสีย; เมื่อท่าน ท. ปฏิบัติตามแล้ว ธรรมเป็นเครื่องเศร้าหมอง ท. จักละไป, ธรรมเป็นเครื่องผ่องแผ้ว ท. จักเจริญโดยยิ่ง; ท่าน ท. จักกระทำให้แจ้งซึ่งความเต็มรอบแห่งปัญญา และความเป็นผู้ไพบูลย์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมเข้าถึงแล้วแลอยู่. บางกฎที่ทรงยกเว้นแก่บางคน ๑ กัสสปะ ! ผู้ใดเป็นพวกเดียรถีย์อื่นมาก่อน, หวังการบรรพชา หวังการอุปสมบท ในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นย่อมต้องอยู่ปริวาสสี่เดือน,๒ ครั้นล่วงสี่เดือน ________________________________ ๑. บาลี มหาสีหนาทสูตร สี.ที. ๙/๒๒๑/๒๗๔. ตรัสแก่อเจลกัสสปะ. ๒. ปริวาสเช่นนี้ มีการลองบังคับให้ถือ หรือให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ดู จนเป็นที่พอใจคนครบ ๔ เดือน ไม่มี บกพร่องในระหว่าง. บกพร่องนับใหม่.
หน้า 404 T 5.4.120
พวกภิกษุ ท. มีจิตสิ้นสงสัยรังเกียจแล้ว ย่อมให้บรรพชา ให้อุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุ. ก็แต่ว่า เรารู้จักความแตกต่างระหว่างบุคคลในเรื่องนี้. (พระบาลีเช่นนี้มีทั่ว ๆ ไป ทรงยกสิทธิพิเศษให้อัญญเดียรถีย์บางคน ที่พระองค์ทรงสังเกตเห็นแล้วว่าไม่จำเป็น, ไม่ต้องอยู่ปริวาสสี่เดือน. ทรงเรียกภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง มาพาตัวไปบรรพชาเสียทีเดียว แล้วจึงให้สงฆ์ให้อุปสมบททีหลัง. กฎหลายข้อ ที่มีอนุบัญญัติ หรือ “ข้อแม้” ไว้สำหรับบางบุคคล, บางกาล, บางเทศะ, ทั้งนี้ก็เพราะทรงเป็นธรรมราชา. เนื้อความเช่นนี้อธิบายไว้ชัดในอรรถกถาแห่งพระบาลี ที่กล่าวถึงเรื่องเช่นนี้ ทุกแห่งไป). ทรงแสดงหลักแห่งกรรมต่างจากพวกอื่น ๑ อานนท์ ! บรรดาสมณพราหมณ์ ท. เหล่านั้น (ก) สมณพราหมณ์ผู้ใด กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่าน ผู้เจริญ ท.! กรรมที่เป็นบาป (ปาปกมฺม) มีอยู่, วิบากแห่งทุจริต ก็มีอยู่” ดังนี้; คำกล่าวข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เรา ยอมรับรู้ด้วย. (ข) แม้ข้อใดที่สมณพราหมณ์ผู้นั้นกล่าวต่อไปว่า “ข้าพเจ้าได้เห็น บุคคลผู้กระทำปาณาติบาต กระทำอทินนาทาน ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดคำเพ้อเจ้อ มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ, ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย เข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก” ดังนี้ ; คำกล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เราก็ ยอมรับรู้ด้วย. (ค) แต่ข้อที่สมณพราหมณ์ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ท. ! บุคคลใด เป็นผู้กระทำปาณาติบาต กระทำอทินนาทาน ... ฯล ฯ ... มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนั้น ทุกคน, ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก” ดังนี้ ; ________________________________ ๑. บาลี มหากัมมวิภังคสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๓๙๔/๖๐๘. ตรัสแก่พระอานนท์
หน้า 405 T 5.4.120
คำกล่าวข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เรา ไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ฆ) แม้ข้อใดที่สมณพราหมณ์ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้น ชื่อว่ารู้ชอบ, ชนเหล่าใดรู้อย่างอื่นความรู้ของชนเหล่านั้น ผิด” ดังนี้; คำกล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เราก็ไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ง) แม้ข้อที่สมณพราหมณ์ผู้นั้น ปักใจตามกำลังแห่งความรู้ตามความลูบคลำแห่งทิฏฐิ แล้วกระทำซึ่งโวหารตามที่เขารู้เอง เห็นเอง แจ่มแจ้งเอง (สืบต่อไป) อย่างนี้ว่า “ข้อนี้เท่านั้นจริง , ข้ออื่นเป็นโมฆะ” ดังนี้ ; คำกล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เราก็ ไม่ยอมรับรู้ด้วย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? อานนท์ ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ญาณในการจำแนกซึ่งกรรม อันกว้างขวางของตถาคต ย่อมมีโดยประการอื่น. อานนท์ ! บรรดาสมณพราหมณ์ ท. เหล่านั้น (ก) สมณพราหมณ์ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ท. ! กรรมที่เป็นบาปไม่มี, วิบากแห่งทุจริกก็ไม่มี”ดังนี้; คำกล่าวข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เรา ไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ข) แต่ข้อใดที่สมณพราหมณ์ผู้นั้นกล่าวต่อไปอีกอย่างนี้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลผู้กระทำปาณาติบาตร กระทำอทินนาทาน ... ฯลฯ ... มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ, ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์” ดังนี้; คำกล่าวข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เรา ยอมรับรู้ด้วย. (ค) ส่วนข้อที่สมณพราหมณ์ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ท. ! บุคคลใด เป็นผู้กระทำปาณาติบาต กระทำอทินนาทาน
หน้า 406 T 5.4.120
... ฯลฯ ... มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนั้น ทุกคน, ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อม เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์” ดังนี้ ; คำกล่าวข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เรา ไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ฆ) แม้ข้อใดที่สมณพราหมณ์ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ชนเหล่าใด รู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้น ชื่อว่ารู้ชอบ, ชนเหล่าใดรู้อย่างอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้น ผิด” ดังนี้; คำกล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เราก็ ไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ง) แม้ข้อที่สมณพราหมณ์ผู้นั้น ปักใจตามกำลังแห่งความรู้ตามความลูบคลำแห่งทิฏฐิ แล้วกระทำซึ่งโวหารตามที่เขารู้เอง เห็นเอง แจ่มแจ้งเอง (สืบต่อไป)อย่างนี้ว่า “ข้อนี้เท่านั้นจริง, ข้ออื่นเป็นโมฆะ” ดังนี้; คำกล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เราก็ ไม่ยอมรับรู้ด้วย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? อานนท์ ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ญาณในการจำแนกซึ่งกรรมอันกว้างขวางของตถาคต ย่อมมีโดยประการอื่น. อานนท์ ! บรรดาสมณพราหมณ์ ท. เหล่านั้น (ก) สมณพราหมณ์ผู้ใด กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ท. ! กรรมที่เป็นกรรมงาม (กลฺยาณกมฺม) มีอยู่, วิบากแห่งสุจริต ก็มีอยู่” ดังนี้; คำกล่าวข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เรา ยอมรับ รู้ด้วย. (ข) แม้ข้อใดที่สมณพราหมณ์ผู้นั้นกล่าวต่อไปว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจาก การพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดคำเพ้อเจ้อ ไม่เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา ไม่มีจิตพยาบาทเป็นสัมมาทิฏฐิ, ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์” ดังนี้; คำกล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เราก็ ยอมรับรู้ด้วย. (ค) แต่ข้อที่สมณ
หน้า 407 T 5.4.120
พราหมณ์ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ท. ! บุคคลใด เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจาก อทินนาทาน ... ฯลฯ ... ไม่มีจิตพยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ บุคคลนั้นทุกคน, ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อม เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์” ดังนี้; คำกล่าวข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เรา ไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ฆ) แม้ข้อใดที่สมณพราหมณ์ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ, ชนเหล่าใดรู้อย่างอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้น ผิด” ดังนี้ ; คำกล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เราก็ ไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ง) แม้ข้อที่สมณพราหมณ์ผู้นั้นปักใจตามกำลังแห่งความรู้ตามความลูบคลำแห่งทิฏฐิ แล้วกระทำซึ่งโวหารตามที่เขารู้เอง เห็นเอง แจ่มแจ้งเอง (สืบต่อไป) อย่างนี้ว่า “ข้อนี้เท่านั้นจริง, ข้ออื่นเป็นโมฆะ” ดังนี้ ; คำกล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เราก็ ไม่ยอมรับรู้ด้วย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? อานนท์ ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ญาณในการจำแนกซึ่งกรรม อันกว้างขวางของตถาคต ย่อมมีโดยประการอื่น. อานนท์ ! บรรดาสมณพราหมณ์ ท. เหล่านั้น (ก) สมณพราหมณ์ผู้ใด กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ท. ! กรรมที่เป็นกรรมงาม ไม่มี, วิบากแห่งสุจริตก็ไม่มี” ดังนี้ ; คำกล่าวข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เรา ไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ข) แต่ข้อใดที่สมณพราหมณ์ผู้นั้นกล่าวต่อไปว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน ...ฯลฯ... ไม่มีจิตพยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ, ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย เข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก” ดังนี้ ; คำกล่าวข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เรา ยอมรับรู้ด้วย. (ค) ส่วนข้อที่สมณพราหมณ์ผู้นั้นกล่าว
หน้า 408 T 5.4.120
อย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ท. ! บุคคลใดเป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน ...ฯลฯ.. ไม่มีจิตพยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ บุคคลนั้น ทุกคน, ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อม เข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก” ดังนี้ ; คำกล่าวข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เรา ไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ฆ) แม้ข้อใดที่สมณพราหมณ์ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ชนเหล่าใด รู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้น ชื่อว่ารู้ชอบ, ชนเหล่าใด รู้อย่างอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้น ผิด” ดังนี้ ; คำกล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เราก็ ไม่ยอมรับรู้ด้วย. (ง) แม้ข้อที่สมณพราหมณ์ผู้นั้นปักใจตามกำลังแห่งความรู้ตามความลูบคลำแห่งทิฏฐิ แล้วกระทำซึ่งโวหารตามที่เขารู้เอง เห็นเอง แจ่มแจ้งเอง (สืบต่อไป) อย่างนี้ว่า “ข้อนี้เท่านั้นจริง, ข้ออื่นเป็นโมฆะ” ดังนี้; คำกล่าวแม้ข้อนี้ของสมณพราหมณ์ผู้นั้น เราก็ ไม่ยอมรับรู้ด้วย. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? อานนท์ ! ข้อนั้นเพราะเหตุว่า ญาณในการจำแนกซึ่งกรรมอันกว้างขวางของตถาคต ย่อมมี โดยประการอื่น. (ตรัสอธิบายเกี่ยวกับพวกที่ทำบาปแล้วตายไปสู่นรก) อานนท์ ! บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลใดในโลกแห่งกาลปัจจุบันนี้เป็นผู้กระทำปาณาติบาต กระทำอทินนาทาน ...ฯลฯ... เป็นมิจฉาทิฏฐิ, ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อม เข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก ข้อนี้เป็นเพราะ ในกาลก่อน เขาได้กระทำบาปกรรมอันมีทุกข์เป็นผลไว้; หรือว่า ในกาลภายหลัง เขาได้กระทำบาปกรรมอันมีทุกข์เป็นผลไว้; หรือว่า ในเวลาจะตาย เขาเป็นผู้
หน้า 409 T 5.4.120
เพียบพร้อมด้วยมิจฉาทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก. ส่วนข้อที่เขาเป็นผู้กระทำปาณาติบาต กระทำอทินนาทาน ...ฯลฯ... เป็นมิจฉาทิฏฐิ ในโลกแห่งกาลปัจจุบันนี้ นั้น เขาย่อมเสวยซึ่งวิบากแห่งกรรมนั้น ในกาลอันเป็นทิฏฐธรรม (ทันควัน)บ้าง, หรือในกาลอันเป็นอุปปัชชะ (เวลาถัดมา) บ้าง, หรือในกาลอันเป็นอปรปริยายะ (เวลาถัดมาอีก) บ้าง. (ตรัสอธิบายเกี่ยวกับพวกที่ทำบาปแล้วตายไปสู่สวรรค์) อานนท์ ! บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลใดในโลกแห่งกาลปัจจุบันนี้เป็นผู้กระทำปาณาติบาต กระทำอทินนาทาน ...ฯลฯ... เป็นมิจฉาทิฏฐิ, ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อม เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้อนี้เป็นเพราะในกาลก่อนเขาได้กระทำกัลยาณกรรมอันมีสุขเป็นผลไว้; หรือว่า ในกาลภายหลังเขาได้กระทำกัลยาณกรรมอันมีสุขเป็นผลไว้; หรือว่า ในเวลาจะตาย เขาเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. ส่วนข้อที่เขาเป็นผู้กระทำปาณาติบาต กระทำอทินนาทาน ...ฯลฯ... เป็นมิจฉาทิฏฐิ ในโลกแห่งกาลปัจจุบันนี้นั้น เขาย่อมเสวยซึ่งวิบากแห่งกรรมนั้น ในกาลอันเป็นทิฏฐธรรม (ทันควัน) บ้าง, หรือในกาลอันเป็นอุปะปัชชะ (เวลาถัดมา) บ้าง, หรือในกาล อันเป็นอปรปริยายะ (เวลาถัดมาอีก) บ้าง.
หน้า 410 T 5.4.120
(ตรัสอธิบายเกี่ยวกับพวกที่เว้นจากบาปแล้วตายไปสู่สวรรค์) อานนท์ ! บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลใดในโลกแห่งกาลปัจจุบันนี้เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน ...ฯลฯ... เป็นสัมมาทิฏฐิ, ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อม เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้อนี้เป็นเพราะในกาลก่อนเขาได้กระทำกัลยาณกรรมอันมีสุขเป็นผลไว้; หรือว่า ในกาลภายหลัง เขาได้กระทำกัลยาณกรรมอันมีสุขเป็นผลไว้; หรือว่า ในเวลาจะตาย เขา เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. ส่วนข้อที่เขาเป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน ...ฯลฯ... เป็นสัมมาทิฏฐิ ในโลกแห่งกาลปัจจุบันนี้ นั้น เขาย่อมเสวยซึ่งวิบากแห่งกรรมนั้น ในกาลอันเป็นทิฏฐธรรม (ทันควัน) บ้าง, หรือในกาลอันเป็นอุปะปัชชะ (เวลาถัดมา) บ้าง, หรือในกาลอัน เป็นอปรปริยายะ (เวลาถัดมาอีก) บ้าง. (ตรัสอธิบายเกี่ยวกับพวกที่เว้นจากบาปแล้วตายไปสู่นรก) อานนท์ ! บรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลใดในโลกแห่งกาลปัจจุบันนี้เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน ...ฯลฯ... เป็นสัมมาทิฏฐิ, ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อม เข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรกข้อนี้เป็นเพราะ ในกาลก่อน เขาได้กระทำบาปกรรมอันมีทุกข์เป็นผลไว้; หรือว่าในกาลภายหลัง เขาได้กระทำบาปกรรมอันมีทุกข์เป็นผลไว้; หรือว่า ในเวลาจะตาย
หน้า 411 T 5.4.121
เขาเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยมิจฉาทิฏฐิ เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก. ส่วนข้อที่เขาเป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน ...ฯลฯ... เป็นสัมมาทิฏฐิในโลกแห่งกาลปัจจุบันนี้ นั้น เขาย่อมเสวยซึ่งวิบากแห่งกรรมนั้น ในกาลอันเป็นทิฏฐธรรม (ทันควัน) บ้าง, หรือในกาลอันเป็นอุปะปัชชะ (เวลาถัดมา) บ้าง, หรือในกาลอันเป็นอปรปริยายะ (เวลาถัดมาอีก) บ้าง. อานนท์ ! ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้แล กรรมที่ไม่ควรทำ แสดงตัวออกมาเป็นกรรมที่ไม่ควรทำก็มี; กรรมไม่ควรทำ แสดงตัวออกมาเป็นกรรมที่ควรทำก็มี; และกรรมที่ควรทำแท้ๆ แสดงตัวออกมาเป็นกรรมที่ควรทำก็มี; กรรมที่ควรทำ แสดงตัวออกมาเป็นกรรมที่ไม่ควรทำก็มี; ดังนี้แล. ทรง “เยาะ” ลัทธิที่ว่าสุขทุกข์เพราะกรรมเก่าอย่างเดียว ๑ ภิกษุ ท. ! ลัทธิ ๓ ลัทธิเหล่านี้มีอยู่, เป็นลัทธิซึ่งแม้บัณฑิตจะพากันไตร่ตรอง จะหยิบขึ้นตรวจสอบ จะหยิบขึ้นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างไร แม้จะบิดผันกันมาอย่างไร ก็ชวนให้น้อมไปเพื่อการไม่ประกอบกรรมที่ดีงามอยู่นั่นเอง. ภิกษุ ท. ! ลัทธิ ๓ ลัทธินั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ๓ ลัทธิคือ (๑) สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตาม ________________________________ ๑. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๒/๕๐๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 412 T 5.4.121
ที่ได้รับสุข รับทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน” ดังนี้. (๒) สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข รับทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะการบันดาลของผู้เป็นเจ้าเป็นนาย (อิศวร)” ดังนี้. (๓) สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข หรือได้รับทุกข์ หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัยเลย” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ในบรรดาลัทธิทั้งสามนั้น สมณพราหมณ์พวกใดมีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุคคลได้รับสุข หรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ เพราะกรรม ที่ทำไว้แต่ปางก่อนอย่างเดียว” อยู่ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สอบถามความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า “ถ้ากระนั้นคนที่ฆ่าสัตว์ ...ลักทรัพย์ ... ประพฤติผิดพรหมจรรย์ ... พูดเท็จ ... พูดยุให้แตกกัน ...พูดคำหยาบ ...พูดเพ้อเจ้อ ... มีใจละโมบเพ่งเล็ง ... มีใจพยาบาท ... มีความเห็นวิปริต เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง (ในเวลานี้) นั่นก็ต้องเป็นเพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน. เมื่อมัวแต่ถือเอากรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อนมาเป็นสาระสำคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากทำ หรือความพยายามทำในข้อที่ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำอีกต่อไป. เมื่อกรณียกิจและอกรณียกิจไม่ถูกทำหรือถูกละเว้นให้จริง ๆ จัง ๆ กันแล้ว คนพวกที่ไม่มีสติคุ้มครองตนเหล่านั้น ก็ไม่มีอะไรที่จะมาเรียกตน ว่าเป็นสมณะอย่างชอบธรรมได้.” ดังนี้.
หน้า 413 T 5.4.122
ภิกษุ ท. ! นี้แล แง่สำหรับข่มอย่างเป็นธรรม แก่สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ผู้มีถ้อยคำและความเห็นเช่นนั้น แง่ที่หนึ่ง. ทรง “เยาะ” ลัทธิที่ว่าสุขทุกข์เพราะการบันดาลของเจ้านาย ๑ (เรื่องตอนต้นของเรื่องนี้ ต่อเป็นเรื่องเดียวกับตอนต้นของเรื่องก่อน) ภิกษุ ท. ! ในบรรดาลัทธิทั้งสามนั้น สมณพราหมณ์พวกใดมีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุคคลได้รับสุขหรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะการนิรมิตบันดาลของผู้ที่เป็นเจ้าเป็นนาย (อิศวร)” ดังนี้มีอยู่ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สอบถามความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า “ถ้ากระนั้น (ในบัดนี้) คนที่ฆ่าสัตว์ ...ลักทรัพย์ ...ประพฤติผิดพรหมจรรย์ ... พูดเท็จ ...พูดยุให้แตกกัน ...พูดคำหยาบ ...พูดเพ้อเจ้อ ...มีใจ ละโมบเพ่งเล็ง ...มีใจพยาบาท ...มีความเห็นวิปริต เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่นั่นก็ต้องเป็นเพราะการนิรมิตบันดาลของผู้เป็นเจ้าเป็นนายด้วย. ก็ เมื่อมัวแต่ถือ เอาการนิรมิตบันดาลของผู้ที่เป็นเจ้าเป็นนาย มาเป็นสาระสำคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากทำ หรือความพยายามทำ ในข้อที่ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำอีกต่อไป. เมื่อกรณียกิจและอกรณียกิจ ไม่ถูกทำ หรือถูกละเว้นให้จริง ๆ จัง ๆ กันแล้ว คนพวกที่ไม่มีสติคุ้มครองตนเหล่านั้น ก็ไม่มีอะไรที่จะมาเรียกตนว่าเป็นสมณะอย่างชอบธรรมได้.” ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๓/๕๐๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 414 T 5.4.123
ภิกษุ ท. ! นี้แล แง่สำหรับข่มอย่างเป็นธรรม แก่สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ผู้มีถ้อยคำและความเห็นเช่นนั้น แง่ที่สอง. ทรง “เยาะ” ลัทธิที่ว่า สุขทุกข์ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ๑ (เรื่องตอนต้นของเรื่องนี้ ต่อเป็นเรื่องเดียวกับตอนต้นของเรื่องก่อน) ภิกษุ ท. ! ในบรรดาลัทธิทั้งสามนั้น, สมณพราหมณ์พวกใดมีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุคคลได้รับสุข หรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้นไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย” ดังนี้ มีอยู่, เราเข้าไปหาสมณะและพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สอบถามความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า “ถ้ากระนั้น (ในบัดนี้) คนที่ฆ่าสัตว์ ...ลักทรัพย์ ...ประพฤติผิดพรหมจรรย์ ...พูดเท็จ ... พูดยุให้แตกกัน ...พูดคำหยาบ ...พูดเพ้อเจ้อ ...มีใจละโมบเพ่งเล็ง ...มีใจพยาบาท ...มีความเห็นวิปริต เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่นั้นก็ต้องไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย ด้วย. ก็ เมื่อ มัวแต่ถือเอาความไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย มาเป็นสาระสำคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากทำ หรือความพยายามทำ ในข้อที่ว่าสิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ อีกต่อไป. เมื่อกรณียกิจและอกรณียกิจไม่ถูกทำ หรือถูกละเว้นให้จริง ๆ จัง ๆ กันแล้ว คนพวกที่ไม่มีสติคุ้มครองตนเหล่านั้น ก็ไม่มีอะไรที่จะมาเรียกตน ว่าเป็นสมณะอย่างชอบธรรมได้.” ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๔/๕๐๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 415 T 5.4.124
ภิกษุ ท. ! นี้แล แง่สำหรับข่มอย่างเป็นธรรม แก่สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ผู้มีถ้อยคำและความเห็นเช่นนั้น แง่ที่สาม. ทรงมีวิธีสกัดสแกงพวกที่ถือลัทธิว่ามีอัตตา ๑ โปฏฐปาทะ ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ซึ่งมีวาทะ มีทิฏฐิ อย่างนี้ว่า “มีอัตตา (ตัวตน) ซึ่งมีสุขโดยส่วนเดียว หาโรคมิได้ ภายหลังแต่การตาย” ดังนี้. เราได้เข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินมาว่า ท่านผู้มีอายุ ท. มีวาทะ มีทิฏฐิว่า “มีอัตตา ซึ่งมีสุขโดยส่วนเดียว หาโรคมิได้ ภายหลังแต่ตายแล้ว” ดังนี้ จริงหรือ ? เมื่อเขาตอบว่า จริง. เราได้กล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า เออก็ ท่าน ท. รู้อยู่เห็นอยู่ ซึ่งโลกอันมีสุขโดยส่วนเดียว อยู่หรือ ? เมื่อเขาตอบว่า หามิได้. เราได้กล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า เออก็ ท่าน ท. รู้ทั่วถึง ซึ่งอัตตา (ตัวตน) อันมีสุขโดยส่วนเดียว ตลอดคืนหนึ่งบ้าง วันหนึ่ง บ้างครึ่งคืนบ้าง ครึ่งวันบ้าง แลหรือ ? เมื่อเขาตอบว่า หามิได้. เราได้กล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ก็ ท่าน ท. ย่อมรู้ว่า นี้เป็นหนทาง นี้เป็นปฎิปทาเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโลกอันมีสุขโดยส่วน เดียวอยู่หรือ ? ________________________________ ๑. บาลี โปฏฐปาทสูตร สี.ที. ๙/๒๓๗/๒๙๙. ตรัสแก่โปฏฐปาทปริพพาชก ที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 416 T 5.4.124
เมื่อเขาตอบว่า หามิได้. เราได้กล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ก็ท่าน ท. ได้ยินเสียงแห่งเทวดาผู้เขาถึงซึ่งโลกอันมีสุขโดยส่วนเดียว สนทนากันอยู่ว่า “เพื่อนเอ๋ย ! เพื่อนปฏิบัติดีแล้ว เพื่อนเอ๋ย ! เพื่อนปฏิบัติตรงแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโลกอันมีสุขโดยส่วนเดียว; เพื่อนเอ๋ย ! ถึงแม้เราก็ปฏิบัติแล้วอย่างนั้น จึงเข้าถึงโลกอันมีสุข โดยส่วนเดียว” ดังนี้ บ้างหรือ ? เขาตอบว่า หามิได้. โปฏฐปาทะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ก็เมื่อเขาพูดอยู่อย่างนี้ ถ้อยคำของพวกสมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมถึงซึ่งความเป็นคำที่ใคร ๆ จะไม่ยอมคล้อยตาม (อปฺปาฏิหิริกํ) มิใช่หรือ? “แน่นอน พระเจ้าข้า !” โปฏฐปาทะ ! เหมือนอย่างว่า : บุรุษคนหนึ่งกล่าวว่า ข้าพเจ้าต้องการใคร่จะได้หญิงงามแห่งชนบท ในชนบทนี้. ชน ท. ถามเขาว่า “บุรุษผู้เจริญ ! หญิงงามแห่งชนบทที่ท่านปรารถนาใคร่จะได้นั้น ท่านรู้หรือว่า หญิงงามนั้นเป็นวรรณะกษัตริย์หรือ หรือว่าเป็นวรรณะพราหมณ์ หรือว่าเป็นวรรณะสามัญ หรือ ว่าเป็นวรรณะศูทรชั้นต่ำ” ? เมื่อถูกถามเช่นนี้แล้ว เขาตอบว่า ข้าพเจ้า ไม่ทราบ. ชน ท. ถามเขาต่อไปว่า “บุรุษเจริญ ! หญิงงามแห่งชนบทที่ท่านปรารถนาใคร่จะได้นั้น มีชื่อย่างไร, เป็นโคตรอะไร, เป็นคนสูง หรือเป็นคนต่ำ หรือปานกลาง, เป็นคนผิวดำ หรือผิวคล้ำ หรือผิวสีทอง; อยู่ในหมู่บ้าน หรือในนิคม หรือในนครไหน”? เมื่อถูกถามเช่นนี้แล้ว เขาตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบ. ชน ท. ถามเขา
หน้า 417 T 5.4.124
ต่อไปว่า “บุรุษผู้เจริญ ! ท่านก็ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหญิงงามแห่งชนบทที่ท่านปรารถนาใคร่จะได้นั้น นะซิ” เมื่อถูกถามเช่นนั้น เขาตอบว่า ถูกแล้ว.โปฏฐปาทะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้อย่างไร : เมื่อเขากล่าวอยู่อย่างนี้ คำของบุรุษนั้นย่อมถึงซึ่งความเป็นคำที่ใคร ๆ จะไม่ยอมคล้อยตาม มิใช่หรือ ? “แน่นอนพระเจ้าข้า !” โปฏฐปาทะ ! ข้อนี้เป็นฉันใด ถ้อยคำของสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะ อย่างนั้น มีทิฏฐิอย่างนั้น ก็เป็นฉันนั้น. โปฏฐปาทะ ! หรือว่าเหมือนอย่างว่า : บุรุษคนหนึ่งกระทำบันได (สูงชนิดที่ทำเพื่อ) พาดขึ้นสู่ปราสาท อยู่ที่หนทางสี่แพร่ง. ชน ท. ถามเขาว่า “บุรุษผู้เจริญ ! ท่านรู้หรือว่า ปราสาทที่ท่านทำบันไดเพื่อจะพาดนั้น อยู่ทางทิศตะวันออกหรือทางทิศใต้ อยู่ทางทิศตะวันตกหรือทางทิศเหนือ; เป็นปราสาทสูง หรือปราสาทต่ำ หรือปูนกลาง ?” เมื่อถูกถามเช่นนี้แล้วเขาตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบ.ชน ท. ถามเขาต่อไปว่า “บุรุษผู้เจริญ ! ท่านก็ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นปราสาทที่ท่านทำบันไดเพื่อจะพาดนั้น นะซิ.” เมื่อถูกถามเช่นนี้ เขาตอบว่า ถูกแล้ว. โปฏฐปาทะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : เมื่อเขากล่าวอยู่อย่างนี้ คำของบุรุษนั้น ย่อมถึงซึ่งความเป็นคำที่ใคร ๆ จะไม่ยอมคล้อยตาม มิใช่หรือ ? “แน่นอนพระเจ้าข้า !” โปฏฐปาทะ ! ข้อนี้เป็นฉันใด ถ้อยคำของสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะ อย่างนั้น มีทิฏฐิอย่างนั้น ก็เป็นฉันนั้น.
หน้า 418 T 5.4.125
ทรงระบุลัทธิมักขลิวาท ว่าเป็นลัทธิทำลายโลก ๑ ภิกษุ ท. ! ในบรรดาผ้าที่ทอด้วยสิ่งที่เป็นเส้น ๆ กันแล้ว ผ้าเกสกัมพล(ผ้าทอด้วยผมคน) นับว่าเป็นเลวที่สุด. ผ้าเกสกัมพลนี้ เมื่ออากาศหนาว มันก็เย็นจัด, เมื่ออากาศร้อน มันก็ร้อนจัด. สีก็ไม่งาม กลิ่นก็เหม็น เนื้อก็กระด้าง ; ข้อนี้เป็นฉันใด, ภิกษุ ท. ! ในบรรดาลัทธิต่าง ๆ ของเหล่าปุถุสมณะแล้ว ลัทธิมักขลิวาท นับว่าเป็นเลวที่สุด ฉันนั้น. ภิกษุ ท. ! มักขลิโมฆบุรุษนั้น มีถ้อยคำและหลักความเห็นว่า “กรรมไม่มี, กิริยาไม่มี, ความเพียรไม่มี” (คือในโลกนี้ อย่าว่าแต่จะมีผลกรรมเลยแม้แต่ตัวกรรมเองก็ไม่มี, ทำอะไรเท่ากับไม่ทำ. กิริยาและความเพียรก็นัยเดียวกัน). ภิกษุ ท. ! แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่เคยมีแล้วในอดีตกาลนานไกล ท่านเหล่านั้น ก็ล้วนแต่เป็นผู้กล่าวว่า มีกรรม มีกิริยามีวิริยะ. มักขลิโมฆบุรุษย่อมคัดค้านพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ว่าไม่มี กรรม ไม่มีกิริยา ไม่มีวิริยะ ดังนี้. ภิกษุ ท. ! แม้พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่จักมีมาในอนาคตกาลนานไกลข้างหน้า ท่านเหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นผู้กล่าวว่า มีกรรมมีกิริยา มีวิริยะ. มักขลิโมฆบุรุษย่อมคัดค้านพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น ว่า ไม่มีกรรม ไม่มีกิริยา ไม่มีวิริยะ ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี โยธาชีววรรค ติก. อํ. ๒๐/๓๖๙/๕๗๗. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 419 T 5.4.126
ภิกษุ ท. ! ในกาละนี้ แม้ เราเองผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะก็เป็นผู้กล่าวว่า มีกรรม มีกิริยา มีวิริยะ. มักขลิโมฆบุรุษย่อมคัดค้านเรา ว่า ไม่มีกรรม ไม่มีกิริยา ไม่มีวิริยะ ดังนี้. ภิกษุ ท. ! คนเขาวางเครื่องดักปลา ไว้ที่ปากแม่น้ำ ไม่ใช่เพื่อความเกื้อกูล, แต่เพื่อความทุกข์ ความวอดวาย ความฉิบหาย แก่พวกปลาทั้งหลายฉันใด; มักขลิโมฆบุรุษเกิดขึ้นในโลก เป็นเหมือนกับผู้วางเครื่องดักมนุษย์ไว้ ไม่ใช่เพื่อความเกื้อกูล, แต่เพื่อความทุกข์ความวอดวาย ความฉิบหาย แก่สัตว์ ทั้งหลายเป็นอันมาก ฉันนั้น. ( จ. เกี่ยวกับการที่มีผู้อื่นเข้าใจผิด ๒๓ เรื่อง ) ทรงทำผู้มุ่งร้ายให้แพ้ภัยตัวเอง ๑ อัคคิเวสนะ ! ท่านสำคัญว่าอย่างไร ในข้อที่ท่านกล่าวว่า ‘รูปเป็นตัวตนของเรา’ ดังนี้, ก็อำนาจของท่านอาจเป็นไปได้ในรูปนั้นว่า ‘รูปจงเป็นอย่างนี้ ๆ เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้น ๆ เลย’ ดังนี้หรือ ? สัจจกอัคคิเวสนะ ได้ทูลตอบว่า “ข้อนี้ไม่เป็นอย่างนั้นดอก พระโคดม !” อัคคิเวสนะ ! ท่านจงใคร่ครวญ, ใคร่ครวญแล้วจึงกล่าวแก้. คำหลังของท่านไม่เข้ากันได้กับคำก่อน คำก่อนไม่เข้ากับคำหลังเสียแล้ว. อัคคิเวสนะ ! ท่านจะสำคัญข้อนี้ว่าอย่างไร : รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? ________________________________ ๑. บาลี จูฬสัจจกสูตร มู.ม. ๑๒/๔๒๙/๓๙๘. ตรัสแก่สัจจกนิครนถบุตร อัคคิเวสนโคตร.
หน้า 420 T 5.4.126
“ไม่เที่ยง, พระโคดม !” อัคคิเวสนะ ! สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นส่อทุกข์หรือส่อสุข ? “ส่อทุกข์, พระโคดม !” สิ่งใดไม่เที่ยง ส่อทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา, ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า ของเรา เป็นเรา เป็นตัวของเรา ดังนี้ ? “ไม่ควรเลย, พระโคดม !” (ในกรณีแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีการถามตอบ โดยทำนองเดียวกันนี้.) อัคคิเวสนะ ! ท่านจะเข้าใจว่าอย่างไร : เมื่อรูปการณ์เป็นเช่นนี้ตัวท่านติดทุกข์แล้ว เข้าถึงทุกข์แล้ว จมเข้าในทุกข์แล้ว ท่านจักเห็นทุกข์นั้นว่า ‘นั่นของเรา นั่นเป็นตัวเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา’ ดังนี้ เจียวหรือ ? “ทำไมจะไม่เป็นเช่นนั้นเล่า, พระโคดม !” อัคคิเวสนะ ! เปรียบเหมือนบุรุษต้องการไม้แก่น เที่ยวหาไม้แก่นถือเอาขวานถากที่คมกริบเข้าไปในป่า เห็นกล้วยต้นใหญ่ ต้นตรง ยังไม่ทันจะตกเครือ ยังไม่ตั้งปลีในภายใน. เขาตัดกล้วยต้นนั้นที่โคน แล้วตัดยอดปอกกาบแล้ว ก็ยังไม่พบแม้แต่กระพี้ แก่นจักมีมาแต่ไหน, ฉันใดก็ฉันนั้น, อัคคิเวสนะ ! ท่านถูกเราซักไซ้ สอบถาม ทบทวนในคำของท่านเอง ก็เป็นผู้มีถ้อยคำว่างเปล่าละลายไป. อัคคิเวสนะ ! ท่านได้ป่าวประกาศในที่ประชุมชนเมืองเวสาลี ว่า “ข้าพเจ้าไม่มองเห็นสมณะ หรือพราหมณ์ใด ที่เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ แม้
หน้า 421 T 5.4.127
ปฏิญญาตนเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ชอบเอง ที่ถ้าข้าพเจ้าโต้วาทะด้วยวาทะแล้ว จักไม่เป็นผู้ประหม่าตัวสั่นระรัว มีเหงื่อไหลจากรักแร้ ไปได้เลย, เพราะถ้าแม้ข้าพเจ้า โต้วาทะด้วยวาทะ กับเสาที่เป็นของไม่มีจิตใจ เสานั้นก็จะต้องสั่นสะท้าน, ป่วยกล่าวไปไย ถึงสัตว์ที่เป็นมนุษย์” ดังนี้. แต่มาบัดนี้ เหงื่อเป็นหยด ๆ ตกลงแล้วจากหน้าผากของท่าน ถูกผ้าห่มแล้วลงถูกพื้น, ส่วนเหงื่อในกายเราเดี๋ยวนี้ ไม่มีเลย. ไม่เคยทรงพรั่นพรึงในท่ามกลางบริษัท ๑ สารีบุตร ! บริษัทสมาคมแปดชนิด คือขัติยบริษัท พราหมณบริษัทคหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมมหาราชิกบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัทและพรหมบริษัท. ตถาคตประกอบด้วยความองอาจสี่อย่าง๒ เข้าไปสู่ที่ประชุมแห่งบริษัทแปดชนิดเหล่านี้. สารีบุตร ! ตถาคตเคยเข้าไปสู่ ขัตติยบริษัท (หรือ) พราหมณบริษัท ฯลฯ พรหมบริษัท. จำนวนบริษัทนับด้วยร้อยเป็นอันมาก. เคยนั่งประชุม เคยเจรจา เคยสากัจฉา, เราย่อมจำเรื่องนั้น ๆ ได้ดี และนึกไม่เห็นวี่แววอันใดเลยว่า ความกลัว ก็ดี ความประหม่า ก็ดี เคยเกิดขึ้นแก่เราในที่ประชุมนั้น ๆ, เมื่อไม่นึกเห็น ก็เป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความไม่กลัว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญ อยู่ได้. ________________________________ ๑. บาลี มู.ม. ๑๒/๑๔๖/๑๖๘. ตรัสแก่ท่านพระสารีบุตร ที่นอกนครเวสาลี. ๒. เวสารัชชญาณ คือ ธรรมเครื่องทำผู้นั้นให้องอาจ ๔ อย่าง, เปิดดูในภาค ๓.
หน้า 422 T 5.4.128
ทรงสมาคมได้อย่างสนิทสนม ทุกบริษัท ๑ อานนท์ ! บริษัทสมาคมแปดชนิดคือ ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัทคหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมมหาราชิกบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัท และพรหมบริษัท. อานนท์ ! ตถาคตยังจำได้ว่าเคยเข้าไปสู่ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัทคหบดีบริษัท สมณบริษัท จาตุมมหาราชิกบริษัท ดาวดึงสบริษัท มารบริษัทและพรหมบริษัท นับด้วยร้อย ๆ, ทั้งเคยนั่งร่วม เคยเจรจาร่วม เคยสนทนาและสมาคม ร่วมกับบริษัทนั้น ๆ. เราย่อมจำเรื่องนั้น ๆ ได้ดีว่า (คราวนั้น ๆ) ผิวกายของพวกนั้นเป็นเช่นใด ผิวกายของเราก็เป็นเช่นนั้น, เสียงของพวกนั้นเป็นเช่นใด เสียงของเราก็เป็นเช่นนั้น. อนึ่ง เรายังเคยได้ชี้แจงพวกเขาเหล่านั้นให้เห็นจริงในธรรม ให้รับเอาไปปฏิบัติ ให้เกิดความกล้าที่จะทำตาม ให้พอใจในผล แห่งการปฏิบัติที่ได้รับแล้ว ด้วยธรรมีกถา. บริษัทเหล่านั้น ไม่รู้จักเรา ผู้กำลังพูดให้เขาฟังอยู่ว่าเราเป็นใคร คือเป็นเทวดา หรือเป็นมนุษย์. ครั้นเรากล่าวธรรมีกถาจบแล้ว ก็จากไปทั้งที่ชนทั้งหลายเหล่านั้น ก็ยังไม่รู้จักเรา. เขาได้แต่เกิดความฉงนใจว่า ผู้ที่จากไปแล้วนั้นเป็นใคร : เป็นเทวดา หรือมนุษย์แน่, ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๒๗/๙๙. ตรัสแก่พระอานนท์.
หน้า 423 T 5.4.129
ทรงท้าให้ใครปฏิเสธธรรมะที่พระองค์รับรอง ๑ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปเยี่ยมเยียนสำนักปริพพาชก และสนทนากัน เป็นของมีโดยปรกติ. ปริพพาชก ท. ! ธรรมบทมีอยู่ ๔ บท ซึ่งรู้จักกันว่าเป็นของเลิศเป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณ ไม่ถูกทอดทิ้งเลย ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคตสมณพราหมณ์ทั้งหลายที่เป็นผู้รู้ไม่มีใครคัดค้าน.๒ ๔ บทนั้นคืออะไรเล่า ? คือ อนภิชฌา (ความไม่เพ่งด้วยความใคร่ในอารมณ์), อพยาบาท (ความไม่คิดประทุษร้าย), สัมมาสติ (ความระลึกชอบอยู่เสมอ) และ สัมมาสมาธิ (ความตั้งใจชอบแน่วแน่อยู่เสมอ). ปริพพาชก ท. ! ถ้าจะพึงมีผู้ใดกล่าวว่า “เราขอปฏิเสธธรรมบทคือความไม่มีอภิชฌา ; เราขอบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ ที่มากไปด้วยอภิชฌา มีราคะกล้าในกามทั้งหลายแทน” ดังนี้แล้ว เราก็จะกล่าวท้าผู้นั้นว่า “มาซิท่าน จงกล่าวออกไปจงสำแดงให้ชัดแจ้งเถิด เราจักขอดูอานุภาพ” ดังนี้. ปริพพาชก ท. ! มันไม่เป็นสิ่งที่ เป็นไปได้เลย ที่ใครจะปฏิเสธความไม่มีอภิชฌา แล้วไปยกย่องสมณพราหมณ์ ผู้มากไปด้วยอภิชฌา มีราคะกล้าในกามทั้งหลายแทน. ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๘/๓๐. ตรัสแก่ปริพพาชกทั้งหลาย ที่สำนักปริพพาชก ใกล้เมืองราชคฤห์. ๒. ธรรมบทสี่นี้ เป็นของเก่า ที่พระองค์ทรงรับรอง ไม่ใช่ทรงบัญญัติขึ้นเอง, เป็นการแสดง ให้เห็นว่า สิ่งใดเป็น ของถูกของดีมาก่อน ก็ทรงรับเข้าไว้.
หน้า 424 T 5.4.129
ปริพพาชก ท. ! ถ้าจะพึงมีผู้ใดกล่าวว่า “เราขอปฏิเสธความไม่พยาบาท, เราขอบัญญัติสมณพราหมณ์ผู้มีจิตพยาบาท มีความประทุษร้ายเป็นเครื่องดำริอยู่เป็นประจำใจแทน” ดังนี้แล้ว เราก็จะกล่าวท้าผู้นั้นว่า “มาซิท่าน ท่านจงกล่าวออกไป จงสำแดงให้ชัดแจ้งเถิด เราจักขอดูอานุภาพ” ดังนี้. ปริพพาชก ท. ! มันไม่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เลย ที่ใครจะปฏิเสธความไม่พยาบาท แล้วไปยกย่องสมณพราหมณ์ ผู้มีจิตพยาบาทมีความประทุษร้ายเป็นเครื่องดำริอยู่ประจำใจแทน. ปริพพาชก ท. ! ถ้าจะพึงมีผู้ใดกล่าวว่า “เราขอปฏิเสธสัมมาสติ ; เราขอบัญญัติสมณพราหมณ์ผู้ไร้สติปราศจากสัมปชัญญะ ขึ้นแทน” ดังนี้แล้ว เราก็จะกล่าวท้าผู้นั้นว่า “มาซิท่าน ท่านจงกล่าวออกไป จงสำแดงให้ชัดแจ้งเถิด เราจักขอดูอานุภาพ” ดังนี้. ปริพพาชก ท. ! มันไม่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เลย ที่ใครจะปฏิเสธสัมมาสติ แล้วไปยกย่องสมณพราหมณ์ผู้ไร้สติปราศจากสัมปชัญญะ ขึ้นแทน. ปริพพาชก ท. ! ถ้าจะพึงมีผู้ใดกล่าวว่า “เราขอปฏิเสธสัมมาสมาธิ ; เราขอบัญญัติสมณพราหมณ์ผู้มีจิตกลับกลอกไม่ตั้งมั่น ขึ้นแทน” ดังนี้แล้ว, เราก็จะกล่าวท้าผู้นั้นว่า “มาซิท่าน ท่านจงกล่าวออกไป จงสำแดงให้ชัดแจ้งเถิด เราจักขอดูอานุภาพ” ดังนี้. ปริพพาชก ท. ! มันไม่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เลยที่ใครจะปฏิเสธสัมมาสมาธิ แล้วไปยกย่องสมณพราหมณ์ผู้มีจิตกลับกลอกไม่ตั้งมั่นแทน. ปริพพาชก ท. ! ผู้ใดเห็นว่าธรรมบท ๔ บทนี้ ควรตำหนิควรคัดค้านแล้วไซร้ ในปัจจุบันนี้เองผู้นั้นจะต้องได้รับการตำหนิที่ชอบแก่เหตุ ถูกยันด้วย
หน้า 425 T 5.4.130
คำของตนเอง ถึง ๔ ประการ. ๔ ประการคืออะไรบ้างเล่า ? ๔ ประการคือถ้ามีสมณพราหมณ์พวกใด มากด้วยอภิชฌามีราคะแก่กล้าในกามทั้งหลาย มา เขาก็ต้องบูชายกย่องสมณพราหมณ์เหล่านั้น. ถ้ามีสมณพราหมณ์เหล่าใดที่มีจิตพยาบาทมีความประทุษร้ายเป็นเครื่องดำริอยู่ประจำใจ มา เขาก็ต้องบูชายกย่องสมณพราหมณ์เหล่านั้น. ถ้ามีสมณพราหมณ์เหล่าใด ที่ไร้สติปราศจากสัมปชัญญะ มา เขาก็ต้องบูชายกย่องสมณพราหมณ์เหล่านั้น. ถ้ามีสมณพราหมณ์เหล่าใด ที่มีจิตกลับกลอกไม่ตั้งมั่น มา เขาก็ต้องบูชายกย่องสมณพราหมณ์เหล่านั้น, ดังนี้. ปริพพาชก ท. ! แม้แต่ปริพพาชกชื่อ วัสสะ และปริพพาชกชื่อภัญญะ ซึ่งเป็น ลัทธิอเหตุกทิฏฐิ อกิริยทิฏฐิ นัตถิกทิฏฐิ ก็ยังถือว่า ธรรมบททั้ง ๔ บทนี้ ไม่ควรดูหมิ่น ไม่ควรคัดค้าน. เพราะเหตุใดเล่า ? เพราะกลัวถูกนินทาว่าร้ายและชิงชังนั่นเอง. ทรงท้าว่า ธรรมที่ทรงแสดงไม่มีใครค้านได้ ๑ (เมื่อได้ตรัสถึงลัทธิที่มีทางค้านได้ ๓ ลัทธิ คือ ลัทธิที่ว่าสุขทุกข์เพราะกรรมแต่ปางก่อนอย่างเดียว, ลัทธิที่ว่าสุขทุกข์เพราะผู้เป็นเจ้าเป็นนายบันดาลให้, และลัทธิที่ว่าสุขทุกข์ไม่มีปัจจัยอะไรเลย (ดูที่หน้า ๔๑๑-๔๑๔ แห่งหนังสือนี้) แล้วได้ตรัสข้อความต่อไปนี้ :-) ภิกษุ ท. ! ธรรมอันเราแสดงแล้วนี้ ไม่มีใครข่มขี่ได้ เป็นธรรมไม่มัวหมอง ไม่มีทางถูกติ ไม่มีทางถูกคัดค้าน จากสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลาย. ________________________________ ๑. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๕/๕๐๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 426 T 5.4.130
ภิกษุ ท. ! ธรรมนั้นเป็นอย่างไรเล่า ? ธรรมนั้นคือธาตุ ๖ อย่าง, ผัสสายตนะ ๖ อย่าง, มโนปวิจาร ๑๘ อย่าง, และอริยสัจจ์ ๔ อย่าง. ภิกษุ ท. ! ที่เรากล่าวว่า ธาตุ ๖ อย่าง นั้น เราอาศัยข้อความอะไรกล่าว ? เราอาศัยข้อความนี้กล่าว คือ ธาตุเหล่านี้มีหก คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ที่เรากล่าวว่า ผัสสายตนะ (แดนเกิดแห่งการกระทบ) ๖ อย่าง นั้น เราอาศัยข้อความอะไรกล่าว ? เราอาศัยข้อความนี้กล่าว คือ ผัสสายตนะ เหล่านี้มีหก คือ ตา เป็นผัสสายตนะ หู เป็นผัสสายตนะ จมูก เป็นผัสสายตนะ ลิ้น เป็นผัสสายตนะ กาย เป็นผัสสายตนะ ใจ เป็นผัสสายตนะ ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ที่เรากล่าวว่า มโนปวิจาร (ที่เที่ยวของจิต) ๑๘ อย่าง นั้น เราอาศัยข้อความอะไรกล่าว ? เราอาศัยข้อความนี้กล่าว คือ เห็นรูปด้วยตาแล้วใจย่อมเข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส ๑ ในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา ๑ ; ฟังเสียงด้วยหูแล้ว ใจย่อมเข้าไปเที่ยวในเสียงอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในเสียงอันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส ๑ ในเสียงอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา ๑ ; ได้กลิ่นด้วยจมูกแล้ว ใจย่อมเข้าไปเที่ยวในกลิ่นอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในกลิ่นอันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส ๑ ในกลิ่น อันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา ๑ ; รู้รสด้วยลิ้นแล้ว ใจย่อม เข้าไปเที่ยวในรสอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในรสอันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส ๑ ในรสอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา ๑ ; สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยผิวกายแล้ว ใจย่อมเข้าไปเที่ยวใน
หน้า 427 T 5.4.130
โผฏฐัพพะอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในโผฏฐัพพะอันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส ๑ ในโผฏฐัพพะอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา ๑ ; รู้สึกอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจแล้ว ใจย่อมเข้าไปเที่ยวในอารมณ์อันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส ๑ ในอารมณ์อันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส ๑ ในอารมณ์อันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา ๑ ; ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ที่เรากล่าวว่า อริยสัจจ์ ๔ อย่าง นั้น เราอาศัยข้อความอะไรกล่าว ? เราอาศัยข้อความนี้กล่าว คือ เมื่อได้อาศัยธาตุทั้งหกแล้ว การก้าวลงสู่ครรภ์ก็ย่อมมี. เมื่อการก้าวลงสู่ครรภ์มีอยู่ (สิ่งที่เรียกว่า) นามรูป ก็ย่อมมี. เพราะนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะหก ก็ย่อมมี. เพราะอายตนะหกเป็นปัจจัย ผัสสะก็ย่อมมี. เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนา ก็ย่อมมี. ภิกษุ ท. ! เราบัญญัติทุกข์ บัญญัติเหตุให้เกิดทุกข์ บัญญัติความดับสนิทของทุกข์ และบัญญัติทางปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทของทุกข์ ไว้สำหรับสัตว์ผู้ยังมีเวทนาอยู่, ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. ภิกษุ ท. ! อริยสัจจ์ว่าด้วยความทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือ ความเกิดเป็นทุกข์, ความชราเป็นทุกข์, ความตายเป็นทุกข์, โสกปริเทวะ ทุกข์กายทุกข์ใจ และความแห้งใจเป็นทุกข์, ประจวบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์, พลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์, ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ; โดยย่อแล้ว ขันธ์ห้าที่ยังมีความยึดถือเป็นทุกข์. ภิกษุ ท. ! นี้แลอริยสัจจ์ว่าด้วยความทุกข์.
หน้า 428 T 5.4.130
ภิกษุ ท. ! อริยสัจจ์ว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ท. ; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะหก ; เพราะมีอายตนะหกเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ โสกปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาสขึ้น ครบถ้วน : กองทุกข์ทั้งสิ้นย่อมเกิดมีขึ้นได้ด้วยอาการอย่างนี้. ภิกษุ ท. ! นี้แลอริยสัจจ์ว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์. ภิกษุ ท. ! อริยสัจจ์ว่าด้วยความดับสนิทของความทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือ เพราะอวิชชานั่นเอง จางดับไปไม่มีเหลือ จึงมีความดับแห่งสังขาร; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งอายตนะหก; เพราะมีความดับแห่งอายตนะหก จึงมีความดับแห่งผัสสะ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน; เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาติ, ชรามรณะ โสกปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส จึงดับสนิทไป : กองทุกข์ทั้งสิ้นย่อม
หน้า 429 T 5.4.131
ดับไปด้วยอาการอย่างนี้. ภิกษุ ท. ! นี้แลอริยสัจจ์ว่าด้วยความดับสนิทของความทุกข์. ภิกษุ ท. ! อริยสัจจ์ว่าด้วยข้อปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทของความทุกข์ เป็นอย่างไร ? คือหนทางอันประเสริฐ อันประกอบด้วยองค์แปดนี้เอง, ได้แก่ความเห็นถูกต้อง ความดำริถูกต้อง ความมีวาจาถูกต้อง ความมีการกระทำทางกายถูกต้อง ความมีอาชีวะถูกต้อง ความมีความพยายามถูกต้อง ความมีการระลึกประจำใจถูกต้อง และความมีการตั้งใจมั่นอย่างถูกต้อง. ภิกษุ ท. ! นี้แล อริยสัจจ์อันว่าด้วยข้อปฏิบัติให้ถึงความดับสนิทของความทุกข์. ภิกษุ ท. ! ข้อใดที่เรากล่าวว่า ธรรมที่เราแสดงแล้วไม่มีใครข่มขี่ได้เป็นธรรมไม่มัวหมอง ไม่มีทางถูกตำหนิถูกคัดค้าน จากสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายดังนี้นั้น ข้อความนั้นเราอาศัยข้อความเหล่านี้แล กล่าวแล้ว. ทรงยืนยันเอง และทรงให้สาวกยืนยัน ว่ามีสมณะในธรรมวินัยนี้ ๑ ภิกษุ ท. ! สมณะมีในธรรมวินัยนี้ โดยแท้. สมณะที่สอง ก็มีในธรรมวินัยนี้. สมณะที่สาม ก็มีในธรรมวินัยนี้. สมณะที่สี่ ก็มีในธรรมวินัยนี้.ลัทธิอื่นก็ว่างจากสมณะของลัทธิอื่น. ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายจงบันลือสีหนาทโดยชอบอย่างนี้เถิด. ________________________________ ๑. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๒๓/๒๔๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 430 T 5.4.131
ภิกษุ ท. ! สมณะ (ที่หนึ่ง) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นสัญโญชน์สาม ย่อมเป็นโสดาบัน (คือแรกถึงกระแสแห่งนิพพาน) มีอันไม่กลับตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ ในวันหน้า. นี้แลสมณะ (ที่หนึ่ง). ภิกษุ ท. ! สมณะที่สอง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะสัญโญชน์สามอย่างก็สิ้นไป ราคะโทสะโมหะก็เบาบางน้อยลงย่อมเป็นสกทาคามี, มาสู่โลกนี้อีกคราวเดียวเท่านั้น ก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. นี้แล สมณะที่สอง. ภิกษุ ท. ! สมณะที่สาม เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นสัญโญชน์ในเบื้องต่ำ ๕ อย่าง ย่อมเป็นโอปปาติกะ (เกิดในรูปภพ) มีการปรินิพพานในภพนั้น ๆ ไม่เวียนกลับจากโลกนั้น ๆ เป็นธรรมดา. นี้แล สมณะที่สาม. ภิกษุ ท. ! สมณะที่สี่ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในชาติเป็นปัจจุบันนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่. นี้แล สมณะที่สี่. ภิกษุ ท. ! สมณะมีในธรรมวินัยนี้ โดยแท้. สมณะที่สอง ก็มีในธรรมวินัยนี้. สมณะที่สาม ก็มีในธรรมวินัยนี้. สมณะที่สี่ ก็มีในธรรมวินัยนี้. ลัทธิอื่น ก็ว่างจากสมณะของลัทธิอื่น. ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายจงบันลือสีหนาทโดยชอบ อย่างนี้.
หน้า 431 T 5.4.133
โพชฌงค์ปรากฏ เพราะพระองค์ปรากฏ ๑ ภิกษุ ท. ! เพราะการปรากฏแห่งพระเจ้าจักรพรรดิราช จึงมีการปรากฏแห่ง รัตนะทั้งเจ็ด, เจ็ดคือ จักรแก้ว๒ ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว : (นี้เป็นฉันใด) ; ภิกษุ ท. ! เพราะการปรากฏแห่งตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีการปรากฏแห่ง โพชฌงครัตนะทั้งเจ็ด. เจ็ดคือ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และ อุเบกขาสัมโพชฌงค์. ภิกษุ ท. ! เพราะการปรากฏแห่งตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีการปรากฏแห่งโพชฌงครัตนะทั้งเจ็ด ดั่งนี้แล. ไม่ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อให้เขานับถือ ๓ ภิกษุ ท. ! พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติมิใช่เพื่อหลอกลวงคนให้นับถือ มิใช่ประพฤติเพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่ออานิสงส์จะได้เป็นเจ้าลัทธิหรือเพื่อค้าน ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๓๘/๕๐๕. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. ของแก้วมี ช้างแก้ว เป็นต้นนั้น คงหมายความเพียงดีมากจนเป็นที่นำมาซึ่งความยินดีอย่างเอก. โพชฌงค์เป็นของเทียบเคียงกันได้ ต่างกันแต่ฝ่ายหนึ่งเป็นโลก อีกฝ่ายหนึ่งเป็นธรรม. ๓. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๓๓/๒๕. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 432 T 5.4.134
ลัทธิอื่นใด ให้ล้มไป และมิใช่เพื่อให้มหาชน เข้าใจว่าเราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ ก็หามิได้. ภิกษุ ท. ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับทุกข์สนิท. ทรงหวังให้ช่วยกันทำความมั่นคงแก่พรหมจรรย์ ๑ จุนทะ ! เพราะเหตุนั้น เธอพึงปฏิบัติในกรณีนี้ว่า ธรรมเหล่าใดอันเราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง, ในธรรมเหล่านั้น อันเธอ ท. ทุกคนพึงประชุมกัน มั่วสุมกัน แล้วพึงสังคายนาซึ่งอรรถโดยอรรถ ซึ่งพยัญชนะโดยพยัญชนะ พึงประพฤติกระทำให้วิเศษ โดยประการที่พรหมจรรย์นี้ จักดำรงอยู่ยืนนาน จักตั้งอยู่ตลอดกาลยาวนาน. พรหมจรรย์นั้นแหละ จักเป็นไปเพื่อความเกื้อกูลแก่มหาชนเพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ ท. จุนทะ ! ธรรม ท. อันเราแสดงแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง เหล่านั้นเป็นอย่างไรเล่า...? ข้อนี้ได้แก่ธรรมเหล่านี้คือ สติปัฏฐาน ท. สี่ สัมมัปปธาน ท. สี่ อิทธิบาท ท. สี่ อินทรีย์ ท. ห้า พละ ท. ห้า สัมโพชฌงค์ ท. เจ็ด อริยมรรค อันประกอบด้วยองค์แปด. ________________________________ ๑. บาลี ปาสาทิกสูตร ปา. ที. ๑๑/๑๓๙/๑๐๘. ตรัสแก่จุนทสมณุทเทส ที่อัมพวันปราสาท ของเจ้าศากยะพวกเวธัญญา.
หน้า 433 T 5.4.135
จุนทะ ! ธรรมเหล่านี้แล เป็นธรรมอันเราแสดงแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง อันเธอ ท. ทุกคนเทียวพึงประชุมกัน มั่วสุมกัน แล้วพึงสังคายนาซึ่งอรรถโดยอรรถ ซึ่งพยัญชนะโดยพยัญชนะ พึงประพฤติกระทำให้วิเศษ โดยประการที่พรหมจรรย์นี้ จักดำรงอยู่ยืนนาน จักตั้งอยู่ตลอดกาลยาวนาน. พรหมจรรย์นั้นแหละ จักเป็นไปเพื่อความเกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและ มนุษย์ ท. พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีลาภเป็นอานิสงส์ ๑ ภิกษุ ท. ! พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีลาภสักการะและเสียงสรรเสริญเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์นี้มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความถึงพร้อม แห่งญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์. ภิกษุ ท. ! ก็เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบอันใด มีอยู่, พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุตตินั้นนั่นแหละเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย. เจโตวิมุตตินั่นแหละ เป็น แก่นสาร เป็นผลสุดท้ายของพรหมจรรย์. ________________________________ ๑. บาลี มหาสาโรปมสูตร มู.ม. ๑๒/๓๗๓/๓๕๒. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ภูเขาคิชฌกูฏใกล้เมืองราชคฤห์, ปรารภพระเทวทัต. พระดำรัสอย่างนี้มีตรัสย้ำไว้อีก แม้ในตอนท้ายแห่งพระบาลีจูฬาสาโรปมสูตร มู.ม. ไตร.ล. ๑๒.
หน้า 434 T 5.4.136
ทรงบัญญัติพรหมจรรย์ในลักษณะที่ บรรพชาจักไม่เป็นโมฆะ ๑ “ท่านผู้เจริญ ท. ! ขอท่าน ท. จงใคร่ครวญซึ่งธรรมนี้ ที่ตรัสไว้โดยพระผู้มีพระภาคผู้มีธรรมจักษุ เป็นดั่งแพทย์ผู้ผ่าตัด เป็นมหาวีระ ดุจดังสีหะบันลือสีหนาทอยู่ในป่า, ใครเล่าเห็นพระองค์ ผู้เป็นพรหม ทรงพระคุณเกินกว่าที่จะวัดได้ ผู้ย่ำยีมารและเสนามาร เสียได้แล้วจะไม่เลื่อมใส แม้ว่าเขา ผู้นั้นจะเป็นพวกอภิชาติแห่งกัณหโคตร. ผู้ใดปรารถนาก็จงตามเรามา ; ผู้ใดไม่ปรารถนา จงกลับไป ; ข้าพเจ้า จักบรรพชาในที่นี้ ในสำนักแห่งพระองค์ผู้มีปัญญาอันประเสริฐ.” คำของเสลพราหมณ์กล่าวแก่บริวาร.“ถ้าคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธะ เป็นที่ชอบใจแก่ท่าน อย่างนี้ไซร้ แม้พวกเราก็จักบวชในสำนักแห่งพระองค์ผู้มีปัญญา อันประเสริฐนั้นด้วยหมือนกัน.” พราหมณ์ ๓๐๐ คนเหล่านั้น มีเสลพราหมณ์ เป็นหัวหน้า กระทำอัญชลีขอบรรพชาว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ! ข้าพเจ้า ท. ขอประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระองค์.” (พระผู้มีพระภาค ตรัสแก่พวกเสลพราหมณ์ว่า :-) “พรหมจรรย์ เป็นสิ่งที่เรากล่าวไว้ดีแล้ว มีผลอัน ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่จำกัดอยู่ด้วยเวลา ; ซึ่ง ________________________________ ๑. บาลี เสลสูตร ม.ม. ๑๓/๕๕๕/๖๐๙, สุตฺต. ขุ. ๒๕/๔๔๕/๓๗๗. ตรัสแก่เสลพราหมณ์ ที่อาปณนิคม แคว้นอังคุตตราปะ.
หน้า 435 T 5.4.137
ในพรหมจรรย์นั้น บรรพชาของผู้ไม่ประมาท ศึกษาอยู่ ย่อมไม่เป็นโมฆะเลย” ดังนี้. พรหมจรรย์นี้ของพระองค์ บริบูรณ์โดยอาการทั้งปวง ๑ จุนทะ ! ศาสดา ท. เท่าที่เกิดขึ้นแล้วในโลก ในบัดนี้, เราไม่เห็นว่ามีศาสดาอื่นใดสักผู้เดียว ที่เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งลาภและยศ เหมือนอย่างเรานี้. จุนทะ ! สงฆ์หรือหมู่คณะเท่าที่เกิดขึ้นแล้วในโลก ในบัดนี้, เราไม่เห็นว่ามีสงฆ์หรือคณะอื่นใดสักหมู่เดียว ที่เป็นหมู่ที่ถึงแล้วซึ่งลาภและยศ เหมือนอย่างภิกษุสงฆ์นี้. จุนทะ ! บุคคลเมื่อจะกล่าวโดยชอบ ซึ่งพรหมจรรย์ใด ว่าสมบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ว่าบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ไม่หย่อน ไม่ยิ่ง มีการกล่าวดีแล้ว บริบูรณ์สิ้นเชิง ประกาศไว้ดีแล้ว, แล้วไซร้ ; เขาเมื่อจะกล่าวโดยชอบพึงกล่าวพรหมจรรย์นี้แหละ ว่าสมบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ว่าบริบูรณ์ด้วยอาการ ทั้งปวง ไม่หย่อน ไม่ยิ่ง มีการกล่าวดีแล้ว บริบูรณ์สิ้นเชิง ประกาศไว้ดีแล้ว, ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี ปาสาทิกสูตร ปา. ที. ๑๑/๑๓๘/๑๐๗. ตรัสแก่จุนทสมณุทเทส ที่อัมพวันปราสาท ของเจ้าศากยะพวกเวธัญญา. เพื่อความสมบูรณ์หรือเพื่อความต่อเนื่องแห่งเรื่องนี้ ควรอ่านข้อความที่หน้า ๕๕๕ โดยหัวข้อว่า “ทรงทำหน้าที่ พระพุทธเจ้าบริบูรณ์แล้ว” ประกอบก่อนเรื่องนี้ด้วย.
หน้า 436 T 5.4.138
ทรงแก้ข้อที่เขาหาว่าเกียดกันทาน ๑ “พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าได้ฟังมาว่า พระสมณโคดมได้กล่าวแล้วว่า ‘ใคร ๆ พึงทำทานกะเราเท่านั้น ไม่ควรทำทานกับคนพวกอื่น, ใคร ๆ พึงทำทานกะสาวกทั้งหลายของเราเท่านั้น ไม่ควรทำทานกับสาวกของคนพวกอื่น, ทานที่ทำกะเราเท่านั้นมีผลมาก ทำกับคนอื่นไม่มีผลมาก, ทานที่ทำกับสาวกของเราเท่านั้นมีผลมาก ทำกับสาวกของคนพวกอื่นไม่มีผลมาก’ดังนี้. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ใคร ๆ ที่กล่าวเช่นนี้ ชื่อว่ากล่าวตรงตามที่พระโคดมกล่าวหรือไม่ได้กล่าวตู่พระโคดมด้วยคำไม่จริงดอกหรือ เขากล่าวถูกตามยุติธรรมอยู่หรือ เพื่อน ๆ ของเขาที่กล่าวตามเขาย่อมพ้นจากการถูกติเตียนหรือ ? พวกข้าพเจ้าไม่อยากจะกล่าวตู่พระโคดมเลย.” ...คำถามของปริพพาชกวัจฉโคตร. วัจฉะ ! ผู้ใดกล่าวว่าเรากล่าวเช่นนี้ ไม่ชื่อว่ากล่าวตรงตามที่เรากล่าว เขากล่าวตู่เราด้วย เรื่องไม่เป็นจริง. วัจฉะ ! ผู้ใดห้ามผู้อื่นซึ่งให้ทาน ; ผู้นั้นชื่อว่าเป็นอมิตร ผู้ทำอันตรายสิ่ง ๓ สิ่ง คือ ทำอันตรายต่อบุญของทายก, ทำอันตรายต่อลาภของปฏิคาหก, และ ตัวเองก็ขุดรากตัวเอง กำจัดตัวเองเสียตั้งแต่แรกแล้ว. วัจฉะเอย ! ผู้ที่ห้ามผู้อื่นซึ่งให้ทาน ชื่อว่าเป็นอมิตร ผู้ทำอันตรายสิ่ง ๓ สิ่ง ดังนี้แล. วัจฉะ ! เราเองย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า “ผู้ใดเทน้ำล้างหม้อ หรือน้ำล้างชามก็ตาม ลงในหลุมน้ำครำหรือทางน้ำโสโครก ซึ่งมีสัตว์มีชีวิตเกิดอยู่ในนั้น ________________________________ ๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๐๕/๔๙๗. ตรัสแก่ปริพพาชกวัจฉโคตร.
หน้า 437 T 5.4.139
ด้วยคิดว่า สัตว์ในนั้นจะได้อาศัยเลี้ยงชีวิต ดังนี้แล้ว เราก็ยังกล่าวว่านั่นเป็นทางมาแห่งบุญเพราะการทำแม้เช่นนั้น ไม่ต้องกล่าวถึงการให้ทานแก่มนุษย์ด้วยกัน” ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง เรากล่าวว่าทานที่ให้แก่ผู้มีศีล เป็นทานมีผลมาก. ทานที่ให้แก่ผู้ทุศีล หาเป็นอย่างนั้นไม่. และผู้มีศีลนั้น เป็นผู้ละเสียซึ่งองค์ ๕ และประกอบอยู่ด้วยองค์ ๕. ละองค์ห้าคือ ละกามฉันทะ ละพยาบาท ละถีนมิทธะละอุทธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา. ประกอบด้วยองค์ห้าคือ ประกอบด้วยกองศีลชั้นอเสขะ (คือชั้นพระอรหันต์) ประกอบด้วยกองสมาธิชั้นอเสขะ ประกอบด้วยกองปัญญาชั้นอเสขะ ประกอบด้วยกองวิมุตติชั้นอเสขะ ประกอบด้วยกองวิมุตติญาณทัสสนะชั้นอเสขะ. เรากล่าวว่าทานที่ให้ในบุคคลผู้ละองค์ห้า และประกอบด้วยองค์ห้าด้วยอาการอย่างนี้ มีผลมาก ดังนี้. ทรงแก้ข้อที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “กาฝากสังคม” ๑ คามณิ ! ตลอดเวลาล่วงมา ๙๑ กัปป์ นับแต่กัปป์นี้ เราระลึกไม่ได้ว่าเราเคยเข้าไปทำลายตระกูลใด ๆ เพราะการรับเอาข้าวสุกมา. โดยที่แท้นั้น ตระกูลใด ๆ ที่เป็นตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีอุปกรณ์ ________________________________ ๑. บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๔๐๐/๖๒๒. ตรัสที่ปาวาริกัมพวัน ใกล้เมืองนาลันทา แก่คามณิอสิพันธกบุตร ผู้รับคำนิครนถนาฏบุตรมา เพื่อกล่าวทับถมพระองค์ว่า เป็นผู้ทำลายโลกด้วยการรับไทยทาน ทำประโยชน์ไม่คุ้มค่าข้าวสุก ในคราวทุพภิกขภัย.
หน้า 438 T 5.4.139
แห่งทรัพย์มาก มีข้าวเปลือกเป็นหลักทรัพย์เป็นอันมาก ก็เพราะตระกูลเหล่านั้นเพียบพร้อมด้วย ทาน เพียบพร้อมด้วย สัจจะ เพียบพร้อมด้วย สัญญมะ. คามณิ ! เหตุปัจจัยมีอยู่ ๘ อย่าง เพื่อการทำลายแห่งสกุล ; กล่าว คือ :- ตระกูลถึงความขาดสูญเพราะ ราชภัย ๑, ตระกูลถึงความขาดสูญเพราะ โจรภัย ๑, ตระกูลถึงความขาดสูญเพราะ อัคคีภัย ๑, ตระกูลถึงความขาดสูญเพราะ อุทกภัย ๑, ตระกูลถึงความขาดสูญเพราะ ทรัพย์ที่ฝังไว้เคลื่อนจากที่ ๑, ตระกูลถึงความขาดสูญเพราะ การงานวิบัติเพราะบริหารไม่ดี ๑, บุคคลกุลังคาร (แกะดำ) เกิดขึ้นล้างผลาญโภคทรัพย์ในตระกูล ๑, ความไม่เที่ยง (แห่งสังขาร ท.) นับเป็นที่แปด ๑. คามณิ ! เหล่านี้แล คือเหตุปัจจัย ๘ อย่าง เพื่อการทำลายแห่งสกุล. คามณิ ! เมื่อเหตุปัจจัย เพื่อการทำลายแห่งสกุล มีอยู่ ๘ อย่างเช่นนี้, ใครมากล่าวหาเราอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคปฏิบัติเพื่อความขาดสูญแห่งสกุล พระผู้มีพระภาคปฏิบัติเพื่อความเสื่อมแห่งสกุล พระผู้มีพระภาคปฏิบัติเพื่อการทำลายแห่งสกุล อยู่ดังนี้ ; คามณิ ! ผู้นั้นยังไม่ละคำกล่าวนั้น ไม่ละจิตนั้น ไม่สละความเห็นนั้น จะจมอยู่ในนรกเหมือนถูกนำตัวไปเก็บไว้ ฉะนั้น.
หน้า 439 T 5.4.140
ทรงแก้ข้อที่ถูกเขาหาว่า ทรงหลง ๑ “พระโคดมผู้เจริญ ! พระโคดมยังจำการนอนหลับกลางวันได้อยู่หรือ ?” สัจจกะ ทูลถาม. อัคคิเวสนะ ! เรายังจำได้อยู่, ในเดือนสุดท้ายของฤดูร้อน กลับจากบิณฑบาตในเวลาหลังอาหารแล้ว ให้ปูสังฆาฏิเป็นสี่ชั้น เรามีสติสัมปชัญญะ หยั่งลงสู่ความหลับ โดยตะแคงข้างขวา. “พระโคดมผู้เจริญ ! ข้อนี้แหละ สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายบางพวกเขากล่าวว่า พระสมณโคดมหลับ เพราะการเป็นอยู่ด้วยความหลง”. อัคคิเวสนะ ! คนเราจะชื่อว่าเป็นคนหลงหรือไม่หลง เพราะเหตุเพียงเท่านี้ ก็หาไม่. แต่ว่า จะเป็นคนหลงหรือไม่หลงโดยเหตุใดนั้น ท่านจงกำหนดในใจให้ดี เราจะกล่าวให้ฟัง : อัคคิเวสนะ ! อาสวะเหล่าใดที่ทำผู้นั้นให้เศร้าหมองพร้อม เป็นไปเพื่อความเกิดอีก ประกอบด้วยความทุรนทราย มีทุกข์เป็นผล ทำให้มีชาติชรามรณะอีกสืบไป, เมื่อผู้ใดละมันไม่ได้ เรากล่าวว่าผู้นั้นเป็นคนหลง, เมื่อผู้ใดละได้ขาด เรากล่าวว่าผู้นั้นเป็นคนไม่หลง เพราะว่าจะเป็นผู้ไม่หลงได้ ก็เพราะ ________________________________ ๑. บาลี มหาสัจจกสูตร มู.ม. ๑๒/๔๖๑/๔๓๐. ตรัสแก่สัจจกะนิครนถบุตร อัคคิเวสนะ ที่ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี.
หน้า 440 T 5.4.141
การละอาสวะได้ขาด. อัคคิเวสนะ ! อาสวะทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ตถาคตละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นได้กระทั่งราก ทำให้เป็นเหมือนตาลไม่มีวัตถุ (คือหน่อยอดสำหรับงอกอีกต่อไป) ไม่ให้มีไม่ให้เกิดได้อีกต่อไป ดุจว่าต้นตาลถูกตัดที่คอ แห่งต้นแล้ว ไม่อาจงอกได้สืบไป ฉันใดก็ฉันนั้น. ทรงแก้คำตู่ของพวกอื่นที่ตู่ว่าเขาก็สอนเหมือนที่พระองค์สอน ๑ “ ...ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พวกปริพพาชกผู้เป็นลัทธิอื่น ได้กล่าวกะพวกข้าพระองค์ว่า ‘อาวุโส ! พระสมณโคดมย่อมบัญญัติความรอบรู้ซึ่ง กาม ท. แม้พวกเราก็บัญญัติความรอบรู้ซึ่งกาม ท ; อาวุโส ! พระสมณโคดมย่อมบัญญัติความรอบรู้ซึ่งรูป ท. แม้พวกเราก็บัญญัติความรอบรู้ซึ่งรูป ท.; อาวุโส ! พระสมณโคดมย่อมบัญญัติความรอบรู้ซึ่งเวทนา ท. แม้พวกเราก็บัญญัติความรอบรู้ซึ่งเวทนา ท. อาวุโส ! ในข้อนี้อะไรเป็นความผิดแปลก อะไรเป็นข้อสังเกตเฉพาะ อะไรเป็นเครื่องกระทำซึ่งความแตกต่าง ระหว่างพระสมณโคดมกับพวกเรา โดยการเปรียบเทียบธรรมเทศนากับธรรมเทศนาอนุศาสนีกับอนุศาสนี ?’ ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พวกข้าพระองค์ มิได้ชอบใจมิได้คัดค้านถ้อยคำของพวกปริพพาชกผู้เป็นลัทธิอื่นเหล่านั้น ; ครั้นไม่ชอบใจ ไม่คัดค้านแล้วลุกจากอาสนะหลีกมาด้วยคิดว่า จักได้ทราบเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค”. ภิกษุ ท. ! พวกปริพพาชกลัทธิอื่นผู้มีวาทะอย่างนี้ อันพวกเธอพึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า “อาวุโส ! อะไรเล่า เป็นอัสสาทะ (รสอร่อย) แห่งกาม ท., ________________________________ ๑. บาลี มหาทุกขักขันธสูตร มู.ม. ๑๒/๑๖๗/๑๙๕. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
หน้า 441 T 5.4.142
อะไร เป็นอาทีนพ (โทษต่ำทราม) แห่งกาม ท., อะไร เป็นนิสสรณะ (อุบายเป็นเครื่องออกจากโทษ) แห่งกาม ท. ? อะไร เป็นอัสสาทะแห่งรูป ท., อะไร เป็นอาทีนวะแห่งรูป ท., อะไร เป็นนิสสรณะแห่ง รูป ท. ? อะไร เป็นอัสสาทะแห่งเวทนา ท., อะไร เป็นอาทีนวะแห่งเวทนา ท., อะไร เป็นนิสสรณะ แห่งเวทนา ?” ภิกษุ ท. ! พวกปริพพาชกผู้เป็นลัทธิอื่น ถูกถามอย่างนี้แล้วจักไม่มีคำตอบ จักถึงซึ่งความคับแค้นใจอย่างยิ่ง. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุว่าไม่อยู่ในวิสัยที่พวกปริพพาชกเหล่านั้นจะรู้ได้. ภิกษุ ท. ! เราไม่มองเห็นบุคคลใดในโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ที่จะพึงยังจิตให้ยินดีด้วยการพยากรณ์ซึ่งปัญหาเหล่านี้, เว้นเสียแต่ตถาคต หรือสาวกของตถาคต หรือว่าเพราะได้ฟัง จากตถาคต หรือสาวกของตถาคตนี้. หมายเหตุ : ข้อความข้างบนนี้แสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่า พวกปริพพาชกทั้งหลาย ไม่มีความรู้ ในเรื่อง กาม รูป เวทนา อย่างที่พระองค์ทรงทราบ ; ดังนั้น จะสอน เรื่องเหล่านี้ ให้ตรงเป็นอย่างเดียวกันได้อย่างไร. รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องกาม รูป เวทนา มีอยู่ อย่างไร พึงดูได้จากมหาทุกขักขันธสูตร มู.ม. ๑๒/๑๖๘/๑๙๖-๒๐๘. -ผู้รวบรวม ทรงถูกตู่ว่าตรัสว่าในสุภวิโมกข์มีความรู้สึกว่าไม่งาม ๑ ภัคควะ ! กะเราผู้มีวาทะอยู่อย่างนี้ มีการบอกการสอนอยู่อย่างนี้ ก็ยังมีสมณพราหมณ์บางพวก กล่าวตู่เราด้วยเรื่องที่มิได้มีอยู่ เป็นคำเปล่า คำเท็จ คำไม่ ________________________________ ๑. บาลี ปาฎิกสูตร ปา. ที. ๑๑/๓๖/๑๗. ตรัสแก่ภัคควโคตตปริพพาชก ที่อารามของเขา.
หน้า 442 T 5.4.142
จริงว่า วิปริตไปแล้วทั้งพระสมณโคดมและพวกภิกษุ คือข้อที่พระสมณโคดมได้กล่าวอย่างนี้ว่า “สมัยใด บุรุษบุคคลเข้าถึงสุภวิโมกข์แล้วแลอยู่ ; สมัยนั้น เขาย่อมมีความรู้สึกต่อสิ่งทั้งปวง ว่าเป็นของไม่งามไปหมด โดยแท้” ดังนี้. ภัคควะ ! ก็เราไม่ได้กล่าวอย่างนั้นเลย ; แต่ว่า เราย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า “สมัยใด บุรุษบุคคลเข้าถึงสุภวิโมกข์ แล้วแลอยู่ ; สมัยนั้น เขาย่อมมีความรู้สึกต่อสิ่งทั้งปวง ว่าเป็นของงามไปหมด โดยแท้” ดังนี้. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พวกเหล่านั้นแหละ เป็นพวกวิปริตไปเองแล้ว คือพวกนี้เพราะมีความวิปริตของตน, จึงได้กล่าวจ้วงจาบพระผู้มีพระภาคและภิกษุ ท. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์เป็นผู้มีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคถึงอย่างนี้แล้ว ; และพระผู้มีพระภาคก็สามารถที่จะทรงแสดงธรรม ชนิดที่ข้าพระองค์จะพึงเข้าถึงซึ่งสุภวิโมกข์ แล้วแลอยู่”. ภัคควะ ! นั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเกินไป สำหรับเธอผู้มีทิฏฐิเป็นอย่างอื่น มีขันติเป็นอย่างอื่น มีความชอบใจเป็นอย่างอื่น, ทั้งยังขาดอาโยคธรรมและธรรมเป็นลัทธิพื้นฐานแห่งอาจารย์โดยเฉพาะ อย่างนี้, ที่จะเข้าถึงซึ่งสุภวิโมกข์แล้วแลอยู่. ภัคควะ ! เอาเถิด, เธอจงตามรักษาความเลื่อมใสของเธอซึ่งมีอยู่ ในเรา ไว้ให้เป็นอย่างดีก็แล้วกัน. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าว่า นั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเกินไป สำหรับข้าพระองค์ดังนี้แล้ว ไซร้ ; ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์จักตามรักษาความเลื่อมใสของข้าพระองค์ ซึ่งมีอยู่ในพระผู้มีพระภาค ไว้ให้เป็นอย่างดี พระเจ้าข้า.”
หน้า 443 T 5.4.143
ทรงถูกตู่ว่าไม่บัญญัติสิ่งซึ่งที่แท้ได้ทรงบัญญัติแล้ว ๑ (พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะภิกษุ ท. ว่า ในแคว้นกาสีโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลปรากฏว่าเลิศ, แต่ก็ยังมีวิปริณามธรรม (ความเปลี่ยนแปลง) ; ในสหัสสโลกธาตุ มหาพรหมาปรากฏว่าเลิศ, แต่ก็ยังมีวิปริณามธรรม ; ในสังวัฏฏกัปป์ อาภัสสรพรหม ปรากฏว่าเลิศ, แต่ก็ยังมีวิปริณามธรรม ; ในสัญญีสัตว์ทุกพวก สัญญีสัตว์ที่เกิดจากวิญญาณกสิณ ปรากฏว่าเลิศ, แต่ก็ยังมีวิปริณามธรรม ; ในอภิภายตนะทั้งแปด สัตว์ที่มีสัญญาในอรูปอันเป็นภายใน ปรากฏว่าเลิศ, แต่ก็ยังมีวิปริณามธรรม ; ในบรรดาผู้ปฎิบัติทั้ง ๔ พวก พวกสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปรากฏว่าเลิศ, แต่ก็ยังมีวิปริณามธรรม ; ในบรรดาสัตว์ที่มีสัญญา ๔ พวก พวกที่มีอากิญจัญญายตนสัญญา ปรากฏว่าเลิศ, แต่ก็ยังมีวิปริณามธรรม ; ในบรรดาทิฏฐิในภายนอก ท. ทิฏฐิ ที่แสดงความไม่มีอัตตา ๔ ความหมาย ปรากฏว่าเลิศ, แต่ก็ยังมีวิปริณามธรรม ; ในบรรดาพวกที่บัญญัติ ปรมยักขวิทสุทธิ ท. ผู้ที่ตั้งอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ปรากฏว่าเลิศ, แต่ก็ยังมีวิปริณามธรรม ; ในบรรดาพวกที่บัญญัติปรมทิฏฐธรรมนิพพาน ท. ผู้ที่มีอนุปาทาวิโมกข์ ปรากฏว่าเลิศ ; ดังนี้แล้วได้ตรัสข้อความต่อไปนี้ว่า :-) ภิกษุ ท. ! กะเราผู้มีวาทะอย่างนี้ มีการกล่าวอย่างนี้ ก็ยังมีสมณพราหมณ์บางพวกกล่าวตู่ ด้วยคำเท็จ คำเปล่า คำมุสา คำไม่เป็นจริง ว่า “พระสมณโคดม ไม่บัญญัติความรอบรู้ ซึ่งกาม ท. ซึ่งรูป ท. ซึ่งเวทนา ท.” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เราบัญญัติความรอบรู้ซึ่งกาม ท. ด้วย ซึ่งรูป ท. ด้วย ซึ่งเวทนา ท. ด้วย ; เป็นผู้ไม่มีความอยาก ดับเย็น ในทิฏฐธรรม บัญญัติอนุปาทาปรินิพพาน, ดังนี้แล. ________________________________ ๑. บาลี ทสก. อํ. ๒๔/๖๒/๒๙.
หน้า 444 T 5.4.145
ทรงถูกตู่เรื่องฉันปลาฉันเนื้อ ๑ ชีวกะ ! การที่ชนเหล่านั้นมากล่าวว่า “มหาชนฆ่าสัตว์มีชีวิต อุทิศเฉพาะพระสมณโคดม, พระสมณโคดมรู้อยู่ ก็บริโภคเนื้อที่เขาทำแล้วอุทิศเฉพาะ” ดังนี้ ; ชนพวกนั้น ไม่ชื่อว่ากล่าวสิ่งที่เรากล่าว เขากล่าวตู่เรา ด้วยสิ่งไม่มีจริงไม่เป็นจริง. ชีวกะ ! เรากล่าวว่าเนื้อที่ไม่ควรบริโภค ก็เพราะเหตุสามอย่างคือ ได้เห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว ได้เกิดรังเกียจโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว. ชีวกะ ! เหล่านี้แลเหตุสามอย่าง ที่ทำให้เรากล่าวว่า เนื้อนั้นไม่ควรบริโภค. ชีวกะ ! เรากล่าวว่าเนื้อที่ควรบริโภค ก็เพราะเหตุสามอย่าง คือไม่ได้เห็นแล้ว ไม่ได้ฟังแล้ว ไม่ได้รังเกียจโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว. ชีวกะ ! เหล่านี้แล เหตุสามอย่าง ที่ทำให้เรากล่าวว่า เนื้อนั้นควรบริโภค. ทรงรับว่าทรงทราบมายา แต่ไม่ทรงมีมายา ๒ “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ‘พระสมณโคดมทรงทราบซึ่งมายา’ ดังนี้. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! พวกใดกล่าวว่าพระสมณโคดมทรงทราบ ________________________________ ๑. บาลี ชีวกสูตร ม.ม. ๑๓/๔๘/๕๗. ตรัสแก่หมอชีวก ที่สวนมะม่วง นอกเมืองราชคฤห์. ๒. บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๔๑๙/๖๔๙. ตรัสแก่ปาฏลิยคามณิ ที่อุตตรนิคม แคว้นโกลิยะ.
หน้า 445 T 5.4.145
ซึ่งมายา ดังนี้, พวกนั้น มีการกล่าวตามพระผู้มีพระภาคกล่าวหรือ ไม่ได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริงหรือ เขากล่าวถูกต้องตามธรรมหรือ และสหธรรมิกบางคนที่กล่าวตามก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ที่ควรถูกติเตียนไปด้วยหรือ ? พวกข้าพระองค์ไม่ประสงค์จะกล่าวคำซึ่งเป็นการกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค พระเจ้าข้า !” คามณิ ! ชนเหล่าใดที่กล่าวว่า พระสมณโคดมทรงทราบซึ่งมายานั้นชื่อว่าเป็นการกล่าวตามที่เรากล่าว ไม่ได้กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง เขากล่าวถูกต้องตามธรรม และสหธรรมิกบางคนที่กล่าวตาม ก็จะไม่พลอยกลายเป็นผู้ที่ควร ถูกติเตียนไปด้วย. “ข่าวเล่าลือนั้นมีจริง พระโคดมผู้เจริญ ! แต่พวกข้าพระองค์ไม่เชื่อสมณพราหมณ์เหล่านั้น ที่กล่าวว่าพระสมณโคดมทรงทราบซึ่งมายา ดังนี้ ; แต่ยังมีผู้ที่กล่าวว่า‘ท่านผู้เจริญ ! พระสมณโคดม เป็นผู้มีมายา’ ดังนี้.” คามณิ ! ผู้ใดกล่าวว่าเรารู้มายา แล้วก็เป็นอันกล่าวว่าเราเป็นผู้มีมายา ด้วย ดังนั้นหรือ ? “ข้าแต่พระผู้มีภาค ! ข้อนั้น มันเป็นอย่างนั้น. ข้าแต่พระสุคต ! ข้อนั้น มันเป็นอย่างนั้น.”
หน้า 446 T 5.4.145
คามณิ ! ถ้าอย่างนั้น เราขอย้อนถามท่านในเรื่องนี้อีก ท่านจงตอบ ตามที่ควร : คามณิ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ท่านรู้จักพวกขุนนางผมย้อยของกษัตริย์พวกโกฬิยะหรือ ? “รู้จัก พระเจ้าข้า !” คามณิ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้อย่างไร : พวกขุนนางผมย้อยของกษัตริย์พวกโกฬิยะ มีหน้าที่อะไร ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มีหน้าที่ป้องกันโจรให้แก่พวกกษัตริย์โกฬิยะด้วย มีหน้าที่กำจัดจารชนให้แก่พวกกษัตริย์โกฬิยะด้วย. พวกขุนนางผมย้อยของกษัตริย์พวกโกฬิยะ มีหน้าที่อย่างนี้ พระเจ้าข้า !” คามณิ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ท่านทราบว่าพวกขุนนางเหล่านั้น เป็นคนมีศีลหรือเป็นคนทุศีล ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ทราบว่าขุนนางเหล่านั้น เป็นคนทุศีล มีธรรมอันเลว, รวมอยู่ในบรรดาพวกคนทุศีล มีธรรมอันเลวที่มีอยู่ในโลก พระเจ้าข้า !” คามณิ ! ผู้ใดกล่าวว่า ปาฏลิยคามณิรู้จักพวกขุนนางผมย้อยของกษัตริย์พวกโกฬิยะ ว่าเป็นคนทุศีลมีธรรมอันเลว แล้วจะเป็นว่าปาฏลิยคามณิก็เป็นคนทุศีล มีธรรมอันเลวไปด้วย ดังนั้นหรือ, ผู้กล่าวเช่นนั้น ชื่อว่าเป็นผู้กล่าวโดยชอบหรือ ? “ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า ! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พวกขุนนาง ผมย้อยของกษัตริย์พวกโกฬิยะ เป็นอย่างหนึ่ง, ข้าพระองค์เป็นอีกอย่างหนึ่ง, พวกขุนนางผมย้อยของกษัตริย์พวกโกฬิยะ มีธรรมเป็นอย่างหนึ่ง, ข้าพระองค์มีธรรมเป็นอีกอย่างหนึ่ง พระเจ้าข้า !” คามณิ ! ท่านนั่นแหละ จักได้ในข้อที่ว่า ปาฏลิยคามณิรู้ว่าพวกขุนนางเหล่านั้น เป็นคนทุศีล มีธรรมอันเลว แต่ปาฏลิยคามณิหาได้เป็นคนทุศีล
หน้า 447 T 5.4.146
มีธรรมอันเลวไปด้วยไม่ ดังนี้. เพราะเหตุนั้น ตถาคตก็จักได้ในข้อที่ว่า ตถาคตรู้ซึ่งมายา แต่ตถาคตหาได้เป็นผู้มีมายาไปด้วยไม่ ดังนี้. (ต่อจากนั้น ได้ตรัสถึงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ในฐานะเป็นมายา; และตรัสอบายทุคติ วินิบาตนรก ในฐานะเป็นวิบากของมายา.) แง่ที่เขากล่าวหาพระองค์อย่างผิด ๆ ๑ พราหมณ์ ! แง่ (ปริยาย) ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า “พระสมณโคดม มีความไม่มีรสเป็นรูป (คือเป็นที่สังเกต)” นั้น, มีอยู่. พราหมณ์ ! คือว่า ความยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่าใด ความยินดีเหล่านั้นตถาคตละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นกระทั่งราก ทำให้เป็นเหมือน ตาลไม่มีวัตถุ (คือหน่อยอดสำหรับงอกอีกต่อไป) ไม่ให้มีไม่ให้เกิดอีกต่อไป. นี้แลเป็นแง่ที่ผู้ใดเมื่อจะกล่าวหาเราโดยชอบ ว่า พระสมณโคดมมีความไม่มีรส เป็นรูป, หาใช่เป็นดังที่ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่. พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า “พระสมณโคดมเป็นคนไร้โภคะ” นั้น, มีอยู่. พราหมณ์ ! คือว่า โภคะ กล่าวคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่าใด โภคะเหล่านั้น ตถาคตละได้ขาด ________________________________ ๑. บาลี มหาวรรค อฏฐก. อํ. ๒๓/๑๗๕/๑๐๑. ตรัสแก่เวรัญชพราหมณ์ ที่ใกล้โคนสะเดา ชื่อนเฬรุ เมืองเวรัญชา.
หน้า 448 T 5.4.146
แล้ว ฯลฯ ทำไม่ให้มีไม่ให้เกิดอีกต่อไป. นี้แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่. พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า “พระสมณโคดม เป็นคนกล่าวแต่การไม่ทำ” นั้น มีอยู่. พราหมณ์ ! จริงเทียว คือว่าเรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต, กล่าวการไม่ทำสิ่งที่เป็นบาปเป็นอกุศล มีประการต่าง ๆ ต่างหาก. นี่แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่. พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า “พระสมณโคดม เป็นคนกล่าวแต่ความขาดสูญ” นั้น มีอยู่. จริงเทียว พราหมณ์ ! คือว่าเรากล่าวความขาดสูญแห่งราคะ โทสะ โมหะ, ความขาดสูญแห่งสิ่งเป็นบาปอกุศล มีประการต่าง ๆ ต่างหาก. นี่แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่. พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า “พระสมณโคดมเป็นคนมักเกลียด” นั้น มีอยู่. พราหมณ์ ! จริงเทียว, เรากล่าวความน่าเกลียดด้วย กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต, กล่าวความน่าเกลียดเพราะถึงพร้อมด้วยสิ่งเป็นบาปอกุศลมีประการต่าง ๆ. นี่แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่.
หน้า 449 T 5.4.146
พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า “พระสมณโคดมเป็นคนนำไปทำให้พินาศ” นั้น มีอยู่. พราหมณ์ ! จริงเทียว, เราแสดงธรรมเพื่อนำไปทำเสียให้พินาศ ซึ่งราคะ โทสะ โมหะ, แสดงธรรมเพื่อนำไปทำเสียให้พินาศ ซึ่งสิ่งเป็นบาปอกุศลมีประการต่าง ๆ. นี่แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่. พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า “พระสมณโคดมเป็นคนเผาผลาญ” นั้น มีอยู่. พราหมณ์ ! เรากล่าวความควรแก่การเผาผลาญ ในสิ่งอันเป็นบาปอกุศล มีประการต่าง ๆ คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต, พราหมณ์ ! บาปอกุศลที่ควรเผาผลาญเสีย อันผู้ใดเผาผลาญได้แล้ว เราเรียกผู้นั้นว่า ผู้เผาผลาญ (ตปัสสี). พราหมณ์ ! บาปอกุศลที่ควรเผาผลาญนั้นตถาคตละได้ขาดแล้ว ถอนขึ้นกระทั่งราก ทำให้เหมือนตาลหน่อเน่า, ไม่ให้มีไม่ให้เกิดได้อีกต่อไป. นี่และเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่. พราหมณ์ ! แง่ที่เมื่อผู้ใดจะพึงกล่าวหาเราโดยชอบว่า “พระสมณโคดมเป็นคนไม่มีที่ผุดที่เกิด” นั้น มีอยู่. ราหมณ์ ! คือว่า การต้องนอนในครรภ์ครั้งต่อไป การต้องเกิดอีกในภพใหม่ อันผู้ใดละได้ขาดแล้ว, เราเรียกผู้นั้นว่า คนไม่รู้จักผุดจักเกิด (อปฺปคพฺโภ). พราหมณ์ ! การต้องนอนในครรภ์ครั้งต่อไป และการต้องเกิดอีกในภพใหม่ สำหรับตถาคตนั้น ตถาคตละได้ขาดแล้ว
หน้า 450 T 5.4.147
ถอนขึ้นกระทั่งราก ทำให้เหมือนตาลหน่อเน่าเสียแล้ว ไม่ให้มีไม่ให้เกิดได้อีกต่อไป. นี่แลเป็นแง่ ฯลฯ, หาใช่เป็นดังที่ท่านหมายถึง แล้วกล่าวไม่. (ในบาลีแห่งอื่น (มหา. วิ. ๕/๑๐๑, ๑๐๓/๗๙. อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๑๘๖, ๑๘๘/๑๐๒.) มีกล่าวแปลกออกไปในข้อที่ว่า เขากล่าวหาพระองค์ว่า เป็นกิริยวาท แสดงธรรมและนำสาวกไปโดยกิริยวาท, พระองค์ตรัสว่า ถูกแล้ว เรากล่าวการกระทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต และกุศลธรรม มีประการต่าง ๆ. แต่ข้อนี้ไม่ควรถือเป็นการกล่าวร้าย และถือกันว่าเป็นสิ่งถูกต้องมาแต่ก่อนพุทธกาล. อีกข้อหนึ่ง กล่าวหาว่า พระองค์เป็น อัสสัตโถ (มีความเบาใจเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญประโยชน์) แสดงธรรมและนำสาวกไปเพื่อเป็นอย่างนั้น, พระองค์ตรัสว่า ถูกแล้ว เราเป็นอัสสัตโถ แสดงธรรมเพื่อความเบาใจ ด้วยธรรมเป็นเครื่องเบาใจอย่างยิ่ง และย่อมนำสาวกไปด้วยธรรมเป็นเครื่องเบาใจนั้น. ข้อนี้ก็เหมือนกัน ไม่มีลักษณะว่าเป็นการกล่าวร้าย แล้วทำไมมาอยู่ในหมู่แห่งคำกล่าวร้าย ก็ไม่อาจจะทราบได้ ; ชะรอยจะมีความหมายเป็นอย่างอื่น คือเบาใจชนิดใจเบา ใจลอย เตลิดเปิดเปิงไป ก็ได้. ขอให้นักศึกษาพิจารณาดูเอาเองเถิด. -ผู้รวบรวม.) ทรงหยามมารว่าไม่มีวันรู้จักทางของพระองค์ ๑ (มารได้เข้ามาหาพระองค์เมื่อทรงประทับอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ กำลังกระทำสากัจฉา อยู่ด้วยเรื่องอันเกี่ยวกับนิพพาน มาในภาพแห่งชาวนา แบกไถถือปฏัก เนื้อตัวเลอะเทอะด้วยโคลน ตะโกนถามขึ้นว่า “เฮ้ยสมณะ ! เห็นวัวมาทางนี้บ้างไหม ?” พระองค์ตรัสว่า “ดูก่อนมาร ! จะมีประโยชน์อะไร เกี่ยวกับวัวของท่าน” ซึ่งทำให้มารกล่าวขึ้นว่า “สมณะเอ๋ย ! ตาก็ของข้า รูปก็ของข้า สิ่งที่เนื่องอยู่กับจักขุสัมผัสและวิญญาณก็ของข้า ; สมณะเอ๋ย ! ท่านจะ ________________________________ ๑. บาลี สคา. สํ. ๑๕/๑๖๘/๔๗๒. ตรัสแก่มาร.
หน้า 451 T 5.4.148
หนีพ้นไปจากเราได้ที่ไหน.” (ในกรณีแห่ง หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มารก็ได้กล่าวอย่างเดียวกัน.) พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบกะมารว่า :-) มาร, เออน่ะ ! จักษุก็ของท่าน รูปก็ของท่าน สิ่งที่เนื่องอยู่กับจักขุสัมผัสและวิญญาณก็ของท่าน. มารเอ๋ย ! แต่ในที่ที่ไม่มีจักษุ ไม่มีรูป ไม่มีสิ่งที่เนื่องอยู่กับจักขุสัมผัสและวิญญาณเล่า ท่านก็หมดหนทางไป นะมารนะ. (ในกรณีเกี่ยวกับ หู จมูก ลิ้น กาย ใ จ ก็ตรัสอย่างเดียวกัน. มารได้กล่าวว่า :-) “ชนเขากล่าวสิ่งใด ว่านี้ “ของเรา” ดังนี้ และชนเหล่าใด กล่าวว่า “เรา” ดังนี้ ; สมณะเอ๋ย ! ถ้าใจของท่านเข้าไปมีอยู่ในสิ่งนั้นๆ ท่านก็ไม่พ้นไปจากเราได้.” (พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปว่า :-) ชนเขากล่าวสิ่งใด ว่า “ของเรา” สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา - ตถาคต. ชนเหล่าใดกล่าวว่า “เรา” เราตถาคตก็มิใช่ชนเหล่านั้น. ดูก่อนมาร ! ท่านจงรู้อย่างนี้เถิดว่า คนอย่างท่าน ไม่มีวัน จะรู้จักทางของเรา ดังนี้. ลำดับนั้น มารผู้มีบาป รู้สึกว่า พระผู้มีพระภาครู้กำพืดเราเสียแล้ว พระสุคตรู้กำพืดเราเสียแล้ว มีทุกข์โทมนัส อันตรธานไปแล้วในที่นั้นนั่นเอง. มนุษย์บุถุชน รู้จักพระองค์น้อยเกินไป ๑ ภิกษุ ท. ! นั่นยังน้อยไป ยังต่ำไป เป็นเพียงส่วนศีลเท่านั้น คือข้อที่บุถุชนกล่าวสรรเสริญคุณของตถาคตอยู่. ภิกษุ ท. ! บุถุชนกล่าวสรรเสริญ ________________________________ ๑. บาลี พรหมชาลสูตร สี.ที. ๙/๔/๒. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่อุทยานอัมพลัฏฐิกา, ระหว่างกรุงราชคฤห์ กับเมืองนาลันทา ต่อกัน.
หน้า 452 T 5.4.148
คุณของตถาคตอยู่ ยังน้อย ยังต่ำ สักว่าศีลเท่านั้น, นั้นเป็นอย่างไรเล่า ? คือบุถุชนกล่าวสรรเสริญตถาคตอยู่ว่า พระสมณโคดมละการทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป เป็นผู้งดขาดจากปาณาติบาต วางท่อนไม้และศาสตราเสียแล้ว มีความละอายต่อบาป มีความเอ็นดูกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ ท. และ ...ว่า พระสมณโคดม ละการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ งดขาดจากอทินนาทาน ถือเอาแต่ของที่เจ้าของให้แล้ว หวังอยู่แต่ในของที่เจ้าของเขาให้, เป็นคนสะอาด ไม่เป็นขโมย. และ ...ว่า พระสมณโคดม ละกรรมอันมิใช่พรหมจรรย์, เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์โดยปรกติ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากการเสพเมถุน อันเป็น ของสำหรับชาวบ้าน. และ ...ว่า พระสมณโคดม ละการกล่าวเท็จ งดขาดจากมุสาวาท พูดแต่คำจริง รักษาคำสัตย์ มั่นคงในคำพูด ควรเชื่อได้ ไม่แกล้งกล่าวให้ผิดต่อโลก. และ ...ว่า พระสมณโคดม ละการกล่าวคำส่อเสียด งดขาดจากปิสุณาวาท, ได้ฟังจากฝ่ายนี้แล้ว ไม่เก็บไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้. หรือได้ฟังจากฝ่ายโน้นแล้ว ไม่เก็บมาบอกฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น, แต่จะสมานชนที่แตกกันแล้วให้กลับพร้อมเพรียงกัน, อุดหนุนชนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ ให้พร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น, เป็นคนชอบใจในการพร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่ทำให้พร้อมเพรียงกัน. และ
หน้า 453 T 5.4.148
...ว่า พระสมณโคดม ละการกล่าวคำหยาบ งดขาดจากผรุสวาท, กล่าวแต่วาจาที่ปราศจากโทษ เสนาะโสต ให้เกิดความรัก เป็นคำฟูใจ เป็นคำสุภาพ ที่ชาวเมืองเขาพูดกัน เป็นที่ใคร่ที่พอใจของมหาชน. และ ...ว่า พระสมณโคดม ละคำพูดที่โปรยประโยชน์ทิ้งเสีย งดขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ, กล่าวแต่ในเวลาสมควร กล่าวแต่คำจริง เป็นประโยชน์ เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นวาจามีที่ตั้ง มีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีเวลาจบ เต็มไปด้วย ประโยชน์ สมควรแก่เวลา. และ ...ว่า พระสมณโคดม งดขาดจากการล้างผลาญพืชคาม และภูตคาม,๑ เป็นผู้ฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว เว้นจากการฉันในราตรีและวิกาล, ...เป็นผู้งดขาดจากการรำ การขับ การร้อง การประโคม และดูการเล่นชนิดที่เป็นข้าศึกแก่กุศล, เป็นผู้งดขาดจากการประดับประดา คือทัดทรงตบแต่งด้วยมาลาและของหอมเครื่องลูบทา, เป็นผู้งดขาดจากการนอนบนที่นอนสูงใหญ่, เป็นผู้งดขาดจากการรับเงินและทอง, เป็นผู้งดขาดจากการรับข้าวเปลือก, งดขาดจากการรับเนื้อดิบ, การรับหญิง และเด็กหญิง , การรับทาสี และทาส, การรับแพะ แกะ ไก่ สุกร ช้าง ม้า โค ทั้งผู้และเมีย, งดขาดจากการรับที่นา ที่สวน, งดขาดจากการรับใช้เป็นทูตไปในที่ต่าง ๆ (ให้คฤหัสถ์). งดขาดจาก ________________________________ ๑. พืชคามคือพันธุ์ที่เขานำมาให้ แต่ยังปลูกเป็นได้อีกอยู่, เช่นของมีเมล็ดมีหน่อ ฯลฯ ; ภูตคาม คือพืชพันธุ์ที่ยังเกิด อยู่กับที่เดิม.
หน้า 454 T 5.4.148
การซื้อขาย, การฉ้อโกงด้วยตาชั่ง, การลวงด้วยของปลอม, การฉ้อด้วยเครื่องนับ (เครื่องตวงและ เครื่องวัด), งดขาดจากการโกง ด้วยการรับสินบนและล่อลวง, การตัด การฆ่า การจำจอง การซุ่มทำร้าย การปล้น การกรรโชก. (เหล่านี้ เป็นส่วน จุลศีล) ...ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวกพากันฉันโภชนะ ที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังทำพืชคามและภูตคามให้กำเริบ, คืออะไรบ้าง ? คือ พืชที่เกิดแต่ราก-เกิดแต่ต้น-เกิดแต่ผล-เกิดแต่ยอด-เกิดแต่เมล็ดให้กำเริบอยู่, ส่วนท่านงดขาดจากการทำพืชคามและภูตคามให้กำเริบแล้ว. ...ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังทำการบริโภคสะสม คือ สะสมข้าวสะสมน้ำดื่ม สะสมผ้า สะสมยานพาหนะ สะสมที่นอน สะสมเครื่องผัดทาของหอมและอามิส อยู่, ส่วนท่านงดขาดจากการสะสมเห็นปานดังนั้นเสีย. ...ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังดูการเล่น คือ ดูฟ้อน ฟังขับ ฟังประโคม ดูไม้ลอย ฟังนิยาย ฟังเพลงปรบมือ - ตีฆ้อง - ตีระนาด ดูหุ่นยนต์ ฟังเพลงขอทาน ฟังแคน ดูการเล่นหน้าศพ ดูชนช้าง แข่งม้า ชนกระบือ ชนโค- แพะ-แกะ-ไก่-นกกระทา, ดูรำไม้ รำมือ ชกมวย, ดูเขารบกัน ดูเขา
หน้า 455 T 5.4.148
ตรวจพล, ดูเขาตั้งกระบวนทัพ; ดูกองทัพที่จัดไว้เสร็จแล้วบ้างอยู่, ส่วนท่านเป็นผู้งดขาด จากการดูการเล่นเห็นปานดังนั้นเสีย. ...ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังเล่นการพนัน หรือการเล่นอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือเล่นหมากรุกชนิดแถวละ ๘ ตาบ้าง ๑๐ ตาบ้าง เล่นหมากเก็บ, - ชิงนาง - หมากไหว -โยนบ่วง -ไม้หึ่ง - ฟาดให้เป็นรูป - ทอดลูกบาศก์ - เป่าใบไม้, เล่นไถน้อย ๆ - หกคะเมน - กังหัน - ตวงทรายด้วยใบไม้ - รถน้อย ๆ - ธนูน้อยๆ- ทายอักษรในอากาศ - ทายใจ - ล้อคนพิการอยู่, ส่วนท่านงดขาดจากการพนันหรือการเล่นอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เห็นปานดังนั้นเสีย. ...ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการนอนบนที่นอนสูงใหญ่ คือเตียงเท้าสูงเกินประมาณ, เตียงที่เท้าสลักรูปสิงห์, ผ้าโกเชาว์ขนยาว, เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยลายเย็บ, เครื่องลาดขนแกะสีขาว, เครื่องลาดขนแกะมีลายเป็นกลุ่มดอกไม้, เครื่องลาดมีนุ่นภายใน, เครื่องลาดวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้าย, เครื่องลาดมีขนตรงขึ้นข้างบน เครื่องลาดมีชายครุย เครื่องลาดแกมทอง-เงิน -ไหม เครื่องลาดใหญ่ (นางฟ้อนได้ ๑๖ คน) ฯลฯ, อยู่, ส่วนท่านงดขาด จากการนอนบนที่นอนสูงใหญ่ เห็นปานดังนั้นเสีย. ...ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการประดับประดาตกแต่งร่างกาย
หน้า 456 T 5.4.148
เห็นปานนี้ คือการอบตัว การเคล้นตัว การอาบสำอาง การนวดเนื้อการส่องดูเงา การหยอดตาให้มีแววคมขำ การใช้ดอกไม้ การทาของหอมการผัดหน้า การทาปาก การผูกเครื่องประดับที่มือ การผูกเครื่องประดับที่ กลางกระหม่อม การถือไม้ถือ การห้อยแขวนกล่องกลักอันวิจิตร การคาดดาบการคาดพระขรรค์ การใช้ร่มและรองเท้าอันวิจิตร การใส่กรอบหน้า การปักปิ่นการใช้พัดสวยงาม การใช้ผ้าขาวชายเฟื้อย และอื่นๆ อยู่, ส่วนท่านงดขาด จากการประดับประดาตกแต่งร่างกาย เห็นปานดังนั้นเสีย. ...ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบเดรัจฉานกถา คือคุยกันถึงเรื่องพระราชา, โจร, อมาตย์, กองทัพ, ของน่าหวาดเสียว, การรบ; เรื่องน้ำ, เรื่องข้าว, ผ้า, ที่นอน, ดอกไม้, ของหอม, ญาติ, ยานพาหนะ, บ้าน, จังหวัด, เมืองหลวง, บ้านนอก, หญิง, ชาย, คนกล้า, ตรอก, ท่าน้ำ, คนตายไปแล้ว, เรื่องโลกต่างๆ, เรื่องสมุทร, เรื่องความฉิบหาย, เรื่องความมั่งคั่ง, บ้างอยู่, ส่วนท่านงดขาดจากการประกอบเดรัจฉานกถา เห็นปานดังนั้นเสีย. ...ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกันอยู่ คือแก่งแย่งกันว่า “ท่านไม่รู้ทั่วถึงพระธรรมวินัยนี้, ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้, ท่านจะรู้ทั่วถึงอย่างไรได้, ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าปฏิบัติถูก, ถ้อยคำของข้าพเจ้า
หน้า 457 T 5.4.148
เป็นประโยชน์, - ของท่านไม่เป็นประโยชน์, คำควรพูดก่อนท่านนำมาพูดทีหลังคำควรพูดทีหลัง ท่านพูดเสียก่อน, ข้อที่ท่านเคยเชี่ยวชาญ ได้เปลี่ยนแปลงไปเสียแล้ว, ข้าพเจ้ายกคำพูดแก่ท่านได้แล้ว ท่านถูกข้าพเจ้าข่มได้แล้ว ท่านจงถอนคำพูดของท่านเสีย หรือถ้าท่านสามารถ ก็จงค้านมาเถิด” ดังนี้ อยู่, ส่วนท่านงดขาดจากการกล่าวถ้อยคำแก่งแย่ง เห็นปานดังนั้นเสีย. ...ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการรับเป็นทูต, รับใช้ไปในที่นั้น ๆ อยู่ คือรับใช้พระราชา รับใช้อมาตย์ของพระราชา รับใช้กษัตริย์ -พราหมณ์ -คหบดี และรับใช้เด็ก ๆ บ้าง ที่ใช้ว่า “ท่านจงไปที่นี้, ท่านจงไปที่โน้น, ท่านจงนำสิ่งนี้ไป, ท่านจงนำสิ่งนี้มา” ดังนี้ อยู่, ส่วนพระสมณโคดมท่านเป็นผู้งดขาดจากการรับเป็นทูต เห็นปานดังนั้นเสีย. ...ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการแสวงหาลาภ ด้วยการกล่าวคำล่อหลอก การพูดพิรี้พิไร การพูดแวดล้อมด้วยเลศ การพูดให้ทายกเกิดมานะมุทะลุในการให้ และการใช้ของค่าน้อย ต่อเอาของที่มีค่ามาก อยู่, ส่วนท่านงดขาดจากการแสวงหาลาภโดยอุบายหลอกลวง เห็นปานดังนั้นเสีย. (เหล่านี้ เป็นส่วน มัชฉิมศีล) ...ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาอาชีวะ ทำเดรัจฉานวิชา
หน้า 458 T 5.4.148
เห็นปานนี้อยู่ คือ ทายลักษณะในร่างกาย, นิมิตลางดีร้าย, ดาวตก, อสนีบาต, ทำนายฝัน, ชะตา, ผ้าหนูกัด, ทำพิธีโหมเพลิง, เบิกแว่นเวียนเทียนซัดโปรยแกลบรำข้าวสาร ฯลฯ, อยู่, ส่วนท่านเป็นผู้งดขาดจากการประกอบ มิจฉาอาชีวะ ทำเดรัจฉานวิชา เห็นปานดังนั้นเสีย. ...ว่า พระสมณโคดม, เมื่อสมณะหรือพราหมณ์บางพวก พากันฉันโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบมิจฉาอาชีวะ ทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้อยู่ คือ ฯลฯ (๑ หมวดทายลักษณะสิ่งของ เช่นแก้ว, ไม้เท้า, เสื้อผ้า, ทาสเป็นต้น, หมวดทำนายการรบพุ่ง, หมวดทำนายทางโหราศาสตร์, หมวดทำนายดินฟ้าอากาศ, หมวดร่ายมนต์พ่นด้วยคาถา, หมวดทำให้คนมีอันเป็นไปต่าง ๆ และหมวดทำเวชกรรม ประกอบยาแก้โรคต่างๆ) อยู่, ส่วนท่านงดขาดจากการประกอบมิจฉาอาชีวะ ทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย. (เหล่านี้ เป็นส่วน มหาศีล) ภิกษุ ท. ! นี่แล คำสำหรับบุถุชน พูดสรรเสริญคุณของตถาคตยังน้อย ยังต่ำ สักว่าเป็นขั้นศีลเท่านั้น. ภิกษุ ท. ! ธรรมอื่น ที่ลึกซึ้ง เห็นยาก รู้ยาก รำงับ ประณีตไม่เป็นที่เที่ยวของความตริตรึก (ตามธรรมดา) เป็นธรรมละเอียด รู้ได้เฉพาะ ________________________________ ๑. ในบาลี จำแนกรายชื่อมากมาย จนเกินความต้องการที่จะยกมาไว้ในที่นี้ ผู้ประสงค์พึง เปิดดูในที่มานั้น ๆ จากพระบาลี, หรือจากเรื่องบุรพภาคของการตามรอยพระอรหันต์ ตอนบาลี สามัญผลสูตรก็ได้, หรือจากหนังสือขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หน้า ๒๐๘ ถึงหน้า ๒๑๑ ที่หัวข้อ ย่อยว่า “ผู้มีศีลไม่เป็นหมอทายลักษณะสิ่งของ” ถึงข้อว่า “ผู้มีศีลไม่เป็นหมอผีและหมอยา” แห่งหัวข้อใหญ่ว่า “ภิกษุผู้มีศีลสมบูรณ์แล้ว”.
หน้า 459 T 5.4.149
บัณฑิต ซึ่งตถาคตได้ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้แจ้งตามด้วย, เป็นคำสำหรับผู้จะพูดสรรเสริญตถาคตให้ถูกต้องเต็มตามเป็นจริง มีอยู่. ธรรมนั้นคืออะไรเล่า ? (ต่อนี้ ทรงแสดงทิฏฐิ ๖๒ ประการ พร้อมทั้งเรื่องราวต้นเหตุ, ที่เป็นหัวข้อ เปิดดูได้ในภาค ๓ ของหนังสือเล่มนี้ โดยหัวข้อว่า “ทรงทราบทิฏฐิวัตถุที่ลึกซึ่ง ๖๒”, ส่วนเรื่องละเอียดเปิดดูในพระบาลีเดิม ; หรือจากหนังสือปฏิจจสมุปบาท จากพระโอษฐ์ โดยหัวข้อที่ว่าด้วยเรื่องนี้) . (ฉ. เกี่ยวกับเหตุการณ์พิเศษบางเรื่อง ๒๒ เรื่อง) การทรงแสดงความพ้น เพราะสิ้นตัณหา ๑ โมคคัลลานะ ! เรายังจำได้อยู่, ที่บุพพารามนี้เอง, ท้าวสักกะจอมเทพได้เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควร ได้ถามคำนี้กะเราว่า “พระองค์ผู้เจริญ ! ว่าโดยสังเขป, ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าใด ภิกษุจึงเป็นผู้พ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นไปแห่งตัณหา ออกไปได้ถึงที่สุดยิ่ง เกษมจากโยคะถึงที่สุดยิ่ง มีพรหมจรรย์ถึงที่สุดยิ่ง จบกิจถึงที่สุดยิ่ง เป็นผู้ประเสริฐแห่งเทพและมนุษย์ทั้งหลาย ?” โมคคัลลานะ ! ครั้นท้าวสักกะกล่าวคำนี้แล้ว เราได้ตอบว่า “ท่านผู้เป็นจอมเทพ ! หลักคิดที่ภิกษุในศาสนานี้ได้ฟังแล้ว ย่อมมีอยู่ว่า ‘สิ่งทั้งปวงไม่ควรเข้าไปยึดถือ’ ดังนี้. เมื่อเธอฟังดังนี้แล้ว ย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรม (ธรรมดา) ทั้งปวง, ครั้นรู้ยิ่งแล้ว ก็รอบรู้, ครั้นรอบรู้แล้ว ได้รู้สึกความรู้สึกอันใดอันหนึ่ง ________________________________ ๑. บาลี จูฬตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๐/๔๓๙. ตรัสแก่พระมหาโมคคัลลานะ, ที่บุพพาราม ใกล้กรุงสาวัตถี.
หน้า 460 T 5.4.150
จะเป็นสุข หรือทุกข์ หรือไม่ทุกข์ไม่สุขก็ตาม เธอย่อมมองเห็นความไม่เที่ยงแท้ในความรู้สึก (เวทนา) ทั้งหลายเหล่านั้น มองเห็นความคลายกำหนัด มองเห็นความดับสนิท มองเห็นความสลัดคืนอยู่. เมื่อเธอมองเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ท. เหล่านั้น มองเห็น (คือรู้สึก) ความคลายกำหนัด มองเห็นความดับสนิทมองเห็นความสลัดคืน (ของตน) อยู่เนืองนิจ ก็ไม่ยึดถือด้วยใจซึ่งอะไร ๆ ในโลก, เมื่อไม่ยึดถือก็ไม่สะดุ้งใจ, เมื่อไม่สะดุ้งใจ ชื่อว่าดับสนิทรอบ ในภายในนั้นเทียว, เธอย่อมรู้สึกตนชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จไปแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก ดังนี้. ท่านผู้จอมเทพ ! ว่าโดยสังเขป, ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่า พ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา, ออกไปได้ถึงที่สุดยิ่ง เกษมจากโยคะถึงที่สุดยิ่ง มีพรหมจรรย์ถึงที่สุดยิ่ง จบกิจถึงที่สุดยิ่ง เป็นผู้ประเสริฐแห่งเทพและมนุษย์ทั้งหลาย”. โมคคัลลานะ ! เราย่อมจำภาษิตเรื่องความพ้นวิเศษ เพราะความสิ้น ตัณหา โดยย่อ ๆ แก่ท้าวสักกะผู้จอมเทพได้ ดังนี้แล. การทรงแสดงเรื่องที่เป็นไปได้ยากเกี่ยวกับพระองค์เอง ๑ ภิกษุ ท. ! ถ้าสมมติว่า มหาปฐพีอันใหญ่หลวงนี้ มีน้ำท่วมถึงเป็นอันเดียวกันทั้งหมด; บุรุษคนหนึ่ง ทิ้งแอก ( ไม้ไผ่ ? ) ซึ่งมีรูเจาะได้เพียงรูเดียว ลงไปในน้ำนั้น ; ลมตะวันออกพัดให้ลอยไปทางทิศตะวันตก, ลมตะวันตกพัดให้ลอยไปทางทิศตะวันออก, ลมทิศเหนือพัดให้ลอยไปทางทิศใต้, ลมทิศใต้พัดให้ ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๖๘/๑๗๔๔. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 461 T 5.4.151.1
ลอยไปทางทิศเหนือ, อยู่ดังนี้. ในน้ำนั้นมีเต่าตัวหนึ่ง ตาบอด ล่วงไปร้อยปี มันจะผุดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ๆ. ภิกษุ ท. ! เธอ ท. จะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : จะเป็นไปได้ไหม ที่เต่าตาบอด ร้อยปีจึงจะผุดขึ้นสักครั้งหนึ่ง จะพึงยื่นคอเข้าไปในรูซึ่งมีอยู่เพียงรูเดียวในแอกนั้น ? “ข้อนี้ยากที่จะเป็นไปได้ พระเจ้าข้า ! ที่เต่าตาบอดนั้น ร้อยปีผุดขึ้นเพียงครั้งเดียว จะพึงยื่นคอ เข้าไปในรูซึ่งมีอยู่เพียงรูเดียวในแอกนั้น”. ภิกษุ ท. ! ยากที่จะเป็นไปได้ ฉันเดียวกัน ที่ ใคร ๆ จะพึงได้ความเป็นมนุษย์ ; ยากที่จะเป็นไปได้ ฉันเดียวกัน ที่ ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะจะเกิดขึ้นในโลก ; ยากที่จะเป็นไปได้ ฉันเดียวกัน ที่ ธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้วจะรุ่งเรืองไปทั่วโลก. ภิกษุ ท. ! แต่ว่าบัดนี้ ความเป็นมนุษย์ ก็ได้แล้ว; ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะก็บังเกิดขึ้นในโลกแล้ว; และธรรมวินัยอันตถาคตประกาศแล้ว ก็รุ่งเรืองไปทั่วโลกแล้ว. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในกรณีนี้ พวกเธอพึงกระทำ โยคกรรมเพื่อให้รู้ ว่า “นี้ ทุกข์ ; นี้ เหตุให้เกิดทุกข์ ; นี้ ความดับแห่งทุกข์ ; นี้หนทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์” ดังนี้เถิด. การเกิดของพระองค์ ไม่กระทบกระเทือนถึงกฎธรรมชาติ ( ๑. การทรงแสดงไตรลักษณ์ ๑ ) ภิกษุ ท. ! เพราะตถาคตเกิดขึ้น หรือเพราะตถาคตไม่ได้เกิดขึ้น ก็ตาม, สิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้เอง (ธรรมธาตุ) ซึ่งเป็นความตั้งอยู่ตามธรรมดา คือความเป็นกฏ ________________________________ ๑. บาลี โยธาชีววรรค ติก. อํ. ๒๐/๓๖๘/๕๗๖. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 462 T 5.4.151.1
ตายตัวของธรรมดา, นั้น ย่อมตั้งอยู่อย่างคงตัว ว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง”, ดังนี้. ภิกษุ ท.! ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะซึ่งสิ่งนั้น ; ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว ย่อมบอก ย่อมแสดงย่อมบัญญัติ ย่อมวางหลักเกณฑ์ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ เพื่อให้รู้ทั่วกันว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เพราะตถาคตเกิดขึ้น หรือเพราะตถาคตไม่ได้เกิดขึ้น ก็ตาม, สิ่งซึ่งทรงตัวอยู่ได้เอง (ธรรมธาตุ) ซึ่งเป็นความตั้งอยู่ตามธรรมดา คือความเป็นกฏตายตัวของธรรมดา, นั้น ย่อมตั้งอยู่อย่างคงตัวว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์”, ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งสิ่งนั้น; ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมวางหลักเกณฑ์ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ เพื่อให้รู้ทั่วกันว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกข์” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เพราะตถาคตเกิดขึ้น หรือเพราะตถาคตไม่ได้เกิดขึ้น ก็ตาม, สิ่งซึ่งทรงตัวอยู่ได้เอง (ธรรมธาตุ) ซึ่งเป็นความตั้งอยู่ตามธรรมดา คือความเป็นกฏตายตัวของธรรมดา, นั้น ย่อมตั้งอยู่อย่างคงตัว ว่า “ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา”, ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ตถาคตย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งสิ่งนั้น ; ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมวางหลักเกณฑ์ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ เพื่อให้รู้ทั่วกันว่า “ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา” ดังนี้.
หน้า 463 T 5.4.151.2
( ๒. การทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท ๑ ) ภิกษุ ท. ! เพราะตถาคตเกิดขึ้น หรือเพราะตถาคตไม่ได้เกิดขึ้น ก็ตาม, สิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้เอง (ธรรมธาตุ) ซึ่งเป็นความตั้งอยู่ตามธรรมดา (ธัมมัฏฐิตตา) คือความเป็นกฏตายตัวของธรรมดา (ธัมมนิยามตา) ได้แก่ความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น (อิทัปปัจจยตา), นั้น ย่อมตั้งอยู่อย่างคงตัว.ภิกษุ ท. ! ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งสิ่งนั้น, ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว, ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมวางหลักเกณฑ์ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า “ภิกษุ ท. ! ท่าน ท. จง มาดู : เพราะชาติ เป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี”๒ ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุดังนี้แล ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้น อันเป็นตถตา คือความเป็นอย่างนั้น, เป็นอวิตถตา คือความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, เป็นอนัญญถตา คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. ภิกษุ ท. ! ธรรมนี้ เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท คือธรรมอันเป็นธรรมชาติ อาศัยกันแล้วเกิดขึ้น. ________________________________ ๑. บาลี สูตรที่ ๑๐ อาหารวรรค นิทานสํยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๓๐/๖๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน. ๒. นี้เป็นหัวข้อแห่งปฏิจจสมุปบาท ข้อที่หนึ่ง ซึ่งต่อไปจะมีอีก ๑๐ หัวข้อ ตามลำดับแห่งเรื่อง ของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งทราบกันอยู่เป็นอย่างดีแล้ว, พิมพ์ไว้เต็มแต่เพียงข้อแรกนี้ข้อเดียวเท่านั้น ส่วนข้อที่เหลือแต่ละข้อ ๆ ก็มี เนื้อความเต็มเหมือนอย่างข้อที่หนึ่งนี้.
หน้า 464 T 5.4.152
(เมื่อได้ตรัสในกรณีที่ ชรามรณะมีเพราะชาติเป็นปัจจัย จบลงดังนี้แล้ว ก็ได้ตรัสถึงในกรณีที่ ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย, ภพมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย, ...ฯลฯ... กระทั่งถึงสังขารทั้งหลายมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย, ด้วยระเบียบแห่งถ้อยคำที่เหมือนกันทุกตัวอักษร กับในกรณีแห่งชรามรณะมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างบนนี้, ต่างกันแต่เพียงชื่อแห่งหัวข้อหนึ่ง ๆ ของปฏิจจสมุปบาท เท่านั้น). ทรงแนะการบูชายัญในภายใน ๑ พราหมณ์ ! ท่านอย่าสำคัญความบริสุทธิ์นั้นอันเป็น ภายนอก มัวเผาไม้บูชายัญอยู่เลย ; ผู้ฉลาด ไม่กล่าวว่าบริสุทธิ์ ได้ด้วยการกระทำเช่นนั้น จะกลายเป็นผู้ปรารถนาความบริสุทธิ์ โดยภายนอกไปเสีย. พราหมณ์ ! เราเว้นการเผาไม้ แต่ทำไฟให้ลุกโพลง อยู่ในภายใน มีไฟอยู่เนืองนิจ มีตนตั้งมั่นอยู่เนืองนิตย์ เราเป็นอรหันต์ ประพฤติพรหมจรรย์. พราหมณ์เอย ! กิเลสคือมานะ เป็นเสมือนหาบบริขาร- ยัญของท่าน ; ความโกรธเป็นเสมือนควัน, การกล่าวคำมุสา เป็นเสมือนขี้เถ้า, ของท่าน, (ส่วนของเรานั้น) ลิ้น เป็นเสมือน ยัญญบริขาร ; หัวใจเป็นแท่นก่อไฟ ; ตัวตนที่ฝึกดีแล้ว เป็นความโพลงของบุรุษ. พราหมณ์เอย ! ธรรมะ เหมือนห้วงน้ำ มีศีลเป็น บันไดขึ้นลง มีน้ำไม่ขุ่นมัว เป็นที่สรรเสริญของสัตบุรุษทั้งปวง เป็นที่สรงสนานของผู้ถึงซึ่งเวท ; เนื้อตัวไม่ต้องเปียกก็ข้ามฝั่งไปได้. ________________________________ ๑. บาลี สคา. สํ. ๑๕/๒๔๘/๖๖๕. ตรัสแก่สุนทริกภารท๎วาชพราหมณ์ ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา แคว้นโกศล.
หน้า 465 T 5.4.153
พราหมณ์เอย ! สัจจะ ธรรมะ ความสำรวม พรหมจรรย์ การถึงซึ่งพรหม มีได้เพราะอาศัยทางสายกลาง. ท่านจงกระทำความนอบน้อม ในผู้เป็นคนตรงมีสติ, เถิด. เราเรียกบุคคลเช่นนั้น ว่าเป็น “ธรรมสารี” (แล่นไปในธรรม) ดังนี้. การทรงแสดงเหตุของความเจริญ ๑ พราหมณ์ ! คราวหนึ่ง เราอยู่ที่สารันททเจดีย์เมืองเวสาลี, ณ ที่นั้นเราได้กล่าวธรรมที่เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม ๗ ประการเหล่านี้ แก่พวกเจ้าวัชชี; พราหมณ์ ! ถ้าธรรมทั้งเจ็ดอย่างนั้น คงตั้งอยู่ในพวกเจ้าวัชชี ก็หรือเจ้าวัชชี จักตั้งตนอยู่ในธรรมทั้งเจ็ดอย่างเหล่านั้นแล้ว, พราหมณ์ ! อันนั้น ่อมเป็นไปเพื่อความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้. (ต่อไปนี้ เป็นตัวธรรมเจ็ดประการที่ตรัส แก่พระอานนท์ ซึ่งวัสสการพราหมณ์ก็นั่งฟังอยู่ด้วย). อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีประชุมกันเนืองๆ ประชุมกันโดยมาก... อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีพร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และพร้อมเพรียงกันทำกิจที่พวกเจ้าวัชชี จะต้องทำ... อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชีมิได้บัญญัติข้อที่มิได้บัญญัติไว้ มิได้ถอนข้อที่บัญญัติไว้แล้ว, แต่ประพฤติอยู่ในวัชชีธรรมตามที่ได้บัญญัติไว้... อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชี สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ท่านที่เป็น ประธาน ของเจ้าวัชชี ตั้งใจฟังคำสั่งของท่านผู้นั้น... ________________________________ ๑. บาลี มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๘๙/๖๙. ตรัสแก่วัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์มคธ ที่ภูเขาคิชฌกูฏ.
หน้า 466 T 5.4.154
อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชี มิได้ลบหลู่ดูถูกสตรี ที่เป็นเจ้าหญิง หรือกุมารีในสกุล... อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชี สักการะ เคารพ นับถือ บูชา เจดีย์ทั้งภายในและภายนอก มิได้ปล่อยละเลย ให้ทานที่เคยให้ ให้กิจที่เคยทำแก่เจดีย์เหล่านั้น และให้พลีกรรมที่ประกอบด้วยธรรม, เสื่อมเสียไป... อานนท์ ! พวกเจ้าวัชชี เตรียมเครื่องต้อนรับไว้พร้อม เพื่อพระอรหันต์ ท. ว่า “พระอรหันต์ ท. ที่ยังมิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้นนี้, ที่มาแล้ว พึงอยู่สุขสำราญ เถิด” ดังนี้... อานนท์ ! เหล่านี้ (แต่ละอย่างๆ, ที่ตรัสทีละอย่าง) ล้วนแต่เป็นความเจริญ แก่เจ้าวัชชีอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้. ทรงแสดงที่พึ่งไว้สำหรับเมื่อทรงล่วงลับไปแล้ว ๑ อานนท์ ! ในกาลนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแล้วแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจักเป็นผู้มีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ; คือมีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่. อานนท์ ! คนเหล่านั้น จักเป็นภิกษุผู้ อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุด ; ได้แก่ พวกที่มีความใคร่ ในสิกขา. อานนท์ ! อย่างไรเล่า เรียกว่าภิกษุผู้มีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ : มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่ง ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๐๕/๗๑๒ - ๓, ฯลฯ. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่เวฬุวคาม เมือง เวสาลี.
หน้า 467 T 5.4.155
อื่นเป็นสรณะเป็นอยู่ ? อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ ตามเห็นซึ่งกายในกายมีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก เป็นอยู่ ; เป็นผู้ ตามเห็นซึ่งเวทนาในเวทนา ท. มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก เป็นอยู่; เป็นผู้ ตามเห็นซึ่งจิตในจิต มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก เป็นอยู่ ; เป็นผู้ ตามเห็นซึ่งธรรมในธรรม ท. มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌา และโทมนัสในโลก เป็นอยู่. อานนท์ ! อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่ามีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ : มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะเป็นอยู่. การตรัสเรื่อง “ทุกข์นี้ใครทำให้” ๑ อานนท์ ! คราวหนึ่งเราอยู่ที่ป่าไผ่ เป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต ใกล้กรุงราชคฤห์ นี่แหละ, ครั้งนั้น เวลาเช้าเราครองจีวรถือบาตร เพื่อไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ คิดขึ้นมาว่า ยังเช้าเกินไปสำหรับการบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ถ้าไฉน เราเข้าไปสู่อารามของปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่นเถิด. เราได้ เข้าไปสู่อารามของปริพพาชก ผู้เป็นเดียรถีย์เหล่าอื่น กระทำสัมโมทนียกถา แก่กันและกัน นั่งลง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. อานนท์ ! ปริพพาชกเหล่านั้นได้กล่าวกะเราผู้นั่งแล้ว อย่างนี้ว่า “ท่านโคตมะ ! มีสมณพราหมณ์บางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อมบัญญัติความทุกข์ว่าเป็น ________________________________ ๑. บาลี อภิสมยสํยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๔๑/๗๖. ทรงเล่าแก่พระอานนท์ ที่เวฬุวัน.
หน้า 468 T 5.4.156
สิ่งที่ ตนทำเอาด้วยตนเอง, มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อมบัญญัติความทุกข์ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้อื่นทำให้, มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรมย่อมบัญญัติความทุกข์ว่าเป็นสิ่งที่ ตนทำเองด้วยและผู้อื่นทำให้ด้วย, มีสมณพราหมณ์อีกบางพวกที่กล่าวสอนเรื่องกรรม ย่อมบัญญัติความทุกข์ว่าเป็นสิ่งที่ ไม่ใช่ทำเองหรือใครทำให้ก็เกิดขึ้นได้. ในเรื่องนี้ ท่านโคตมะของพวกเรา๑ กล่าวสอนอยู่อย่างไร ? และพวกเรากล่าวอยู่อย่างไร จึงจะเป็นอันกล่าวตามคำที่ท่านโคตมะกล่าวแล้ว, ไม่เป็นการกล่าวตู่ด้วยคำไม่จริงแต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง และสหธรรมิกบางคนที่กล่าวตาม จะไม่พลอย กลายเป็นผู้ควรถูกติเตียนไปด้วย ?” ดังนี้. อานนท์ ! เราได้กล่าวกะปริพพาชกทั้งหลายเหล่านั้นว่า ท่าน ! เรากล่าวว่า ทุกข์ อาศัยเหตุปัจจัย (ของมันเองเป็นลำดับ ๆ) ๒ เกิดขึ้น. มันอาศัยเหตุปัจจัยอะไรเล่า ? อาศัยปัจจัยคือ ผัสสะ. ผู้กล่าวอย่างนี้แล ชื่อว่ากล่าวตรงตาม ที่เรากล่าว. การสนทนากับพระอานนท์เรื่องกัลยาณมิตร ๓ มหาราชะ ! ครั้งหนึ่ง อาตมาภาพพักอยู่ที่นิคมแห่งพวกศากยะชื่อว่านครกะ ในแคว้นสักกะ. มหาราชะ ! ครั้งนั้นแล ภิกษุอานนท์เข้าไปหาอาตมาภาพถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควร. มหาราชะ ! ภิกษุอานนท์ได้กล่าวคำนี้กะอาตมาภาพว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ความมีมิตรดี ความมีสหายดี ความมีเพื่อนผู้แวดล้อมดี นี้เป็นกึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ พระเจ้าข้า !” ดังนี้. ________________________________ ๑. โวหารพูดเสมอกันฉันเพื่อน ซึ่งเป็นธรรมดาที่พวกปริพพาชก เดียรถีย์อื่นพูดกับพระองค์. ๒. ดูลำดับของปฏิจจสมุปบาท, แต่ในที่นี้ทรงยกมาเฉพาะผัสสะ. ๓. บาลี สคา. สํ. ๑๕/๑๒๗/๓๘๒. ตรัสแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 469 T 5.4.157
มหาราชะ ! เมื่อภิกษุอานนท์ได้กล่าวอย่างนี้แล้ว อาตมาภาพได้กล่าวกะเธออย่างนี้ว่า “อานนท์ ! เธออย่ากล่าวอย่างนั้นเลย. อานนท์ ! ข้อนี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดทั้งสิ้นทีเดียว คือความมีมิตรดี ความมีสหายดี ความมีเพื่อนผู้แวดล้อมดี. อานนท์ ! พรหมจรรย์ทั้งสิ้นนั้น เป็นสิ่งที่ภิกษุผู้มีมิตรดีพึงหวังได้.เมื่อเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนผู้แวดล้อมดี เธอนั้นจักทำอริยมรรคมีองค์แปดให้เจริญได้ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดได้” ดังนี้. การสนทนากับ “พระเหม็นคาว” ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อเช้านี้ เราครองจีวรถือบาตรไปบิณฑบาตในเมืองพาราณสี. เราได้เห็นพระภิกษุรูปหนึ่ง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ตามแหล่งที่ซื้อขายโคของพวกมิลักขะ, เป็นภิกษุมีท่าทางกระหายกาม คิดสึก ปล่อยสติ ปราศจากสัมปชัญญะ จิตฟุ้ง ใจเขว ผิวพรรณแห้งเกรียม. ครั้นเห็นแล้ว เราได้กล่าว กะภิกษุนั้น ว่า “ภิกษุ ! เธออย่าทำตัวให้เน่าพอง. ตัวที่เน่าพองส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้งแล้ว แมลงวันจักไม่ตอมไม่ดูดนั้น เป็นไปไม่ได้นะภิกษุ,” ดังนี้. ภิกษุนั้นถูกเราทักอย่างนี้ ก็เกิดความสลดขึ้นในใจ. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามขึ้นว่า “อะไรเล่าพระเจ้าข้า ชื่อว่าของเน่าพอง ? อะไรเล่า ชื่อว่ากลิ่นเหม็นคาว ? อะไรเล่า ชื่อว่าแมลงวัน ?” ดูก่อนภิกษุ ! อภิชฌา ชื่อว่า ของเน่าพอง. พยาบาท ชื่อว่า กลิ่นเหม็นคาว. ความคิดที่เป็นอกุศลลามก ชื่อว่า แมลงวัน. ตัวที่เน่าพองส่งกลิ่นเหม็นเหม็นคาวคลุ้งแล้ว แมลงวันจักไม่ตอมไม่ดูดนั้น เป็นไปไม่ได้. ________________________________ ๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๓๖๑/๕๖๘. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่อิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี.
หน้า 470 T 5.4.158
การตอบคำถามของทัณฑปาณิสักกะ ๑ ภิกษุ ท. ! วันนี้ เช้านี้เอง เราครองจีวรเข้าไปบิณฑบาตในเมืองกบิลพัสดุ์. เสร็จการบิณฑบาต กลับจากการบิณฑบาตแล้ว เข้าไปอยู่พักกลางวัน ที่โคนต้นมะตูมหนุ่มในป่ามหาวัน. ภิกษุ ท. ! แม้ทัณฑปาณิสักกะ ก็เดินเที่ยวเล่นบริหารแข้งอยู่ ได้เข้าไป สู่ป่ามหาวัน ตรงไปที่ต้นมะตูมหนุ่มอันเรานั่งอยู่. เข้าไปหาเราแล้วกล่าวทักทายปราศรัย แล้วยืนยันคางด้วยไม้เท้า มีมือทั้งสองกุมปลายไม้เท้าอยู่ใต้คาง, ได้กล่าวกะเราว่า “พระสมณะมีถ้อยคำอย่างไร มีการกล่าวอย่างไร อยู่เป็นประจำ ?” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ทัณฑปาณิกล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวตอบเขาอย่างนี้ว่า “เพื่อนเอ๋ย ! มีถ้อยคำอย่างใดแล้ว ไม่ทะเลาะวิวาทอยู่กับใคร ๆ ในโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์แล้ว, เรามีถ้อยคำอย่างนั้น มีการกล่าวอย่างนั้น อยู่เป็นประจำ ; อีกอย่างหนึ่ง ใครมีถ้อยคำอย่างใดแล้ว สัญญา (ในเรื่องราวก่อน ๆ) ไม่มาติดตามอยู่ในใจผู้นั้น ซึ่ง (บัดนี้) เป็นผู้หมดบาป ไม่ประกอบตนอยู่ด้วยกาม ไม่ต้องกล่าวด้วยความสงสัยว่าอะไรเป็นอย่างไรอีกต่อไป มีความรำคาญทางกายและทางใจอันตนตัดขาดแล้ว ปราศจากตัณหาในภพไหน ๆ ทั้งสิ้นแล้ว, เรามีถ้อยคำอย่างนั้น มีการกล่าวอย่างนั้นอยู่เป็นประจำ. เพื่อนเอ๋ย ! เรามีถ้อยคำ อย่างนี้ มีการกล่าวอย่างนี้อยู่เป็นประจำ” ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี มธุปิณฑิกสูตร มู.ม. ๑๒/๒๒๑/๒๔๔. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่นิโค๎รธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์. คำถามนี้ผู้ถามถามเป็นเชิงหยั่งเสียงว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระเทวทัตนั้น ใคร เป็นคนก่อเรื่อง.
หน้า 471 T 5.4.159
ภิกษุ ท. ! เมื่อเราตอบไปเช่นนี้แล้ว ทัณฑปาณิสักกะก็ก้มศีรษะแลบลิ้น แตะหน้าผากด้วยนิ้วสามนิ้ว เลิกคิ้วแล้วลากไม้เท้าหลีกไป. การสนทนากับ นิครนถ์ : บาปกรรมเก่าไม่อาจสิ้นด้วยทุกรกิริยา ๑ มหานาม ! คราวหนึ่ง เราอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้นครราชคฤห์, ครั้งนั้นพวกนิครนถ์เป็นอันมาก ประพฤติวัตรยืนอย่างเดียว งดการนั่ง อยู่ ณ ที่กาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ, ต่างประกอบความเพียรแรงกล้า เสวยเวทนา อันเป็นทุกข์กล้าแข็งแสบเผ็ด. มหานาม ! ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น เราออกจากที่เร้นแล้วไปสู่กาฬสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ อันพวกนิครนถ์ ประพฤติวัตรอยู่, ได้กล่าวกะพวกนิครนถ์เหล่านั้นว่า “ท่าน ! เพราะอะไรหนอ พวกท่านทั้งหลายจึงประพฤติยืนไม่นั่งประกอบความเพียรได้รับเวทนาอันเป็นทุกข์กล้าแข็งแสบเผ็ด ?” ดังนี้. มหานาม ! นิครนถ์เหล่านั้นได้กล่าวกะเราว่า “ท่าน ! ท่านนิครนถนาฏบุตร เป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง เห็นสิ่งทั้งปวง ได้ยืนยันญาณทัสสนะของตนเองโดยไม่มียกเว้น ว่า ‘เมื่อเราเดินอยู่, ยืนอยู่, หลับอยู่, ตื่นอยู่ ก็ตาม ญาณทัสสนะของเราย่อมปรากฏติดต่อกันไม่ขาดสาย’ ดังนี้. ท่านนิครนถนาฏบุตรนั้นกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ‘นิครนถ์ผู้เจริญ ! บาปกรรมในกาลก่อนที่ได้ทำไว้ มีอยู่แล, พวกท่านจงทำลายกรรมนั้นให้สิ้นไป ด้วยทุกรกิริยาอัน ________________________________ ๑. บาลี จูฬทุกขักขันธสูตร มู.ม. ๑๒/๑๘๔/๒๑๙. ทรงเล่าแก่ท้าวมหานามสากยะ ที่นิโคร๎ธาราม กรุงกบิลพัสดุ์.
หน้า 472 T 5.4.159
แสบเผ็ดนี้ ; อนึ่ง เพราะการสำรวม กาย วาจา ใจ ในบัดนี้ ย่อมชื่อว่าไม่ได้กระทำกรรมอันเป็นบาปอีกต่อไป. เพราะการเผาผลาญกรรมเก่าไม่มีเหลือ และเพราะการไม่กระทำกรรมใหม่ กรรมต่อไปก็ขาดสาย ; เพราะกรรมขาดสาย ก็สิ้นกรรม ; เพราะสิ้นกรรม, ก็สิ้นทุกข์ ; เพราะสิ้นทุกข์ ก็สิ้นเวทนา ; เพราะสิ้นเวทนา ทุกข์ทั้งหมดก็เหือดแห้งไป’, ดังนี้. คำสอนของท่านนาฏบุตรนั้น เป็นที่ชอบใจและควรแก่เรา, และพวกเราก็เป็นผู้พอใจต่อคำสอนนั้นด้วย” ดังนี้. มหานาม ! เราได้กล่าวคำนี้กะนิครนถ์เหล่านั้นสืบไปว่า “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่านทั้งหลายรู้อยู่หรือว่า พวกเราทั้งหลาย ได้มีแล้วในกาลก่อน หรือว่ามิได้มี ?” “ไม่ทราบเลยท่าน !” “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่านทั้งหลายรู้อยู่หรือ ว่าพวกเราทั้งหลายได้ทำกรรมที่เป็นบาปแล้วในกาลก่อน หรือว่าพวกเราไม่ได้ทำแล้ว ?” “ไม่ทราบได้เลย, ท่าน !” “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่านทั้งหลายรู้อยู่หรือ ว่าเราทั้งหลายได้ทำ กรรมที่เป็นบาป อย่างนี้ ๆ ในกาลก่อน ?” “ไม่ทราบเลย, ท่าน !” “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่านทั้งหลายรู้อยู่หรือ ว่า (ตั้งแต่ทำตบะมา) ทุกข์มีจำนวนเท่านี้ ๆ ได้สิ้นไปแล้ว และจำนวนเท่านี้ ๆ จะสิ้นไปอีก, หรือว่า ถ้าทุกข์สิ้นไปอีกจำนวนเท่านี้ ทุกข์ก็จักไม่มีเหลือ ?” “ไม่ทราบได้เลย, ท่าน !” “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่านทั้งหลายรู้อยู่หรือ ว่าอะไรเป็นการละเสียซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศล และทำสิ่งที่เป็นกุศลให้เกิดขึ้นได้ ในภพปัจจุบันนี้ ?” “ไม่เข้าใจเลย, ท่าน !”
หน้า 473 T 5.4.159.1
มหานาม ! เราได้กล่าวคำนี้ กะนิครนถ์เหล่านั้นสืบไปว่า “ท่านผู้เป็น นิครนถ์ ท. ! ดังได้ฟังแล้วว่า ท่านทั้งหลาย ไม่รู้อยู่ ว่าเราทั้งหลายได้มีแล้วในกาลก่อน หรือไม่ได้มีแล้วในกาลก่อน, ...ฯลฯ. อะไรเป็นการละเสียซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศล และทำสิ่งที่เป็นกุศลให้เกิดขึ้นได้ ในภพปัจจุบันนี้. ครั้นเมื่อไม่รู้อย่างนี้แล้ว (น่าจะเห็นว่า) ชนทั้งหลายเหล่าใดในโลก ที่เป็นพวกพรานมีฝ่ามือคร่ำไปด้วยโลหิต มีการงานอย่างกักขฬะ ภายหลังมาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ย่อมบรรพชาในพวกนิครนถ์ทั้งหลาย ละกระมัง ?” : เวทนาทั้งหลายมิใช่ผลแห่งกรรมในกาลก่อน ๑ (ครั้งหนึ่ง เมื่อประทับอยู่ที่สัก๎ยนิคมชื่อเทวทหะ ได้ตรัสเรื่องหลักลัทธิของนิครนถ์ทรงเล่าถึงการเข้าไปสนทนากับพวกนิครนถ์ผู้มีทิฏฐิว่า สุขทุกข์ทั้งปวงนั้นมีเพราะเหตุแห่งกรรมที่ทำไว้ในกาลก่อน เป็นอันมากแล้ว กระทั่งมาถึงข้อความนี้ ว่า :-) ภิกษุ ท. ! เราได้กล่าวกะนิครนถ์เหล่านั้น ต่อไปว่า “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่าน ท. เข้าใจความข้อนี้ว่าอย่างไร : เมื่อใดพวกท่าน มีความพากเพียรพยายามอย่างแรงกล้า เมื่อนั้นท่าน ท. ย่อม ได้รับทุกขเวทนาอันแรงกล้าแสบเผ็ด ซึ่งเกิดจากความเพียรนั้น ; แต่เมื่อใดพวกท่าน ไม่มีความพากเพียรพยายามอย่างแรงกล้า เมื่อนั้นท่าน ท. ย่อม ไม่ได้รับทุกขเวทนา อันแรงกล้า แสบเผ็ด ซึ่งเกิดจากความเพียรนั้น ดังนี้มิใช่หรือ ?” ________________________________ ๑. บาลี เทวทหสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๗/๘-๙. ตรัสเล่าแก่ภิกษุ ท. ที่เทวทหนิคม แคว้นสักกะ.
หน้า 474 T 5.4.159.1
“ท่านโคตมะ ! เมื่อใดพวกเรา ท. มีความพากเพียรพยายามอย่างแรงกล้า เมื่อนั้นเรา ท. ย่อมได้รับทุกขเวทนาอันแรงกล้าแสบเผ็ด ซึ่งเกิดจากความเพียรนั้น ; แต่เมื่อใด พวกเราไม่มีความพากเพียรพยายามอย่างแรงกล้า เมื่อนั้นเรา ท. ย่อมไม่ได้รับ ทุกขเวทนาอันแรงกล้าแสบเผ็ด ซึ่งเกิดจากความเพียรนั้น.” ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! เมื่อได้ยินกันอยู่แล้ว ดังนี้ว่า เมื่อใดพวกท่านมีความพากเพียรพยายามอย่างแรงกล้า เมื่อนั้นท่าน ท. ย่อมได้รับทุกขเวทนาอันแรงกล้าแสบเผ็ด ซึ่งเกิดขึ้นจากความเพียรนั้น แต่เมื่อใดพวกท่านไม่มีความพากเพียรพยายามอย่างแรงกล้า เมื่อนั้นท่าน ท. ย่อมไม่ได้รับทุกขเวทนา อันแรงกล้าแสบเผ็ด ซึ่งเกิดจากความเพียรนั้น ดังนี้แล้ว ก็ไม่เป็นการสมควรแก่ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ที่ จะกล่าวว่า “บุรุษบุคคลเรานี้ เสวยเวทนาไร ๆ เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี เป็นอทุกขมสุขก็ดี ทั้งหมดนั้นมีเพราะเหตุแห่งกรรมอันกระทำแล้วในกาลก่อน และว่าเพราะการเผาผลาญเสียซึ่งกรรมในกาลก่อนจนหมดสิ้น และเพราะการไม่กระทำซึ่งกรรมใหม่ กระแสแห่งกรรมต่อไปก็ไม่มี, เพราะกระแสแห่งกรรมต่อไปไม่มี ก็สิ้นกรรม, เพราะสิ้นกรรม ก็สิ้นทุกข์, เพราะสิ้นทุกข์ ก็สิ้นเวทนา, เพราะสิ้นเวทนาทุกข์ ทั้งหมดก็สูญสิ้น” ดังนี้. ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ถ้าเมื่อใด แม้พวกท่านมีความพากเพียรพยายามอันแรงกล้า เมื่อนั้นทุกขเวทนาอันแรงกล้าแสบเผ็ด ซึ่งเกิดจากความเพียรนั้นก็ยังตั้งอยู่, และแม้เมื่อใดพวกท่านไม่มีความพากเพียรพยายามอันแรงกล้า เมื่อนั้นทุกขเวทนาอันแรงกล้าแสบเผ็ด ซึ่งเกิดจากความเพียรนั้น ก็ยังตั้งอยู่, ดังนี้ไซร้ ; จะเป็นการสมควรแก่ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. หรือ ที่จะกล่าวว่า “บุรุษบุคคลเรานี้เสวยเวทนาไรๆ ........ ทั้งหมดนั้นมีเพราะเหตุแห่งกรรมอันกระทำแล้วในกาลก่อน...ฯลฯ...เพราะสิ้นเวทนา ทุกข์ทั้งหมดก็สูญสิ้นไป” ดังนี้.
หน้า 475 T 5.4.159.2
ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! เพราะเหตุที่ว่า เมื่อใดความเพียรของท่านแก่กล้า ทุกขเวทนาของท่านก็แสบเผ็ด แต่เมื่อใดความเพียรของท่านไม่แก่กล้า ทุกขเวทนาของท่านก็ไม่แสบเผ็ด ; เพราะเหตุนั้นจึงแสดงว่า เมื่อท่าน ท. เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้าแสบเผ็ดอยู่ด้วยตนเองนั่นแหละ ท่าน ท. ได้ปรุงอวิชชาซึ่งเป็นอัญญาณและสัมโมหะ ขึ้นมาว่า “บุรุษบุคคลเรานี้ เสวยเวทนาไรๆ ...ทั้งหมดนั้นมีเพราะเหตุแห่งกรรมอันกระทำแล้วในกาลก่อน ...ฯลฯ... เพราะสิ้นเวทนา ทุกข์ทั้งหมด ก็สูญสิ้นไป” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เราผู้มีวาทะอยู่อย่างนี้แหละ ย่อมไม่มองเห็นอะไรในหมู่ นิครนถ์ ที่น่าจับใจและประกอบอยู่ด้วยธรรม. : การให้ผลของกรรมไม่อาจเปลี่ยนได้ด้วยตบะของนิครนถ์ ๑ ภิกษุ ท. ! เราได้กล่าวกะนิครนถ์ ท. เหล่านั้นสืบไปอีกว่า “ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่าน ท. จะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร คือพวกท่านจะพึงได้ตามใจชอบของท่านว่า ด้วยอำนาจการบำเพ็ญ อุปักกมะและปธานะ (อันเป็นตบะของเรา) (๑) กรรมใดเป็นกรรมที่ต้องเสวยผลในทิฏฐธรรม ขอให้กรรมนั้น เป็นกรรมที่พึงเสวยผลในสัมปรายภพเถิด, ดังนี้หรือ ? “ไม่อาจเป็นไปได้, ท่าน !” หรือว่า (๒) กรรมใดเป็นกรรมที่ต้องเสวยผลในสัมปรายภพ ขอให้กรรมนั้น เป็นกรรมที่พึงเสวยผลในทิฏฐธรรมเถิด, ดังนี้หรือ ? “ไม่อาจเป็นไปได้, ท่าน !” ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่าน ท. จะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร คือพวกท่านจะพึงได้ตามใจชอบของท่านว่า ด้วยอำนาจการบำเพ็ญอุปักกมะและปธานะ ________________________________ ๑. บาลี อุปริ ม. ๑๔/๑๐/๑๐-๑๑.
หน้า 476 T 5.4.159.2
(อันเป็นตบะของเรา) (๓) กรรมใดเป็นกรรมที่ต้องเสวยผลเป็นสุข ขอให้กรรมนั้นเป็นกรรมที่พึงเสวยผลเป็นทุกข์เถิด, ดังนี้หรือ ? “ไม่อาจเป็นไปได้, ท่าน !” หรือว่า (๔) กรรมใดเป็นกรรมที่ต้องเสวยผลเป็นทุกข์ ขอให้กรรมนั้นเป็นกรรมที่พึงเสวยผลเป็นสุขเถิด, ดังนี้หรือ ? “ไม่อาจเป็นไปได้, ท่าน !” ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่าน ท. จะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร คือพวกท่านจะพึงได้ตามความชอบใจของท่านว่า ด้วยอำนาจการบำเพ็ญอุปักกมะและปธานะ (อันเป็นตบะของเรา) (๕) กรรมใดเป็นกรรมที่ต้องเสวยผลเต็มขนาด ขอให้กรรมนั้นเป็นกรรมที่พึงเสวยผลไม่เต็มขนาดเถิด, ดังนี้หรือ ? “ไม่อาจเป็นไปได้, ท่าน !” หรือว่า (๖) กรรมใดเป็นกรรมที่ต้องเสวยผลไม่เต็มขนาด ขอให้กรรมนั้น เป็นกรรมที่พึงเสวยผลเต็มขนาดเถิด, ดังนี้หรือ ? “ไม่อาจเป็นไปได้, ท่าน !” ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่าน ท. จะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร คือพวกท่านจะพึงได้ตามความชอบใจของท่านว่า ด้วยอำนาจการบำเพ็ญอุปักกมะและปธานะ (อันเป็นตบะของเรา) (๗) กรรมใดเป็นกรรมที่ต้องเสวยผลอย่างมาก ขอให้กรรมนั้นเป็นกรรมที่พึงเสวยผลแต่น้อยเถิด, ดังนี้หรือ ? “ไม่อาจเป็นไปได้, ท่าน !” หรือว่า (๘) กรรมใดเป็นกรรมที่ต้องเสวยผลแต่น้อย ขอให้กรรมนั้นเป็นกรรมที่พึงเสวยผลอย่างมากเถิด, ดังนี้หรือ ? “ไม่อาจเป็นไปได้, ท่าน !” ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! ท่าน ท. จะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร คือพวกท่านจะพึงได้ตามความชอบใจของท่านว่า ด้วยอำนาจการบำเพ็ญอุปักกมะและปธานะ (อันเป็นตบะของเรา) (๙) กรรมใดเป็นกรรมที่ต้องเสวยผล ขอให้กรรมนั้นเป็นกรรมที่ไม่ต้องเสวยผลเถิด, ดังนี้หรือ ? “ไม่อาจเป็นไปได้, ท่าน !”
หน้า 477 T 5.4.159.2
หรือว่า (๑๐) กรรมใดเป็นกรรมที่ไม่ต้องเสวยผล ขอให้กรรมนั้น เป็นกรรมที่ต้องเสวยผลเถิด, ดังนี้หรือ ? “ไม่อาจเป็นไปได้, ท่าน !” ท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ! เมื่อได้ยินกันอยู่แล้วดังนี้ว่า ไม่อาจเป็นไปได้ไม่อาจเป็นไปได้ ดังนี้แล้ว อุปักกมะและปธานะ ของท่านผู้เป็นนิครนถ์ ท. ก็ไม่มี ผลอะไร. ภิกษุ ท. ! นิครนถ์ ท. เป็นผู้มีวาทะอย่างนี้ ; ภิกษุ ท. ! ดังนั้นวาทานุวาทะ (วาทะน้อยใหญ่) ๑๐ ประการ ที่ประกอบด้วยธรรมตามแบบของ พวกนิครนถ์ผู้มีวาทะอย่างนี้ ย่อมถึงฐานะที่ควรตำหนิ. ภิกษุ ท. ! ถ้าว่าสัตว์ ท. เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่งกรรมอันกระทำในกาลก่อน แล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องกระทำกรรมชั่วในกาลก่อน เป็นแน่ เพราะในบัดนี้เป็นผู้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งแสบเผ็ดเห็นปานนี้. ภิกษุ ท. ! ถ้าสัตว์ ท. เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่ง การชี้บ่งของอิศวร (อิสฺสรนิมฺมานเหตุ) แล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องเป็นผู้ถูกชี้บ่งแล้วโดยอิศวรชั่ว เป็นแน่ เพราะในบัดนี้เป็นผู้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งแสบเผ็ดเห็นปานนี้. ภิกษุ ท. ! ถ้าสัตว์ ท. เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่ง ภาวะทางสังคมแล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องเป็นผู้มีสังคมชั่ว เป็นแน่ เพราะในบัดนี้เป็นผู้เสวย ทุกขเวทนาอันกล้าแข็งแสบเผ็ดเห็นปานนี้.
หน้า 478 T 5.4.159.2
ภิกษุ ท. ! ถ้าสัตว์ ท. เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่ง การเกิดอันยิ่ง (อภิชาต) แล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องเป็นผู้มีอภิชาตอันเลว เป็นแน่ เพราะในบัดนี้เป็นผู้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งแสบเผ็ดเห็นปานนี้. ภิกษุ ท. ! ถ้าสัตว์ ท. เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่ง ความบากบั่นใน ทิฏฐธรรม แล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องเป็นผู้มีความบากบั่นในทิฏฐธรรมอันชั่ว เป็นแน่ เพราะในบัดนี้เป็นผู้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแข็งแสบเผ็ดเห็นปานนี้. ภิกษุ ท. ! ถ้าสัตว์ ท. เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่งกรรมอันกระทำในกาลก่อน แล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องถูกตำหนิ ถ้าสัตว์ ท. ไม่เสวยสุขและทุกข์เพราะ เหตุแห่งกรรมอันกระทำในกาลก่อน แล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้อง ถูกตำหนิ. ภิกษุ ท. ! ถ้าสัตว์ ท. เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่ง การชี้บ่งของอิศวร แล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องถูกตำหนิ. ถ้าสัตว์ ท. ไม่เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่งการชี้บ่งของอิศวรแล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องถูกตำหนิ. ภิกษุ ท. ! ถ้าสัตว์ ท. เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่ง ภาวะทางสังคมแล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องถูกตำหนิ. ถ้าสัตว์ ท. ไม่เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุ แห่งภาวะทางสังคมแล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องถูกตำหนิ. ภิกษุ ท. ! ถ้าสัตว์ ท. เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่ง การเกิดอันยิ่ง(อภิชาต) แล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องถูกตำหนิ. ถ้าสัตว์ ท. ไม่เสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุแห่งอภิชาติแล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องถูกตำหนิ. ภิกษุ ท. ! ถ้าสัตว์ ท. เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่ง ความบากบั่นใน ทิฏฐธรรม แล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องถูกตำหนิ. ถ้าสัตว์ ท. ไม่เสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุแห่งความบากบั่นในทิฏฐธรรมแล้วไซร้ นิครนถ์ ท. ก็ต้องถูกตำหนิ.
หน้า 479 T 5.4.161
ภิกษุ ท. ! นิครนถ์ ท. เป็นผู้มีวาทะอย่างนี้ ; ภิกษุ ท. ! ดังนั้นวาทานุวาทะ ที่ประกอบด้วยธรรมตามแบบของพวกนิครนถ์ผู้มีวาทะอย่างนี้ ๑๐ ประการเหล่านี้ ย่อมถึงฐานะที่ควรตำหนิ. ภิกษุ ท. ! อุปักกมะและปธานะที่ไม่มีผล เป็นอย่างนี้แล. การสนทนากะเทวดา เรื่องวิมุตติของภิกษุณี ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อคืนนี้ ราตรีล่วงไปมากแล้ว เทวดาสองตน มีวรรณะยิ่ง ส่องเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่าง ได้เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ครั้นไหว้เราแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควร. เทวดาตนหนึ่งได้พูดกะเราว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ภิกษุณีเหล่านี้ เป็นผู้วิมุตติ์แล้ว” ดังนี้. เทวดาอีกตนหนึ่ง ได้พูดกะเราว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ภิกษุณีเหล่านี้ เป็นผู้วิมุตติ์ดีแล้ว เพราะไม่มีกิเลสที่เป็นเชื้อเหลืออยู่” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ครั้นเทวดาเหล่านั้นพูดจบแล้วไหว้เรา ทำประทักษิณหายไปแล้ว. หมายเหตุ : มีข้อที่น่าสังเกตว่า ทำไมเทวดาบางตน จึงมีความรู้ถึงกับรู้ว่าใคร เป็นพระอรหันต์หรือไม่เป็น, แล้วยังแถมมาแสดงตน ทำนอง ‘อวดรู้’ ต่อพระผู้มี พระภาคเจ้าอีกด้วย จนกระทั่งพระโมคคัลลานะเอง ผู้อยู่ในหมู่ภิกษุ ที่รับตรัสเล่านั้น ถึงกับฉงนว่า เทวดาพวกไหนหนอ เก่งถึงเพียงนี้. การสนทนากับเทวดา เรื่องอปริหานิยธรรม ๒ ภิกษุ ท. ! เมื่อคืนนี้ เมื่อราตรีล่วงไปแล้วเป็นอันมาก เทวดาตนหนึ่งมีรัศมีรุ่งเรืองยิ่ง ทำเชตวันทั้งหมดให้สว่าง เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ________________________________ ๑. บาลี สตฺตก. อํ. ๒๓/๗๕/๕๓. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ภูเขาคิชฌกูฏ. ๒. บาลี ฉกฺก. อํ. ๒๒/๓๖๘/๓๐๓. ตรัสแก่ภิกษุ ท. ที่เชตวัน.
หน้า 480 T 5.4.162
ได้กล่าวความข้อนี้กะเรา ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรม ท. ๖ ประการเหล่านี้ เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแห่งภิกษุ. หกประการเหล่าไหนเล่า ? หกประการคือ ความเคารพใน พระศาสดา, ความเคารพในพระธรรม, ความเคารพในพระสงฆ์, ความเคารพในสิกขา, ความเคารพในความไม่ประมาท, ความเคารพในการปฏิสันถาร. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรม ท.๖ ประการเหล่านี้แล เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแห่งภิกษุ”. ภิกษุ ท. ! เทวดา ตนนั้นกล่าวดังนี้แล้ว อภิวาทเรา กระทำประทักษิณ หายไปในที่นั้น. [เกี่ยวกับธรรม ๖ ประการนี้ ในที่อื่น มีหัวข้อธรรมแปลกออกไปคือ มี หิริ และ โอตตัปปะ เข้ามาแทนที่ความไม่ประมาทและการปฏิสันถาร (ฉกฺก. อํ. ๒๒/๓๖๙/๓๐๔). ในสูตรอื่น มี ความเป็นผู้ว่าง่าย และ ความเป็นผู้มีมิตรดี มาแทนที่ความเคารพในความไม่ประมาทและความเคารพในการปฏิสันถาร (ฉกฺก. อํ. ๒๒/๒๗๓/๓๔๐). ในสูตรอื่น มี ความเคารพในสมาธิ เพิ่มเข้ามาต่อ ข้อความเคารพในสิกขา (สตฺตก. อํ. ๒๓/๒๙/๒๙). ในสูตรอื่น มี สมาธิ หิริ และ โอตตัปปะ ถึง ๓ ข้อ มาแทนที่ความไม่ประมาทและการปฏิสันถาร (สตฺตก. อํ. ๒๓/๓๐/๓๐). ในสูตรอื่น มี ความเคารพในสมาธิ ความเป็นผู้ว่าง่าย และ ความเป็นผู้มีมิตรดี ถึง ๓ ข้อ มาแทนที่ความเคารพ ในความไม่ประมาทและความเคารพในการปฏิสันถาร (สตฺตก. อํ ๒๓/๓๐, ๓๑/๓๑,๓๒).] การสนทนาเรื่องที่สุดโลก ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อคืนนี้ ราตรีล่วงไปมากแล้ว, เทวบุตรชื่อ โรหิตัสส์ มีวรรณะอย่างยิ่ง ส่องเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างอยู่, ได้เข้ามาหาเราถึงที่อาศัย ไหว้เรา แล้วยืนอยู่ ณ ที่ข้างหนึ่ง. ได้กล่าวกะเราว่า “พระองค์ ! ในที่สุดโลกแห่งใด ซึ่งสัตว์จะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัตินั้น ใคร ๆ อาจ เพื่อจะรู้ จะเห็น จะถึงที่สุด โลกแห่งนั้น ด้วยการไป ได้หรือไม่ ?” ________________________________ ๑. บาลี ปฐมปัณณาสก์ จตุกฺก. อํ. ๒๑/๖๒/๔๖. เล่าแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน ในวันรุ่งขึ้น จากคืนที่ทรงสนทนา.
หน้า 481 T 5.4.162
ภิกษุ ท. ! เทวบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว, เราได้ตอบว่า “แน่ะเธอ ! ที่สุดโลก ซึ่งสัตว์จะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัตินั้น เรากล่าวว่า ใคร ๆ ไม่อาจรู้ ไม่อาจเห็น ไม่อาจถึงที่สุดโลกนั้น ด้วยการไปได้เลย”. ภิกษุ ท. ! เรากล่าวดังนี้แล้ว เทวบุตรนั้นได้กล่าวสืบไปว่า “พระองค์ ! อัศจรรย์จริง, ไม่เคยมีเลย คือคำที่พระองค์ตรัสนี้. ข้าแต่พระองค์ ! ในกาลก่อน ข้าพระองค์เป็นฤาษีชื่อโรหิตัสส์ ผู้โภชบุตร มีฤทธิ์ไปได้โดยอากาศ. ความรวดเร็วของข้าพระองค์ เช่นเดียวกับลูกธนูของอาจารย์ผู้คล่องแคล่วลือชาในการยิงธนูขนาดหนัก สามารถยิงถูกขนทรายได้ในระยะอุสุภหนึ่ง ที่ยิงตลอดเงาแห่งตาล๑ โดยขวาง ด้วยลูกศรอันเบาปลิวฉะนั้น. การก้าวเท้าของข้าพระองค์ (ก้าวหนึ่งมีระยะไกล) ประมาณเท่า จากสมุทรฟากตะวันออก ถึงสมุทรฟากตะวันตก. ข้าแต่พระองค์ ! เมื่อประกอบด้วยความรวดเร็ว และการก้าวไกลถึงเช่นนี้ ข้าพระองค์เกิดความปรารถนาว่า เราจักถึงที่สุดโลก ด้วยการไปให้จงได้. ข้าพระองค์จึงงดการบริโภค การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม งดการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ งดการหลับ อันเป็นเครื่องบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยเสีย, มีอายุ มีชีวิต ๑๐๐ ปี ก็เดินทางทั้ง ๑๐๐ ปี, ยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลกเลย ได้ตายเสียในระหว่าง. ข้าแต่พระองค์ ! อัศจรรย์จริง, ไม่เคยมีเลย, คือคำที่พระองค์ตรัสว่า ‘เรากล่าวว่าใคร ๆ ไม่อาจรู้ อาจเห็น อาจถึงที่สุดโลก ด้วยการไป ได้เลย’, ดังนี้”. ภิกษุ ท. ! เราได้กล่าวกะเทวบุตรนั้นว่า “แน่ะเธอ ! ที่สุดโลกแห่งใด อันสัตว์ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ, เราไม่กล่าวการรู้ การเห็นการถึงที่สุดโลกนั้น เพราะการไป. แน่ะเธอ ! เรายังไม่ถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว ก็จะยังไม่กล่าวการกระทำที่สุดแห่งทุกข์. แน่ะเธอ ! ในร่างกายที่ยาววาหนึ่ง ________________________________ ๑. บาลี = ติริยํ ตาลจฺฉายํ, น่าจะเป็นเงาต้นตาลตามพื้นดิน ?
หน้า 482 T 5.4.163
ซึ่งประกอบด้วยสัญญา และใจนี่เอง เราได้บัญญัติโลก, เหตุเกิดของโลก, ความดับไม่มีเหลือของโลก และทางให้ถึงความดับไม่มีเหลือของโลกไว้” ดังนี้. การสนทนาเรื่องลัทธิซึ่งสมมติกันว่าเลิศ ๑ ภัคควะ ! มีสมณะพราหมณ์พวกหนึ่ง บัญญัติลัทธิซึ่งสมมติกันว่าเลิศตามแบบแห่งอาจารย์ตน ว่า (ใครๆ ล้วนแต่เป็นผู้ที่) อิศวรสร้างขึ้น พรหมสร้างขึ้น. เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น แล้วกล่าวว่า “ได้ยินว่า ท่าน ท. ย่อมบัญญัติลัทธิซึ่งสมมติกันว่าเลิศตามแบบแห่งอาจารย์ตน ว่า ‘(ใครๆ ล้วนแต่เป็นผู้ที่) อิศวรสร้างขึ้น พรหมสร้างขึ้น’ จริงหรือ ?” เมื่อถูกถามอย่างนี้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นก็ยอมรับว่า จริง. เรากล่าวกะสมณพราหมณ์เหล่านั้นต่อไปว่า “ก็ท่าน ท. ย่อมบัญญัติลัทธิซึ่งสมมติกันว่าเลิศตามแบบแห่งอาจารย์ตน ว่า (ใคร ๆ ล้วนแต่เป็นผู้ที่) อิศวรสร้างขึ้น พรหมสร้างขึ้น นั้น ด้วยเหตุผลอย่างไร ?” เมื่อถูกถามอย่างนี้แล้วสมณพราหมณ์เหล่านั้นก็ชี้แจงไม่ได้ เมื่อชี้แจงไม่ได้ ก็กลับย้อนถามเรานั่นเอง เราถูกถามแล้วก็พยากรณ์...ฯลฯ... (เหตุที่ทำให้เข้าใจผิด). หมายเหตุ : พระองค์ยังได้เสด็จไปทรงสนทนากับสมณพราหมณ์พวกบัญญัติ ลัทธิขิฑฑาปโทสิกะ, ลัทธิมโนปโทสิกะ, และลัทธิอธิจจสมุปปันนะ โดยลักษณะ อย่างเดียวกัน. สำหรับคำพยากรณ์ของพระองค์นั้น โดยใจความเกี่ยวกับการเกิดก่อน เกิดหลังของสัตว์ผู้เกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราวก่อนหลังกว่ากัน จนทำให้เกิดการเข้าใจผิด ว่ามีผู้สร้างผู้นฤมิต เป็นต้น. (ข้อความโดยละเอียด พึงอ่านดูจากปาฏิกสูตร ปา. ที. ๑๑/๓๐/๑๓-๑๖). - ผู้รวบรวม. ________________________________ ๑. บาลี ปาฏิกสูตร ปา.ที. ๑๑/๓๐/๑๓. ตรัสแก่ภัคควโคตตปริพพาชก ที่อารามของเขา.
หน้า 483 T 5.4.164
การตรัสเรื่อง “มหาภูต” ไม่หยั่งลงในที่ไหน ๑ เกวัฏฏะ ! เรื่องเคยมีมาแล้ว : ภิกษุรูปหนึ่ง ในหมู่ภิกษุนี้เอง เกิดความสงสัยขึ้นในใจว่า “มหาภูตสี่ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้ ย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือ ในที่ไหนหนอ” ดังนี้. (ความว่า ภิกษุรุปนั้นได้เข้าสมาธิ อันอาจนำไปสู่เทวโลก ได้นำเอาปัญหาข้อที่ตนสงสัยนั้น ไปเที่ยวถามเทวดาพวกจาตุมมหาราชิกา, เมื่อไม่มีใครตอบได้ ก็เลยไปถามเทวดาในชั้นดาวดึงส์, เทวดาชั้นนั้นโยนให้ไปถามท้าวสักกะ, ท้าวสุยามะ, ท้าวสันตุสิตะ, ท้าวสุนิมมิตะ, ท้าว ปรนิมมิตวสวัตตี, ถามเทพพวกพรหมกายิกา, กระทั่งท้าวมหาพรหมในที่สุด, ท้าวมหาพรหมพยายามหลีกเลี่ยงเบี่ยงบ่ายที่จะไม่ตอบอยู่พักหนึ่ง แล้วในที่สุดได้สารภาพว่าพวกเทวดาทั้งหลายพากันคิดว่าท้าวมหาพรหมเอง เป็นผู้รู้เห็นไปทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ที่จริงไม่รู้ในปัญหาที่ว่ามหาภูตรูปจักดับไปในที่ไหนนั้นเลย. มันเป็นความผิดของภิกษุนั้นเอง ที่ไม่ไปทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ในที่สุดก็ต้องย้อนกลับมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า). เกวัฏฏะ ! ภิกษุนั้นได้กลับมาอภิวาทเรา นั่ง ณ ที่ควร แล้วถามเราว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาภูตสี่ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้ ย่อมดับสนิทไม่มีเศษเหลือ ในที่ไหน ?” ดังนี้. เกวัฏฏะ ! เมื่อเธอถามขึ้นอย่างนี้ เราได้กล่าวกะภิกษุนั้นว่า “แน่ะภิกษุ ! เรื่องเก่าแก่มีอยู่ว่า พวกค้าทางทะเล ได้พานกสำหรับค้นหาฝั่งไปกับเรือค้าด้วย. เมื่อเรือหลงทิศในทะเล และแลไม่เห็นฝั่ง พวกเขาปล่อยนกสำหรับค้นหาฝั่งนั้นไป. นกนั้นบินไปทางทิศตะวันออกบ้าง ทิศใต้บ้าง ทิศ ________________________________ ๑. บาลี เกวัฏฏสูตร สี. ที. ๙/๒๗๗-๒๘๓/๓๔๓-๓๕๐. ตรัสแก่เกวัฏฏคหบดีบุตร ที่ปาวาริกัมพวัน เมืองนาลันทา.
หน้า 484 T 5.4.164
ตะวันตกบ้าง ทิศเหนือบ้าง ทิศเบื้องบนบ้าง ทิศน้อย ๆ บ้าง. เมื่อมันเห็นฝั่งทางทิศใดแล้วมันก็จะบินตรงไปยังทิศนั้น, แต่ถ้าไม่เห็น ก็จักบินกลับมาสู่เรือตามเดิม. ภิกษุ ! เช่นเดียวกับเธอนั้นแหละ ได้เที่ยวหาคำตอบของปัญหานี้มาจนจบทั่วกระทั่งถึงพรหมโลกแล้ว ในที่สุดก็ยังต้องย้อนมาหาเราอีก. ภิกษุ ! ในปัญหาของเธอนั้น เธอไม่ควรตั้งคำถามขึ้นว่า ‘มหาภูตสี่คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้ ย่อมดับสนิทไม่มีเศษเหลือในที่ไหน ?’ ดังนี้เลย, อันที่จริง เธอควรจะตั้งคำถามขึ้นอย่างนี้ว่า :- ‘ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้ในที่ไหน ? ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่หยั่งลงได้ในที่ไหน ? นามรูป ย่อมดับสนิทไม่มีเศษเหลือ ในที่ไหน ?’ ดังนี้ ต่างหาก. ภิกษุ ! ในปัญหานั้น คำตอบมีดังนี้ : “สิ่ง” สิ่งหนึ่ง ซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด แต่มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบ, นั้นมีอยู่. ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้. ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่หยั่งลงได้. ใน “สิ่ง” นั้นแหละ นามรูปย่อมดับสนิท ไม่มีเศษเหลือ. นามรูป ดับสนิทใน “สิ่ง” นี้ เพราะการดับสนิท ของวิญญาณ, ดังนี้”.
หน้า 485 T 5.4.165
การมาเฝ้าของตายนเทพบุตร ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อคืนนี้ ราตรีล่วงไปมากแล้ว เทพบุตรชื่อตายนะผู้เคยเป็นเจ้าลัทธิเดียรถีย์ในกาลก่อน, มีวรรณะยิ่ง ส่องเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ไหว้เราแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควร ได้กล่าวคำผูกเป็นกาพย์เหล่านี้ ในที่ใกล้เรา ว่า :- “จงตัดกระแส, จงบากบั่นไปสู่คุณเบื้องสูง, จงบรรเทา กามเสียเถิดนะ พราหมณ์ ! เพราะมุนีที่ไม่ละกาม ย่อมถึง ความเป็นคนลวงโลก. ถ้าจะกระทำก็จงทำจริง, จงบากบั่นสิ่งนั้นให้หนักแน่น, เพราะว่า บรรพชาที่รับถือไว้หลวม ๆ ย่อมโปรยโทษ คือ ธุลีอย่างหนัก. ไม่ทำความชั่ว ดีกว่า, ความชั่วย่อมเผาลนในภายหลัง. ทำความดี ดีกว่า - ความดีชนิดที่ทำแล้วไม่ตามเผาลน. หญ้ากุสะที่จับไม่ดีแล้วดึง ย่อมบาดมือผู้จับ ฉันใด ; ความเป็นสมณะ ที่บุคคลใดลูบคลำอย่างเลวทราม ย่อมคร่าผู้นั้น ไปนรก. การงานอันใดที่ย่อหย่อน, วัตรอันใดที่เศร้าหมอง, พรหมจรรย์ที่ระลึกขึ้นมาแล้วรังเกียจตัวเองได้ นั่นไม่เป็นสิ่ง ที่มีผลมากได้เลย”. ________________________________ ๑. บาลี เทวปุตฺตสํยุตฺต สคา. สํ. ๑๕/๖๘/๒๔๐. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวัน ในวันรุ่งขึ้น จากคืนที่เทพบุตรมาเฝ้า.
หน้า 486 T 5.4.166
ภิกษุ ท. ! ตายนเทวบุตร, ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ก็อภิวาทเรา กระทำประทักษิณ หายไปแล้ว. ภิกษุ ท. ! พวกเธอทั้งหลายจงถือเอา จงเล่าเรียนจงทรงไว้ซึ่ง ตายนคาถา ๑. ภิกษุ ท. ! ตายนคาถา เป็น ของประกอบด้วย ประโยชน์ เป็น เงื่อนต้นของพรหมจรรย์. การมาเฝ้าของอนาถปิณฑิกเทพบุตร ๒ ภิกษุ ท. ! เมื่อคืนนี้ ราตรีล่วงไปมากแล้ว เทพบุตรตนหนึ่งมีวรรณะยิ่ง ส่องเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง ได้เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ไหว้เราแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควร ได้กล่าวคำผูกเป็นกาพย์ กะเราว่า :- “เชตวันนี้ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นที่ที่หมู่แห่งท่านผู้แสวง คุณในเบื้องสูง อาศัยแล้ว, พระองค์ผู้เป็นธรรมราชาได้ประทับ อาศัยแล้ว ข้อนั้น เป็นเครื่องยังปิติให้เกิด แก่ข้าพระองค์. กุศลกรรม วิชชา ธรรม และศีล เหล่านี้เป็นของสูงสุด ในชีวิต, สัตว์ย่อมบริสุทธิ์ได้เพราะธรรมนั้น ๆ หาใช่เพราะโคตร หรือทรัพย์ไม่. เพราะฉะนั้นแล บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อมองหาอยู่ซึ่งประโยชน์ ของตน จงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย, เมื่อเป็นเช่นนั้นย่อมบริสุทธิ์ได้ เพราะธรรมนั้น. ________________________________ ๑. ตายนคาถานี้ ในที่อื่นเป็นพุทธภาษิตโดยตรง ก็มี. ๒. บาลี อนาถปิณฑิโกวาทสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๔๗๒/๗๓๙. ตรัสเล่าแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน หลังจากวันทำกาละ ของอนาถปิณฑิกคหบดี.
หน้า 487 T 5.4.167
ท่านพระสารีบุตร เป็นผู้ประเสริฐด้วยปัญญา ศีล และ ความสงบรำงับ. ภิกษุผู้ที่ถึงฝั่ง คือพระนิพพานแล้ว มีพระสารีบุตร เท่านั้น เป็นอย่างเยี่ยมยอด”. ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เทวบุตรนั้นกล่าวดังนี้แล้ว กำหนดในใจรู้ว่า ‘พระศาสดาทรงพอพระทัยในเราแล้ว’, ไหว้เรา กระทำประทักษิณ หายไปแล้ว. “พระองค์ผู้เจริญ ! เทวบุตรนั้น คงเป็นอนาถปิณฑิกเทวบุตรเป็นแน่, พระองค์ผู้เจริญ ! อนาถปิณฑิกคหบดี เป็นผู้เลื่อมใสในท่านพระสารีบุตรยิ่งนัก.” พระอานนท์ทูลสนองขึ้น. ถูกแล้ว, อานนท์ ! ถูกแล้ว. เธอเป็นผู้ถูก ในสิ่งที่พึงถูก ได้ด้วยการคิดทายเอาแล้ว. เทวบุตรนั้น คืออนาถปิณฑิกเทพบุตร, มิใช่ใครอื่น. การมาเฝ้าของจาตุมมหาราช ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อคืนนี้ มหาราช๒ ทั้งสี่ พร้อมทั้งเสนายักษ์ เสนาคนธรรพ์ เสนากุมภัณฑ์ และเสนานาค หมู่ใหญ่ ๆ ตั้งการรักษา การคุ้มครอง แวดล้อมไว้ทั้งสี่ทิศแล้ว, มีวรรณะรุ่งเรืองยิ่ง ส่องเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง ได้เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ในเมื่อราตรีล่วงไปเป็นอันมาก (ดึก) ครั้นเข้ามาหาแล้ว ไหว้และนั่งอยู่ ณ ที่ควร. ________________________________ ๑. ตรัสเล่าแก่ภิกษุทั้งหลายในวันรุ่งขึ้น, ที่ภูเขาคิชฌกูฏใกล้นครราชคฤห์. บาลี ปา. ที. ๑๑/๒๑๙/๒๑๙. ๒. ท้าวมหาราช ยักษ์ คนธรรพ์ กุมภัณฑ์ นาค จะเป็นสัตว์ชนิดใด ควรวินิจฉัยดูจากเรื่องนี้บ้าง.
หน้า 488 T 5.4.167
ภิกษุ ท. ! ยักษ์ (คือเสนา) เหล่านั้น บางพวกไหว้เรา, บางพวกปราศรัยด้วยคำน่าบันเทิงใจ จับใจ, บางพวกน้อมอัญชลีมาทางเรา, บางพวกร้องขานชื่อและโคตรของตน, บางพวกเฉย ๆ, แล้วนั่งในที่ควรส่วนข้างหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น. ภิกษุ ท. ! มหาราชชื่อเวสสวัณ ผู้นั่งแล้วในที่ควร ได้กล่าวคำนี้กะเราว่า :- “ข้าแต่พระองค์ ! ยักษ์ชั้นสูง ที่ไม่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคก็มี ที่เลื่อมใสก็มี, ยักษ์ชั้นกลาง ที่ไม่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคก็มี ที่เลื่อมใสก็มี, ยักษ์ชั้นต่ำ ที่ไม่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคก็มี ที่เลื่อมใสก็มี, แต่ว่า ยักษ์ส่วนมาก ไม่เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคดอก, พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุไรเล่า ? เพราะเหตุว่า พระผู้มีพระภาคย่อมแสดงธรรมเพื่องดเว้นจากปาณาติบาต, จากอทินนาทาน, จากกาเมสุมิจฉาจาร, จากมุสาวาท, จากการดื่มสุรา เมรัย ; แต่ยักษ์ส่วนมาก ไม่งดเว้นจากปาณาติบาตเสีย เลย, ไม่งดเว้นจากอทินนาทาน, กาเมสุมิจฉาจาร, มุสาวาท และการดื่มสุราเมรัย. ธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่เป็นที่รัก ที่พอใจแก่ยักษ์ทั้งหลายเหล่านั้น. “ข้าแต่พระองค์ ! เหล่าสาวกของพระผู้มีพระภาค ผู้เสพเสนาสนะป่าอันสงัดในราวป่า อันน้อยเสียง ไม่กึกก้อง ปราศจากเสียงคน เป็นที่เหมาะแก่การลับของมนุษย์สมควรแก่การหลีกเร้น, ในที่นั้นมียักษ์ชั้นสูงอาศัยอยู่. พวกใดไม่เลื่อมใสในธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาค เพื่อให้พวกนั้นเลื่อมใส, ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงรับ อาฏานาฏิยรักขมนต์ เพื่อการคุ้มครองรักษา การไม่ถูกเบียดเบียน การอยู่เป็นผาสุก แก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา ทั้งหลายเถิด”.
หน้า 489 T 5.4.167
ภิกษุ ท. ! เรารับการขอร้องของท้าวมหาราชด้วยการนิ่ง. ลำดับนั้นท้าวมหาราช ชื่อ เวสสวัณ รู้ความยอมรับของเรา จึงกล่าว อาฏานาฏิยรักขมนต์ ขึ้นในขณะนั้น (เป็นคำกาพย์) ว่า :- “ขอ นอบ น้อม แด่พระวิปัสสีพุทธะ ผู้มีจักขุ มีสิริ. ขอนอบน้อมแด่พระสิขีพุทธะ ผู้มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง. ขอนอบน้อมแด่พระเวสสภูพุทธะ ผู้มีตบะ ผู้สิ้นบาปแล้ว. ขอนอบน้อมแด่พระกกุสันธพุทธะ ผู้ย่ำยีมารและเสนา ได้. ขอนอบน้อมแด่พระโกนาคมนพุทธะ ผู้ประเสริฐจบพรหมจรรย์. ขอนอบน้อมแด่พระกัสสปพุทธะ ผู้พ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง. ขอนอบน้อมแด่พระอังคีรสพุทธะ ๑ ผู้เป็นสากยบุตร มีสิริ, ผู้แสดงธรรมอันเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวง นี้. ฯลฯ๒”. ในที่สุดท้าวมหาราชกล่าวแก่เราว่า “พวกข้าพระองค์ ท. จะลาไปบัดนี้พวกข้าพระองค์ มีกิจมาก มีธุระมาก” ดังนี้. เราตอบว่า พวกท่านทั้งหลายย่อมรู้จัก เวลาของกิจใด ๆ ดีแล้ว ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ลำดับนั้น มหาราชทั้งสี่ ลุกจากที่นั่ง อภิวาทเรา ทำประทักษิณแล้ว หายไปในที่นั้น. ยักษ์เหล่านั้น ครั้นลุกจากที่นั่งแล้ว บางพวกอภิวาท ทำประทักษิณ, บางพวกกล่าวถ้อยคำบันเทิงใจจับใจ, บางพวก ________________________________ ๑. คือพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราในปัจจุบัน. ๒. มนต์ต่อนี้ไป ยังมีอีกมาก แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นพุทธภาษิตแท้, และกลัวว่าจะไม่เป็นประโยชน์ ในการนำมาใส่ไว้ ทั้งหมด ผู้ปรารถนา พึงเปิดดูใน อาฏานาฏิยสูตร เถิด.
หน้า 490 T 5.4.168
ทำอัญชลี, บางพวกร้องขานชื่อและโคตร, บางพวกเฉย ๆ, แล้วหายไปในที่นั้น. การข่มลิจฉวีบุตร ผู้มัวเมาในปาฏิหาริย์ ๑ ภัคควะ ! คราวหนึ่ง เราอยู่ที่ศาลามีรูปเหมือนเรือนยอด ที่ป่ามหาวันใกล้นครเวสาลี. ครั้งนั้น นักบวชเปลือย (อเจละ) ชื่อ กฬารมัชฌกะอาศัยอยู่ ณ เมืองเวสาลี ถึงแล้วด้วยลาภและยศเหลือล้น อยู่ในบ้านวัชชีคาม, เพราะนักบวชผู้นั้น สมาทานวัตตบท ๗ ประการ อย่างเต็มที่คือ :- ๑. ข้าพเจ้า จักเป็นคนเปลือยตลอดชีวิต ไม่นุ่งห่มผ้า. ๒. ข้าพเจ้า จักเป็นพรหมจารี ไม่เสพเมถุน จนตลอดชีวิต. ๓. ข้าพเจ้า จักมีชีวิตอยู่ด้วยสุราและเนื้อ ไม่บริโภคข้าวสุกและขนมสดจนตลอดชีวิต. ๔. ข้าพเจ้า จักไม่ล่วงเกินอุเทนเจดีย์ ในเมืองเวสาลี ทางทิศตะวันออก. ๕. ข้าพเจ้า จักไม่ล่วงเกินโคตมกเจดีย์ ในเมืองเวสาลี ทางทิศใต้. ๖. ข้าพเจ้า จักไม่ล่วงเกินสัตตัมพเจดีย์ ในเมืองเวสาลี ทางทิศตะวันตก. ๗. ข้าพเจ้า จักไม่ล่วงเกินพหุปุตตกเจดีย์ ในเมืองเวสาลี ทางทิศเหนือ. ________________________________ ๑. บาลี ปาฏิกสูตร ปา. ที. ๑๑/๙/๕. ตรัสแก่ปริพพาชกผู้ภัคควโคตร ที่อารามของเขา, ปรารภกันถึงเรื่องสุนักขัตต์ ลิจฉวีบุตร ยกเรื่องหาว่าถ้าพระองค์ไม่แสดงปาฏิหาริย์จะไม่อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ด้วย, แต่พระองค์ไม่ทรงทำตามขอ เพราะไม่ได้สัญญากันว่ามาประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อดูปาฏิหาริย์. แต่ที่แท้ ปาฏิหาริย์ ย่อมมีตามธรรมดาบ่อย ๆ.
หน้า 491 T 5.4.168
ภัคควะ ! ครั้งนั้น สุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร เข้าไปหาอเจละกฬารมัชฌกะถึงที่อยู่ แล้วถามปัญหา, อเจละผู้นั้นถูกถามแล้ว ไม่อาจตอบ ก็แสดงความโกรธ โทสะ และความไม่ยินดีด้วย ให้ปรากฏขึ้น. ภัคควะ ! ครั้งนั้น สุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร มีความคิดว่า ‘เราได้รบกวนพระอรหันตสมณะผู้ดีงามเสียแล้ว ขออย่าเป็นไปเพื่อความทุกข์ ความไม่เกื้อกูลแก่เรา ตลอดกาลนานเลย’ ดังนี้แล้ว ได้เข้าไปหาเรา ไหว้แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. เราได้กล่าวกะสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ว่า ‘โมฆบุรุษ ! ท่านเป็น สมณสากยบุตติย์ จักต้องสำนึกตัวไว้’ ดังนี้. “พระองค์ผู้เจริญ ! ทำไมพระองค์จึงได้ตรัสดั่งนั้นเล่า ?” สุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ได้ย้อนถามเรา. “สุนักขัตตะ ! เธอได้เข้าไปถามปัญหากะอเจละกฬารมัชฌกะ, อเจละ กฬารมัชฌกะตอบไม่ได้แล้วแสดงความโกรธ โทสะ และความไม่ยินดีด้วยให้ปรากฏ, เธอยังคิดว่า เราได้รบกวนพระอรหันต์ผู้ดีงามเสียแล้ว ขออย่าเป็นไปเพื่อความทุกข์ไม่เกื้อกูลแก่เรา ตลอดกาลนาน ดังนี้, มิใช่หรือ ?” “จริงอย่างนั้น, พระองค์ ! แต่ว่าทำไมพระผู้มีพระภาคจึงทรงหวงพระอรหัตตคุณเล่า ?” “โมฆบุรุษ ! เรามิได้หวงพระอรหัตตคุณดอก แต่ว่าทิฏฐิลามกของเธอมีอยู่ เธอจงละมันเสีย จงอย่าเป็นไปเพื่อทุกข์ ไม่เกื้อกูลแก่เธอตลอดกาลนาน. สุนักขัตตะ ! ข้อที่เธอสำคัญว่า กฬารมัชฌกะ เป็นอรหันตสมณะผู้ดีงามนั้นในไม่นานดอก กฬารมัชฌกะจักนุ่งผ้า มีภรรยาตามหลังเที่ยวไป, บริโภคข้าวสุก
หน้า 492 T 5.4.169
และขนมสด ล่วงเกินเจดีย์ ในเมืองเวสาลีทุก ๆ แห่ง เสื่อมจากลาภและยศทำกาละแล้ว”. ภัคควะ ! ต่อมาไม่นาน (เหตุการณ์เป็นไปดั่งเราพยากรณ์), สุนักขัตตะลิจฉวีบุตร (ทราบเรื่องแล้ว) ได้เข้าไปหาเราถึงที่อยู่ ไหว้แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควร. ภัคควะ ! เราได้ถามสุนักขัตตะนั้นว่า ข้อใดที่เราพยากรณ์ไว้ ข้อนั้นเป็นดั่งนั้น หรือเป็นโดยประการอื่น ? “พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นดั่งนั้น มิได้เป็นโดยประการอื่น”. “เมื่อเช่นนั้น เป็นอันว่า เราทำอุตตริมนุสสธรรม อิทธิปาฏิหาริย์ หรือมิได้ทำ ?” “พระองค์ผู้เจริญ ! เป็นอันว่าทำแล้ว, หาใช่มิได้ทำไม่”. “โมฆบุรุษ ! ท่านจงเห็นความผิดของตัวเถิด”. ภัคควะ ! สุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร, เมื่อเรากล่าวอยู่อย่างนี้ ได้หลีกไปแล้ว จากธรรมวินัยของเรา เหมือนสัตว์นรก ผู้หาความเจริญมิได้. การสนทนากับปริพพาชก ชื่อ มัณฑิยะและชาลิยะ ๑ มหาลิ ! ครั้งหนึ่ง เราอยู่ที่โฆสิตาราม นอกเมืองโกสัมพี. ครั้งนั้นปริพพาชกชื่อมัณฑิยะ และชาลิยะ ผู้ทารุปัตติกันเตวาสี ได้เข้ามาหาเราถึงที่อยู่, ครั้นเข้ามาแล้ว ได้กระทำสัมโมทนียกถา ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. บรรพชิต ________________________________ ๑. บาลี มหาลิสูตร สี. ที. ๙/๒๐๐/๒๕๕. ตรัสแก่โอฏฐัทธลิจฉวี ที่กูฏาคารสาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี.
หน้า 493 T 5.4.169
ทั้งสองนั้นยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวกะเราว่า “อาวุโส โคตมะ ! ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ; หรือว่า ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น ?” ดังนี้. เราได้กล่าวกะบรรพชิตทั้งสองนั้น ว่า :- “ดูก่อนอาวุโส ! ถ้าอย่างนั้นท่านจงฟัง, จงกระทำในใจให้ดี เราจักกล่าว. ดูก่อนอาวุโส ! ตถาคตเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไปแล้วดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษไม่มีสารถีอื่นยิ่งกว่า เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์. ตถาคตนั้น กระทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้ผู้อื่นรู้. ตถาคตนั้น แสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ. คฤหบดี หรือว่าคฤหบดีบุตร หรือบุคคลผู้เกิดแล้วในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ในภายหลัง ย่อมได้ฟังซึ่งธรรมนั้น. บุคคลนั้น ๆ ครั้นได้ฟังแล้วย่อมได้ซึ่งสัทธาใน ตถาคต, มาตามพร้อมแล้วด้วยการได้สัทธาในตถาคตแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่า ‘ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี, บรรพชาเป็นโอกาส ว่าง ; มิใช่เป็นการง่าย ที่จะอยู่ครองเรือนแล้วประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์อันขัดดีแล้ว, ถ้ากระไร เราจะพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะแล้ว ออกจากเรือนบวชสู่ความไม่มีเรือนเถิด’ ดังนี้. บุคคลนั้น ครั้นถึงสมัยอื่น ละโภคะน้อยใหญ่ ละวงศ์ญาติน้อยใหญ่ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะแล้ว ออกบวชจากเรือนสู่ความไม่มีเรือน.
หน้า 494 T 5.4.169
ภิกษุนั้น ผู้บวชแล้วอย่างนี้ สำรวมแล้วด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร, มีปรกติเห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย, มาตามพร้อมแล้วด้วยกายกรรมวจีกรรมอันเป็นกุศล, มีอาชีวะบริสุทธิ์, ถึงพร้อมด้วยศีล, มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย, ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ, มีความสันโดษ. ดูก่อนอาวุโส ! ก็ภิกษุเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละการทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป เป็นผู้งดขาดจากปาณาติบาตวางท่อนไม้และศาตราเสียแล้ว... (ข้อความตอนต่อไปนี้ เป็นอย่างเดียวกันกับข้อความ ที่พระองค์ตรัสถึงพระองค์เองในเรื่องศีลโดยพิสดาร ดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อที่ว่า “มนุษย์บุถุชนรู้จักพระองค์น้อยเกินไป”, ดังที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ หน้า ๔๕๒ เริ่มแต่บรรทัดที่ ๔, ไปจนถึงหน้า ๔๕๘ บรรทัดที่ ๑๑ (นับจากบรรทัดเลขหน้า) จบตรงคำว่า “...ทำเดรัจฉานวิชาเห็นปานนั้นเสีย.” ; แล้วตรัสข้อความต่อไปถึงเรื่องการคุ้มครองอินทรีย์ การมีสติสัมปชัญญะ การสันโดษ การเสพเสนาสนะอันสงัด การละนิวรณ์, มีรายละเอียดหาดูได้ ที่หน้า ๒๙๓ ถึงหน้า ๒๙๕ แห่งหนังสือเล่มนี้ โดยหัวข้อว่า “ทรงฝึกสอนเป็นลำดับ ๆ”, ส่วนรายละเอียดเรื่องสันโดษ ผู้สนใจพึงหาดูได้จากบาลี มหาลิสูตร สี.ที. ๙/๒๐๑/๒๕๕). ดูก่อนอาวุโส ! ภิกษุนั้น เป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล...(เป็นต้น)...อย่างนี้แล้ว มีใจสงัดแล้วจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย, บรรลุ ปฐมฌาน อันมีวิตกวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่ ; ดูก่อนอาวุโส ! ภิกษุใด เป็นผู้รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เป็นการสมควรหรือหนอ ที่ภิกษุนั้นจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น’, หรือว่า ‘ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น’ ดังนี้ ?
หน้า 495 T 5.4.170
“ดูก่อนอาวุโส โคตมะ ! ภิกษุใดรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้, ย่อมไม่เป็นการสมควรที่ภิกษุนั้นจะพึงกล่าวว่า ‘ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น’ หรือว่า ‘ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น’ ดังนี้.” ดูก่อนอาวุโส ! แม้เราตถาคตในบัดนี้ ย่อมรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ; และเราย่อมไม่กล่าว ว่า ‘ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น’ , หรือกล่าวว่า ‘ชีวะก็อันอื่น สรีระก็อันอื่น’ ดังนี้”. (ต่อจากนี้ ได้ตรัสถึงการที่ภิกษุนั้น บรรลุทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน, กระทั่งญาณทัสสนะเป็นลำดับไป จนถึงอาสวักขยญาณ มีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว, และได้ตรัสถามให้ปริพพาชกนั้นตอบเอง ด้วยคำถาม และคำตอบ อย่างเดียวกัน ทุกประการ. มหาลิลิจฉวีผู้ปากแข็งได้ชอบใจ เพลิดเพลิน ในภาสิตนี้อย่างยิ่ง). การสนทนาเรื่อง เครื่องสนุกของพระอริยเจ้า ๑ กุณฑลิยปริพพาชก ได้ทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าเป็นผู้ชอบเที่ยวไปตามหมู่บริษัท ในอารามต่าง ๆ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! เมื่อข้าพเจ้าเสร็จภัตตกิจในเวลาเช้าแล้ว หลังจากเวลาแห่งภัตรแล้ว กิจประจำวันของข้าพเจ้า คือเที่ยวไปจากอารามนั้นสู่อารามนี้ จากอุทยานนั้นสู่อุทยานนี้. ในที่นั้น ข้าพเจ้าได้เห็นสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ๆ เป็นผู้มีการเปลื้องวาทะแก่กันและกันว่าอย่างนี้ ๆ เป็นเครื่องสนุกสนานชอบใจ (อานิสงส์) ก็มี, มีการติเตียนกันเมื่อกล่าวกถานั้น ๆ อยู่ เป็นเครื่องสนุกสนานชอบใจ ก็มี. ก็ พระสมณโคดมเล่า เป็นผู้อยู่ด้วยการมีอะไร เป็นเครื่องสนุกสนานชอบใจ ?” ดูก่อนกุณฑลิยะ ! ตถาคต อยู่ด้วยการ มีผลแห่งวิชชาและวิมุตติเป็นเครื่องสนุกสนานชอบใจ. ________________________________ ๑. บาลี สูตรที่ ๖ ปัพพตวัคค์ โพชฌังคสํยุตต์ มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๐๕/๓๙๔. ตรัสแก่กุณฑลิยปริพพาชก ที่มิคทายอัญชนวัน ใกล้เมืองสาเกต.
หน้า 496 T 5.4.170
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ก็ ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ?” [ต่อจากนี้ พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสธรรมที่ทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ ในลักษณะที่เป็นธรรมส่งเสริมกันและกันให้เกิดขึ้น โดยนัยะแห่งปฏิจจสมุปบาท เป็นลำดับไป คือ โพชฌงค์เจ็ด... สติปัฏฐาน สี่ ... สุจริต สาม ... และ อินทรียสังวร ; มีรายละเอียดที่ผู้สนใจจะหาอ่านดูได้จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ ฯ ชื่อ “ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์” หน้า ๖๓๑ ที่หัวข้อเรื่องว่า “ปฏิจจสมุปบาท แห่งวิชชาและวิมุตติ (โดยสังเขป)”.]
หน้า 497 T 5.4.170
ผนวกภาค ๔ ตามเสียงคนนอกที่กล่าวถึงพระองค์.
หน้า 498 T 5.4.170
ผนวกภาค ๔ มีเรื่อง :- ตามเสียงกระฉ่อนทั่วไป – – ตามเสียงของผู้สรรเสริญธรรมเทศนา – – ตามเสียงของปริพพาชกวัจฉโคตร – – ตามเสียงของคณกโมคคัลลานพราหมณ์ – – ตามเสียงของสัจจกะนิครนถบุตร – – ตามเสียงของเจ้าลิจฉวี ทุมมุขะ – – ตามเสียง ของปริพพาชกคณะแม่น้ำสัปปีนี – – ตามเสียงของสังคมวิญญูชน – – ตามเสียงของ วัชชิยมาหิตคหบดี – – ตามเสียงของโปฏฐปาทปริพพาชก – – ตามเสียงของปีโลติก- ปริพพาชก – – ตามเสียงของปิงคิยานีพราหมณ์ – – ตามเสียงของวัสสการพราหมณ์ – – ตามเสียงของอัตถกามเทพ – – ตามเสียงของหัตถกเทวบุตร – – ตามเสียงของเทวดา บางคน – – ตามเสียงของท้าวสักกะจอมเทพ – – ตามเสียงของโลหิจจพราหมณ์ – –ตามเสียงของโสณทัณฑพราหมณ์ – – ตามเสียงของอุตตรมาณพ – – ตามเสียงของ อุบาลีคหบดี บุรพนิครนถ์ – – ตามเสียงของพระเจ้าปัสเสนทิโกศล – – ตามเสียงของ คณกโมคคัลลานพราหมณ์ – – ตามเสียงของมาร
หน้า 499 T 5.4
เรื่องควรผนวก ของพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ผนวกภาค ๔ คือพระประวัติเบ็ดเตล็ดตามเสียงของคนนอก. _________________ คำชี้แจงสำหรับเรื่องผนวก _________________ ขณะที่รวบรวมพระประวัติภาคนี้ ได้พบเรื่องที่เป็นพระประวัติเบ็ดเตล็ด ปรากฏอยู่เป็นคำของคนนอก เช่นพวกพราหมณ์เป็นต้น กล่าวถึงพระองค์. เห็นว่าควรนำมาผนวกไว้ในเรื่องจาก พระโอษฐ์เสียด้วย เพราะคำที่คนนอกกล่าวนี้ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความระแวง หรือการกล่าวหาของผู้อื่น ว่าเป็นเรื่องยกตัวเองเลย, จึงนำมาทำเป็นเรื่องผนวกของภาคสี่นี้ แม้ว่ามิใช่เป็นเรื่องที่ตรัสจากพระโอษฐ์เอง ก็ยังมีเหตุผลเป็นที่เชื่อถือได้ดุจเดียวกัน. อีกอย่างหนึ่ง เรื่องที่จะกล่าวโดยคนนอกเช่นนี้ มีน้อยจนไม่พอเพื่อทำเป็น “พุทธประวัติ จากเสียงของคนนอก” อีกเล่มหนึ่งต่างหาก. ในพระบาลี พรหมชาลสูตร สี. ที. ตรัสว่า มหาชนธรรมดารู้จักพระองค์อย่างสูง เพียงแค่ความดีงามในส่วนที่เป็นชั้น “ ศีล” เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นการแปลกประหลาดอย่างใดที่ตามเสียงของคนนอกในเรื่องผนวกนี้ จึงมีเพียงส่วนที่เป็นชั้น “ ศีล” เป็นส่วนใหญ่, เพราะศีลเป็นสิ่งที่ปรากฏได้ในสายตาของคนนอกทั่วไป; แต่ถึงกระนั้น ก็ยังอาจเป็นทิฏฐานุตติ แก่ผู้หวังดำเนินตาม รอยพระยุคลบาท หรือแม้เพียงหวังศึกษา เพื่อให้รู้จักพระพุทธองค์ยิ่งขึ้น ก็เป็นความดีไม่น้อย. ยิ่งเมื่อเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเคยถูกนำออกเผยแพร่ หรือศึกษากันมาก่อน เช่นนี้ด้วยแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นเรื่องที่ควรอ่านด้วยความพิจารณาอย่างเต็มที่. -- ผู้รวบรวม.
หน้า 500 T 5.4.1
ตามเสียงกระฉ่อนทั่วๆ ไป ๑ : ทรงเป็นสัมมาสัมพุทธะประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์ นี่แน่ะอุตตระ ! พระสมณโคดม โอรสเจ้าสากยะ ออกผนวชจากสากยตระกูล เสด็จจาริกอยู่ในหมู่ชาววิเทหะ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป. และเสียงที่กล่าวสรรเสริญพระโคดมนั้น กระพือไปแล้วอย่างนี้ว่า “เพราะเหตุเช่นนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีที่ฝึกคนควรฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้เบิกบาน จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ซึ่งโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์, เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์, แล้วจึงประกาศให้ผู้อื่นรู้. ท่านแสดงธรรมไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะในที่สุด, ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง. การได้เห็นพระอรหัต์ผู้เช่นนี้ เป็นความดี” ดังนี้. แน่ะพ่ออุตระ ! เจ้าจงไปเฝ้าพระโคดม แล้วสังเกตให้รู้ว่า เป็นความจริงดั่งเสียงสรรเสริญที่กระพือไปอย่างนั้น จริงหรือไม่. เราจักได้รู้จักพระสมณโคคมไว้ด้วยกัน. ________________________________ ๑. เป็นคำลือกระฉ่อนของคนทั่วไป. ล่วงหน้าไปในตำบลที่พระองค์กำลังจะเสด็จไปถึง. มีที่มา ในบาลีทั่วไป มากแห่งเหลือที่จะนับ เฉพาะที่ยกมานี้ เป็น บาลี ม.ม. ๑๓/๕๒๙/๕๘๕. เป็น คำของพรหมยุพราหมณ์ กล่าวแก่ศิษย์ของตนตามที่ได้ฟังเล่าลือมา.
หน้า 501 T 5.4.3
ตามเสียงของผู้สรรเสริญธรรมเทศนา ๑ : ทรงมีธรรมเทศนาเป็นแสงสว่าง พระโคดมผู้เจริญเป็นผู้เกิดก่อนใครทั้งหมด, พระโคดมผู้เจริญเป็นผู้ประเสริฐที่สุด. พระโคดมผู้เจริญ ! ธรรทเทศนานั้นไพเราะนัก. ธรรมเทศนานั้นไพเราะนัก ธรรมปริยายเป็นอันมาก ที่พระโคดมผู้เจริญ ทรงประกาศแล้วนี้เปรียบเหมือนการหงายของที่คว่ำอยู่, เปิดของที่มีสิ่งอื่นปิดไว้, บอกทางแก่คนหลงทาง, หรือว่าจุดไฟไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่าคนมีตาดีจักได้เห็นรูปทั้งหลาย, ฉันใดก็ฉันนั้น. ข้าพระองค์ ขอถึงพระโคดมผู้เจริญนี้ว่าเป็นสรณะ, รวมทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ด้วย. ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ไว้ว่า เป็นอุบาสกผู้ถือเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จนสิ้นชีวิต จำเดิมแต่วันนี้ไป. อนึ่งขอพระโคดมผู้เจริญ จงอยู่จำพรรษาในเมืองเวรัญชานี้ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย. ตามเสียงของปริพพาชกวัจฉโคตร : ทรงแสดงหลักสำคัญตรงกับสาวกอย่างน่าอัศจรรย์ ๒ พระโคดมผู้เจริญ ! เรื่องนี้น่าอัศจรรย์ เรื่องนี้ไม่เคยมีมาก่อน ในข้อที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะ ของพระศาสดาและของสาวก ปรากฏว่า ________________________________ ๑. คำของเวรัญชพราหมณ์ ทูลสรรเสริญธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตามความรู้สึกใน หัวใจจริง. บาลี มหาวิ. วิ. ๑/๙/๔. การสรรเสริญพระธรรมเทศนาโดยโวหารเช่นนี้ มีทั่ว ๆ ไป มากแห่งด้วยกัน ในที่นี้ยกเอามาเฉพาะรายแรกที่สุด ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก. ๒. คำของวัจฉโคตตปริพพาชก กราบทูลความน่าอัศจรรย์ข้อนี้กะพระผู้มีพระภาค ในที่แห่งหนึ่ง. บาลี สฬา. สํ. ๑๘/๔๗๙/๗๙๓.
หน้า 502 T 5.4.3.1
แสดงออกตรงกัน เสมอกัน ไม่ผิดเพี้ยนจากกัน ในบทที่เป็นใจความสำคัญ. พระโคดมผู้เจริญ ! เมื่อสักครู่มานี่เอง ข้าพระองค์เข้าไปหาพระสมณะมหาโมคคัลลานะแล้วได้ถามเนื้อความข้อนี้๑ แม้พระสมณะมหาโมคคัลลานะ ก็ได้ตอบเนื้อความข้อนี้ให้ข้าพระองค์ทราบ ด้วยบทด้วยพยัญชนะเหล่านี้ เช่นเดียวกับที่พระสมณโคดมกล่าวนี้เหมือนกัน. พระโคดมผู้เจริญ ! เรื่องนี้น่าอัศจรรย์ เรื่องนี้ไม่เคยมีมาก่อน ในข้อที่อรรถกับอรรถ พยัญชนะกับพยัญชนะ ของพระศาสดาและของสาวก ปรากฏว่าแสดงออกตรงกัน เสมอกัน ไม่ผิดเพี้ยนจากกัน ในบทที่เป็นใจความสำคัญ. [ในที่อื่น (สฬา.สํ. ๑๘/๔๖๑/๗๖๑) มีข้อความกล่าวถึงพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงกล่าวสรรเสริญเขมาภิกษุณีกะพระผู้มีพระภาค ซึ่งมีลำดับอักษรแห่งการสรรเสริญโดยนัยเดียวกันกับข้อความข้างบนนี้ทุกประการ เพราะเขมาภิกษุณีอธิบายอันตถาหิกทิฏฐิเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับตถาคตสี่ ตรงตาม ที่พระผู้มีพระภาคตรัสทุกประการ ทั้งโดยอรรถะและพยัญชนะ ดูเรื่องราวนี้ได้จากหัวข้อว่า “ตรัสเหตุ ที่ไม่ทรงพยากรณ์อันตถาหิกทิฏฐิส่วนที่เกี่ยวกับตถาคตสี่” ที่หน้า ๓๐๑ แห่งหนังสือเล่มนี้]. : ทรงมีคำสอนที่เป็นแก่นแท้ล้วน ๆ ๒ พระโคดมผู้เจริญ ! เปรียบเหมือนต้นสาละ๓ ใหญ่ อยู่ในที่ไม่ไกลแต่หมู่บ้านหรือนิคม. เพราะความแก่ชราของต้นไม้นั้น ใบที่กิ่งหลุดร่วงไป ________________________________ ๑. ข้อนี้ คือเนื้อความเกี่ยวกับเรื่องอันตคาหิกทิฏฐิสิบ ดังกล่าวไว้ในหัวข้อว่า “ตรัสเหตุที่ไม่ทรงพยากรณ์ อันตคาหิกทิฏฐิสิบ” ที่หน้า ๒๙๙ แห่งหนังสือเล่มนี้. ๒. เป็นคำของปริพพาชกวัจฉโคตร กล่าวออกมาในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความพอใจใน ธรรมเทศนาของพระองค์. บาลี ม.ม. ๑๓/๒๔๘/๒๕๒. ๓. ไม้สาละนี้ เป็นไม้แก่นแข็งชนิดหนึ่งในอินเดีย. แต่ก่อนเคยแปลกันว่าไม้รัง, ภายหลังปรากฏว่าไม่ใช่, จึงแปลทับศัพท์ ว่าไม้สาละ, ศัพท์พฤกษศาสตร์ว่า Shorea Robusta.
หน้า 503 T 5.4.3.2
เปลือกและสะเก็ดเปลือกหลุดร่วงไป กระพี้หลุดร่วงไปอยู่เรื่อย ๆ ตามลำดับ ๆ. ครั้นถึงสมัยหนึ่ง ก็เป็นต้นไม้ที่ปราศจากใบที่กิ่ง ปราศจากเปลือกและสะเก็ดเปลือก, ปราศจากกระพี้โดยสิ้นเชิง มีแต่แก่นแท้ ๆ ปรากฏอยู่, ข้อนี้ฉันใด; คำสอนของพระสมณโคดมเป็นคำสอนที่ปราศจากใบที่กิ่ง ปราศจากเปลือกและสะเก็ดเปลือก ปราศจากกระพี้, มีแต่แก่นแท้ ๆ ปรากฏอยู่ ฉันนั้น. พระโคดมผู้เจริญ ! ธรรมเทศนานี้ไพเราะนัก. ธรรมเทศนานี้ไพเราะนัก. ธรรมปริยายเป็นอันมาก ที่พระโคดมผู้เจริญประกาศแล้วนี้ เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ การเปิดของที่ปิด การชี้ทางแก่คนหลงทาง หรือเหมือนการจุดตะเกียงไว้ในที่มืด เพื่อว่าคนมีตายังดีจะได้เห็นรูป, ฉันใดก็ฉันนั้น. ข้าพเจ้าขอถึงพระโคดมผู้เจริญเป็นที่พึ่ง รวมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์. ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นอุบาสก จำเดิมแต่วันนี้ไปจนตลอดชีวิต. : ทรงประดิษฐานศาสนพรหมจรรย์ได้บริบูรณ์ ๑ พระโคดมผู้เจริญ ! ถ้า พระโคดม เองก็ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วย และพวกภิกษุ ก็ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วยและพวกภิกษุณี ก็ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วย และพวกอุบาสก คฤหัสถ์ นุ่งขาว ประพฤติพรหมจรรย์ (ไม่บริโภคกาม) ก็ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วย และพวกอุบาสก คฤหัสถ์ นุ่งขาว บริโภคกาม ก็ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วย และพวกอุบาสิกา คฤหัสถ์ นุ่งขาว ประพฤติพรหมจรรย์ (ไม่บริโภคกาม) ก็ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วย; แต่ว่าพวก อุบาสิกาคฤหัสถ์ นุ่งขาว ________________________________ ๑. คำของปริพพาชกวัจฉโคตร ทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ที่เวฬุวัน ใกล้เมืองราชคฤห์. บาลี มหาวัจฉโคตตสูตร ม.ม. ๑๓/๒๕๖/๒๕๘.
หน้า 504 T 5.4.4
บริโภคกาม ยังไม่ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วย แล้วไซร้, พรหมจรรย์ (ศาสนา) นี้ ก็จะยัง ไม่ถึงซึ่ง ความบริบูรณ์ได้ เพราะเหตุนั้น. พระโคดมผู้เจริญ ! แต่เพราะเหตุที่ว่า พระโคดมเองก็ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วย และพวกภิกษุก็ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วย และพวกภิกษุณีก็ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วย และพวกอุบาสกคฤหัสถ์ นุ่งขาว ประพฤติพรหมจรรย์ ก็ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วยและพวกอุบาสกคฤหัสถ์ นุ่งขาว บริโภคกาม ก็ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วย และพวกอุบาสิกาคฤหัสถ์ นุ่งขาว ประพฤติพรหมจรรย์ ก็ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วย และทั้งพวกอุบาสิกาคหัสถ์ นุ่งขาว บริโภคกาม ก็ได้รับความพอใจ (จากพรหมจรรย์นี้) ด้วย; พรหมจรรย์ (ศาสนา) นี้ ก็ ถึงซึ่งความบริบูรณ์ได้ เพราะเหตุนั้น. พระโคดมผู้เจริญ ! เปรียบเหมือนแม่น้ำคงคา ลุ่มไปทางสมุทร ลาดไปทางสมุทร เทไปทางสมุทร แล้วหยุดอยู่ที่สมุทร, ฉันใด; บริษัทของพระสมณโคดมผู้เจริญนี้ ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ก็ล้วนแต่โน้มไปทางนิพพาน เอียงไปทางนิพพาน เทไปทางนิพพาน และหยุดอยู่ที่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน. ตามเสียงของคณกะโมคคัลลานพราหมณ์ ๑ : “โอวาทของพระโคดมเป็นยอด” พระโคดมผู้เจริญ ! บรรดาไม้มีรากหอม เขากล่าวว่ารากกาฬานุสารีเป็นยอด. บรรดาไม้มีแก่นหอม เขากล่าวว่าจันทน์แดงเป็นยอด. บรรดาไม้มีดอก ________________________________ ๑. คำของคณกะโมคคัลลานะ ทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า หลังจากที่พระองค์ได้ทรงบรรยาย ลักษณะบางอย่างเกี่ยวกับสาวกของพระองค์บางพวกให้เขาฟัง. บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๘๘/๑๐๔.
หน้า 505 T 5.4.5
หอม เขากล่าวว่าดอกมะลิ (วสฺสิก) เป็นยอด แม้ฉันใด; บรรดาปรมัตถธรรมทั้งหลาย โอวาทของพระโคดมผู้เจริญ ย่อมเป็นยอด ฉันนั้นแล. พระโคดมผู้เจริญ ! ภาษิตของพระะองค์ไพเราะนัก ๆ. พระโคดมทรงประกาศธรรมเทศนา โดยปริยายเป็นอันมากนี้ เหมือนหงายของที่คว่ำอยู่หรือเหมือนเปิดของที่ปกปิดอยู่ หรือเหมือนชี้บอกหนทางให้แก่คนหลงทาง หรือเหมือนอย่างตามตะเกียงในที่มืดให้คนตาดีได้เห็นรูป ฉะนั้น. ข้าพเจ้าขอถึง พระโคดมผู้เจริญ และพระธรรมพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก. ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นอุบาสก ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งจนตลอดชีวิตในกาลมีวันนี้เป็นต้นไป. ตามเสียงของสัจจกะนิครนถบุตร ๑ : “เจอะพระโคดมแล้ว ไม่มีรอดไปได้” พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพเจ้านั่นเทียว เป็นคนคอยกำจัดคุณของผู้อื่น, เป็นคนคะนองวาจา เพราะได้สำคัญถ้อยคำของพระโคดมว่า ตัวอาจหักล้างได้ด้วย ถ้อยคำของตัว. พระโคดมผู้เจริญ ! บุรุษมาปะทะช้างอันซับมันเข้าก็ดี เจอะกองไฟอันกำลังลุกโชนก็ดี เผชิญงูที่มีพิษร้ายก็ดี ก็ยังมีทางเอาตัวรอดได้บ้าง. แต่มาเจอะพระโคดมเข้าแล้วไม่มีทางเอาตัวรอดได้เลย. ข้าพเจ้านั่นเทียวเป็นคนคอยกำจัดคุณของผู้อื่น เป็นคนคะนองวาจา เพราะได้สำคัญถ้อยคำของพระโคดม ________________________________ ๑. คำสารภาพของสัจจกะนิครนถบุตร สารภาพต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า. บาลี มู.ม. ๑๒/๔๓๕/๔๐๓.
หน้า 506 T 5.4.6
ว่าตัวอาจหักล้างได้ด้วยถ้อยคำของตัว ขอพระโคดม พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ จงรับภัตตาหารของข้าพเจ้า เพื่อฉันในพรุ่งนี้. ตามเสียงของเจ้าลิจฉวี ทุมมุขะ ๑ : ทรงหักล้างถ้อยคำของปรปักษ์ได้ เหมือนเด็ก ๆ รุมกันต่อยก้ามปู เปรียบเหมือนในที่ใกล้แห่งบ้านหรือนิคม มีสระโบกขรณีอยู่สระหนึ่ง, ในสระนั้นมีปูตัวหนึ่ง, มีเด็กชายหญิงเป็นอันมากออกจากบ้านหรือนิคมนั้น ไปถึงสระโบกขรณีนั้นแล้วก็ลงจับปูนั้นขึ้นมาจากน้ำวางไว้บนบก, ปูนั้นจะน้อมก้ามไปข้างไหน เด็กเหล่านั้นก็จะคอยต่อยก้ามปูนั้นด้วยท่อนไม้หรือก้อนหินกรวด, ครั้นปูนั้นมีก้ามหักหมดอย่างนี้แล้ว ก็ไม่อาจลงสู่สระโบกขรณีนั้นได้อีกเหมือนอย่างก่อน, ข้อนี้ฉันใด; ทิฏฐิที่เป็นเสี้ยนหนามปกคลุมอยู่ ยักไปยักมาไม่อยู่ในร่องรอยบางอย่าง อย่างของสัจจกะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้ขาดให้หักให้หลุดเสียแล้ว, ต่อนี้ไป สัจจกะไม่อาจเข้ามาใกล้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประสงค์จะโต้ตอบได้อีกฉันนั้น. เมื่อเจ้าทุมมุขลิจฉวีกล่าวอย่างนี้แล้ว สัจจกะพูดกับเธอว่า “เจ้าทุมมุขะ ! ท่านหยุดเถิด, ท่านหยุดเถิด, ท่านเป็นคนปากมากนัก, ข้าพเจ้าไม่ได้พูดหารือกับท่าน, ข้าพเจ้า พูดหารือกับพระโคดมต่างหาก”. ________________________________ ๑. คำเยาะเย้ย ของเจ้าลิจฉวี ทุมมุขะ เยาะเย้ยสัจจกะนิครนถบุตร ซึ่งจำนนต่อถ้อยคำของตัวเอง ในการโต้วาทะกับ พระผู้มีพระภาคเจ้า. บาลี มู.ม. ๑๒/๔๓๒/๔๐๐.
หน้า 507 T 5.4.8
ตามเสียงของปริพพาชกคณะแม่น้ำสัปปีนี ๑ : ไม่มีช่องทางที่ใครจะขันสู้พระผู้มีพระภาคเจ้า นี่แน่ะสรภะ ! สุนัขจิ้งจอกในป่าใหญ่ ทะยานใจว่าจักบันลือสีหนาท, ครั้นร้องออกมาจริง ก็ร้องเป็นเสียงสุนัขจิ้งจอกนั่นแหละ ร้องเป็นเสียงสุนัขป่าอยู่นั่นเอง, นี้ฉันใด; สรภะ ! ท่านเองก็ฉันนั้น ลับหลังพระสมณโคดมคุยว่า “ข้าจักบันลือสีหนาท”, แต่แล้วก็ร้องเป็นเสียงสุนัขจิ้งจอกนั่นแหละ ร้องเป็นเสียงสุนัขป่าอยู่นั่นเอง. ลูกไก่เจี๊ยบ ทะยานใจว่าจักขันให้เหมือนเสียงพ่อไก่, ครั้นขันออกมาจริง ก็ร้องเป็นเสียงลูกไก่เจี๊ยบอยู่นั่นเอง, ฉันใด; สรภะ ! ท่านเองก็ฉันนั้น ลับหลังพระสมณโคดม คุยว่า “ข้าจักขัน”, แต่แล้วก็ร้องเจี๊ยบ ๆ นั่นเอง. โคอยู่ในโรงว่างเงียบตัวเดียว ก็ทะยานใจว่าเสียงของตัวก้อง, ฉันใด; สรภะ ! ท่านเอง อยู่ลับหลังพระสมณโคดม ก็สำคัญว่าเสียงของตัวอุโฆษ ฉันนั้น. ตามเสียงของสังคมวิญญูชน : ทรงปฏิบัติได้เลิศกว่าพวกอื่น (ในหลักธรรมอย่างเดียวกัน) ๒ กัสสปะ ! เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้น แล้วกล่าวว่า “แน่ะท่าน ! ในบรรดาฐานะเหล่านั้น ๆ ฐานะใดลงกันไม่ได้ ฐานะนั้นจงยกไว้; ฐานะใด ________________________________ ๑. คำของปริพพาชกคณะแม่น้ำสัปปินีทั้งคณะ กล่าวถากถางปริพพาชกคนหนึ่งในคณะของตนที่ กล้าไปท้าทายพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วในที่สุดกลับนิ่งเงียบ เมื่อเขาให้พูดในที่ประชุม. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๒๔๑/๕๐๔. ๒. บาลี มหาสีหนาทสูตร สี.ที. ๙/๒๐๗/๒๖๑. ตรัสแก่อเจลกัสสปะ ที่กัณณกถลมิคทายวัน ใกล้เมืองอุชุญญา.
หน้า 508 T 5.4.8
ที่ลงกันได้, ในฐานะนั้นแหละ วิญญูชนจงหยิบขึ้นมาพิจารณา แยกแยะ สอบสวนดู โดยทำการเปรียบคู่กันระหว่างศาสดากับศาสดา ระหว่างหมู่สงฆ์กับหมู่สงฆ์ ว่า “ธรรมเหล่าใดที่ผู้เจริญเหล่านี้ บัญญัติตรงกันว่าเป็นอกุศล นับเนื่องในอกุศล, เป็นธรรมมีโทษ นับเนื่องในธรรมมีโทษ, เป็นธรรมไม่ควรเสพ นับเนื่องในธรรมไม่ควรเสพ, เป็นธรรมไม่ควรแก่อริยะ นับเนื่องในธรรมไม่ควรแก่อริยะ, เป็นธรรมดำ นับเนื่องในธรรมดำ นั้น ๆ; ใครเล่า ละขาดธรรมเหล่านั้นไม่มีเหลือแล้วประพฤติเป็นไปอยู่ : จะเป็นพระสมณโคดม หรือ หรือว่าจะเป็นคณาจารย์ผู้เจริญเหล่าอื่น”. กัสสปะ ! ข้อนี้เป็นฐานะที่มีอยู่แล : ...กัสสปะ ! ในกรณีอย่างนี้นั้น เมื่อวิญญูชนหยิบขึ้นมาพิจารณา แยกแยะ สอบสวนดูอยู่ เขาจะสรรเสริญพวกเรา (พระองค์กับสาวกของพระองค์) ในข้อนั้นแหละ เป็นอย่างมาก. กัสสปะ ! อีกประการหนึ่ง : วิญญูชนจงหยิบขึ้นมาพิจารณา แยกแยะ สอบสวนดู โดยทำการเปรียบคู่กันระหว่างศาสดากับศาสดา ระหว่างหมู่สงฆ์กับหมู่สงฆ์ว่า “ธรรมเหล่าใดที่ผู้เจริญเหล่านี้ บัญญัติตรงกันว่าเป็นกุศล นับเนื่องในกุศล, เป็นธรรมไม่มีโทษ นับเนื่องในธรรมไม่มีโทษ, เป็นธรรมควรเสพ นับเนื่องในธรรมควรเสพ, เป็นธรรมควรแก่อริยะ นับเนื่องในธรรมควรแก่อริยะ, เป็นธรรมฝ่ายขาว นับเนื่องในธรรมฝ่ายขาว, นั้น ๆ; ใครเล่า สมาทานธรรมเหล่านั้นหมดจดไม่มีส่วนเหลือ แล้วประพฤติเป็นไปอยู่ : จะเป็นพระสมณโคดมหรือ หรือว่าจะเป็นคณาจารย์ผู้เจริญเหล่าอื่น”. กัสสปะ ! ข้อนี้เป็นฐานะที่มีอยู่แล : ...กัสสปะ ! ในกรณีอย่างนี้นั้น เมื่อวิญญูชนหยิบขึ้นมาพิจารณา แยกแยะ สอบสวนดูอยู่ เขาจะสรรเสริญพวกเรา (พระองค์กับสาวกของพระองค์) ในข้อนั้นแหละเป็นอย่างมาก.
หน้า 509 T 5.4.8.1
: สาวกของพระองค์ปฏิบัติได้เลิศกว่าพวกอื่น (ในหลักธรรมอย่างเดียวกัน) ๑ ... กัสสปะ ! อีกประการหนึ่ง : วิญญูชนจงหยิบขึ้นมาพิจารณาแยกแยะ สอบสวนดู โดยทำการเปรียบเทียบคู่กันระหว่างศาสดากับศาสดา ระหว่างหมู่สงฆ์กับหมู่สงฆ์ ว่า “ธรรมเหล่าใดที่ผู้เจริญเหล่านี้ บัญญัติตรงกันว่าเป็นอกุศลนับเนื่องในอกุศล, เป็นธรรมมีโทษ นับเนื่องในธรรมมีโทษ, เป็นธรรมไม่ควรเสพ นับเนื่องในธรรมไม่ควรเสพ, เป็นธรรมไม่ควรแก่อริยะ นับเนื่องในธรรมไม่ควรแก่อริยะ, เป็นธรรมดำ นับเนื่องในธรรมดำ, นั้น ๆ; ใครเล่า ละขาดธรรมเหล่านั้นไม่มีเหลือ แล้วประพฤติเป็นไปอยู่ : จะเป็นหมู่สงฆ์สาวกของพระสมณโคดม หรือ หรือว่าจะเป็นหมู่สงฆ์สาวกของคณาจารย์ผู้เจริญเหล่าอื่น”. กัสสปะ ! ข้อนี้เป็นฐานะที่มีอยู่แล : ...กัสสปะ ! ในกรณีอย่างนี้นั้น เมื่อวิญญูชนหยิบขึ้นมาพิจารณา แยกแยะ สอบสวนดูอยู่ เขาจะสรรเสริญพวกเรา (พระองค์กับสาวกของพระองค์) ในข้อนั้นแหละ เป็นอย่างมาก. กัสสปะ ! อีกประการหนึ่ง : วิญญูชนจงหยิบขึ้นมาพิจารณา แยกแยะสอบสวนดู โดยทำการเปรียบคู่กันระหว่างศาสดากับศาสดา ระหว่างหมู่สงฆ์กับหมู่สงฆ์ ว่า “ธรรมเหล่าใดที่ผู้เจริญเหล่านี้ บัญญัติตรงกันว่าเป็นกุศล นับเนื่องในกุศล, เป็นธรรมไม่มีโทษ นับเนื่องในธรรมไม่มีโทษ, เป็นธรรมควรเสพ นับเนื่องในธรรมควรเสพ, เป็นธรรมควรแก่อริยะ นับเนื่องในธรรมควรแก่อริยะ, เป็นธรรมฝ่ายขาว นับเนื่องในธรรมฝ่ายขาว, นั้น ๆ; ใครเล่า สมาทานธรรมเหล่านั้นหมดจดไม่มีส่วนเหลือ แล้วประพฤติเป็นไปอยู่ : จะเป็นหมู่สงฆ์สาวกของ ________________________________ ๑. บาลี มหาสีหนาทสูตร สี.ที. ๙/๒๐๘/๒๖๔. ตรัสแก่อเจลกัสสปะ ที่กัณณกถลมิคทายวัน ใกล้เมืองอุชุญญา.
หน้า 510 T 5.4.9
พระสมณโคดม หรือ หรือว่าจะเป็นหมู่สงฆ์สาวกของคณาจารย์ผู้เจริญเหล่าอื่น”. กัสสปะ ! ข้อนี้เป็นฐานะที่มีอยู่แล : ...กัสสปะ ! ในกรณีอย่างนี้นั้น เมื่อวิญญูชนหยิบขึ้นมาพิจารณา แยกแยะ สอบสวนดูอยู่ เขาจะสรรเสริญพวกเรา (พระองค์กับสาวกของพระองค์) ในข้อนั้นแหละ เป็นอย่างมาก. ตามเสียงของวัชชิยมาหิตคหบดี : ทรงเป็นวิภัชชวาที มิใช่เอกํสวาที ๑ (พวกอัญญเดียรถีย์ ได้กล่าวกะวัชชิยมาหิตคหบดีว่า “คหบดี ! ได้ยินว่า พระสมณโคดมติเตียนตบะทั้งปวงหรือ ย่อมด่าย่อมว่าร้ายซึ่งผู้บำเพ็ญตบะ มีการเป็นอยู่ปอน ๆ ทั้งปวง โดยส่วนเดียวหรือ ?” คหบดีตอบว่า :-) “ท่านผู้เจริญ ท. ! พระผู้มีพระภาคมิได้ติเตียนตบะทั้งปวง ย่อมไม่ด่าไม่ว่าร้ายซึ่งผู้บำเพ็ญตบะ มีการเป็นอยู่ปอน ๆ ทั้งปวง โดยส่วนเดียวด้วย. ท่านผู้เจริญ ท. ! พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิผู้ที่ควรตำหนิ ทรงสรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญ. ท่านผู้เจริญ ท. ! เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงติเตียนผู้ที่ควรติเตียนสรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญอยู่เช่นนี้ จึงทรงเป็นวิภัชชวาที ๒ พระผู้มีพระภาคนั้น หาได้ทรงเป็นเอกํสวาที ๒ ในข้อนี้ไม่”. ________________________________ ๑. คำของวัชชิยมาหิตคหบดี กล่าวตอบพวกปริพพาชกเดียรถีย์อื่น ที่ปริพพาชการาม. ๒. วิภัชชวาที คือผู้กล่าวแบ่งแยกขันธ์ธาตุอายตนะ โดยไม่มีสัตว์บุคคลตัวตน มีแต่สิ่งที่เป็นเหตุปัจจัย อันทำให้มีความแตกต่างกัน จนบัญญัติได้ว่า กุศลหรืออกุศล เป็นต้น ตรงกันข้ามจากพวกอวิภัชชวาที ซึ่งบัญญัติเป็นตัวเป็นตน เป็นดุ้นเป็นก้อน ไม่ประกอบด้วยเหตุปัจจัยใด ๆ. ไม่มีการจำแนกโดยความเป็นขันธ์ธาตุอายตนะเป็นต้น ซึ่งผิดหลักของพุทธศาสนา. พวก เอกํสวาที คือพวกที่กล่าวอะไรโดยส่วนเดียวอย่างเดียว อย่างพวกอันตคาหิกทิฏฐิทั้งหลาย ไม่มีลักษณะแห่งมัชฌิมาปฏิปทา จัดไว้ในฐานะเป็นมิจฉาทิฏฐินอกพระทุทธศาสนาด้วยเหมือนกัน.
หน้า 511 T 5.4.10
ครั้นวัชชิยมาหิตคหบดีกล่าวดังนี้แล้ว ปริพพาชกผู้หนึ่งได้กล่าวกะคหบดีนั้นว่า “คหบดี ! ท่านหยุดก่อน ในข้อที่ท่านกล่าวสรรเสริญคุณของพระสมณโคดม, พระสมณโคดมนั้น เป็นเวนยิโก (ผู้นำไปกระทำให้วินาศ) เป็นอัปปัญญัติโก (ผู้ไม่มีบัญญัติ)” ดังนี้. วัชชิยมาหิตคหบดี ได้กล่าวตอบ ดังนี้ว่า :- “ท่านผู้เจริญ ท. ! แม้ในข้อนี้ ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท. อย่างเป็นธรรมว่า พระผู้มีพระภาค ทรงบัญญัติว่า ข้อนี้เป็นกุศล ข้อนี้เป็นอกุศล เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติซึ่งกุศลอกุศลอยู่ดังนี้ จึงชื่อว่าเป็นสัปปัญญัตติโก (ผู้มีบัญญัติ) พระผู้มีพระภาคนั้น หาได้เป็นเวนยิโก อัปปัญญัตติโก ไม่ ดังนี้”. (เมื่อได้ฟังดังนี้พวกอัญญเดียรถีย์ปริพพาชกก็เงียบไป.) ตามเสียงของโปฏฐปาทปริพพาชก : ทรงบัญญัติหลักเรื่อง “ตถา” ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ครั้งนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน. ปริพพาชกเหล่านั้นได้รุมกันตัดพ้อข้าพระองค์โดยรอบด้านว่า ท่านโปฏฐปาทปริพพาชกผู้เจริญนี้ เป็นอย่างนี้เอง : พระสมณโคดมกล่าวถ้อยคำใด ท่านก็อนุโมทนาถ้อยคำของพระสมณโคดมนั้นว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ! ข้อนั้นถูกแล้ว, ข้าแต่พระสุคต ! ข้อนั้นถูกแล้ว” ดังนี้; แต่ว่าพวกเราไม่ได้รับทราบเอกังสิกธรรมจากพระสมณโคดมแม้หน่อยเดียว ว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง, โลกมีที่สิ้นสุดหรือไม่มีที่สิ้นสุด, ชีวะก็ดวงนั้นร่างกายก็ร่างนั้น หรือว่าชีวะก็ดวงอื่นร่างกายก็ร่างอื่น, ตายแล้วย่อมเป็นอย่างที่เป็นมาแล้ว หรือว่าตายแล้ว ________________________________ ๑. คำของโปฏฐปาทปริพพาชก กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาค. บาลี สี.ที. ๙/๒๓๕/๒๙๖.
หน้า 512 T 5.4.11
ไม่เป็นอย่างที่เป็นมาแล้วอีก, ตายแล้วย่อมเป็นอย่างที่เป็นมาแล้วอีกก็มีไม่เป็นก็มี หรือว่าตายแล้วเป็นอย่างที่เป็นมาแล้วอีกก็ไม่ใช่ไม่เป็นก็ไม่ใช่, ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เมื่อปริพพาชก ท. เหล่านั้นกล่าวดังนี้แล้ว, ข้าพระองค์ได้กล่าวกะพวกเขาเหล่านั้นว่า ถึงแม้ข้าพเจ้าเองก็ไม่ได้รับทราบเอกังสิกธรรม จากพระสมณโคดมแม้หน่อยเดียว ว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง, โลกมีที่สิ้นสุดหรือไม่มีที่สิ้นสุด, ...ฯลฯ... ตายแล้วย่อมเป็นอย่างที่เป็นมาแล้วอีกก็มีไม่เป็นก็มี หรือว่าตายแล้วเป็นอย่างที่เป็นมาแล้วอีกก็ไม่ใช่ไม่เป็นก็ไม่ใช่; ก็แต่ว่า พระสมณโคดม ย่อมบัญญัติ ภูตปฏิปทา ตัจฉปฏิปทา ตถาปฏิปทา อันเป็นธัมมัฏฐิตตา เป็นธัมมนิยามตา. เมื่อพระสมณโคดมบัญญัติ ซึ่งภูตปฏิปทา ตัจฉปฏิปทา ตถาปฏิปทาอันเป็นธัมมัฏฐิตตา เป็นธัมมนิยามตา อยู่ดังนี้, ไฉนเล่า วิญญูชนเช่นกับข้าพเจ้า จะไม่พึงอนุโมทนาซึ่งสุภาษิตของพระสมณโคดม โดยความเป็นสุภาษิตดังนี้. หมายเหตุ : เอกังสิกธรรม คือ ธรรมที่มีการกล่าวยืนยันโดยส่วนเดียว ไม่มี ข้อแม้ว่าจะต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. ส่วนตถาปฏิปทา เป็นต้น ซึ่งเป็นธัมมัฏฐิตตา เป็นธัมมนิยามตานั้น หมายถึง อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท ซึ่งกล่าวถึงสิ่งทั้งปวง ย่อมเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่อาจจะกล่าวสิ่งใดว่า เป็นไปโดยส่วนเดียวเพียง อย่างหนึ่งอย่างใดได้ (ดูปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หน้า ๔๓). – ผู้รวบรวม. ตามเสียงของปีโลติกะปริพพาชก ๑ : ทรงมีคุณธรรมลึกจนผู้อื่นได้แต่เพียงอนุมานเอา ชาณุสโสณีพราหมณ์เห็นปิโลติกะปริพพาชกเดินมาแต่ที่ไกล ได้ถามว่า “ท่านผู้เป็น วัจฉายนโคตร ย่อมมาแต่ไหนแต่ยังวันเช่นนี้ ?” ________________________________ ๑. คำของปิโลติกะปริพพาชก ตอบชาณุสโสณีพราหมณ์ตามความรู้สึกของตนที่มีอยู่ในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพระองค์ เป็นอย่างไร. บาลี มู.ม. ๑๒/๓๓๖/๓๒๙.
หน้า 513 T 5.4.11
“ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้ามาแต่สำนักพระสมณโคดม”. “ท่านวัจฉายนโคตรผู้เจริญ ! บัณฑิตพากันถือว่าพระสมณโคดมมีความรอบรู้และ ความเฉียบแหลมเพียงไหน ?” “ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้านะหรือ จักรู้จักความรอบรู้และความเฉียบแหลมของพระสมณโคดมว่าเป็นอย่างไรได้, คนที่จะรู้ได้ ก็มีแต่คนที่มีความรอบรู้และความเฉียบแหลมเท่ากับพระสมณโคดมเท่านั้น”. “ท่านผู้เจริญ ! ท่านผู้เป็นวัจฉายนโคตรย่อมสรรเสริญพระสมณโคดม กับเขาด้วยอย่างมากมายเหมือนกันหรือ ?” “ท่านผู้เจริญ ! อะไร ข้าพเจ้านะหรือจะไม่สรรเสริญพระสมณโคดม. พระสมณโคดมนั้น เป็นผู้ที่ใคร ๆ พากันสรรเสริญกันทั่วหน้า ว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”. “ท่านผู้วัจฉายนโคตร เห็นอำนาจประโยชน์ของอะไร จึงได้มีความเลื่อมใส ในพระสมณโคดม มากมายถึงเพียงนี้ ?” “ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าเป็นใครไหนมา ที่จะไม่เลื่อมใสอย่างมากมายในพระสมณโคดม. เรื่องนี้ เปรียบเหมือนนักล่าช้างผู้ฉลาด เข้าไปในป่าช้างได้เห็นรอยเท้าช้างในป่านั้น โดยยาวก็ยาวมาก โดยกว้างก็กว้างมาก, เขาก็ถึงความแน่ใจได้ว่า ช้างตัวนี้ใหญ่ ข้อนี้ฉันใด ข้าพเจ้าก็ฉันนั้น, ในกาลใดได้ เห็นเครื่องยืนยัน ๔ ประการในพระสมณโคดม, ในกาลนั้นข้าพเจ้าก็ถึงความแน่ใจว่าพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นตรัสไว้ถูกต้องแล้ว สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ดังนี้”.
หน้า 514 T 5.4.11
“ท่านผู้เจริญ ! เครื่องยืนยัน ๔ ประการนั้นเป็นอย่างไรเล่า ? คือ (๑) ข้าพเจ้าได้เห็น ขัตติยบัณฑิต บางพวก มีปัญญาละเอียดสุขุม เคยทำการโต้วาทะ มาอย่างเชี่ยวชาญ มีปัญญาคมกล้าปานว่าจะแทงขนเนื้อทรายได้เที่ยวทำลายความคิดเห็นของผู้อื่นอยู่ด้วยปัญญาของตน บัณฑิตเหล่านั้นได้ฟังข่าวว่าพระสมณโคดมประทับอยู่ที่หมู่บ้านหรือนิคมชื่อนั้น ๆ เขาพากันผูกปัญหาเตรียมไว้ทุกลู่ทุกทางว่า ถ้าเราถามปัญหานี้กะพระสมณโคดม ถ้าพระสมณโคดมแก้อย่างนี้เราจะแย้งอย่างนั้น, ถ้าแก้อย่างนั้น เราจะแย้งอย่างนี้ แล้วพากันไปสู่หมู่บ้านหรือสู่นิคมที่พระสมณโคดมประทับอยู่ ครั้นไปถึงแล้วได้เข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ. พระสมณโคดมได้แสดงธรรมิกถา ได้ปลุกใจขัตติยบัณฑิตเหล่านั้นให้มีกำลังใจกล้าหาญร่าเริงด้วยธรรมิกถา, บัณฑิตเหล่านั้น ถูกชี้แจงปลุกใจให้มีกำลังใจกล้าหาญร่าเริงเช่นนั้นแล้ว ก็หาได้ถามปัญหาไม่, แล้วจะพูดอะไรกันถึงการแย้งตามที่คิดกันไว้. เขาพากันกลายเป็นสาวกของพระสมณโคดมนั่นเอง หมดสิ้นไม่มีเหลือ. ท่านผู้เจริญ ! ในกาลใดข้าพเจ้าได้เห็นเครื่องยืนยันประการที่ ๑ นี้ ในพระสมณโคดมในกาลนั้นข้าพเจ้าก็ถึงความแน่ใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง. พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตรัสไว้ถูกต้องแล้ว. พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว’ ดังนี้. “ท่านผู้เจริญ ! (๒) ข้าพเจ้าได้เห็น พราหมณบัณฑิต บางพวก มีปัญญา ละเอียดสุขุม เคยทำการโต้วาทะมาอย่างเชี่ยวชาญ ...(ฯลฯ)...” (มีข้อความทำนองเดียว กับข้อที่ ๑ ทุกอย่างจนตลอดทั้งข้อ) “ท่านผู้เจริญ ! (๓) ข้าพเข้าได้เห็น คหบดีบัณฑิต บางพวก มีปัญญาละเอียดสุขุม เคยทำการโต้วาทะมาอย่างเชี่ยวชาญ ...(ฯลฯ)...” (มีข้อความทำนองเดียว กับข้อที่ ๑ ทุกอย่าง จนตลอดทั้งข้อ).
หน้า 515 T 5.4.11
“ท่านผู้เจริญ ! (๔) ข้าพเจ้าได้เห็น สมณบัณฑิต บางพวก มีปัญญาละเอียดสุขุม เคยทำการโต้วาทะมาอย่างเชี่ยวชาญ ...(ฯลฯ)... แล้วจะพูดอะไรกันถึงการแย้งตามที่คิดกันไว้. เขาพากันทูลขอโอกาสกะพระสมณโคดม เพื่อการบรรพชา บวชจากเรือนถึงความไม่มีเรือน หมดสิ้นไม่มีเหลือ. พระสมณโคดมย่อมให้บรรพชาแก่บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น. บัณฑิตเหล่านั้น ครั้นบวชแล้วในธรรมวินัยนั้น เป็นผู้หลีกออกสู่ที่สงัด ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปในสมาธิภาวนาอยู่เป็นปรกติ, ไม่นานเลย ก็ทำให้แจ้งได้ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันไม่มีพรหมจรรย์อื่นยิ่งกว่า อันเป็นที่ปรารถนาของกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือน, ได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงสุขอันเกิดแต่พรหมจรรย์นั้น แล้วแลอยู่. ท่านเหล่านั้นได้พากันกล่าวว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ! เราไม่ขยี้หัวใจของเราอีกต่อไป. เราไม่ขยี้หัวใจของเราอีกต่อไป. ก่อนหน้านี้ พวกเราไม่เป็นสมณะ ก็ปฏิญญาว่าตัวเองเป็นสมณะ, ไม่เป็นพราหมณ์ ก็ปฏิญญาตัวเองว่าเป็นพราหมณ์, ไม่เป็นอรหันต์ ก็ปฏิญญาตัวเองว่าเป็นอรหันต์. บัดนี้ พวกเราเป็นสมณะแล้ว, บัดนี้พวกเราเป็นพราหมณ์แล้ว, บัดนี้พวกเราเป็นอรหันต์แล้ว.’ ดังนี้. ท่านผู้เจริญ ! ในกาลใดข้าพเจ้าได้เห็นเครื่องยืนยันประการที่ ๔ นี้ ในพระสมณโคดม, ในกาลนั้นข้าพเจ้าก็ถึงความแน่ใจว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง. พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า นั้น ตรัสไว้อย่างถูกต้องแล้ว. พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ปฏิบัติดีแล้ว’ ดังนี้”. “ท่านผู้เจริญ ! ในกาลใด ข้าพเจ้าได้เห็นเครื่องยืนยันทั้ง ๔ ประการเหล่านี้ ในพระสมณโคดม, ในกาลนั้น ข้าพเจ้าได้ถึงความแน่ใจแล้วว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง. พระธรรมเป็นสิ่งที่
หน้า 516 T 5.4.12
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตรัสไว้อย่างถูกต้องแล้ว. พระสงฆ์สาวกของพระผู้มี พระภาคเจ้านั้น ปฏิบัติดีแล้ว’ ดังนี้”. ลำดับนั้น ชาณุสโสณีพราหมณ์ได้ลงจากรถ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่า ประณมมืออัญชลีไปทางทิศที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ กล่าวอุทานนี้ขึ้น ๓ ครั้งว่า :- นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ! นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ! นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ! และว่า เมื่อไรหนอเราจะพึงพบปะสมาคมกับพระสมณโคดมนั้น, ทำอย่างไรหนอ จะได้สนทนา เรื่องไร ๆ กับพระสมณโคดมนั้น ดังนี้. ตามเสียงของปิงคิยานีพราหมณ์ : ทรงอยู่เหนือคำสรรเสริญของคนธรรมดา ๑ (การสนทนาระหว่าง การณปาลีพราหมณ์ กับปิงคิยานีพราหมณ์ ปรารภพระผู้มีพระภาค ดังต่อไปนี้ :-) “ท่านปิงคิยานีผู้เจริญ ! ท่านสำคัญความรอบรู้และความเฉียบแหลมของพระสมณโคดม ว่าเป็นอย่างไร, เห็นจะเป็นบัณฑิตเชียวนะ !” “ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าจะรู้ถึงความรอบรู้และความเฉียบแหลมของพระสมณโคดม อย่างไรได้; ผู้ที่จะรู้ได้ ก็ต้องเป็นเหมือนพระสมณโคดมเท่านั้น.” ________________________________ ๑. คำตอบของปิงคิยานีพราหมณ์ แก่การณปาลีพราหมณ์ผู้ซักไซ้ด้วยความไม่หวังดีในพระผู้มีพระภาคในตอนแรก ตอนหลังกลับเลื่อมใส ประกาศรับนับถือพระผู้มีพระภาค ในขณะที่ กำลังควบคุมคนงานให้ทำงานอยู่ในลานของ พระราชา. บาลี ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๖๓/๑๙๔.
หน้า 517 T 5.4.12
“ได้ยินว่า ท่านปิงคิยานี ย่อมสรรเสริญพระสมณโคดม ด้วยคำสรรเสริญ อันโอฬาร”. “ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าเป็นใครที่ไหนมา ที่จะสรรเสริญพระสมณโคดมได้. พระสมณโคดมนั้น เขาสรรเสริญกันแล้วสรรเสริญกันอีก ว่าเป็นผู้ประเสริฐ กว่าเทวดาและมนุษย์ ท.”. “ก็ท่านปิงคิยานีผู้เจริญ เห็นอยู่ซึ่งอำนาจแห่งประโยชน์อะไรในพระสมณโคดมนั้น จึงได้เลื่อมใสยิ่ง ถึงอย่างนี้ ?” “ท่านผู้เจริญ ! เปรียบเหมือนบุรุษได้อิ่มหนำด้วยรสอันเลิศแล้ว ย่อมไม่อยากที่จะดื่มรสอันเลวอย่างอื่น, ฉันใด ; ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! บุคคลฟังธรรมของพระสมณโคดมโดยลักษณะใด ๆ คือ โดยสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ อัพภูตธรรมะแล้ว, เขาย่อม ไม่อยากที่จะฟังธรรมของสมณะเป็นอันมากเหล่าอื่น โดยลักษณะนั้น ๆ ฉันนั้น”. “ท่านผู้เจริญ ! หรือเปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความหิว อ่อนเพลียเป็นกำลังพบก้อนแห่งน้ำผึ้ง ก็จะพึงลิ้ม โดยลักษณะที่เขาจะได้รสอันอร่อยไม่เจือปน, ฉันใด; ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! บุคคลฟังธรรมของพระสมณโคดม โดยสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ อัพภูตธรรมะ ใด ๆ, เขาย่อมได้ความพอใจ ย่อมได้ความเลื่อมใส แห่งใจ โดยลักษณะนั้น ๆ ฉันนั้น”. “ท่านผู้เจริญ ! หรือเปรียบเหมือนบุรุษได้ปุ่มไม้จันทน์ ของไม้จันทน์เหลืองหรือไม้จันทน์แดง เขาสูดกลิ่นที่ตอนล่าง หรือตอนกลาง หรือตอนบน ใด ๆ, เขาก็ย่อมได้รับกลิ่นหอมอันไม่เจือปน, ฉันใด; ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! บุคคลฟังธรรม
หน้า 518 T 5.4.12
ของพระสมณโคดม โดยสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ อัพภูตธรรมะ ใด ๆ, เขาพึง ประสบความปราโมทย์ความโสมนัส โดยลักษณะนั้น ๆ ฉันนั้น”. “ท่านผู้เจริญ ! หรือเปรียบเหมือนบุรุษอาพาธ มีความทุกข์ ป่วยหนักหมอผู้ฉลาดกำจัดอาพาธของเขาออกไปได้โดยฐานะ, ฉันใด; ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! บุคคลฟังธรรมของพระสมณโคดม โดยสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ อัพภูตธรรมะใด ๆ, โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาส ของเขา ย่อมถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ โดยลักษณะนั้น ๆ ฉันนั้น”. “ท่านผู้เจริญ ! หรือว่าเปรียบเหมือนสระโบกขรณี มีน้ำเป็นประกายน่ายินดี เป็นน้ำเย็น ขาวจับแสงฟ้า มีท่าสะดวกสบาย น่ารื่นรมย์. บุรุษคนหนึ่งเดินมา มีตัวร้อนระอุ กลุ้มอยู่ด้วยความร้อน เหน็ดเหนื่อย ตัวสั่น ระหายน้ำอยู่, เขาลงสู่สระโบกขรณี อาบแล้ว ดื่มแล้ว ระงับความกระวนกระวายลำบากเร่าร้อนทั้งปวงได้, ฉันใด; ท่านผู้เจริญเอ๋ย ! บุคคลฟังธรรมของพระสมณโคดม โดยสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ อัพภูตธรรมะ ใด ๆ, ความกระวนกระวาย ความลำบากความเร่าร้อน (แห่งจิต) ของเขา ย่อมระงับไป โดยลักษณะนั้น ฉันนั้น.” ดังนี้. (เมื่อปิงคิยานีพราหมณ์ กล่าวอย่างนี้แล้ว การณปาลีพราหมณ์ ได้ลุกขึ้นจากอาสนะทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง คุกเข่าข้างขวาลงบนพื้นดิน ประณมอัญชลีไปทางทิศที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ได้กล่าวอุทานนี้ขึ้น ๓ ครั้ง ว่า :-) นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส.
หน้า 519 T 5.4.13
ตามเสียงของวัสสการพราหมณ์ ๑ : ทรงมีคุณธรรมสูง ๔ ประการ พระโคดมผู้เจริญ ! เรื่องนี้น่าอัศจรรย์, เรื่องนี้ไม่เคยมีมาก่อน, ก็ ตามที่พระองค์ตรัสนี้ ข้าพระองค์จักจำไว้ว่า พระองค์ประกอบพร้อมด้วยธรรม ๔ ประการนี้ คือ :- (๑) พระโคดมผู้เจริญเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุข ของมหาชน เพื่อยังประชุมชนเป็นมากให้ประดิษฐานอยู่ในอริยญายธรรม คือ ความเป็นผู้มีธรรมงาม มีธรรมเป็นกุศล. (๒) พระโคดมผู้เจริญจำนงจะตรึกเรื่องใด ก็ตรึกเรื่องนั้นได้ ไม่จำนง จะตรึกเรื่องใด ก็ไม่ตรึกเรื่องนั้นได้, จำนงจะดำริเรื่องใดก็ดำริเรื่องนั้นได้ ไม่จำนง จะดำริเรื่องใด ก็ไม่ดำริเรื่องนั้นได้, ทั้งนี้เป็นเพราะพระโคดมเป็นผู้มีอำนาจเหนือจิต ในคลองแห่งความตรึกทั้งหลาย. (๓) พระโคดมผู้เจริญเป็นผู้ได้ตามต้องการ ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ ลำบากซึ่งฌานทั้ง ๔ อันเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในภพปัจจุบันนี้ อันเป็นธรรม เป็นไปในทางจิตชั้นสูง. (๔) พระโคดมผู้เจริญกระทำให้แจ้งได้ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันไม่มีอาสวะเพราะหมดอาสวะแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงแล้ว และอยู่ในวิหารธรรมนั้น ในภพเป็นปัจจุบันนี้ ดังนี้. ________________________________ ๑. คำของวัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์แห่งมคธ ทูลสรรเสริญถึงการบัญญัติบุคคล ที่เป็น มหาบุรุษ มหาปราชญ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่เวฬุวัน ใกล้เมืองราชคฤห์. บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๔๗/๓๕.
หน้า 520 T 5.4.14
ตามเสียงของอัตถกามเทพ ๑ : ทรงทราบมุทธาและมุทธาธิบาต ดูก่อนพราหมณ์ ! แม้ข้าพเจ้า ก็ไม่ทราบเรื่องนั้น. ความรู้เรื่องนั้นของข้าพเจ้าไม่มี; เพราะว่า เรื่องมุทธาและ มุทธาธิบาตนั้น, เป็นธรรมทัศนะสำหรับท่านผู้เป็นชินะ เท่านั้น. ... (แต่ว่า) มีพระสมณสากยบุตร ผู้เป็นเชื้อสายแห่งพระเจ้า โอกกากราช ออกผนวชแล้วจากนครกบิลพัสดุ์ เป็นผู้นำแห่ง ชาวโลก เป็นผู้กระทำความสว่างแก่มหาชน เป็นผู้ตรัสรู้เอง ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง บรรลุซึ่งอภิญญาและพละครบถ้วน มีจักษุในธรรมทั้งหลาย ถึงแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง หลุดพ้นแล้วในธรรมเป็นเครื่องสิ้นไปแห่งอุปธิ เป็นพระพุทธเจ้าผู้มีภัค๎ยธรรมในโลก มีพุทธจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่แล้ว. ท่านจงไปทูลถามเถิด, พระองค์จักทรงแสดงซึ่งมุทธาและ มุทธาธิบาตร๒ นั้น แก่ท่าน. ________________________________ ๑. คำของอัตถกามเทพ กล่าวแก่พราหมณ์พาวรี. บาลี วัตถุกถา ปารายนวรรค สุตฺต. ขุ. ๒๕/๕๒๕/๔๒๔. ๒. ปรากฏตามพระพุทธภาษิตที่ตรัสตอบในเรื่องนี้ ว่า มุทธา คืออวิชชา และมุทธาธิบาต คือ วิชชาอันประกอบด้วยสัทธา สติ สมาธิ ฉันทะ วิริยะ. (บาลี วัตถุกถา ปารายนวรรค สุตฺต. ขุ. ๒๕/๕๒๙/๔๒๔).
หน้า 521 T 5.4.15
ตามเสียงของหัตถกเทวบุตร ๑ : ทรงอัดแออยู่ด้วยบริษัทนานาชนิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ธรรมเหล่าใด ที่ข้าพระองค์เคยประพฤติเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ธรรมเหล่านั้นข้าพระองค์ก็ยังประพฤติอยู่บัดนี้ แถมยังประพฤติ ธรรม ที่ไม่เคยประพฤติเมื่อครั้งเป็นมนุษย์อีกด้วย. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกแวดล้อมแออัดอยู่ด้วยหมู่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พวกพระราชา มหาอำมาตย์ พวกเดียรถีย์ และสาวกเดียรถีย์, ข้อนี้ฉันใด; ข้าพระองค์ตามปรกติก็เกลื่อนกล่นอยู่ด้วยเทวบุตรทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน. เทวบุตรทั้งหลายมาแม้แต่ที่ ไกล ๆ ตั้งใจว่า “เราทั้งหลายจักฟังธรรมในสำนักหัตถกเทวบุตร” ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ ไม่อิ่มไม่เบื่อของ ๓ อย่างจนตาย. ของ ๓ อย่าง อย่างไรกัน ? ๓ อย่างคือ :- ข้าพระองค์ไม่อิ่มไม่เบื่อการเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า จนตาย. ข้าพระองค์ไม่อิ่มไม่เบื่อการได้ฟังพระสัทธรรม จนตาย. ข้าพระองค์ไม่อิ่มไม่เบื่อการได้อุปัฏฐากพระสงฆ์ จนตาย. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ไม่อิ่มไม่เบื่อของ ๓ อย่างนี้แล จนตาย. ________________________________ ๑. ตามเสียงของหัตถกเทวบุตร ซึ่งเมื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ที่เชตวนาราม ใกล้เมืองสาวัตถี ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าถามถึงการประพฤติธรรมเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ว่าเดี๋ยวนี้ยังประพฤติอยู่หรือ ไม่ ? บาลี ติก. อํ. ๒๐/๓๕๙/๕๖๗.
หน้า 522 T 5.4.17
ตามเสียงของเทวดาบางตน ๑ : ใครดูหมิ่นความอดทนของพระโคดมก็เท่ากับคนไม่มีตา (ในคราวที่พระองค์ ทรงอาพาธด้วยสะเก็ดหินกระทบ ประทับอยู่ที่มัททกุจฉิมิคทายวัน เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้า ทรงมีสติสัมปชัญญะอดกลั้นเวทนานั้นได้ ไม่กระวนกระวาย ประทับ สีหไสยาอยู่. เทวดาพวกสตุลลปกายิกาจำนวนหนึ่ง เข้ามาเฝ้า กล่าวอุทานในที่เฉพาะพระพักตร์ : เทวดาตนหนึ่ง กล่าวว่า ทรงอดทนเหมือนช้าง; ตนหนึ่งกล่าวว่า ทรงอดทนเหมือนสีหะ; ตนหนึ่ง ว่า เหมือนม้าอาชาไนย; ตนหนึ่ง ว่า เหมือนโคจ่าฝูง; ตนหนึ่ง ว่า เหมือนโคลากเข็น; ตนหนึ่ง ว่า เหมือนสัตว์สำหรับออกศึกที่ฝึกดีแล้ว. เทวดาตนสุดท้าย ได้กล่าวอุทาน ดังต่อไปนี้ ว่า :-) ท่านจงดูสมาธิ (ของพระสมณโคดม) ที่อบรมดีแล้ว; จงดูจิตที่หลุดพ้นดีแล้ว ที่ไม่ฟูขึ้นเพราะอภิชฌา ไม่แฟบลงเพราะโทมนัส และไม่ต้องข่มต้องห้ามด้วยสสังขารธรรมอีกต่อไป, (ของพระสมณโคดม). บุคคลใด สำคัญบุรุษผู้เปรียบได้ด้วยนาคะ เปรียบได้ด้วยสีหะ เปรียบได้ด้วยม้าอาชาไนย เปรียบได้ด้วยโคจ่าฝูงเปรียบได้ด้วยโคลากเข็น เปรียบได้ด้วยสัตว์สำหรับออกศึกที่ฝึกดีแล้ว ว่าเป็นบุรุษที่ควรดูหมิ่น; ผู้นั้นเห็นจะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากเป็นผู้ไม่มีตาจะดู ดังนี้. ตามเสียงของท้าวสักกะจอมเทพ ๒ : ทรงพระคุณที่ชอบใจเทวดา ๘ ประการ (ท้าวสักกะผู้จอมเทพ ได้กล่าวถามพวกเทวดาชั้นดาวดึงษ์ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท. ! ท่าน ท. ปรารถนาจะฟังพระคุณ ๘ ประการ ของพระผู้มีพระภาคตามที่เป็นจริงไหม ? เทวดาเหล่า ________________________________ ๑. บาลี สคา. สํ. ๑๕/๓๙/๑๓๐. ๒. คำของท้าวสักกเทวราช กล่าวสรรเสริญคุณของพระผู้มีพระภาค ท่ามกลางเทวดาชั้นดาวดึงษ์ แล้วปัญจสิขเทพบุตรได้นำเรื่องราวนี้มาเล่าถวายพระผู้มีพระภาค ณ ที่ประทับ ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้เมืองราชคฤห์. บาลี มหา. ที. ๑๐/๒๕๓/๒๑๑.
หน้า 523 T 5.4.17
นั้น ได้กล่าวรับคำว่า ปรารถนาจะฟัง. ท้าวสักกะได้กล่าวประกาศพระคุณ ๘ ประการของพระผู้มีพระภาค ตามที่เป็นจริงแก่พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ :-) ดูก่อนท่านผู้เป็นเทวดาแห่งชั้นดาวดึงษ์ผู้เจริญ ท. ! ท่าน ท. จะสำคัญ ความข้อนี้ว่าอย่างไร (ตามแต่ท่านจะประสงค์) : ๑. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงปฏิบัติแล้วเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความเอ็นดูต่อโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ ท. เราไม่เห็นพระศาสดาผู้ประกอบด้วยองคคุณแม้อย่างนี้เลย ในอดีตกาล แม้ในกาลนี้ ก็ไม่เคยเห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. ๒. พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสดีแล้ว เป็นธรรมอันผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา ควรเรียกกันมาดูควรน้อมเข้ามาใส่ตน เป็นธรรมที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน. เราไม่เห็นพระศาสดาผู้ประกอบด้วยองคคุณแม้อย่างนี้ ผู้แสดงธรรมที่ควรน้อมเข้ามาสู่ตนอย่างนี้ เลยในอดีตกาล แม้ในกาลนี้ก็ไม่เคยเห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. ๓. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงบัญญัติดีแล้วว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล นี้ประกอบด้วยโทษ นี้ไม่ประกอบด้วยโทษ นี้ควรเสพ นี้ไม่ควรเสพ นี้เลว นี้ประณีต นี้ประกอบด้วยการแบ่งแยกเป็นธรรมดำธรรมขาว. เราไม่เห็นพระศาสดาผู้ประกอบด้วยองคคุณแม้อย่างนี้ ผู้บัญญัติแล้วซึ่งธรรม ท. โดยความเป็นกุศล อกุศล เป็นต้น อย่างนี้ เลยในอดีตกาล แม้ในกาลนี้ก็ไม่เคยเห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. ๔. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงบัญญัตินิพพานคามินีปฏิปทาแก่สาวก ท. เป็นอย่างดีแล้ว : นิพพานและปฏิปทาย่อมกลมกลืนกัน เปรียบเสมือน
หน้า 524 T 5.4.17
น้ำในแม่น้ำคงคงกับน้ำในแม่น้ำยมุนา ย่อมไหลกลมกลืนเสมอกัน. เราไม่เห็นพระศาสดาผู้ประกอบด้วยองคคุณแม้อย่างนี้ ผู้บัญญัติปฏิปทาเพื่อให้ถึงซึ่งนิพพานอย่างนี้เลยในดีตกาล แม้ในกาลนี้ก็ไม่เคยเห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. ๕. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงได้ซึ่งสหายเป็นผู้ปฏิบัติในระดับพระเสขะและผู้อยู่จบพรหมจรรย์สิ้นอาสวะ; เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงทรงละจากหมู่แล้ว ประกอบความยินดีในการอยู่พระองค์เดียว อยู่. เราไม่เห็นพระศาสดาผู้ประกอบด้วยองคคุณแม้อย่างนี้ ผู้ประกอบความยินดีในการอยู่ผู้เดียวอย่างนี้ เลยในอดีตกาล แม้ในกาลนี้ก็ไม่เคยเห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. ๖. ลาภและเสียงสรรเสริญ ได้พรั่งพร้อมแก่พระผู้มีพระภาคอย่างเดียว กันกับที่พวกกษัตริย์เขาพอใจกันอยู่ แต่ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ปราศจากความมัวเมา เสวยพระกระยาหาร. เราไม่เห็นพระศาสดาผู้ประกอบด้วยองคคุณแม้อย่างนี้ ผู้เสวยพระกระยาหารอยู่โดยปราศจากความมัวเมาอย่างนี้ เลยในอดีตกาล แม้ในกาลนี้ก็ไม่เคยเห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. ๗. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสอย่างไรทำอย่างนั้น ทำอย่างไรตรัสอย่างนั้น; เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงชื่อว่าเป็นผู้ยถาวาทีตถาการี ยถาการีตถาวาที. เราไม่เห็นพระศาสดาผู้ประกอบด้วยองคคุณแม้อย่างนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้วอย่างนี้ เลยในอดีตกาล แม้ในกาลนี้ก็ไม่เคยเห็น นอกจากพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. ๘. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้ว ปราศจากความสงสัยว่าอะไรเป็นอะไร มีความดำริประสบความสำเร็จแล้ว ถึงกับมี
หน้า 525 T 5.4.18.1
อาทิพรหมจรรย์เป็นอัธยาศัย. เราไม่เห็นพระศาสดาผู้ประกอบด้วยองคคุณแม้อย่างนี้ผู้มีอาทิพรหมจรรย์เป็นอัธยาศัยอย่างนี้ เลยในอดีตกาล แม้ในกาลนี้ ก็ไม่เคยเห็นนอกจากพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. (ท้าวสักกะผู้จอมเทพ ได้กล่าวประกาศพระคุณของพระผู้มีพระภาคตามที่เป็นจริงแก่เทวดาชั้นดาวดึงษ์ ท. ๘ ประการเหล่านี้แล้ว; พวกเทวดาพากันยินดีปรีดา ส่งเสียงกึกก้อง, บางพวกร้องขึ้นว่า อยากจะให้มีพระพุทธเจ้าอย่างนี้เกิดขึ้นในโลกสัก ๔ องค์, บางพวกร้องว่า อยากให้เกิดขึ้นสัก ๓ องค์, บางพวกร้องว่า อยากให้เกิดขึ้นสัก ๒ องค์; ท้าวสักกะอธิบายให้ฟังว่า เป็นไปไม่ได้ที่พระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นในโลกพร้อมคราวเดียวกันเกินกว่า ๑ องค์.) ตามเสียงของโลหิจจพราหมณ์ : ทรงมีอนามัยเป็นอย่างดี ๑ เข้ามานี่, เพื่อนโรสิกะ ! พระสมณโคดม อันมหาชนจะไปเฝ้าได้ ณ ที่ใด ท่านจงเข้าไปเฝ้าโดยที่นั้น แล้วกล่าวตามคำของเรากะพระสมณโคดมผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย ลุกได้กระปรี้กระเปร่า มีกำลังพลัง มีอันอยู่เป็นผาสุก ว่า...ขอพระโคดมผู้เจริญ พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ จะทรงรับภัตตาหาร ของโลหิจจพราหมณ์ เพื่อภัตตบริโภค ในวันพรุ่งนี้เถิด. : ทรงดึงผมช่วยคนจะตกเหวไว้ได้ ๒ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! เปรียบเหมือนบุรุษ จับบุรุษผู้หนึ่งซึ่งกำลังจะตกไปสู่เหว ดึงผมลากขึ้นมาให้ยืนอยู่บนพื้นข้างบน ฉันใด; ในกรณีนี้ก็ ________________________________ ๑. เมื่อสั่งให้โรสิกะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า, บาลี สี. ที. ๙/๒๘๕/๓๕๓. และบาลีแห่งอื่นอีกหลายแห่ง. ๒. คำของโลหิจจพราหมณ์ ทูลแด่พระผู้มีพระภาค คราวที่ทรงแสดงธรรม เปลื้องทิฏฐิชั่วร้าย ของเขาเกี่ยวกับการไม่ บอกกุศลธรรมที่ตนถึงทับแล้ว. บาลี สี.ที. ๙/๒๙๔/๓๖๔.
หน้า 526 T 5.4.19
ฉันนั้น : ข้าพระองค์ก็เป็นผู้ซึ่งกำลังจะตกไปสู่เหว อันพระโคดมผู้เจริญดึงผม ลากขึ้นมาให้ยืนอยู่บนพื้นข้างบนแล้ว อย่างเดียวกัน. ... ตามเสียงของโสณทัณฑพราหมณ์ ๑ : ทรงมีคุณสมบัติสูงทุกประการ พวกพราหมณ์ ๕๐๐ คนได้กล่าวทัดทาน ห้ามมิให้โสณทัณฑพราหมณ์เจ้าเมืองจัมปาไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กลัวว่าจะเสื่อมเสียเกียรติยศของพวกพราหมณ์ชั้นสูงสุดไป. โสณทัณฑพราหมณ์ได้กล่าวเหตุผลที่เขาควรจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคดังต่อไปนี้ : ดูก่อน ท่านผู้เจริญ ท. ! ถ้าเช่นนั้น ขอพวกท่านจงฟังคำของข้าพเจ้าบ้าง ว่าทำไมพวกเราจึงเป็นฝ่ายที่ควรไปเฝ้า เยี่ยมพระสมณโคดม แทนที่จะให้พระสมณโคดม เสด็จมาหาพวกเรา. เท่าที่เราได้ทราบมาแล้ว : พระสมณโคดมมีชาติอันดีทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิในครรภ์อันบริสุทธิ์ตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ, เป็นผู้ที่ไม่มีใครคัดง้างท้วงติงได้ด้วยการกล่าวถึงชาติ, นี่ก็เป็นข้อหนึ่ง ที่พวกเราควรไปเฝ้าเยี่ยมพระสมณโคดม แทนที่จะให้พระสมณโคดม เสด็จมาหาพวกเรา. พระสมณโคดม ทรงละหมู่พระญาติวงศ์อันใหญ่ยิ่ง แล้วออกผนวชนี่ก็เป็นข้อหนึ่ง ที่ ฯลฯ.๒ พระสมณโคดม ทรงสละเงินและทองเป็นอันมาก ทั้งที่อยู่ในแผ่นดิน และนำขึ้นจากดินแล้ว ออกผนวชแล้ว, นี่ก็เป็นข้อหนึ่ง ฯลฯ. ________________________________ ๑. เสียงของโสณทัณฑพราหมณ์ บอกกล่าวแก่พวกพราหมณ์ด้วยกัน ที่ทัดทานตนในการจะไปเฝ้า พระผู้มีพระภาค. บาลี สี. ที. ๙/๑๔๖/๑๘๒. ๒. ที่ละด้วยเปยยาล (ฯลฯ) หมายความว่า มีคำเต็มเหมือนท้ายข้อต้น ซึ่งมีใจความว่าเราควรไป เฝ้าพระสมณโคดม แทนที่จะให้พระองค์มาหาเรา, ทุกแห่ง.
หน้า 527 T 5.4.19
พระสมณโคดม ยังเป็นผู้หนุ่มแน่น มีผมดำสนิท ประกอบด้วยเยาว์ที่กำลังเจริญ ตั้งอยู่ในปฐมวัย ออกจากเรือน บวชไม่หวังประโยชน์เกื้อกูลด้วยเรือน แล้ว, ฯลฯ. พระสมณโคดมนั้น, ขณะเมื่อมารดาบิดา ไม่ปรารถนาให้ออกบวช กำลังมีหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา ทรงกันแสงอยู่. ท่านได้ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด ออกบวชจากเรือน ไม่หวังประโยชน์เกื้อกูล ด้วยเรือนแล้ว, ฯลฯ. พระสมณโคดม มีรูปผึ่งผาย ควรแก่การดู เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ประกอบด้วยความงามแห่งผิวพรรณเป็นอย่างยิ่ง มีผิวพรรณเหมือนมหาพรหม มีทรวดทรงเหมือนมหาพรหม น่าดูมิใช่เล็กน้อย ฯลฯ. พระสมณโคดมเป็นผู้มีศีล มีศีลอันประเสริฐ มีศีลเป็นกุศล ประกอบพร้อมด้วยศีลอันเป็นกุศล, ฯลฯ. พระสมณโคดม เป็นผู้มีวาจาไพเราะ ให้กึกก้องด้วยอุทาหรณ์อันไพเราะ ประกอบด้วยวาจาอันเป็นที่ชอบใจแห่งชาวเมือง ไม่กึกก้อง ไม่พล่าม, สามารถให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อความ, ฯลฯ. พระสมณโคดมเป็นอาจารย์ และประธานอาจารย์แห่งชนเป็นอันมาก, ฯลฯ. พระสมณโคดม เป็นผู้สิ้นกามราคะ ปราศจากความกระเสือกกระสนในกาม, ฯลฯ. พระสมณโคดมเป็นผู้กล่าวสอนลัทธิกรรม กล่าวสอนกิริยาชักนำสัตว์ในความดี, ฯลฯ. พระสมณโคดม ออกผนวชจากตระกูลอันสูง คือตระกูลกษัตริย์อันไม่ระคนด้วยตระกูลอื่น, ฯลฯ. พระสมณโคดม ออกผนวชจากตระกูลอันมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก, ฯลฯ.
หน้า 528 T 5.4.19
พระสมณโคดม เป็นผู้ที่มหาชนชาวแคว้นนอก ๆ ชาวชนบทนอก ๆ ก็มาแล้ว เพื่อสอบถามข้อสงสัย, ฯลฯ. พระสมณโคดมเป็นผู้ที่เทวดาจำนวนพันเป็นอเนก ถือเอาเป็นสรณะด้วยการมอบชีวิต, ฯลฯ. พระสมณโคดม มีเกียรติศัพท์อันงดงาม ฟุ้งไปแล้ว อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้ด้วยตนเอง สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ฝึกได้ ไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูของเทวดาแลมนุษย์ เป็นผู้เบิกบาน จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดั่งนี้, ฯลฯ. พระสมณโคดม เป็นผู้ประกอบด้วยมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการ, ฯลฯ. พระสมณโคดม เป็นผู้มีปรกติกล่าวคำต้อนรับเชื้อเชิญ มีถ้อยคำนุ่มนวล หน้าตาเบิกบาน ไม่สยิ้ว - ไม่อิดเอื้อน เป็นผู้มีถ้อยคำถูกต้องและกาละเทสะ สำหรับทักทายเขาก่อน, ฯลฯ. พระสมณโคดม เป็นผู้ที่ บริษัททั้งสี่ สักการะ เคารพ นับถือบูชานอบน้อมแล้ว, ฯลฯ. เทวดาและมนุษย์เป็นอันมาก เลื่อมใสอย่างยิ่งแล้ว เฉพาะพระสมณโคดม, ฯลฯ. พระสมณโคดม ประทับอยู่ ณ บ้านหรือนิคมใด อมนุษย์ย่อมไม่รบกวน มนุษย์ในบ้านหรือนิคมนั้น, ฯลฯ. พระสมณโคดมเป็นผู้มีหมู่มีคณะ เป็นอาจารย์ผู้ฝึกฝนหมู่คณะ ปรากฏว่าเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาเจ้าลัทธิทั้งหลาย อันมีอยู่เกลื่อนกล่น, เกียรติยศเกิดแก่สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิเหล่านั้น ด้วยอาการอย่างใด แต่จะเกิดแก่พระสมณโคดมด้วยอาการอย่างนั้น ก็หามิได้ ที่แท้ เกียรติยศเกิดแก่พระสมณโคดม เพราะความสมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ อันไม่มีอื่นยิ่งไปกว่า, ฯลฯ.
หน้า 529 T 5.4.19
พระเจ้าพิมพิสาร ผู้จอมทัพ ราชาแห่งมคธ พร้อมด้วยบุตรและภรรยาบริษัทและอมาตย์ ได้ถึงพระสมณโคดมเป็นสรณะจนตลอดชีวิต, ฯลฯ. พระเจ้าปเสนทิโกศล พร้อมด้วยบุตรภรรยา บริษัท และอมาตย์ ก็ถึงพระสมณโคดมเป็นสรณะ จนตลอดชีวิต, ฯลฯ. พราหมณ์โปกขรสาติ พร้อมด้วยบุตรภรรยา บริษัท และอมาตย์ ก็ถึงพระสมณโคดมเป็นสรณะ จนตลอดชีวิต, ฯลฯ. พระสมณโคดม เป็นผู้ที่พระเจ้าพิมพิสารผู้จอมทัพ ผู้ราชาแห่งมคธ, พระเจ้าปเสนทิโกศล, และพราหมณ์โปกขรสาติ สักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม แล้ว, ฯลฯ. พระสมณโคดม เสด็จมาถึงเมืองจัมปา ประทับอยู่ที่แทบฝั่งสระโบกขรณี ชื่อ คัคครา ใกล้นครจัมปานี่แล้ว. ท่านผู้เจริญ ท. ! ก็สมณะหรือพราหมณ์ไร ๆ ก็ตาม ที่มาถึงคามเขตของเรา ก็เป็นแขกของพวกเรา. ขึ้นชื่อว่าแขกย่อมเป็นผู้ที่พวกเราควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม. พระสมณโคดม ก็ถึงแล้ว เพราะเหตุนั้น พระสมณโคดม จึงเป็นแขกของพวกเรา เป็นแขกที่พวกเราควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม, นี่ก็อีกข้อหนึ่งที่พระสมณโคดม ไม่ควรเสด็จมาหาพวกเรา; ที่แท้ พวกเรานั่นแหละ ควรไปเยี่ยมเฝ้าพระสมณโคดม. เราพรรณนาเกียรติคุณของท่านโคตมะอยู่เพียงเท่านี้ ก็จริงแล แต่พระสมณโคดม จะประกอบด้วยเกียรติคุณเพียงเท่านี้ก็หาไม่ ที่แท้ พระสมณโคดมนั้น มีเกียรติคุณมาก หาประมาณมิได้.
หน้า 530 T 5.4.20.1
ตามเสียงของอุตตรมาณพ ๑ : ทรงประกอบด้วยมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ท่านผู้เจริญ ! ตามเสียงเล่าลืออันมีแก่พระโคดม เป็นอย่างนั้นจริง, พระสมณโคดม ก็เป็นจริงตามเสียงเล่าลือ ไม่แปลกไปโดยประการอื่น, พระสมณโคดมนั้น ประกอบด้วยมหาปุริสลักขณะครบทั้ง ๓๒ ประการ คือ พระสมณโคดม มีพื้นฝ่าเท้าเต็มเสมอ (ไม่แหว่งเว้า), นี่เป็นมหาปุริสลักขณะข้อหนึ่ง (คำต่อไป ๆ เช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในภาค ๑ ข้างต้น ซึ่งเป็นคำที่ตรัสเอง ทั้ง ๓๒ ลักขณะ) ...ฯลฯ... พระสมณโคดม มีศรีษะรับกับกรอบหน้า, นี่ก็เป็นมหาปุริสลักขณะข้อหนึ่ง. เหล่านี้แล เป็นมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ของพระสมณโคดม. : ทรงมีลีลาศสง่า งดงาม ท่านผู้เจริญ ! พระสมณโคดมนั้น, เมื่อจะดำเนิน ย่อมก้าวเท้าขวาก่อน, ไม่ยกย่องไกลเกิน ใกล้เกิน, เมื่อดำเนิน ไม่ก้าวถี่เร็วเกิน และไม่ช้าเกิน, ไม่ให้แข้งเบียดแข้ง ไม่ให้ข้อเท้ากระทบข้อเท้า, ไม่ยกขาสูง (เหมือนเดินในน้ำ), ไม่ลากขาต่ำ, ไม่ให้ขาเป็นเกลียว (คือผลัดไขว้กันไปไขว้กันมาเวลาก้าวเดิน), ไม่ส่ายขาไปมา, เมื่อพระโคดมดำเนินนั้น กายมั่นคงไม่โยกโคลง, และไม่รู้สึกว่าต้องออกแรงในเมื่อเดิน, เมื่อจะเหลียวดู ย่อมเหลียวทั้งกาย (ไม่เหลียวเฉพาะพระพักตร์), ไม่มองดูเบื้องบน ไม่มองดูเบื้องต่ำ, ไม่ตะลีตะลานเดิน, แต่มองเพ่งตรงออกไป ประมาณชั่วแอก, ที่นอกบริเวณชั่วแอกออกไป ทรงเห็นได้ด้วยอนาวฏญาณทัสสนะ. ________________________________ ๑. คำของอุตตรมาณพ ผู้ติดตามดูพระผู้มีพระภาคอยู่ถึง ๗ เดือน แล้วกลับไปเล่าแก่อาจารย์ตน ตามที่ได้สังเกตเห็นมา. บาลี ม. ม. ๑๓/๕๓๒/๕๘๙.
หน้า 531 T 5.4.20.4
: ทรงมีมรรยาทเป็นสง่า น่าเลื่อมใส ท่านผู้เจริญ ! พระสมณโคดมนั้น เมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน ย่อมไม่กระหย่งกายให้สูง ไม่ย่อกายให้ต่ำ ไม่บิดกาย ไม่ส่ายกายไปมา เข้าไป, พระสมณโคดมนั้น ไม่หมุนกายเมื่อนั่ง ไกลเกิน ใกล้เกิน, ไม่ยันกายด้วยมือแล้วจึงนั่ง, ไม่นั่งจมที่นั่ง (เช่นนอนพิงพนักจนเกือบเป็นนอน หรือทิ้งตัวนั่งแรง), พระสมณโคดมนั้น ไม่นั่งกระดิกมือ กระดิกเท้า, ไม่นั่งจุนปลีแข้งขึ้นไว้ด้วยปลีแข้ง (ขัดสมาธิชนิดชันเข่าขึ้นสูง ?), ไม่นั่งจุนตาตุ่มไว้ด้วยตาตุ่ม (ตาตุ่มซ้อนกันอยู่), ไม่นั่งยันคางด้วยมือ. : ไม่ทรงตื่นเต้นพระทัยในบ้าน ท่านผู้เจริญ ! พระสมณโคดมนั้น เมื่อนั่งในบ้านเรือนย่อมไม่สะดุ้งไม่หวาดเสียว ไม่ครั่นคร้าม ไม่สั่นสะท้าน เป็นผู้มีปรกติไม่สะดุ้งหวาดเสียวครั่นคร้ามสั่นสะท้าน ปราศจากความมีขนชูชัน มีจิตเวียนมาสู่วิเวก. : ทรงฉันภัตตาหารในหมู่บ้านเรียบร้อยนัก ท่านผู้เจริญ ! พระสมณโคดมนั้น นั่งในบ้านเรือนแล้ว, เมื่อรับน้ำล้างบาตร๑ ย่อมไม่ชูบาตรรับ ไม่เอียงบาตรรับ ไม่หมุนบาตรรับ ไม่ส่ายบาตรรับ, ย่อมไม่รับน้ำล้างบาตร มากเกิน น้อยเกิน, ไม่ล้างมีเสียงขลุง ๆ, ไม่หมุนบาตรล้าง, ไม่วางบาตรที่พื้นแล้ว จึงล้างมือ, แต่บาตรกับมือเป็นอันล้างเสร็จ พร้อมกัน. ไม่เทน้ำล้างบาตร ไกลเกิน ใกล้เกิน และไม่เทให้ฟุ้งกระเซ็น. ________________________________ ๑. เป็นน้ำล้างบาตร ก่อนแต่จะใช้รับภัตตาหาร ยุคโน้น แม้ฉันที่บ้านเรือน ก็คงฉันด้วยบาตร ที่พาไปนั่นเอง. เมื่อจะรับ จึงมีการถวายน้ำให้ล้างบาตรเสียก่อน, และคงถวายเมื่ออยู่ใน ที่เทน้ำล้างบาตรได้.
หน้า 532 T 5.4.20.6
พระสมณโคดมนั้น เมื่อรับข้าวสุก ย่อมไม่ชูบาตรรับ ไม่เอียงบาตรรับไม่หมุนบาตรรับ ไม่ส่ายบาตรรับ, ย่อมรับข้าวสุก ไม่น้อยเกินมากเกิน ย่อมถือเอาแกงกับแต่พอประมาณ, ไม่ให้คำข้าวยิ่งไปด้วยแกงกับ, ย่อมตะล่อมคำข้าวในปากให้หมุนมาถูกเคี้ยวใหม่ ๒-๓ กลับ แล้วจึงกลืน, เยื่อข้าวสุกที่ยังไม่แหลกละเอียด ย่อมไม่เข้าไปในกาย, และเยื่อข้าวสุกนิดเดียว ก็ไม่เหลือ อยู่ในปาก, ย่อมน้อมคำข้าวเข้าไปแต่ครึ่งหนึ่ง (ฉันคราวละครึ่งคำหรือครึ่งปาก). : ไม่ทรงติดในรสอาหาร ท่านผู้เจริญ ! พระสมณโคดมนั้น รู้สึกตนขณะรู้รสแห่งอาหาร, ไม่รู้สึกความยินดีติดใจในรส. พระสมณโคดมฉันอาหารประกอบพร้อมด้วยองค์แปดคือ ฉันเพื่อเล่น ก็หามิได้, ฉันเพื่อมัวเมาในรส ก็หามิได้, ฉันเพื่อประเทืองผิวก็หามิได้, ฉันเพื่อตกแต่งอวัยวะ ก็หามิได้; แต่ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้, เพื่อให้มีความเป็นไปแห่งอัตตภาพสืบไป, เพื่อห้ามกันเสียซึ่งความหิวลำบาก, เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์; โดยคิดเห็นว่า ‘ด้วยการทำเช่นนี้ เราย่อม กำจัดเวทนาเก่า และไม่ทำเวทนาใหม่ให้เกิดได้; ความเป็นไปได้แห่งอัตตาภาพ, ความไม่มีโทษเพราะอาหาร, และความอยู่ผาสุก จักมีแก่เรา’ ดังนี้. : ทรงมีวัตรในบาตร ท่านผู้เจริญ ! พระสมณโคดมฉันแล้ว เมื่อจะรับน้ำล้างบาตร ย่อมไม่ชูบาตรรับ ไม่ตะแคงบาตรรับ ไม่หมุนบาตรรับ ไม่ส่ายบาตรรับ, ย่อมไม่รับน้ำล้างบาตรมากเกิน น้อยเกิน, ไม่ล้างบาตรมีเสียงขลุง ๆ ไม่หมุนบาตรล้าง, ไม่วางบาตรที่พื้นแล้วจึงล้างมือ แต่บาตรกับมือเป็นอันล้างแล้วเสร็จพร้อมกัน
หน้า 533 T 5.4.20.9
ไม่เทน้ำล้างบาตรไว้ไกลเกิน ใกล้เกิน, และไม่เทให้กระเซ็นฟุ้ง, ฉันเสร็จแล้วไม่วางบาตรไว้ไกลเกิน ใกล้เกิน, ไม่ละเลยบาตร, ไม่ละเลยการรักษาบาตร จนล่วงเวลา. : การเสด็จกลับจากฉันในหมู่บ้าน พระสมณโคดมนั้น ฉันแล้ว นั่งนิ่งอยู่ขณะหนึ่ง และไม่ปล่อยให้เวลาแห่งการอนุโมทนาล่วงเลยไป, ฉันแล้วก็อนุโมทนา โดยไม่ติเตียนอาหารนั้นยกย่องอาหารอื่น (เลือกสิ่งชอบ), ย่อมสนทนาชักชวน บริษัทนั้น ๆ ให้อาจหาญร่าเริงด้วยธรรมิกถาโดยแท้, แล้วจึงลุกจากอาสนะ หลีกไป. พระสมณโคดมนั้น ไม่ผลุนผลันไป ไม่เฉื่อยชาไป, และไม่ไปโดยเขาไม่รู้ไม่เห็น. : ทรงนุ่งห่มกระทัดรัด จีวรที่คลุมกายของพระสมณโคดม ไม่ปรกสูงเกิน ต่ำเกิน, ไม่รัดแน่นไม่หลุด ๆ หลวม ๆ, ลมไม่อาจเวิกจีวรที่กายของพระสมณโคดม, ธุลีละอองไม่อาจติดกายของพระสมณโคดม. : ทรงมุ่งแต่ความเกื้อกูลสัตว์ พระสมณโคดมนั้น ไปถึงอารามแล้ว จึงนั่ง, นั่งบนที่นั่งที่จัดไว้แล้วจึงล้างเท้า, และพระสมณโคดม ไม่เป็นคนประกอบการประคบประหงมตกแต่งเท้า, ครั้งล้างเท้าแล้ว ก็นั่งคู้บัลลังก์ตั้งการตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า. จะได้คิดเพื่อเบียดเบียนตนก็หามิได้ เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นก็หามิได้ เพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายก็หามิได้, เป็นผู้นั่งคิดอยู่ซึ่งสิ่งอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลตน, เกื้อกูลท่าน, เกื้อกูลทั้งสองฝ่าย, คือ เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวงนั่นเทียว.
หน้า 534 T 5.4.20.10
: การแสดงธรรมด้วยพระสำเนียงมีองค์ ๘ พระสมณโคดมนั้น ไปถึงอารามแล้ว (เย็นลง) ย่อมประชุมบริษัทแสดงธรรม, ไม่ประจบประแจงบริษัท, ย่อมสนทนาชักชวนบริษัทให้อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมิกถา. เสียงก้องกังวาน ที่เปล่งออกจากพระโอษฐ์ของพระสมณโคดมนั้นประกอบพร้อมด้วยองค์แปด คือ ไม่ขัด, ฟังเข้าใจ, เพราะพริ้ง, น่าฟัง, หยดย้อย, ไม่พร่าเลือน, ซาบซึ้ง, บันลือชัดเจน. เสียงที่พระสมณโคดมใช้เพื่อยังบริษัทให้เข้าใจเนื้อความ ไม่กึกก้องแพร่ไปภายนอกแห่งบริษัท. บริษัทเหล่านั้น ครั้นพระสมณโคดม สังสนทนาชักชวนให้อาจหาญรื่นเริงด้วยธรรมิกถาแล้วลุกจากที่นั่งหลีกไป ก็ยังเหลียวมองดูอยู่ด้วยภาวะแห่งคนผู้ไม่อยากจากไป. ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าย่อมเห็นพระสมณโคดม เมื่อดำเนินไป, เมื่อยืนอยู่, เมื่อเข้าไปสู่บ้านเรือน, เมื่อนั่งนิ่ง ๆ ในบ้านเรือน, เมื่อฉันภัตตาหารในบ้านเรือน, เมื่อฉันแล้วนั่งนิ่ง ๆ, เมื่อฉันแล้ว และอนุโมทนา, เมื่อมาสู่อาราม, เมื่อถึงอารามแล้วนั่งนิ่ง ๆ, เมื่อถึงอารามแล้ว แสดงธรรมแก่บริษัท. พระสมณโคดมนั้น เป็นเช่นกล่าวมานี้ด้วย, และยิ่งกว่าที่กล่าวมาแล้วด้วย. “ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค ผู้อรหันตสมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ! ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ! ! ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ! ! ! ถ้าไฉนในบางคราว เราพึงได้สมาคมกับพระสมณโคดม, พึงเจรจาด้วยถ้อยคำกับพระสมณโคดมเถิด”. - - นี้เป็นอุทานของพรหมายุพราหมณ์ เปล่งในเมื่อฟังถ้อยคำนั้นจบแล้ว และคำรำพึงใคร่จะสมาคมกับพระผู้มีพระภาคเจ้า.
หน้า 535 T 5.4.21
ตามเสียงของอุบาลีคหบดี บุรพนิครนถ์ ๑ : ทรงประกอบด้วยพระพุทธคุณ ๑๐๐ ประการ ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! ขอท่านจงฟังซึ่งคำของข้าพเจ้าเถิด : ข้าพเจ้านั้น เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์ใด; พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น :- (๑) เป็นนักปราชญ์ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญา, (๒) เป็นผู้ปราศจากแล้วจากโมหะ, (๓) เป็นผู้มีเสาเขื่อนเครื่องตรึงจิตอันหักแล้ว, (๔) เป็นผู้มีชัยชนะอันวิชิตแล้ว, (๕) เป็นผู้ปราศจากแล้วจากสิ่งคับแค้นสะเทือนใจ, (๖) เป็นผู้มีจิตสม่ำเสมอด้วยดี, (๗) เป็นผู้มีปรกติภาวะแห่งบุคคลผู้เป็นพุทธะ, (๘) เป็นผู้มีปัญญาเครื่องยังประโยชน์ให้สำเร็จ, (๙) เป็นผู้ข้ามไปได้แล้วซึ่งวัฏฏสงสารอันขรุขระ, (๑๐) เป็นผู้ปราศจากแล้วจากมลทินทั้งปวง; ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น : (๑๑) เป็นผู้ไม่มีการถามใครว่าอะไรเป็นอะไร, (๑๒) เป็นผู้อิ่มแล้วด้วยความอิ่มในธรรมอยู่เสมอ, (๑๓) เป็นผู้มีเหยื่อในโลกอันทรงคายทิ้งแล้ว, (๑๔) เป็นผู้มีมุทิตาจิตในสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง, ________________________________ ๑. คำของอุบาลีคหบดี ผู้เคยเป็นสาวกของนิคันถนาฏบุตรมาก่อน กล่าวตอบแก่คณะนิครนถ์ ว่าเหตุใดเขาจึง เปลี่ยนใจมานับถือพระผู้มีพระภาคเจ้า. บาลี ม. ม. ๑๓/๗๗/๘๒.
หน้า 536 T 5.4.21
(๑๕) เป็นผู้มีสมณภาวะอันทรงกระทำสำเร็จแล้ว, (๑๖) เป็นผู้ถือกำเนิดแล้วแต่กำเนิดแห่งมนู โดยแท้, (๑๗) เป็นผู้มีสรีระอันมีในครั้งสุดท้าย, (๑๘) เป็นผู้เป็นนรชนคือเป็นคนแท้, (๑๙) เป็นผู้อันใคร ๆ กระทำอุปมามิได้, (๒๐) เป็นผู้ปราศจากกิเลสอันพึงเปรียบได้ด้วยธุลี; ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น : (๒๑) เป็นผู้หมดสิ้นแล้วจากความสงสัยทั้งปวง, (๒๒) เป็นผู้นำสัตว์สู่ภาพอันวิเศษ, (๒๓) เป็นผู้มีปัญญาเครื่องตัดกิเลสดุจหญ้าคาเสียได้, (๒๔) เป็นสารถีอันประเสริฐกว่าสารถีทั้งหลาย, (๒๕) เป็นผู้ไม่มีใครยิ่งกว่าโดยคุณธรรมทั้งปวง, (๒๖) เป็นผู้มีธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความชอบใจของสัตว์ทั้งปวง, (๒๗) เป็นผู้มีกังขาเครื่องข้องใจอันทรงนำออกแล้วหมดสิ้น, (๒๘) เป็นผู้กระทำซึ่งความสว่างแก่ปวงสัตว์, (๒๙) เป็นผู้ตัดแล้วซึ่งมานะเครื่องทำความสำคัญมั่นหมาย, (๓๐) เป็นผู้มีวีรธรรมเครื่องกระทำความแกล้วกล้า; ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น : (๓๑) เป็นผู้เป็นยอดมนุษย์ แห่งมนุษย์ทั้งหลาย, (๓๒) เป็นผู้มีคุณอันใคร ๆ กำหนดประมาณให้มิได้, (๓๓) เป็นผู้มีธรรมสภาวะอันลึกซึ้งไม่มีใครหยั่งได้, (๓๔) เป็นผู้ถึงซึ่งปัญญาเครื่องทำความเป็นแห่งมุนี,
หน้า 537 T 5.4.21
(๓๕) เป็นผู้กระทำความเกษมแก่สรรพสัตว์, (๓๖) เป็นผู้มีเวทคือญาณเครื่องเจาะแทงซึ่งโมหะ, (๓๗) เป็นผู้ประดิษฐานอยู่ในธรรม, (๓๘) เป็นผู้มีพระองค์อันทรงจัดสรรดีแล้ว, (๓๙) เป็นผู้ล่วงกิเลสอันเป็นเครื่องข้องเสียได้, (๔๐) เป็นผู้หลุดรอดแล้วจากบ่วงทั้งปวง; ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น : (๔๑) เป็นผู้เป็นดังพระยาช้างตัวประเสริฐ, (๔๒) เป็นผู้มีการนอนอันสงัดจากการรบกวนแห่งกิเลส, (๔๓) เป็นผู้มีกิเลสเครื่องประกอบไว้ในภพสิ้นสุดแล้ว, (๔๔) เป็นผู้พ้นพิเศษแล้วจากทุกข์ทั้งปวง, (๔๕) เป็นผู้มีความคิดเหมาะเจาะเฉพาะเรื่อง, (๔๖) เป็นผู้มีปัญญาเครื่องทำความเป็นแห่งมุนี, (๔๗) เป็นผู้มีมานะเป็นดุจธงอันพระองค์ทรงลดลงได้แล้ว, (๔๘) เป็นผู้ปราศจากแล้วจากราคะ, (๔๙) เป็นผู้มีการฝึกตนอันฝึกแล้ว, (๕๐) เป็นผู้หมดสิ้นแล้วจากกิเลสเครื่องเหนี่ยวหน่วงให้เนิ่นช้า; ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น : (๕๑) เป็นผู้แสวงหาพบคุณอันใหญ่หลวง องค์ที่เจ็ด, (๕๒) เป็นผู้ปราศจากแล้วจากความคดโกง, (๕๓) เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งวิชชาทั้งสาม, (๕๔) เป็นผู้เป็นพรหมแห่งปวงสัตว์,
หน้า 538 T 5.4.21
(๕๕) เป็นผู้เสร็จจากการอาบการล้างแล้ว, (๕๖) เป็นผู้มีหลักมีเกณฑ์ในการกระทำทั้งปวง, (๕๗) เป็นผู้มีกมลสันดานอันระงับแล้ว, (๕๘) เป็นผู้มีญาณเวทอันวิทิตแล้ว, (๕๙) เป็นผู้ทำลายซึ่งธานีนครแห่งกิเลสทั้งหลาย, (๖๐) เป็นผู้เป็นจอมแห่งสัตว์ทั้งปวง; ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น : (๖๑) เป็นผู้ไปพ้นแล้วจากข้าศึกคือกิเลส, (๖๒) เป็นผู้มีตนอันอบรมถึงที่สุดแล้ว, (๖๓) เป็นผู้มีธรรมที่ควรบรรลุอันบรรลุแล้ว, (๖๔) เป็นผู้กระทำซึ่งอรรถะทั้งหลายให้แจ่มแจ้ง, (๖๕) เป็นผู้มีสติสมบูรณ์อยู่เองในทุกกรณี, (๖๖) เป็นผู้มีความรู้แจ้งเห็นแจ้งเป็นปรกติ, (๖๗) เป็นผู้มีจิตไม่แฟบลงด้วยอำนาจแห่งกิเลส, (๖๘) เป็นผู้มีจิตไม่ฟูขึ้นด้วยอำนาจแห่งกิเลส, (๖๙) เป็นผู้มีจิตไม่หวั่นไหวด้วยอำนาจแห่งกิเลส, (๗๐) เป็นผู้บรรลุถึงซึ่งความมีอำนาจเหนือกิเลส; ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น : (๗๑) เป็นผู้ไปแล้วโดยชอบ, (๗๒) เป็นผู้มีการเพ่งพินิจทั้งในสมาธิและปัญญา, (๗๓) เป็นผู้มีสันดานอันกิเลสตามถึงไม่ได้แล้ว, (๗๔) เป็นผู้หมดจดแล้วจากสิ่งเศร้าหมองทั้งปวง,
หน้า 539 T 5.4.21
(๗๕) เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้แล้ว, (๗๖) เป็นผู้ไม่มีความหวาดกลัวในสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความกลัว, (๗๗) เป็นผู้สงัดแล้วจากการรบกวนแห่งกิเลสทั้งปวง, (๗๘) เป็นผู้บรรลุแล้วซึ่งธรรมอันเลิศ, (๗๙) เป็นผู้ข้ามแล้วซึ่งโอฆกันดาร, (๘๐) เป็นผู้ยังบุคคลอื่นให้ข้ามแล้วซึ่งโอฆะนั้น; ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น : (๘๑) เป็นผู้มีสันดานสงบรำงับแล้ว, (๘๒) เป็นผู้มีปัญญาอันหนาแน่น, (๘๓) เป็นผู้มีปัญญาอันใหญ่หลวง, (๘๔) เป็นผู้ปราศจากแล้วจากโลภะ, (๘๕) เป็นผู้มีการไปการมาอย่างพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, (๘๖) เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี, (๘๗) เป็นผู้ไม่มีบุคคลใดเปรียบ, (๘๘) เป็นบุคคลผู้ไม่มีบุคคลใดเสมอ, (๘๙) เป็นบุคคลผู้มีญาณอันแกล้วกล้า, (๙๐) เป็นผู้มีปัญญาละเอียดอ่อน; ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น. พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น : (๙๑) เป็นผู้เจาะทะลุข่ายคือตัณหาเครื่องดักสัตว์, (๙๒) เป็นผู้รู้ตื่นผู้เบิกบานเป็นปรกติ, (๙๓) เป็นผู้มีกิเลสดุจควันไฟไปปราศแล้ว, (๙๔) เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่ฉาบทาได้อีกต่อไป,
หน้า 540 T 5.4.22.1
(๙๕) เป็นผู้เป็นอาหุเนยยบุคคลควรแก่ของที่เขานำไปบูชา, (๙๖) เป็นผู้ที่โลกทั้งปวงต้องบูชา, (๙๗) เป็นบุคคลผู้สูงสุดแห่งบุคคลทั้งหลาย, (๙๘) เป็นผู้มีคุณอันไม่มีใครวัดได้, (๙๙) เป็นผู้เป็นมหาบุรุษ, (๑๐๐) เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเลิศด้วยเกียรติคุณ; ข้าพเจ้า เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น; ดังนี้ แล. ตามเสียงของพระเจ้าปเสนทิโกศล ๑ : ทรงมีคณะสงฆ์ที่ประพฤติพรหมจรรย์ตลอดชีวิต พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อสังเกต ของหม่อมฉันมีอยู่ในพระผู้มีพระภาคว่า ‘พระผู้มีพระภาค เป็นผู้ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง, พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว, พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาค ปฏิบัติดีแล้ว’ ดังนี้. พระองค์ผู้เจริญ ! คือในเรื่องนี้ หม่อมฉันได้เห็นสมณพราหมณ์บางพวก ประพฤติพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด ได้สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ครั้นสมัยอื่น สมณพราหมณืพวกนั้นกลายเป็นผู้อาบอย่างดี ลูบทาอย่างดี แต่งผมแต่งหนวด อิ่มเอิบ เพียบพร้อมด้วยกามคุณห้า ให้เขาบำเรออยู่. ส่วนภิกษุในศาสนานี้, หม่อมฉันเห็นประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์จนตลอดชีวิต จนกระทั่งหมดลมหายใจ. พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉันไม่เห็น ________________________________ ๑. คำของพระเจ้าปเสนทิโกศล ทูลแด่พระผู้มีพระภาค ที่นิคมเมทฬุปะ แคว้นสากยะ, ในคราวไปเฝ้าเยี่ยม. บาลี ม.ม. ๑๓/๕๐๙/๕๖๒.
หน้า 541 T 5.4.22.3
พรหมจรรย์อื่น ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์อย่างนี้ นอกจากพรหมจรรย์นี้. นี่แลเป็นข้อสังเกตของหม่อมฉัน อันมีอยู่ในพระผู้มีพระภาค. : ทรงมีคณะสงฆ์ที่พร้อมเพรียง ข้ออื่นยังมีอีก, พระองค์ผู้เจริญ ! ราชาก็ยังวิวาทกับราชาด้วยกัน, กษัตริย์ก็ยังวิวาทกับกษัตริย์ พราหมณ์ก็ยังวิวาทกับพราหมณ์, คหบดีก็ยังวิวาทกับคหบดี, มารดาก็ยังวิวาทกับบุตร, บุตรก็ยังวิวาทกับมารดา, บิดาก็ยังวิวาทกับบุตร, บุตรก็ยังวิวาทกับบิดา, พี่น้องชายยังวิวาทกับพี่น้องหญิง, พี่น้องหญิง ก็ยังวิวาทกับพี่น้องชาย, แม้สหายก็ยังวิวาทกับสหาย; ส่วนในพรหมจรรย์นี้หม่อมฉันเห็นภิกษุทั้งหลายเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เบิกบานต่อกัน ไม่วิวาทกันเข้ากันสนิทดังน้ำเจือกับน้ำนมสด มองดูกันและกันด้วยสายตาอันน่ารัก. พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉันไม่เห็นบริษัทอื่นที่พร้อมเพรียงกันอย่างนี้ นอกจากบริษัทนี้. แม้นี้ก็เป็นข้อสังเกตของหม่อมฉัน ในพระผู้มีพระภาค. : ทรงมีคณะสงฆ์ที่ชุ่มชื่นผ่องใส ข้ออื่นยังมีอีก, พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉันเที่ยวไปเนือง ๆ จากอารามนี้สู่อารามนั้น จากสวนนี้สู่สวนนั้น, ได้เห็นสมณพราหมณ์พวกหนึ่งซูบผอม เศร้าหมอง ผิวพรรณทราม ผอมเหลือง สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เห็นจะไม่ประสงค์มองดูใครเสียเลย. หม่อมฉันมีความเห็นว่า ท่านพวกนี้คงฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์เป็นแน่ หรือมิฉะนั้น ก็ยังมีบาปอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านเหล่านี้ทำแล้วปกปิดไว้ จึงเป็นผู้ซูบผอม เศร้าหมอง ผิวพรรณทราม ผอมเหลืองสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ราวกะไม่ประสงค์มองดูใครเสียเลย. หม่อมฉันเข้าไปหาแล้วถามว่า เหตุไรจึงเป็นดังนั้น, ท่านเหล่านั้นตอบว่า “ข้าแต่มหาราช !
หน้า 542 T 5.4.22.4
พวกเรามีโรคเนื่องมาเป็นเผ่าพันธุ์”, ดังนี้. ส่วนภิกษุในศาสนานี้ หม่อมฉันเห็นท่านร่าเริงและรื่นเริง ส่อความรู้สึกภายในใจอันสูงขึ้นและสูงขึ้น มีรูปน่าปลื้มใจมีอินทรีย์ชุ่มชื่น มีความขวนขวายน้อย มีขนอันตกราบ๑ มีชีวิตเป็นไปด้วยของที่ผู้อื่นให้ มีใจเป็นดุจมฤค (อ่อนโยน). หม่อมฉัน มีความเห็นว่าท่านเหล่านี้ คงรู้คุณวิเศษอันโอฬาร ในศาสนาของพระผู้มีพระภาค ยิ่งขึ้นกว่าเก่า ๆ เป็นแน่ จึงเป็นดังนั้น. พระองค์ผู้เจริญ ! แม้นี้ก็เป็นข้อสังเกตของหม่อมฉันในพระผู้มีพระภาค. : ทรงมีสังฆบริษัทที่เงียบเสียง ข้ออื่นยังมีอีก, พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉันเป็นกษัตริย์ได้มุรธาภิเษกแล้ว มีอำนาจพอเพื่อให้ฆ่าคนควรฆ่า ริบคนควรริบ ขับคนควรขับ ก็จริง, เมื่อนั่งวินิจฉัยคดี ชนทั้งหลายยังอึกทึก กลบเสียงหม่อมฉันเสียเป็นระยะ ๆ หม่อมฉัน จะห้ามว่า ท่านผู้เจริญ ! พวกท่านอย่ากลบเสียงของเราผู้นั่งวินิจฉัยคดีให้ตกไปโดยระยะ ๆ เลย จงรอให้จบถ้อยคำของเราเสียก่อนดังนี้ก็ไม่ไหว.เขาเหล่านั้น ยังคงอึกทึกกลบเสียงหม่อมฉันเสียโดยครั้งคราว. ส่วนภิกษุในศาสนานี้, หม่อมฉันเห็นไม่มีเสียงจาม หรือเสียงไอเลย ในเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงธรรมแก่บริษัทผู้นั่งฟังเป็นจำนวนหลายร้อย, ที่ล่วงมาแล้วแต่หลังเมื่อพระผู้มีพระภาคแสดงธรรมแก่บริษัทจำนวนหลายร้อย, ถ้าสาวกคนหนึ่งคนใดในที่นั้นไอขึ้น เพื่อนสพรหมจารีด้วยกัน จะกระทบเข่าด้วยเข่า เพื่อให้รู้สึกว่า “ท่านจงมีเสียงน้อย, ท่านอย่ากระทำเสียง, พระผู้มีพระภาค ศาสดาของพวกเรากำลังแสดงธรรม” ดังนี้. หม่อมฉันทีความเห็นว่าอัศจรรย์จริง ๆ ไม่เคยมีจริง ๆ บริษัทมีระเบียบเรียบร้อยดีอย่างนี้ โดยไม่ต้องใช้อาชญา หรือศาสตราเลย. ________________________________ ๑.หมายความว่า ไม่มีความสะดุ้งกลัว.
หน้า 543 T 5.4.22.5
พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉันไม่เห็นบริษัทอื่นที่เรียบร้อยดีอย่างนี้ นอกจากบริษัทนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แม้นี้ ก็เป็นข้อสังเกตของหม่อมฉัน ในพระผู้มีพระภาค. : ทรงชนะคนมุ่งร้ายที่เข้าเฝ้า ๑ ข้ออื่นยังมีอีกพระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉัน เห็นขัตติยบัณฑิต, ...พราหมณบัณฑิต, ...คหบดี บัณฑิต, ...๒สมณบัณฑิต บางพวก ในโลกนี้มีปัญญาเฉียบแหลม ชำนาญการโต้วาทะ เชี่ยวชาญ ดุจนายขมังธนูผู้สามารถยิงถูกขนทราย, ดูเหมือนเที่ยวทำลายความเห็นของผู้อื่น ด้วยปัญญาของตนเท่านั้น. บัณฑิตเหล่านั้น ได้ยินข่าวว่า “พระสมณโคดม จักเสด็จแวะบ้านหรือนิคมชื่อโน้น”, ก็ตระเตรียมปัญหา และอวดอ้างว่าเราจักเข้าไปถามปัญหานี้ กะพระสมณโคดม ถ้าเธอถูกถามแล้วพยากรณ์อย่างนี้ พวกเราจักหักล้าง วาทะของเธอด้วยวาทะอย่างนี้ ๆ, แม้ถ้าเธอถูกถามแล้ว พยากรณ์อย่างนั้น ๆ พวกเราก็จักหักล้างวาทะของเธอได้ด้วยวาทะอย่างนั้น ๆ, ดังนี้. ครั้นเขาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจริง ๆ พระผู้มีพระภาค ย่อมชี้แจงให้เห็นชอบให้ปลงใจ ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมิกถา. ท่านบัณฑิตเหล่านั้น เลยไม่ถามปัญหา ไฉนจักได้ข่มขี่วาทะเล่า ย่อมพากันเข้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคโดยแท้. และ (บางพวก) ขอโอกาสเพื่อบรรพชาจากเรือน ไม่หวังประโยชน์เกื้อกูลด้วยเรือน, พระผู้มีพระภาคก็บรรพชาให้, บัณฑิตเหล่านั้น เป็นบรรพชิตแล้ว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีเพียร มีตนส่งไปแล้วในสมาธิภาวนา ก็ทำให้แจ้ง ________________________________ ๑. ข้อความคล้ายนี้ ยังมีในบาลี จูฬหัตถิปโทปมสูตร มู.ม. เป็นคำสรรเสริญของปิโลติกปริพพาชก กล่าวสรรเสริญ พระผู้มีพระภาคแก่ชาณุสโสณีพราหมณ์. ๒. ในบาลีแยกกล่าวทีละพวก ความอย่างเดียวกัน.
หน้า 544 T 5.4.22.6
ได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า อันเป็นที่ปรารถนาของเหล่ากุลบุตร ผู้ออกบวชจากเรือน ไม่หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่เรือน ได้ในภพอันตนทันเห็นนี้, เข้าถึงแล้วแลอยู่. ท่านเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราไม่ขยี้หัวใจเราอีกต่อไปแล้ว. จริงอยู่ เมื่อก่อน เราไม่เป็นสมณะก็ปฏิญญาตนว่าเป็นสมณะ, ไม่เป็นพราหมณ์ ก็ปฏิญญาตนว่าเป็นพราหมณ์, ไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ปฏิญญาตนว่าเป็นพระอรหันต์. แต่บัดนี้เล่า เราเป็นสมณะเราเป็นพราหมณ์ เราเป็นพระอรหันต์โดยแท้, ดังนี้. พระองค์ผู้เจริญ ! แม้นี้ ก็เป็นข้อสังเกตของหม่อมฉัน ในพระผู้มีพระภาค. : ทรงสามารถปราบโจรที่มหากษัตริย์ก็ปราบไม่ได้ ๑ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! กษัตริย์พิมพิสาร หรือกษัตริย์ลิจฉวี หรือพระราชาปฏิปักษ์เหล่าอื่น ก็หาได้กระทำหม่อมฉันให้ขัดใจไม่ หากแต่ว่ามีโจรชื่อองคุลิมาลเกิดขึ้นในแว่นแคว้นของหม่อมฉัน เป็นคนหยาบช้า ฝ่ามือเปื้อนเลือด มุ่งมั่นอยู่แต่ในการประหัตประหาร ไม่มีความกรุณาปรานีในสัตว์ ท. องคุลิมาลโจรนั้น กระทำหมู่บ้านไม่ให้เป็นหมู่บ้าน กระทำนิคมไม่ให้เป็นนิคม กระทำชนบทไม่ให้เป็นชนบท เขาฆ่าแล้วฆ่าอีกซึ่งหมู่มนุษย์ นำนิ้วมือมาทำเป็นมาลัยแขวนอยู่ หม่อมฉันจักกำจัดมันเสีย.” มหาราชะ ! ถ้ามหาบพิตรจะได้ทรงเห็นองคุลิมาลปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เว้นขาดจาการฆ่า การลักขโมยการพูดเท็จ เป็นผู้มีการฉันอาหารวันหนึ่งหนเดียว ประพฤติพรหมจรรย์ มีศีล มีกัลยาณธรรม ดังนี้แล้ว จะทรงกระทำอย่างไรเล่า ? ________________________________ ๑. คำของพระเจ้าปเสนทิโกศลทูลแด่พระผู้มีพระภาค ที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี. บาลี ม.ม. ๑๓/๔๘๔/๕๒๙.
หน้า 545 T 5.4.22.6
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉันก็จะอภิวาท จะลุกรับ จะนิมนต์หรือเชื้อเชิญด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร หรือจัดการรักษาป้องกันคุ้มครองอย่างเป็นธรรม พระเจ้าข้า ! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็แต่ว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนทุศีล มีธรรมอันลามกนั้น จะกลายเป็นผู้สำรวมด้วยศีลอย่างนี้ พระเจ้าข้า” ! มหาราชะ ! นั่น องคุลิมาลอยู่นั่น. (พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลกลัวจนโลมชาติชูชัน, ได้ตรัสว่า) มหาราชะ ! อย่าได้กลัวเลย. มหาราชะ ! อย่าได้กลัวเลย. ภัยไม่มีแล้วแก่พระองค์ จากองคุลิมาลนี้. (ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงระงับความกลัวแล้ว เข้าไปทำความคุ้นเคยกับภิกษุองคุลิมาล ทรงปวารณาด้วยปัจจัยสี่ แต่พระเถระปฏิเสธ เพราะเป็นผู้สมาทานธุดงค์. พระเจ้าเสนทิโกศล ได้กลับมาเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วกราบทูลว่า :-) “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! น่าอัศจรรย์นัก, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ไม่เคยมีเลย; คือข้อที่พระผู้มีพระภาค ทรงทรมานบุคคลที่ใคร ๆ ทรมานไม่ได้ ทรงกระทำให้รำงับซึ่งบุคคลที่ใคร ๆ ทำให้รำงับไม่ได้ ทรงกระทำความดับเย็นแก่บุคคลผู้ยังไม่ดับเย็น๑ ; ได้แก่ข้อที่หม่อมฉัน ไม่สามารถจะทรมานผู้ใดด้วยอาชญาด้วยศาสตรา ผู้นั้นพระผู้มีพระภาคทรงทรมานแล้วโดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาสตรา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉันขอลาไปบัดนี้ หม่อมฉันมีกิจมาก มีธุระมาก พระเจ้าข้า !” ________________________________ ๑. คำนี้ บาลีว่า อปฺปรินิพฺพุตานํ ปรินิพฺพาเปตา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คำว่า “ปรินิพพาน” นั้น ใช้กับความหมดพยศโดยสิ้นเชิงของโจรที่ร้ายกาจ ก็ได้; เพื่อจะได้เข้าใจความหมาย ของคำคำนี้กันอย่างถูกต้องและครบถ้วนสืบไป ทำนองเดียวกับในบาลีแห่งอื่น ใช้สำหรับสัตว์ เดรัจฉานที่หมดพยศร้าย เพราะการฝึกถึงที่สุด และความที่ถ่านไฟแดง ๆ เย็นลงจนดำ หรือ อาหารที่ร้อน ๆ เย็นลงจึงบริโภคได้ ดังนี้ ก็มี. - ผู้รวบรวม.
หน้า 546 T 5.4.22.8
: ทรงชนะน้ำใจคน โดยทางธรรม ๑ ข้ออื่นยังมีอีก, พระองค์ผู้เจริญ ! มีช่างไม้สองคน ชื่อ อิสิทันตะ และปุราณะ ทั้งสองนายนี้ กินข้าวของหม่อมฉัน ใช้ยวดยานพาหนะของหม่อมฉัน, หม่อมฉันให้เบี้ยเลี้ยงชีพ, ให้ยศศักดิ์แก่เขา, แต่เขาจะมีความเคารพในหม่อมฉันเท่าที่มีในพระผู้มีพระภาค ก็หาไม่. เรื่องที่ล่วงมาแล้ว คือ หม่อมฉันยกเสนาออกไปกำจัดข้าศึก เมื่อจะทดลองช่างไม้สองคนนี้ จึงเข้าไปพักในที่คับแคบแห่งหนึ่ง(เพื่อเห็นกันโดยใกล้ชิด), เขาทั้งสองคน ฆ่าเวลาด้วยการสนทนาธรรมเกือบค่อนรุ่งแล้วนอนหันศรีษะไปทางทิศที่เขาได้ยินข่าวว่าพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ เหยียดเท้ามาทางหม่อมฉัน. พระองค์ผู้เจริญ ! หม่อมฉันมีความรู้สึกว่า อัศจรรย์จริง, ไม่เคยมีเลย, ช่างไม้สองคน กินข้าวของเรา ใช้ยานพาหนะของเรา เราให้ เบี้ยเลี้ยงชีพ และยศศักดิ์แก่เขา แต่เขาหามีความเคารพในเรา เท่าที่เขามีในพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่. ชะรอยคนทั้งสองนี้จะรู้ถึงคุณวิเศษอันโอฬารในศาสนาของพระผู้มีพระภาค เพิ่มขึ้น ๆ เป็นแน่แท้. พระองค์ผู้เจริญ ! แม้นี้ก็เป็น ข้อสังเกตของหม่อมฉัน ในพระผู้มีพระภาค. : ทรงเสมอกับพระเจ้าโกศลโดยวัย อีกข้อหนึ่ง, พระองค์ผู้เจริญ ! พระผู้มีพระภาค ก็เป็นกษัตริย์หม่อมฉันก็เป็นกษัตริย์. พระผู้มีพระภาคเป็นชาวโกศล๒ หม่อมฉันก็เป็น ________________________________ ๑. คำของพระเจ้าปเสนทิโกศล ทูลแด่พระผู้มีพระภาค ที่นิคมเมทฬุปะ แคว้นสักกะ, มีความต่อกันมาตามลำดับ จากเนื้อความข้างต้นอันเกี่ยกับข้อสังเกตในพระผู้มีพระภาคของพระเจ้าปเสนทิโกศล. บาลี ม.ม. ๑๓/๕๑๔/๕๖๘-๕๖๙. ๒. แคว้นสากยะเป็นถิ่นแห่งโกศล. ดังที่ตรัสเอง (ในภาค ๑).
หน้า 547 T 5.4.23.1
ชาวโกศล, พระผู้มีพระภาคมีพระชนม์ ๘๐ หม่อมฉันก็มีอายุ ๘๐, ด้วยเหตุนี้เอง, หม่อมฉันจึงควรทำความเคารพอย่างยิ่ง ในพระผู้มีพระภาค, ควรแสดงความสนิทสนม. ตามเสียงของคณกะโมคคัลลานพราหมณ์ ๑ : ทรงคบและไม่ทรงคบบุคคลเช่นไร พระโคดมผู้เจริญ ! บุคคลทั้งหลายเหล่าใด เป็นผู้ไม่มีศรัทธา มีความเลี้ยงชีวิตเป็นข้อประสงค์ ออกจากเรือนบวชเป็นคนไม่มีเรือนแล้ว เป็นนักบวชอวดดี มีมายา เจ้าเล่ห์ เป็นผู้ฟุ้งซ่าน เป็นผู้ไว้ตัว เป็นผู้กลับกลอก เป็นคนปากกล้า มีวาจาสับส่าย มีทวารอันไม่ระวังแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียรของบุคคลผู้ตื่น ไม่เพ่งในสามัญญคุณ ไม่เคารพยิ่งในสิกขา มีความประพฤติเป็นไปเพื่อความมักมาก มีความประพฤติเป็นไปด้วยอาการลุ่ม ๆ ดอน ๆ เป็นหัวหน้าในทางเชือนแช ทอดธุระในวิเวกเสียแล้วเป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียรอันเลว มีสติอันหลงลืมไม่รู้ตัว เป็นผู้ไม่มั่นคงมีจิตอันหมุนเวียน มีปัญญาอันเขลาทรามดุจคนหูหนวกแลคนเป็นใบ้; พระโคดม ผู้เจริญ ย่อมไม่อยู่ร่วมกับด้วยชนทั้งหลายเหล่านั้น. ส่วนว่า กุลบุตรทั้งหลายเหล่าใด เป็นผู้มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นคนไม่มีเรือนแล้ว ไม่อวดดี ไม่มีมายา ไม่ใช่คนเจ้าเล่ห์ ไม่ใช่คนฟุ้งซ่านไม่ใช่คนไว้ตัว ไม่ใช่คนกลับกลอก ไม่เป็นคนปากกล้า มีวาจาไม่สับส่าย ________________________________ ๑. คำของคณกะโมคคัลลานะ ทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า หลังจากที่พระองค์ได้ทรงบรรยายลักษณะบางอย่างเกี่ยวกับสาวกของพระองค์บางพวกให้เขาฟัง. บาลี อุปริ. ม. ๑๔/๘๗/๑๐๔.
หน้า 548 T 5.4.24
มีทวารอันระวังแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรของบุคคลผู้ตื่น เพ่งในสามัญญคุณ มีความเคารพยิ่งในสิกขา ไม่ประพฤติเป็นไปเพื่อความมักมาก ไม่ประพฤติเป็นไปด้วยอาการลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไม่เป็นหัวหน้าในทางเชือนแช ไม่ทอดธุระในวิเวก มีความเพียรปรารถแล้ว มีตนอันส่งไปแล้ว มีสติอันเข้าไปตั้งอยู่แล้ว เป็นผู้รู้ตัว เป็นผู้มั่นคง มีจิตแน่ว เป็นผู้มีปัญญา หาใช่คนเขลาดังคนหูหนวก คนเป็นใบ้ไม่; พระโคดมผู้เจริญ ย่อมอยู่ ร่วมกับด้วยกุลบุตรทั้งหลายเหล่านั้น. ตามเสียงแห่งมาร ๑ : ทรงตัดรอนอำนาจมารเหมือนเด็กริดรอนก้ามปู ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เปรียบเหมือนสระโบกขรณี มีอยู่ในที่ไม่ไกลจากบ้านหรือนิคม; มีปูอยู่ในสระนั้น. มีเด็กหญิงชายเป็นอันมากออกมาจากหมู่บ้านแล้ว ไปสู่สระโบกขรณี; ถึงแล้วคร่าปูนั้นขึ้นมาจากน้ำ วางลงบนบกแล้วปูชูก้ามใด ๆ ขึ้นมา เด็กหญิงชายเหล่านั้นก็ทำก้ามนั้น ๆ ให้ขาด ให้หัก ให้หลุด ด้วยท่อนไม้หรือก้อนหินกรวด. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ปูนั้นมีก้ามอันขาดแล้วหักแล้วหลุดแล้วอย่างนี้ไม่อาจจะลงไปสู่สระโบกขรณีนั้นเหมือนอย่างเดิมได้อีก, ฉันใด; ทิฏฐิที่เป็นเสี้ยนหนามปกคลุมอยู่ ยักไปยักมา ไม่อยู่ในร่องรอย ใด ๆ ของข้าพระองค์ ทั้งหมดทั้งสิ้น อันพระผู้มีพระภาคทรงกระทำให้ขาดแล้ว หักแล้ว หลุดแล้ว ________________________________ ๑. คำทูลของมาร เมื่อครั้งประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโคร๎ธ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา; เป็นต้น. บาลี สคา. สํ. ๑๕/๑๘๐/๕๐๓.
หน้า 549 T 5.4.24.2
ฉันนั้นเหมือนกัน. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! บัดนี้ข้าพระองค์ ไม่สามารถที่จะ เข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเพื่อหาช่องทำลายล้างอีกต่อไป. : ทรงเป็นก้อนหินให้กาโง่สำคัญว่ามันข้น ลำดับนั้น มารผู้มีบาป ได้กล่าวคาถาเป็นที่ตั้งแห่งความเบื่อหน่ายเหล่านี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ว่า :- “ฝูงกาพากันไปตอมอยู่รอบ ๆ ก้อนหิน ซึ่งมีสีเหมือนมันข้น โดยหวังว่า เราจะได้ของอ่อนกินในที่นั้นบ้าง จะมีรสอร่อย บ้าง. เมื่อไม่ได้รับความอร่อย, ฝูงกาก็พากันบินไปจากที่นั้น. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ก็สังเวชตัวเองเหมือนกา หลงก้อนหิน ฉะนั้น.” คราวนั้น มารผู้มีบาป ครั้นกล่าวคาถาเป็นที่ตั้งแห่งความเบื่อหน่ายเหล่านี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้หลีกจากที่นั้น แล้วไปนั่งคู้บัลลังก์อยู่กลางดิน ในที่ไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาค เงียบสียง มีอาการเก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ เอาไม้ขีดพื้นดินอยู่. : ไม่มีใครนำพระองค์ไปได้ด้วยราคะ (ลำดับนั้น ธิดามาร ชื่อตัณหา อรดี ราคา ได้เข้าไปหามารผู้มีบาป แล้วกล่าว คาถานี้กะมารนั้นว่า :- “ข้าแต่พ่อ ! ท่านเสียใจอยู่ด้วยเรื่องอะไร ท่านต้องเศร้าโศกเพราะ บุรุษใด พวกเราจะผูกพันบุรุษนั้นด้วยบ่วงแห่งราคะ แล้วนำมาให้พ่อ เหมือนนำช้างมาจากป่า บุรุษนั้นจักอยู่ในอำนาจของพ่อ” ดังนี้.)
หน้า 550 T 5.4.24.3
(มารได้ตอบดังนี้ว่า :-) “ ลูกเอ๋ย ! ผู้นั้นเป็นพระอรหันต์ ไปดีแล้วจากโลก ไม่อาจ จะนำมาได้ด้วยบ่วงแห่งราคะดอก. ท่านก้าวล่วงบ่วงมารเสียแล้ว ดังนั้น พ่อจึงโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวง .” : ศัตรูประสบผลเหมือนเอาศีรษะชนภูเขา (...ลำดับนั้น ธิดามารชื่อตัณหา อรดี ราคา ได้เข้าไปหามารผู้มีบาป. มารได้เห็น ธิดาเดินมาแต่ไกล ได้กล่าวคาถาดังนี้ว่า :-) “ ลูกเอ๋ย ! มันจะมีผลเท่ากับ เอาก้านบัวสายไปฟาดภูเขา; หยิกภูเขาด้วยเล็บ; เคี้ยวเหล็กด้วยฟัน; ทูนหินใหญ่แล้ว หาที่ยืนบนน้ำวน ; หรือเอาอกกระแทกตอ; ฉันใด; คนที่จะเอาชนะพระโคดม ก็จะประสบผลเช่นนั้น .” จบผนวกภาค ๔. จบภาค ๔. _________________
หน้า 551 T 5.4.24.3
ภาค ๕ การปรินิพพาน.
หน้า 552 T 5.4.24.3
ภาค ๕ มีเรื่อง :- แปดสิบปียังไม่ฟั่นเฟือน – – ทรงมีความชราทางกายภาพเหมือนคนทั่วไป – – ทรงทำหน้าที่พระพุทธเจ้าบริบูรณ์แล้ว – – เรื่องเบ็ดเตล็ดก่อนหน้าปรินิพพาน – – แผ่นดินไหวเนื่องด้วยการปลงอายุสังขาร– – การปรินิพพาน – – แผ่นดินไหวเนื่องด้วย การปรินิพพาน – – เราเห็นพระองค์ ได้ชั่วเวลาที่ยังปรากฏพระกาย – – การปรินิพพานของพระองค์คือความทุกข์ร้อนของมหาชน – – สังเวชนียสถานสี่.
หน้า 553 T 5.5.1
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาค ๕ การปรินิพพาน. _________________ แปดสิบปียังไม่ฟั่นเฟือน ๑ สารีบุตร ! มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวอย่างนี้ เห็นอย่างนี้ ว่าชั่วเวลาที่บุรุษนี้ยังเป็นหนุ่ม มีผมดำสนิท ประกอบด้วยความหนุ่มแน่น ตั้งอยู่ในปฐมวัย, ก็ยังคงประกอบด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไวอยู่เพียงนั้น, เมื่อใดบุรุษนี้แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลนาน ผ่านวัยไปแล้ว มีอายุ ๘๐ ปี ๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปี จากการเกิด, เมื่อนั้น เขาย่อมเป็นผู้เสื่อมสิ้น จากปัญญาอันเฉียบแหลมว่องไว. สารีบุตร ! ข้อนี้ เธออย่าพึงเห็นอย่างนั้น, เรานี่แลในบัดนี้เป็นคนแก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาแล้ว วัยของเรานับได้ ๘๐ ปี, ...ฯลฯ... ________________________________ ๑. บาลี มหาสีหนาทสูตร มู. ม. ๑๒/๑๖๓/๑๙๒. ตรัสแก่พระสารีบุตร, ที่กลางป่า นอกนครเวสาลี.
หน้า 554 T 5.5.2
สารีบุตร ! ธรรมเทศนาที่แสดงไปนั้น ก็มิได้แปรปรวน บทพยัญชนะแห่งธรรมของตถาคต ก็มิได้แปรปรวน ปฏิภาณในการตอบปัญหาของตถาคตก็มิได้แปรปรวน ฯลฯ, สารีบุตร ! แม้ว่าเธอทั้งหลาย จักนำเราไปด้วยเตียงน้อย (สำหรับหามคนทุพพลภาพ), ความแปรปรวนเป็นอย่างอื่น แห่งปัญญา อันเฉียบแหลม ว่องไว ของตถาคต ก็มิได้มี. สารีบุตร ! ถ้าผู้ใดจะพึงกล่าวให้ถูกให้ชอบว่า “สัตว์มีความไม่หลงเป็นธรรมดา บังเกิดขึ้นในโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่มหาชนเพื่ออนุเคราะห์โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” ดังนี้แล้ว ผู้นั้น พึงกล่าวซึ่งเราผู้เดียวเท่านั้น. ทรงมีความชราทางกายภาพเหมือนคนทั่วไป ๑ (ลำดับนั้น พระอานนท์ผู้มีอายุ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วลูบคลำทั่วพระกายของพระผู้มีพระภาคอยู่ พลางกล่าวถ้อยคำนี้ ว่า :-) “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้น่าอัศจรรย์; ข้อนี้ไม่เคยมีมาก่อน. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! บัดนี้ ฉวีวรรณของพระผู้มีพระภาค ไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนแต่ก่อน และพระกายก็เหี่ยวย่นหย่อนยาน มีพระองค์ค้อมไปข้างหน้า อินทรีย์ ท. ก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ไปหมด ทั้งพระจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ.” อานนท์ ! นั่น ต้องเป็นอย่างนั้น; คือความชรามี (ซ่อน) อยู่ในความหนุ่ม, ความเจ็บไข้มี (ซ่อน) อยู่ในความไม่มีโรค, ความตายมี (ซ่อน) อยู่ในชีวิต; ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๒๘๗/๙๖๓. ตรัสแก่พระอานนท์ ณ มิคารมาตุปราสาท ในปุพพรามใกล้เมืองสาวัตถี.
หน้า 555 T 5.5.3
ฉวีวรรณจึงไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเสียแล้ว และกายก็เหี่ยวหย่อนหย่อนยาน มีตัวค้อมไปข้างหน้า อินทรีย์ ท. ก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปหมด ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ดังนี้. พระผู้มีพระภาค ครั้นตรัสคำนี้แล้ว ได้ตรัสข้อความนี้ (เป็นคำกาพย์กลอน) อีกว่า :- โธ่เอ๋ย ! ความแก่อันชั่วช้าเอ๋ย ! ความแก่ อันทำความ น่าเกลียดเอ๋ย ! กายที่น่าพอใจ บัดนี้ก็ถูกความแก่ย่ำยีหมดแล้ว. แม้ใครจะมีชีวิตอยู่ตั้งร้อยปี ทุกคนก็ยังมีความตายเป็นที่ไปใน เบื้องหน้า. ความตายไม่ยกเว้นให้แก่ใคร ๆ มันย่ำยีหมดทุกคน. ทรงทำหน้าที่พระพุทธเจ้าบริบูรณ์แล้ว ๑ จุนทะ ! ในบัดนี้เราแล เป็นศาสดา บังเกิดขึ้นในโลก เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ, อนึ่ง ธรรม เราได้กล่าวไว้ดีแล้ว ได้ประกาศไว้ดีแล้วเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากห้วงทุกข์ เป็นไปพร้อมเพื่อความสงบรำงับ ชื่อว่าประกาศไว้แล้ว โดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, อนึ่ง สาวกทั้งหลาย เราก็ได้สอนให้รู้แล้วในสัทธรรม, พรหมจรรย์อันบริบูรณ์สิ้นเชิง สำหรับสัตว์เหล่านั้นเราได้กระทำให้แจ่มแจ้ง ทำให้เป็นของหงาย (เข้าใจได้ทันที) ทำให้เป็นบทสงเคราะห์ ทำให้เป็นสิ่งประกอบด้วยความน่าอัศจรรย์ พอเพียงเพื่อให้ประกาศได้ดีด้วย โดยเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (สืบไป) แล้ว. จุนทะ ! ในบัดนี้เราเป็นศาสดาที่แก่เฒ่า รู้ราตรีนาน บวชนาน มีวัยยืดยาวผ่านไปแล้ว โดยลำดับ. จุนทะ ! ในบัดนี้ ภิกษุผู้เถระ ผู้เป็นสาวกของเรา ก็มีอยู่ ล้วนเป็นผู้ฉลาด เป็นผู้จูงได้ เป็นผู้แกล้วกล้า ลุธรรมเป็นเครื่องเกษมจากโยคะแล้ว; ________________________________ ๑. บาลี ปาสาทิกสูตร ปา. ที. ๑๑/๑๓๗/๑๐๕. ตรัสแก่ท่านจุนทสามเณร.
หน้า 556 T 5.5.4.1
สามารถจะบอกสอนสัทธรรม สามารถข่มขี่ถ้อยคำอันเป็นข้าศึกที่บังเกิดแล้วให้สงบราบคาบโดยธรรม แล้วแสดงธรรมพร้อมทั้งความน่าอัศจรรย์ได้. จุนทะ ! ในบัดนี้ ภิกษุผู้ปูนกลาง, ผู้ใหม่, ผู้เป็นสาวกของเราก็มีอยู่. จุนทะ ! ในบัดนี้ภิกษุณีผู้เถระ, ผู้ปูนกลาง, ผู้ใหม่, ผู้เป็นสาวิกาของเราก็มีอยู่. จุนทะ ! ในบัดนี้ อุบาสก ผู้เป็นคฤหัสถ์นุ่งห่มขาว ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้เป็นสาวกของเราก็มีอยู่, ผู้เป็นคฤหัสถ์นุ่งห่มขาว ยังบริโภคกามผู้เป็นสาวกของเราก็มีอยู่. จุนทะ ! ในบัดนี้ อุบาสิกา ผู้เป็นคฤหัสถ์นุ่งห่มขาวประพฤติพรหมจรรย์, และพวกที่ยังบริโภคกาม, ผู้เป็นสาวิกาของเรา ก็มีอยู่. จุนทะ ! ในบัดนี้ พรหมจรรย์ (คือศาสนา) ของเรา มั่งคั่ง เจริญแพร่หลาย เป็นที่รู้จักของมหาชน เป็นปึกแผ่น พอเพื่อเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ประกาศได้ด้วยดี (สืบไป) ได้แล้ว. เรื่องเบ็ดเตล็ดก่อนหน้าปรินิพพาน ๑ : การตรัสภิกษุอปริหานิยธรรม๒ อานนท์ ! เธอจงไป สั่งให้ภิกษุทุกรูปบรรดาอาศัยที่นครราชคฤห์มาประชุมกัน ณ ที่อุปัฏฐานศาลา. (ท่านพระอานนท์ประชุมสงฆ์เสร็จแล้ว กราบทูลให้ทรงทราบ ได้ตรัส ภิกษุอปริหานิยธรรม ๖ หมวด. ดังยกมาเป็นตัวอย่างเพียง ๑ หมวด คือ :-) ________________________________ ๑. บาลี มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๘๕/๖๗. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายโดยมาก, ในที่หลายแห่ง. ๒. บาลี มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๙๒/๗๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่อุปัฏฐานศาลา นครราชคฤห์.
หน้า 557 T 5.5.4.2
ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงอปริหานิยธรรมอีกหมวดหนึ่งแก่เธอ, จงเงี่ยฟัง จงทำในใจให้ดี. (๑) ภิกษุ ท. ! ภิกษุจะไม่เป็นผู้ยินดีในนวกรรม ๑ ไม่ยินดีแล้วในนวกรรม ไม่ประกอบความเป็นผู้ยินดีในนวกรรม อยู่เพียงไร, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุ ท. หวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลย, อยู่เพียงนั้น. (๒) ภิกษุ ท. ! ภิกษุจักไม่เป็นผู้ยินดีในการพูดคุย ไม่ยินดีแล้ว ในการพูดคุย ไม่ประกอบความยินดีในการพูดคุยอยู่เพียงไร, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุ ท. หวังได้อยู่ ไม่มีความเสื่อมอยู่เพียงนั้น. (๓) ภิกษุ ท. ! ภิกษุจักไม่เป็นผู้ยินดีในการนอนหลับ ฯลฯ, (๔) ภิกษุ ท. ! ภิกษุจักไม่เป็นผู้ยินดีในความคลุกคลีกันเป็นหมู่ ๆ ฯลฯ, (๕) ภิกษุ ท. ! ภิกษุจักไม่เป็นผู้มีความปรารถนาเลวทราม(ลามก) ฯลฯ, (๖) ภิกษุ ท. ! ภิกษุจักไม่เป็นผู้คบเพื่อนชั่ว ฯลฯ, (๗) ภิกษุ ท. ! ภิกษุจักไม่เป็นผู้หยุดเลิกเสียในระหว่างเนื่องจากได้บรรลุคุณวิเศษสักเล็กน้อยแล้ว อยู่เพียงไร, ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุ ท. หวังได้ ไม่มีความเสื่อม, อยู่เพียงนั้น. เสด็จสวนอัมพลัฏฐิกา ๒ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักเข้าไปสู่สวนอัมพลัฏฐิกา. (ณ ที่นี้ได้ตรัสเรื่องศีล - สมาธิ - ปัญญา โดยนัยเป็นต้นว่า) ศีลเป็นอย่างนี้ ๆ สมาธิเป็นอย่างนี้ ๆ ปัญญาเป็นอย่างนี้ ๆ. สมาธิ ที่ศีลอบรมส่งเสริมแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก, ปัญญา ที่สมาธิอบรมส่งเสริมแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก, จิต ที่ปัญญาอบรมส่งเสริมแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ. ________________________________ ๑. นวกรรมคือการก่อสร้างสถานที่และวัตถุต่าง ๆ. ๒. บาลี มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๙๖/๗๖.
หน้า 558 T 5.5.4.4
เสด็จเมืองนาลันทา ๑ อานนท์ ! มาเถิด, พวกเราจักไปเมืองนาลันทา. (พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จถึงเมืองนาลันทา ประทับที่ปาวาทิกัมพวัน. ณ ที่นั้นได้ทรงสนทนากับพระสารีบุตร) : สารีบุตร ! เธอกล่าวคมคายนัก, ที่เธอเปล่งสีหนาทยืนยันลงไปว่า “ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค ว่าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าอื่น ที่จะเป็นผู้รู้ยิ่งกว่าพระผู้มีพระภาคเป็นไม่มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีอยู่” ดังนี้ นั้น; สารีบุตร ! เธอล่วงรู้ความรู้สึกภายในใจ ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ที่ล่วงไปแล้ว, - ที่จักมาในอนาคต, - และคือเราในบัดนี้ ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า นั้น ๆ มีศีล, สมาธิ, ปัญญา อย่างนี้ ๆ มีวิหารธรรม มีวิมุตติ อย่างนี้ ๆ หรือ ? “หามิได้ พระองค์ ! ” สารีบุตร ! ทำไมเธอจึงกล่าวคมคายเปล่งสีหนาทยืนยันลงไปดังนั้นเล่า ? “พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ไม่มีญาณกำหนดรู้พระทัยของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งในอดีต อนาคต ปัจจุบัน ก็จริง แต่ การเป็นไปตามทำนองแห่งธรรมนั้น ข้าพระองค์ ทราบแล้ว”. เสด็จบ้านปาฏลิคาม ๒ อานนท์ มาเถิด, พวกเราจะไปสู่บ้านปาฏลิคาม. (ณ ที่นั้น ได้ทรงรับวิหารทานของชาวบ้านบ้านนั้น และตรัสเรื่องศีล) คหบดี ! โทษของศีลวิบัติ ของบุคคล ผู้ทุศีล ๕ ประการ คือย่อมเข้าถึงทางแห่งความเสื่อมโภคทรัพย์อันใหญ่ เนื่องจาก ความประมาท นี้เป็นข้อที่ ๑, ย่อมระบือไปด้วยกิตติศัพท์อันชั่ว นี้เป็นข้อที่ ๒, ________________________________ ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๙๖/๗๗. ๒. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๙๙/๗๘.
หน้า 559 T 5.5.4.6
ย่อมเป็นผู้เก้อเขิน ไม่กล้าหาญ เมื่อเข้าไปสู่บริษัท จะเป็นบริษัท แห่งกษัตริย์พราหมณ์ คหบดี หรือสมณะ ก็ตาม นี้เป็นข้อที่ ๓, ย่อมหลงใหล ทำกาละ (ตาย) นี้เป็นข้อที่ ๔, และ เบื้องหน้าแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกายย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ที่เป็นข้อที่ ๕ ดังนี้. (แล้วตรัสอานิสงส์ ของความถึงพร้อมด้วยศีลโดยนัยตรงกันข้าม). เสด็จบ้านโกฏิคาม ๑ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่บ้านโกฏิคาม. (เสด็จสู่บ้านนี้ โดยข้ามแม่น้ำคงคาด้วยปาฏิหาริย์ คือไม่ใช้เรือแพ ทรงหายจากฝั่งนี้ แล้วปรากฏที่ฝั่งโน้น. ที่บ้านนี้ได้ทรงแสดงอริยสัจจ์ และ ศีล - สมาธิ - ปัญญา). ภิกษุ ท. ! เพราะการไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริสัจจ์สี่ประการ จึงทำให้เราและพวกท่าน ท่องเที่ยวไปในสงสารสิ้นกาลนาน, ฯลฯ. เสด็จหมู่บ้านนาทิกะ ๒ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปหมู่บ้านนาทิกะ (ณ ที่นี้ประทับที่บ้านพักอันก่อด้วยอิฐ ได้ตรัสตอบคำถามของพระอานนท์ ถึงเรื่องคติในภพหน้าของชนเป็นอันมากผู้ทำกาละแล้วในหมู่บ้านนั้น). อานนท์ ! ภิกษุสาฬ๎หะ (มรณภาพแล้วในบ้านนาทิกะนี้) หาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะ ท. เธอทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้แล้วแลอยู่แล้ว (บรรลุพระอรหันต์แล้ว). อานนท์ ! ภิกษุณีนันทาเป็นผู้โอปปาติกะ เพราะความสิ้นไปแห่งสัญโญชน์ในเบื้องต่ำ ๕ อย่าง จักปรินิพพานในภพ (สุทธาวาส) นั้น ไม่กลับมา จากโลกนั้นอีก (คือเป็นอนาคามี). ________________________________ ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๐๖/๘๖. ๒. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๐๘/๘๙.
หน้า 560 T 5.5.4.6
อานนท์ ! อุบาสกสุทัตตะ เป็นสกทาคามี เพราะหมดสัญโญชน์สามอย่าง และมีราคะโทสะโมหะบางเบา, จักมาสู่โลกนี้อีกคราวเดียว แล้วถึงที่สุดแห่งทุกข์. อานนท์ ! อุบาสิกาสุชาตา เป็นโสดาบัน เพราะหมดสัญโญชน์สามอย่าง, มีความไม่ตกต่ำ (ลงอบาย) เป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง (ต่อนิพพาน) เป็นผู้มีการตรัสรู้ในเบื้องหน้า. อานนท์ ! อุบาสกกกุธะ อุบาสกการฬิมภะ อุบาสกนิกฏะ อุบาสก กฏิสสหะ อุบาสกตุฏฐะ อุบาสกสันตุฏฐะ อุบาสกภฏะ อุบาสกสุภฏะ และอุบาสกอีก ๕๐ กว่าคน ทุกคนล้วนแต่เป็นโอปปาติกะ เพราะความสิ้นไปแห่งสัญโญชน์ในเบื้องต่ำห้าอย่าง จักปรินิพพานในภพ (สุทธาวาส) นั้น ไม่เวียนกลับจากโลกนั้น เป็นธรรมดา, (คือเป็นอนาคามี). อานนท์ ! อุบาสกอีก ๙๖ คน ในบ้านนาทิกะที่ทำกาละแล้ว เธอเป็นสกทาคามี เพราะหมดสัญโญชน์สามอย่าง และมีราคะโทสะโมหะบางเบา, จักมาสู่โลกนี้อีกคราวเดียว แล้วถึงที่สุดแห่งความทุกข์. อานนท์ ! อุบาสกอีก ๕๑๐ คน ในบ้านนาทิกะ ที่ทำกาละแล้ว, เธอเป็นพระโสดาบัน เพราะหมดสัญโญชน์สามอย่าง, มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาเที่ยงแท้ (ต่อนิพพาน) มีการตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า. (ต่อจากนี้ ได้ตรัสเครื่องวัดสำหรับตนเองว่าเป็นผู้บรรลุโสดาบันหรือไม่, วัดด้วยการมีความเชื่อ ความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวใน พระพุทธ - พระธรรม - พระสงฆ์ - และมีศีลบริสุทธิ์อย่างยิ่ง).
หน้า 561 T 5.5.4.8
เสด็จเมืองเวสาลี ๑ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่เมืองเวสาลี. (ณ ที่นี้ ประทับที่สวนป่าอัมพปาลีวัน, ตรัสสติปัฏฐานทั้งสี่แก่ภิกษุ ท. นางอัมพปาลีเข้าเฝ้าทูลให้รับนิมนต์ฉันเสียก่อนพวกเจ้าลิจฉวี แล้วเยาะเย้ยเจ้าลิจฉวี ด้วยการขับรถกระทบ, นางอัมพปาลีได้ถวายสวนนั้นเป็นของสงฆ์ทรงประทับพอควร, และได้ตรัส ศีลสมาธิปัญญา โดยนัยเดียวกับที่อัมพลัฏฐิกา). เสด็จบ้านเวฬุวคาม ๒ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่บ้านเวฬุวคาม. (ณ ที่บ้านนั้น ตรัสให้ภิกษุสงฆ์จำพรรษา), ภิกษุ ท. ! เอาเถิด, พวกเธอจงจำพรรษาในเขตเมืองเวสาลีโดยรอบ ๆ ตามพวกมิตรสหายและชาวเกลอเถิด, ส่วนเราจักจำพรรษา ณ บ้านเวฬุวคามนี้แล. (ภิกษุ ท. จำพรรษาตามพอใจแล้ว, ในพรรษา พระองค์ประชวรหนักจวนสิ้นพระชนมายุ แต่ทรงมีสติสัมปชัญญะไม่กระวนกระวาย, ทรงดำริว่า ต้องแจ้งให้อุปัฏฐาก และภิกษุสงฆ์ ทราบล่วงหน้าเสียก่อนแล้วปรินิพพานจึงจะควร ครั้นหายประชวรแล้วได้ตรัสกะพระอานนท์ผู้ทูลสรรเสริญถึงความอดกลั้นต่อทุกขเวทนาของพระองค์เอง, และท่าน หวังว่าคงยังไม่ทรง นิพพานก่อน แต่จะตรัสเรื่องสำคัญอีก). อานนท์ ! ภิกษุสงฆ์จักยังหวังอะไรในเราอีกเล่า, ธรรม เราได้แสดงแล้วไม่ขาดระยะ ไม่มีอีกนอกจากที่แสดงแล้ว ไม่มีกำมือในธรรม (คือธรรมที่ ยังกำไว้ไม่เปิดเผยให้ดู) แก่ตถาคตเลย. ... ฯลฯ... อานนท์ ! บัดนี้เราแก่เฒ่าเป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยนานโดยลำดับ. วัยของเราเป็นมาได้ ๘๐ ปีแล้ว. อานนท์ ! กายของตถาคตคร่ำคร่าแล้ว เปรียบเหมือนเกวียนคร่ำคร่า ที่เขาซ่อมแซมปะทะปะทังไว้ด้วยไม้ไผ่. ________________________________ ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๑๒/๙๐. ๒. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๑๖/๙๓.
หน้า 562 T 5.5.4.9
อานนท์ ! สมัยใด ตถาคตเข้าสู่เจโตสมาธิ ที่ไม่มีนิมิต เพราะไม่ทำนิมิตทั้งปวงไว้ในใจ ดับเวทนาบางพวกเสีย แล้วแลอยู่; อานนท์ ! กายของตถาคต ย่อมผาสุกยิ่งนัก. (ต่อจากนี้ตรัสให้มีธรรม หรือตัวเองเป็นที่พึ่ง, คือสติปัฏฐานสี่). เสด็จทิวาวิหาร ที่ปาวาลเจดีย์ ๑ อานนท์ ! เธอจงถือผ้าปูนั่งไป เราจักไปสู่ปาวาลเจดีย์ เพื่อนั่งพักตลอดเวลากลางวัน. (ณ ที่นี้ ได้ตรัสอานุภาพของอิทธิบาทสี่ประการ ว่าอาจทำบุคคลผู้เจริญได้เต็มที่ ให้มีชีวิตอยู่กัปป์หนึ่งก็ได้ แต่พระอานนท์มิได้ทูลขอให้ทรงอยู่ เพราะรู้ไม่ทัน, ทรงขับพระอานนท์ไปแล้ว มารได้ฟื้นคำสัญญาเรื่องจะปรินิพพานในเมื่อพระศาสนาเป็นปึกแผ่นดีแล้ว พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยในการปรินิพพาน เรียกว่าปลงอายุสังขาร, แผ่นดินไหวและตรัสเหตุ ที่ทำให้แผ่นดินไหว, คือลมกำเริบ, ผู้มีฤทธิ์บันดาล, โพธิสัตว์จุติ, ประสูติ, ตรัสรู้, แสดงธรรมจักร, ปลงอายุสังขาร, ปรินิพพาน). อานนท์ ! เมื่อตะกี้นี้ มารผู้ใจบาป ได้เข้ามาหาเรา ที่ปาวาลเจดีย์นี้, ยืนอยู่ ณ ที่ข้างหนึ่ง แล้วกล่าวแก่เราว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าจงปรินิพพานเสียเถิด, บัดนี้ถึงเวลาปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้แต่ก่อนว่า๒ ‘มาร, เราจักยังไม่ปรินิพพาน จนกว่า พวกภิกษุสาวก ภิกษุณีสาวิกา อุบาสกสาวก อุบาสิกาสาวิกา จัดมีพร้อมบริบูรณ์, จนกว่าพรหมจรรย์ (คือศาสนา) จักมั่งคั่ง เจริญ แพร่หลาย เป็นที่รู้จักของมหาชน เป็นปึกแผ่นพอเพื่อมนุษย์และเทวดา ท. ประกาศได้ด้วยดี (สืบไป)’ ดังนี้, พระองค์ผู้เจริญ ! บัดนี้พรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาค มั่งคั่ง ฯลฯ แล้ว ขอพระผู้มีพระภาคจงปรินิพพานเถิด, ขอพระสุคตจงปรินิพพานเถิด” ดังนี้. เราตอบว่า “มารผู้ใจบาป ! เธอไม่ต้อง ________________________________ ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๑๖/๙๔. ๒. ตรัสไว้เมื่อตรัสรู้ใหม่ ๆ, เปิดดูภาค ๓ ตอนตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ.
หน้า 563 T 5.5.4.10
ขวนขวายดอก, ไม่นานเลย ตถาคตจักปรินิพพาน, อีกสามเดือนจากนี้ ตถาคต ก็จักปรินิพพาน”, ดังนี้. ทรงปลงอายุสังขาร ๑ อานนท์ ! บัดนี้ เรามีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุสังขารแล้ว ณ ปาวาลเจดีย์นี้. (พระอานนท์ได้สติจึงทูลขอให้ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ด้วยอิทธิบาทภาวนากัปป์หนึ่ง หรือยิ่งกว่ากัปป์; ทรงปฎิเสธ), อานนท์ ! อย่าเลย, อย่าวิงวอนตถาคตเลยมิใช่เวลาจะวิงวอนตถาคตเสียแล้ว. ( พระอานนท์ทูลวิงวอนอีกจนครบสามครั้ง ได้รับพระดำรัสตอบอย่างเดียวกัน, ตรัสว่าเป็นความผิดของพระอานนท์ผู้เดียว, แล้วทรงจาระไนสถานที่ ๑๖ แห่ง ที่เคยให้โอกาสแก่พระอานนท์ในเรื่องนี้ แต่พระอานนท์รู้ไม่ทันสักครั้งเดียว). อานนท์ ! ในที่นั้น ๆ ถ้าเธอวิงวอนตถาคต ตถาคตจักห้ามเสียสองครั้ง แล้วจักรับคำในครั้งที่สาม, อานนท์ ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ จึงเป็นความผิดพลาด ของเธอแต่ผู้เดียว. อานนท์ ! ตถาคตได้บอกแล้วมิใช่หรือ ว่า สัตว์จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น, สัตว์จะได้ตามปรารถนา ในสังขารนี้ แต่ที่ไหนเล่า, ข้อที่สัตว์จะหวังเอาสิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีการแตกดับเป็นธรรมดา ว่า สิ่งนี้อย่าฉิบหายเลย ดังนี้ ย่อมไม่เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้. อานนท์ ! สิ่งใดที่ตถาคต พ้นแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว สิ่งนั้นคืออายุสังขารที่ตถาคตปลงแล้ว, ตถาคตกล่าววาจาตายตัวแล้ว ว่าจักมีการปรินิพพานในไม่ช้า, ตถาคตจักปรินิพพานต่อครบสามเดือน จากนี้, การที่จะคืนคำนั้น แม้เพราะเหตุจะต้องเสียชีวิต ก็ไม่เป็นสิ่งจะเป็นไปได้เลย. ________________________________ ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๓๔/๑๐๒.
หน้า 564 T 5.5.5.1
แผ่นดินไหวเนื่องด้วยการปลงอายุสังขาร ๑ อานนท์ ! เหตุปัจจัยที่ทำให้ปรากฏการไหวแห่งแผ่นดินอันใหญ่หลวงมีอยู่ ๘ ประการ. .... อานนท์ ! ในกาลใด ตถาคต มีสติ สัมปชัญญะ ปลงอายุสังขาร; ในกาลนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน. อานนท์ ! นี่เป็นเหตุที่ ๗ เป็นปัจจัยที่ ๗ แห่งการปรากฏการไหวของแผ่นดินอันใหญ่หลวง. เสด็จป่ามหาวัน ๒ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่ป่ามหาวัน, เราจักไปยังกูฏาคารศาลา. อานนท์ ! เธอจงให้ภิกษุทุกรูป บรรดาอาศัยเมืองเวสาลี มาประชุมพร้อมกัน ที่อุปัฏฐานสาลาเถิด. (ครั้นภิกษุประชุมพร้อมกันแล้ว ได้ตรัสอภิญญาเทสิตธรรม ดังนี้) : ภิกษุ ท. ! ธรรมเหล่าใดที่เราแสดงแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง, ธรรมเหล่านั้น พวกเธอพึงเรียนเอาให้ดี พึงเสพให้ทั่ว พึงเจริญ ทำให้มาก โดยอาการที่พรหมจรรย์ (คือศาสนา) นี้ จักมั่นคง ตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน, ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์โลก, เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดา และมนุษย์ ท. ภิกษุ ท. ! ธรรมเหล่าไหนเล่า ที่เราแสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ฯลฯ, คือ สติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่ อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด อริยมรรคมีองค์แปด. ________________________________ ๑. บาลี มหา. ที. ๑๐/๑๒๖, ๑๒๗/๙๘; อฎฺฐก. อํ. ๒๓/๓๒๒, ๓๒๓/๑๖๗. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ปาวาลเจดีย์ เมืองเวสาลี. ๒. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๓๙/๑๐๖.
หน้า 565 T 5.5.5.2
ภิกษุ ท. ! บัดนี้เราจักเตือนท่านทั้งหลาย : สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด, การปรินิพพานของตถาคต จักมีในกาลไม่นานเลย, ตถาคตจักปรินิพพาน โดยกาลล่วงไปแห่งสามเดือนจากนี้. สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่, ทั้งที่เป็น คนพาลและบัณฑิต, ทั้งที่มั่งมี และยากจน ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึง ในเบื้องหน้า. เปรียบเหมือนภาชนะดิน ที่ช่างหม้อปั้นแล้ว ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกแล้ว และยังดิบ ล้วนแต่มีการแตกทำลายเป็นที่สุด ฉันใด; ชีวิตแห่งสัตว์ ท. ก็มีความตายเป็นเบื้องหน้า ฉันนั้น. วัยของเรา แก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราริบหรี่แล้ว, เราจักละพวกเธอไป. สรณะของตัวเองเราได้ทำไว้แล้ว. ภิกษุ ท. ! วกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีล เป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษา ซึ่งจิตของตนเถิด. ในธรรมวินัยนี้, ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ ประมาทแล้ว จักละชาติสงสาร ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. เสด็จบ้านภัณฑคาม ๑ อานนท์ ! การเห็นเมืองเวสาลีของตถาคตครั้งนี้ เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย, มาเถิด, อานนท์ ! เราจักไปสู่บ้านภัณฑคาม. (ณ ที่นี้ได้ตรัสธรรมเทศนา ________________________________ ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๔๒/๑๐๙.
หน้า 566 T 5.5.5.3
หลายอย่าง มีใจความเป็นต้นว่า เพราะไม่รู้แจ้งแทงตลอด ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ จึงต้องท่องเที่ยวไปในสงสาร ทั้งพระองค์เองและผู้อื่น). ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ อันไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า, เหล่านี้ เป็นสิ่งที่พระโคตมะผู้มีเกียรติยศ ได้รู้ได้ถึงแล้ว. ครั้นรู้แล้ว ย่อมบอกแก่ภิกษุ ท. พระศาสดา ผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้ว ก็ปรินิพพาน อย่างลืมตา. (ต่อจากนี้ได้ตรัสศีล - สมาธิ - ปัญญา โดยนัยเดียวกับที่ตรัสที่สวนอัมพลัฏฐิกา อีกเป็นอันมาก). เสด็จบ้านหัตถิคาม โดยลำดับ ๑ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่บ้านหัตถิคาม, บ้านอัมพคาม, บ้านชัมพุคามและโภคนคร. (ที่โภคนครประทับที่อานันทเจดีย์, ได้ตรัสหลักมหาปเทสสำหรับเทียบเคียงในการวินิจฉัยว่า ถ้ามีคำกล่าวอย่างนี้ ๆ และอ้างว่าเป็นพุทธวจนะ, จะจริงหรือไม่). ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุในธรรมวินัยนี้ จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าฟังมาแล้ว ได้รับมาแล้ว เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค ว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา, ดังนี้, พวกเธออย่าเพ่อรับรอง, อย่าเพ่อคัดค้าน. เธอกำหนดเนื้อความนั้นให้ดี แล้ว นำไปสอบสวนในสูตร นำไปเทียบเคียงในวินัย, ถ้าลงกันไม่ได้ เทียบเคียงกันไม่ได้ พึงแน่ใจว่า นั้นไม่ใช่คำของพระผู้มีพระภาคแน่นอน ภิกษุรูปนั้นจำมาผิด, พวกเธอพึงทิ้งคำเหล่านั้นเสีย; ถ้าลงกันได้ เทียบเคียงกันได้ พึงแน่ใจว่า นั่นเป็นคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่แล้ว ภิกษุรูปนั้นจำมาอย่างดีแล้ว, พวกเธอพึงรับเอาไว้. นี่เป็นมหาปเทส ข้อที่หนึ่ง, (ข้อต่อไปความอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่คำอ้าง, ข้อที่สองอ้างว่า รับฟังมาจากสงฆ์ พร้อมทั้งเถระหัวหน้า อยู่ในอาวาสโน้น ๆ, ข้อที่สามรับฟังมาจาก ________________________________ ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๔๔/๑๑๒.
หน้า 567 T 5.5.5.5
คณะเถระพหุสูต ผู้มีการศึกษา ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ในอารามโน้น ๆ, ข้อที่สี่รับฟังมาจากภิกษุเถระพหุสูต ผู้มีการศึกษา ทรงธรรมทรงวินัย ทรงมาติกา อยู่ในอาวาสโน้น ๆ. แล้วทรงแสดง ศีล-สมาธิ-ปัญญา โดยนัยเดียวกับที่สวนอัมพลัฏฐิกา อีกเป็นอันมาก). เสด็จเมืองปาวา ๑ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่เมืองปาวา, (ที่นี้ ประทับที่สวนมะม่วงของนายจุนท์ กับมารบุตร. ทรงแสดงธรรมแก่นายจุนท์ และเสด็จไปรับภัตตาหารที่บ้านในวันรุ่งขึ้น). จุนทะ ! สูกรมัททวะ๒ ที่จัดไว้ จงนำมาเลี้ยงเรา, ขาทนียะ โภชนียะอย่างอื่น ที่ตกแต่งไว้ จงนำไปเลี้ยงภิกษุสงฆ์. จุนทะ ! สูกรมัททวะที่เหลือนี้ท่านจงฝังเสียในบ่อ เราไม่มองเห็นใครในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ที่บริโภคแล้ว จักให้ย่อยได้, นอกจากตถาคต, (ต่อจากนี้ก็ประชวร ด้วยโรคปักขันทิกาพาธ อย่างกล้า จวนสิ้นพระชนมายุ). เสด็จเมืองกุสินารา ๓ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปเมืองกุสินารา, (แล้วเสด็จทั้งที่ยังประชวร, ในกลางทาง ทรงแวะนั่ง ณ ร่มไม้แห่งหนึ่ง), อานนท์ ! เธอจงปูผ้าสังฆาฏิที่พับเป็นสี่ชั้น ________________________________ ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๔๗/๑๑๗. ๒. คำบาลีว่า สูกรมัททวะ นี้ เคยแปลตาม ๆ กันมาว่า เนื้อสุกรอ่อน, บัดนี้การค้นคว้าของ นักศึกษาทั่วไป ได้ก้าวหน้าไปจนถึงกับไม่ถือว่า แปลอย่างนั้นเป็นคำแปลที่ถูกต้อง น่าจะ เป็นหัวพืชมีพิษชนิดใดชนิดหนึ่งมากกว่า, ในที่นี้จึงไม่อาจแปลว่าเนื้อสุกร เหมือนที่แล้วมา คงทิ้งทับศัพท์ไว้เป็นภาษาบาลีเดิม คือ สูกรมัททวะ ไม่ต้องแปล. ๓. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๔๙/๑๑๗.
หน้า 568 T 5.5.5.5
ให้เราเถิด เราลำบากกายนัก, จักนั่งพัก, อานนท์ ! เธอจงนำน้ำดื่มมาให้เรา, เราระหายนัก. (พระอานนท์ทูลผัดว่า เกวียนห้าร้อยเพิ่งจะผ่านไป น้ำขุ่นหมด, ขอให้ทรงทนไปหาน้ำมี่แม่น้ำกกุธนทีข้างหน้า จนตรัสซ้ำถึง ๒ ครั้ง พระอานนท์จึงไปตักน้ำ แต่น้ำมิได้ขุ่นเลย, กลับมาแล้วทูลความอัศจรรย์ข้อนี้. ต่อจากนี้ ทรงพบและสนทนาเรื่องสมาธิอย่างยิ่ง กับปุกกุสะ มัลลบุตร ดังที่กล่าวแล้วในภาค ๔ ตอน “ทรงมีฌานที่แน่วแน่ชั้นพิเศษ”. ในที่สุด เขารับถือสรณะแล้วถวายผ้าเนื้อดีสองผืน). ปุกกุสะ ! ถ้าอย่างนั้น เธอจงคลุมให้เราผืนหนึ่ง, อีกผืนหนึ่ง ให้อานนท์เถิด. (แต่เมื่อปุกกุสะทำดังนั้นหลีกไปแล้ว พระอานนท์น้อมเข้าไปสู่พระกายพระผู้มีพระภาคทั้งสองผืน เห็นพระฉวีผ่องใสยิ่งนัก ก็ทูลถาม). อานนท์ ! เป็นอย่างนั้น, กายของตถาคต ย่อมมีฉวีผุดผ่องในกาลสองครั้ง คือ ในราตรีที่ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ, และราตรี ที่ตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. อานนท์ ! การปรินิพพานของตถาคตจักมีในระหว่างต้นสาละคู่ ในสวนสาละอันเป็นที่แวะพักกลางทาง ของพวก มัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา ในตอนปัจฉิมยามแห่งคืนนี้. มาเถิด, อานนท์ ! เราจักไปยังแม่น้ำกกุธนทีด้วยกัน. (ทรงสรงในแม่น้ำแล้ว เสด็จเข้าสวนอัมพวัน ประทับนอนสีหเสยยา เพื่อพักผ่อนบนสังฆาฏิพับเป็นสี่ชั้น ปูถวายโดยพระจุนทกะ, และตรัสปรารถถึงนายจุนท์). อานนท์ ! คงมีใครทำความเดือดร้อนให้แก่ จุนทะ กัมมารบุตรโดยกล่าวว่า “จุนทะ ! การที่ท่านถวายบิณฑบาตเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งหาได้โดยยากนั้น ไม่เป็นลาภเสียแล้ว” ดังนี้. อานนท์ ! เธอพึงกำจัดความเดือดร้อนนั้นเสีย โดยกล่าวว่า “จุนทะ ! การถวายบิณฑบาตครั้งสุดท้ายของท่านเป็นความดีแล้ว เป็นลาภของท่านแล้ว, เราได้ฟังมาแล้วเฉพาะพระพักตร์ว่า
หน้า 569 T 5.5.6.1
บิณฑบาตทั้งสอง มีผลเสมอกัน มีผลยิ่งยอดกว่าบิณฑบาตอื่น ๆ คือ บิณฑบาตที่พระตถาคตเจ้าเสวยแล้ว ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ อย่าง ๑ และที่เสวยแล้วเสด็จปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ อย่าง ๑. กุศลกรรมที่นายจุนทะสร้างสมแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ อายุ วรรณะ สุขะ ยศ สวรรค์ และความเป็นใหญ่.” อานนท์ ! เธอพึงกำจัดความเดือดร้อนของนายจุนทะ กัมมารบุตรด้วยการ กล่าวอย่างนี้ แล (แล้วทรงเปล่งพระอุทานนี้) : บุญ ย่อมเจริญ งอกงาม แก่ทายก ผู้ให้อยู่ ๆ, เวร ย่อมไม่สืบต่อ แก่บุคคลผู้ระงับเวรเสียได้, คนฉลาดเท่านั้น, ละบาปเสียได้แล้ว ก็นิพพาน เพราะความสิ้นไปแห่ง ราคะ โทสะ และโมหะ. การปรินิพพาน หรือ การประทับสีหเสยยา ครั้งสุดท้าย ๑ อานนท์ ! มาเถิด, เราจักไปสู่ฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำหิรัญญวดี, ไปยังสวนป่าสาละเป็นที่แวะพักของมัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา. (ครั้นถึงที่นั้นแล้ว ตรัสสั่งให้ตั้งเตียงปรินิพพาน). อานนท์ ! เธอจงจัดตั้งเตียงน้อย ระหว่างต้นสาละคู่ มีศีรษะทางทิศเหนือ เราลำบากกายนัก, จักนอน. (ประทับสีหเสยยาแล้ว มีอัศจรรย์ ดอกสาละผลิผิดฤดูกาล ________________________________ ๑. มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘.
หน้า 570 T 5.5.6.3
โปรยลงบนพระสรีระ, ดอกมัณฑารพ จุรณ์ไม้จันทน์, ดนตรีล้วนแต่ของทิพย์ ได้ตกลงและ บรรเลงขึ้น; เพื่อบูชาพระตถาคตเจ้า). อานนท์ ! การบูชาเหล่านี้ หาชื่อว่า ตถาคตเป็นผู้ที่ได้รับสักการะเคารพ นับถือ บูชา แล้วไม่. อานนท์ ! ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใดประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง, ปฏิบัติตามธรรมอยู่; ผู้นั้นชื่อว่าย่อมสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคต ด้วยการบูชาอันสูงสุด. อานนท์ ! เพราะฉะนั้นเธอพึงกำหนดใจว่า ‘เราจักประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่’ ดังนี้. (ต่อจากนี้ ทรงขับท่านพระอุปวาณะ ที่เข้ามาอยู่งานพัด, พระอานนท์ทูลถามถึงเหตุที่ขับ, ตรัสตอบดังต่อไปนี้) : อานนท์ ! พวกเทวดาในโลกธาตุทั้งสิบโดยมาก มาประชุมกันแล้วเพื่อเห็นตถาคต. อานนท์ ! สวนป่าสาละที่แวะพักของมัลลกษัตริย์แห่งเมือง กุสินารา ๑๒ โยชน์โดยรอบ มิได้มีที่ว่างแม้เท่าปลายขนทราย ที่เทวดามีศักดิ์มิได้ตั้งอยู่. เทวดา ท. ย่อมยกโทษว่า ‘เราทั้งหลายมาแต่ไกลเพื่อเห็นพระตถาคต, ต่อนานนักพระตถาคตจึงจะเกิดขึ้นในโลก สักคราวหนึ่ง และการปรินิพพานของพระตถาคต ก็จักมีในปัจฉิมยามแห่งราตรีวันนี้ ก็พระภิกษุผู้มีศักดิ์ใหญ่รูปนี้มายืนเสียตรงพระพักตร์ บังอยู่, เรา ท. ไม่ได้เห็นพระตถาคตในกาลสุดท้าย’ ดังนี้. (ต่อจากนี้ พระอานนท์ทูลถามถึงความรู้สึกภายในใจของพวกเทวดา ได้ตรัสดังต่อไปนี้ :-) อานนท์ ! มีพวกเทวดา ผู้มีความสำคัญในอากาศ ว่าเป็นแผ่นดิน, และพวกที่มีความสำคัญในแผ่นดิน ว่าแผ่นดิน พากันสยายผม ร้องไห้ คร่ำครวญ กอดแขนร้องไห้คร่ำครวญ ล้มกลิ้งเกลือกไปมา ดุจว่ามีเท้าถูกตัด ขาดออก, รำพันอยู่ว่า ‘พระผู้มีพระภาคจักปรินิพพาน เสียเร็วนัก, พระสุคต
หน้า 571 T 5.5.6.4
จักปรินิพพานเสียเร็วนัก, พระผู้เป็นดวงจักษุในโลก จักดับหายไปเสียเร็วนัก’, ดังนี้. ส่วนเทวดาเหล่าใด ปราศจากราคะแล้ว, เทวดา ท. เหล่านั้น มีสติ สัมปชัญญะ อดกลั้นด้วยรู้สึกว่า ‘สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง, ข้อที่จะให้ได้ตามใจหวังในเรื่องนี้นั้น สัตว์จักได้มาแต่ที่ไหนเล่า’ ดังนี้. (ต่อจากนี้ พระอานนท์ทูลถึง เมื่อไม่มีพระองค์แล้วสาวกก็ไม่ได้พบปะกันเหมือนดั่งบัดนี้, ทรงแสดงสถานที่สี่แห่ง คือที่ประสูติ, ตรัสรู้, แสดงธรรมจักร, และนิพพาน ว่าเป็นที่ควรเห็นและพบปะกันของพุทธบริษัท ดังที่ปรากฏอยู่ในเรื่องสุดท้ายของภาคนี้. ต่อจากนั้น ตรัสเรื่อง การปฏิบัติในสตรี คือ การไม่พบปะด้วย, ถ้าต้องพบปะก็ไม่พูด, ถ้าต้องพูดพึงมีสติ, ต่อจากนั้น พระอานนท์ได้ทูลถามถึงการจัดพระศพ). อานนท์ ! พวกเธออย่าขวนขวาย เพื่อจัดการบูชาสรีระของตถาคตเลย, จงสืบต่อ จงพยายาม ในประโยชน์ของตน (คือการตั้งหน้าปฏิบัติ) เถิด, จงอย่าประมาท จงมีความเพียร กำหนดอยู่ในประโยชน์ของตนเถิด. อานนท์ ! กษัตริย์, พราหมณ์, หรือคหบดี ผู้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ในตถาคตก็มีอยู่, เขาเหล่านั้น จักจัดการบูชาสรีระของตถาคต. “ข้าแต่พระองค์ ! เขาเหล่านั้น พึงจัดการอย่างไร ?” อานนท์ ! เขาพึงจัดเหมือนที่จัดในสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิ : เขาพันสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่ แล้วซับสำลี แล้วพันด้วยผ้าใหม่โดยอุบายนี้ ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญลงในรางเหล็กเต็มด้วยน้ำมัน ปิดด้วยรางเหล็กอีกรางหนึ่ง กระทำจิตกาธานด้วยของหอมทุกอย่างแล้ว จึงถวายพระเพลิง, กระทำสถูป (ที่ระลึก) สำหรับพระมหาจักรพรรดิ ไว้ ณ หนทางสี่แยก. อานนท์ ! ชนเหล่านั้นพึงปฏิบัติในสรีระของตถาคต เช่นเดียวกับที่ชนทั้งหลายปฏิบัติในสรีระของพระมหาจักรพรรดิ นั้นแล, ชนเหล่าใดวางพวงมาลัย หรือของหอม หรือจุรณ์หอม ณ ที่นั้นก็ดี หรืออภิวาท, หรือทำความเลื่อมใส อยู่ในจิตก็ดี, ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อ
หน้า 572 T 5.5.6.6
ประโยชน์ เพื่อความสุขแก่เขาสิ้นกาลนาน. (ต่อจากนั้นตรัสเรื่องเกี่ยวกับบุคคลควรแก่การก่อสถูป ๔ จำพวกคือ พระตถาคต, พระปัจเจกพุทธะ, พระสาวก, พระเจ้าจักรพรรดิ, พระอานนท์เลี่ยงไปยืนเหนี่ยวไม้เต้ากปิสีสะ ร้องไห้อยู่, ตรัสให้ไปเรียกตัวมา ตรัสสรรเสริญว่าเป็นยอดของอุปัฏฐากผู้หนึ่ง ในบรรดายอดอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าทั้งปวง. และสรรเสริญการรอบรู้ในหน้าที่นี้ และการกล่าววาจาเป็นที่ชอบใจแก่ผู้เข้าไปคบหา, ต่อจากนั้น พระอานนท์ทูลขอให้เสด็จไปปรินิพพานเมืองอื่น เพราะเมืองนี้เป็นเมืองกิ่ง เมืองดอน). อานนท์ ! เธออย่ากล่าวว่า เมืองน้อย เมืองดอน กิ่งเมือง ดังนี้เลยครั้งก่อนโน้น ราชาพระนามว่ามหาสุทัศน์ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิธรรมราชามีอาณาเขตกระทั่งมหาสมุทรทั้งสี่ ชนะสงคราม มีชนบทมั่งคั่ง ประกอบด้วยรัตนะ ๗ ชนิด. อานนท์ ! เมืองกุสินารานี้แล เป็นราชธานีของพระเจ้า มหาสุทัศน์ (ในครั้งนั้น) ชื่อว่ากุสาวดี ยาวทางบุรพทิศ และปัจฉิมทิศ ๑๒ โยชน์กว้างทางอุตตรทิศ และทักขิณทิศ ๗ โยชน์ เกลื่อนกล่นด้วยหมู่มนุษย์ ฯลฯ. อานนท์ ! เธอจงเข้าไปในเมืองกุสินารา จงบอกแก่มัลลกษัตริย์ ท. แห่งเมืองกุสินาราว่า ‘ดูก่อนกษัตริย์ผู้วาเสฏฐโคตร ท. ! ในยามสุดท้ายแห่งราตรีวันนี้ การปรินิพพานของพระตถาคตเจ้าจักมี. เชิญท่าน ท. รีบไป, ขออย่าต้องเดือดร้อนในภายหลังว่า การปรินิพพานของพระตถาคตเจ้า ได้มีแล้วในคามเขตของพวกเรา แต่พวกเรามิได้เห็นพระตถาคตเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย’. (พระอานนท์ผู้เดียวเข้าไปแจ้งแก่มัลลกษัตริย์, มัลลกษัตริย์ คร่ำครวญโดยนัยเดียวกับพวกเทวดา ที่กล่าวมาแล้ว พากันออกมาเฝ้าพระองค์. พระอานนท์จัดให้เฝ้าโดยขานชื่อถวายทีละพวก เสร็จก่อนปฐมยาม. ต่อจากนี้สุภัททปริพพาชก มีโอกาสเข้าเฝ้า ทูลถามความผิดหรือถูกของลัทธิอื่น ๆ. ตรัสห้ามเสีย แล้วตรัสถึงเรื่องสมณะที่แท้จริง มีเฉพาะในศาสนาที่มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์แปด, ไม่มีในศาสนาที่ไม่มีอริยมรรคมีองค์แปด).
หน้า 573 T 5.5.6.10
สุภัททะ ! เราเมื่อมีวัย ๒๙ ปี บวชแล้วแสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศลๆ, นับแต่บวชแล้วได้ ๕๑ ปี ความเป็นไปแห่งธรรมประเทศเครื่องตรัสรู้ มิได้มีภายนอกจากธรรมวินัยนี้, แม้สมณะ (สมณะที่ ๑ คือ โสดาบัน) ก็มิได้มี. ภายนอกจากธรรมวินัยนี้ แม้สมณะที่ ๒, ที่ ๓, ที่ ๔, ก็มิได้มี. วาทะเครื่องสอนของผู้อื่น ว่างจากสมณะของพวกอื่น, สุภัททะ ! ก็ภิกษุ ท. เหล่านี้พึงอยู่โดยชอบเถิด โลกก็จะไม่ว่างเปล่าจากพระอรหันต์ทั้งหลาย. (ต่อจากนี้ สุภัททะทูลสรรเสริญเทศนา ขอบรรพชาอุปสมบท ได้รับยกเว้นไม่ต้องอยู่ติตถิยปริวาสก่อนอุปสมบท, ต่อมาไม่นานได้บรรลุอรหัตตผล. (เธอเป็นสาวกองค์สุดท้ายในบรรดาสาวกที่ทันเห็นพระพุทธองค์), ต่อจากนี้ ได้ตรัสพระโอวาทที่สำคัญ ๆ ต่าง ๆ อีก ๔-๕ เรื่อง). อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า ‘ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดา’ ดังนี้. อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดดังนั้น. อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ท. ธรรมวินัยนั้น จักเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอ ท. โดยกาล ที่เราล่วงลับไปแล้ว. อานนท์ ! เวลานี้ พวกภิกษุทั่วไป เรียกกันด้วยคำว่า อาวุโส๑ แก่กันและกัน (ทั้งแก่ทั้งอ่อน); โดยกาลที่เราล่วงลับไปแล้ว ไม่ควรเรียกร้องกันดั่งนั้น : ผู้แก่กว่าจงเรียกผู้อ่อน โดยชื่อ หรือโดยชื่อสกุล หรือโดยคำว่าอาวุโส, ผู้อ่อนกว่า จงร้องเรียกผู้แก่กว่า ว่า ภันเต หรือ อายัส๎มา.
หน้า 574 T 5.5.6.13
อานนท์ ! โดยกาลที่เราล่วงลับไปแล้ว สงฆ์จงเลิกถอนสิกขาบท เล็กน้อยได้, ถ้าต้องการ. ________________________________ ๑. อาวุโส เป็นคำพูดเสมอกัน ไม่แสดงความเคารพ และเป็นที่ว่าตนสูงกว่าผู้ฟังด้วย. อานนท์ ! โดยกาลที่เราล่วงลับไปแล้ว สงฆ์จงลงพรหมทัณฑ์แก่ภิกษุฉันนะ, คือ ภิกษุฉันนะจงกล่าวอะไรได้ตามพอใจ, ภิกษุทั้งหลายไม่พึงว่ากล่าวตักเตือนสั่งสอนเธอ. (ต่อจากนี้ตรัสประทานโอกาสครั้งสุดท้ายให้ผู้นั้นกล่าวออกมาได้ถ้า ใครยังสงสัยรังเกียจอันใดบ้าง ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์). ภิกษุ ท. ! ก็ถ้ามีภิกษุแม้รูปหนึ่ง มีความเคลือบแคลง เห็นแย้งในพระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์, ในมรรค ในข้อปฏิบัติก็ดี จงถามเสีย. อย่าเป็นผู้เดือดร้อนในภายหลัง ว่า ‘เราอยู่เฉพาะหน้า พระศาสดาแล้ว ไม่กล้าถามในที่เฉพาะหน้า’ ดังนี้. (ไม่มีภิกษุรูปใดทูลถาม ตลอดเวลาที่ทรงเตือนซ้ำจนครบสามครั้ง, ในที่สุดตรัสว่า ถ้าไม่กล้าถามเอง ให้วานเพื่อนถามแทน, ก็ไม่มีใครทูลถาม. พระอานนท์ทูลสรรเสริญความที่ภิกษุสงฆ์แม้แต่รูปหนึ่ง ก็ไม่มีใครเคลือบแคลงในพระศาสดา หรือธรรมวินัยของตน, ตรัสว่า) : อานนท์ ! เธอกล่าวด้วยความเลื่อมใสและหยั่งถึง. ที่จริงในเรื่องนี้ความรู้สึกของตถาคตก็มีแล้วว่า ความเคลือบแคลงเห็นแย้ง ในพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ ในมรรค ในข้อปฏิบัติ ของภิกษุแม้รูปเดียว ในภิกษุสงฆ์นี้ไม่มีเลย, อานนท์ ! เพราะว่าในบรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูป เหล่านี้ รูปใด ที่ต่ำที่สุดกว่าเขาทั้งปวง รูปนั้น ก็ยังเป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาเที่ยงต่อนิพพาน มีการตรัสรู้เป็นเบื้อง หน้า, (ในที่สุด ได้ทรงเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่า) : ภิกษุ ท. ! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอ ท. ว่า ‘สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา. พวกเธอ ท. จงยังประโยชน์ตนและท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด’ ดังนี้. นี่เป็นวาจาครั้ง สุดท้ายของตถาคต.
หน้า 575 T 5.5.8
(ต่อจากนี้ ทรงนิ่งเงียบ : เข้าปฐมฌาน,๑ ทุติยฌาน, ตติยฌาน, จตุตถฌาน, อากาสานัญจายตนฌาน, วิญญาณัญจายตนฌาน, อากิญจัญญายตนฌาน, เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน, สัญญาเวทยิตนิโรธ, แล้วย้อนลงกลับมาตามลำดับ จนถึงปฐมฌาน แล้วย้อนขึ้นอีกโดยลำดับ ๆ จนถึงจตุตถฌาน เสด็จปรินิพพาน ในเมื่อออกจากจตุตถฌานนั้นแล้ว). (เรื่องหลังจากการปรินิพพานแล้วต่อไปนี้ เป็นข้อความที่ตรัสไว้ก่อนการปรินิพพาน ในที่ต่าง ๆ กัน. ได้นำมาเรียงลำดับไว้ตอนนี้ ก็เพื่อให้เป็นท้องเรื่องประวัติที่เข้ารูปกัน, ผู้อ่านไม่พึงฉงนว่าพระพุทธองค์ปรินิพพานแล้วทำไมยังมาตรัสเล่าได้อีก). แผ่นดินไหว เนื่องด้วยการปรินิพพาน ๒ อานนท์ ! ในกาลใด ตถาคต ปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ; ในกาลนั้น ปฐวี ย่อมไหว ย่อมสั่น ย่อมสะเทือน. อานนท์ ! นี่เป็นเหตุที่แปด เป็นปัจจัยที่แปด แห่งการปรากฏการไหวของแผ่นดินอันใหญ่หลวง. ๓ เราเห็นพระองค์ได้ชั่วเวลาที่ยังปรากฏพระกาย ๔ ภิกษุทั้งหลาย ! กายของตถาคตนี้ มีตัณหาอันเป็นเครื่องนำไปหาภพถูกตถาคตถอนขึ้น เสียได้แล้ว, ดำรงอยู่. กายนี้ยังดำรงอยู่เพียงใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ยังคงได้เห็นตถาคตนั้น อยู่เพียงนั้น. เพราะการทำลาย ________________________________ ๑. พึงทราบว่า ออกจากฌานนั้น ๆ เสียก่อน แล้วจึงเลื่อนขึ้นฌานต่อไปได้โดยลำดับ. ๒. บาลี จาลวรรค อฎฺฐก. อํ. ๒๓/๓๒๓/๑๖๗. ตรัสแก่พระอานนท์. ๓. แผ่นดินไหว เพราะเหตุ แปดอย่างคือ ลมกำเริบ, ผู้มีฤทธิ์บันดาล, โพธิสัตว์ลงสู่ครรภ์, ประสูติ, ตรัสรู้, พระตถาคตแสดงธรรมจักร, ปลงอายุสังขาร, และนิพพาน. ๔. บาลี พรหมชาลสูตร สี. ที. ๙/๕๙/๙๐. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายที่อุทยานอัมพลัฏฐิกา ระหว่าง เมืองราชคฤห์กับ เมืองนาลันทา.
หน้า 576 T 5.5.9
แห่งกาย, หลังจากการควบคุมกันอยู่ได้ของชีวิต เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็น ตถาคตนั้นเลย. ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อขั้วพวงมะม่วงขาดแล้ว มะม่วงทั้งหลายเหล่าใดที่เนื่องขั้วเดียวกัน มะม่วงเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเป็นของตกตามไปด้วยกัน. นี้ฉันใด, ภิกษุทั้งหลาย ! กายของตถาคตก็ฉันนั้น กายของตถาคตมีตัณหาเครื่องนำไปหาภพถูกตถาคตถอนขึ้นเสียได้แล้ว, ดำรงอยู่. กายนี้ดำรงอยู่เพียงใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ยังคงเห็นตถาคตอยู่ชั่วเวลาเท่านั้น. เพราะการทำลายแห่งกาย, หลังจากการควบคุมกันอยู่ได้ของชีวิต เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักไม่เห็นตถาคตเลย. (อธิบายว่าเมื่อเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะแล้ว กายสิ้นเชื้อที่จะนำไปหาภพใหม่ คือการเกิดอีก คงตั้งอยู่ชั่วเวลาที่ยังไม่แตกดับ. ครั้นแตกดับแล้ว ถึงความเป็นของว่าง ไม่มีอะไรเหลือ. ส่วนผสมของกายสำหรับภพต่อไป รวมขั้วอยู่ที่ตัณหาที่เป็นเครื่องนำไปหาภพ, เพราะฉะนั้นจึงตรัสไว้ ดังนี้). การปรินิพพานของพระองค์คือความทุกข์ร้อน ของมหาชน ๑ ภิกษุ ท. ! การทำกาลกิริยาของบุคคลเอก ย่อมเป็นความทุกข์ร้อนของมหาชนเป็นอันมาก. การทำกาลกิริยาของบุคคลเอกคนใดเล่า ? คือการทำกาลกิริยาของพระตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง. ________________________________ ๑. บาลี เอก. อํ. ๒๐/๒๙/๑๔๒. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 577 T 5.5.10
ภิกษุ ท. ! การทำกาลกิริยาของบุคคลเอกนี้แล ย่อมเป็นความทุกข์ร้อน ของมหาชนเป็นอันมาก. สังเวชนียสถานภายหลังพุทธปรินิพพาน ๑ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แต่ก่อนนี้ภิกษุทั้งหลายที่จำพรรษาในทิศต่าง ๆ แล้วย่อมมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. พวกข้าพระองค์ทั้งหลาย ได้มีโอกาสเห็นภิกษุทั้งหลายผู้น่าเจริญใจเหล่านั้น ได้มีโอกาสเข้าพบปะภิกษุทั้งหลายผู้น่าเจริญใจเหล่านั้น. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าล่วงลับไปแล้ว พวกข้าพระองค์ทั้งหลายย่อมหมดโอกาสที่จะได้เห็น หรือได้เข้าพบปะภิกษุทั้งหลายผู้น่าเจริญใจเหล่านั้นอีกต่อไป”. - พระอานนท์ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าในวันปรินิพพาน. ดูก่อนอานนท์ ! สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา มีอยู่ ๔ ตำบล. ๔ ตำบลอะไรเล่า ? ดูก่อนอานนท์ ! สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ว่า พระตถาคตประสูติแล้ว ณ ที่นี้ ๑, สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ว่า พระตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ ที่นี้ ๑, สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ว่า พระตถาคตได้ประกาศอนุตตรธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ณ ที่นี้ ๑, สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มีศรัทธา ว่า พระตถาคตปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุแล้ว ณ ที่นี้ ๑. อานนท์ ! สถานที่ที่ควรเห็นและควรเกิดความสังเวชแก่กุลบุตรผู้มี ศรัทธา มี ๔ ตำบลเหล่านี้แล. ________________________________ ๑. บาลี มหาปรินิพพานสูตร มหา. ที. ๑๐/๑๖๓/๑๓๑. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่ระหว่างต้นสาละคู่ ในที่ปรินิพพาน.
หน้า 578 T 5.5.10
อานนท์ ! ภิกษุทั้งหลาย หรือภิกษุณีทั้งหลาย หรืออุบาสกทั้งหลาย หรืออุบาสิกาทั้งหลาย ผู้มีศรัทธา จักพากันมาสู่สถานที่ ๔ ตำบลเหล่านี้ โดยหมายใจว่า พระตถาคตได้ประสูติแล้ว ณ ที่นี้บ้าง, พระตถาคตได้ตรัสรู้ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ ที่นี้บ้าง, พระตถาคตได้ประกาศอนุตตร- ธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว ณ ที่นี้บ้าง, พระตถาคตได้ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสส- นิพพานธาตุ ณ ที่นี้บ้าง ดังนี้. อานนท์ ! ชนเหล่าใดเที่ยวไปตามเจดียสถานจักมีจิตเลื่อมใส ทำกาละแล้ว ชนเหล่านั้นจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลาย แห่งกาย ดังนี้. จบภาค ๕. _________________
หน้า 579 T 5.5.10
ภาค ๖ เรื่องการบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ ซึ่งเต็มไปด้วยทิฏฐานุคติอันสาวกในภายหลังพึงดำเนินตาม.
หน้า 580 T 5.5.10
ภาค ๖ มีเรื่อง :- ต้องท่องเที่ยวมาแล้วเพราะไม่รู้อริยสัจจ์ – – ตลอดวัฏฏสงสาร ของพระองค์ไม่เคยทรงบังเกิดในชั้นสุทธาวาส – – ในวัฏฏสงสารที่ล่วงมาแล้วเคยทรงบูชายัญญ์ และบำเรอไฟแล้วอย่างมาก – – ทิฏฐานุคติแห่งความดีที่ทรงสั่งสมไว้แต่ภพก่อน ๆ – – เคยทรงบังเกิดเป็นมหาพรหม สักกะ ฯลฯ – – ครั้งมีพระชาติเป็นโชติปาลมาณพ – – ครั้งมีพระชาติเป็นพระเจ้ามหาสุทัศน์ – – ครั้งมีพระชาติเป็นปุโรหิต สอนการบูชายัญญ์ – – ครั้งมีพระชาติเป็นพระเจ้ามฆเทวราช – – ครั้งมีพระชาติเป็นมหาโควินทพราหมณ์– – ครั้งมีพระชาติเป็นรถการ ช่างทำรถ – – ครั้งมีพระชาติเป็นอกิตติดาบส – –ครั้งมีพระชาติ เป็นพระจันทกุมาร – – ครั้งมีพระชาติเป็นสังขพราหมณ์ – – ครั้งมีพระชาติ เป็นเวลามพราหมณ์ – – ครั้งมีพระชาติเป็นพระเวสสันดร – – ครั้งมีพระชาติเป็นมาตังคชฎิล – – ครั้งมีพระชาติเป็นจูฬโพธิ – – ครั้งมีพระชาติเป็นเจ้าชายยุธัญชยะ – – ที่สุดแห่ง การท่องเที่ยวของพระองค์
หน้า 581 T 5.6.1
พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ภาค ๖ เรื่องการบำเพ็ญบารมีในอดีตชาติ ซึ่งเต็มไปด้วยทิฏฐานุคติอันสาวกในภายหลังพึงดำเนินตาม. _________________ คำชี้แจงเฉพาะภาคนี้ _________________ เรื่องราวที่กล่าวถึงพระชาติในอดีตของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าประมวลมาไว้ในภาคนี้นั้น เลือกเก็บแต่เรื่องที่มีในคัมภีร์ชั้นบาลีพระไตรปิฎก, เว้นเรื่องจำพวกที่เราเรียกกันว่า “ชาดก” และอรรถกถาเสีย, จึงได้มาไม่กี่เรื่อง. สำหรับท้องเรื่องชาดก (อรรถกถาชาดก) ที่มีตอนประชุม กลับชาติเป็นพระพุทธภาษิต ดังที่เราเคยอ่านกันทั่วไปนั้น ไม่มีในบาลี จึงมิได้นำเรื่องประเภทนี้มารวบรวมไว้ด้วย และมีมากมาย จนเหลือที่จะรวบรวมมา. อนึ่ง เฉพาะคัมภีร์บาลีจริยาปิฎก ซึ่งมีอยู่ ๓๕ เรื่องนั้น ได้ประมวลมาไว้ในที่นี้เพียง ๘ เรื่อง เลือกเอาเฉพาะแปลกกัน และจัดไว้ตอนปลายของภาคอีกพวกหนึ่ง นอกจากเรื่องมหาสุทัศนจริยาซึ่งใส่ไว้ ตอนกลาง. ประการหนึ่ง, การที่นำเรื่องบุรพชาติของพระองค์มากล่าวไว้ในเรื่อง “พุทธประวัติจากพระโอษฐ์” นี้ มีความมุ่งหมายให้ผู้อ่านกำหนดพิจารณาให้เห็นพระพุทธจริยา ที่เรียกกันว่าการสร้างบารมีหรือสั่งสมความดีของพระองค์, เพื่อถือเอาเป็นทิฏฐานุคติเครื่องดำเนินตาม มิได้มุ่งเล่านิยาย, เพราะหนังสือเล่มนี้มุ่งกล่าวหนักไปทางธรรม แทนการกล่าวหนักไปทางนิยาย หรือตำนานดั่งที่เคยปรารภมาแล้วข้างต้น เท่านั้น. -- ผู้รวบรวม.
หน้า 582 T 5.6.3
ต้องท่องเที่ยวมาแล้ว เพราะไม่รู้อริยสัจจ์ ๑ ภิกษุ ท. ! เพราะไม่รู้ถึง ไม่แทงตลอด ซึ่งอริยสัจจ์สี่อย่าง, เราแหละพวกเธอทั้งหลาย จึงท่องเที่ยวไปแล้วในวัฏฏสงสาร ตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้. ภิกษุ ท. ! เพราะไม่รู้ถึง เพราะไม่แทงตลอดซึ่งอริยสัจจ์สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ อริยสัจจ์คือทุกข์, อริยสัจจ์คือเหตุให้เกิดทุกข์, อริยสัจจ์คือ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, อริยสัจจ์คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. ภิกษุ ท. ! เพราะไม่รู้ถึง ไม่แทงตลอด ซึ่งอริยสัจจ์สี่ประการ เหล่านี้แล, เราและพวกเธอทั้งหลาย จึงได้ท่องเที่ยวไปแล้ว ในสังสารวัฏตลอดกาลยืด ยาวนานถึงเพียงนี้. ...ฯลฯ... (ในบาลีแห่งอื่น กล่าวอริยธรรมสี่ คือ อริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา อริยวิมุตติ แทนที่อริยสัจจ์สี่ข้างบนนี้. - มหา. ที. ๑๐/๑๔๒/๑๐๙). ตลอดวัฏฏสงสารของพระองค์ ไม่เคยทรงบังเกิด ในชั้นสุทธาวาส ๒ สารีบุตร ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำมีความเห็นว่า “ความบริสุทธิ์ มีได้เพราะการท่องเที่ยวในสังสารวัฏ”. สารีบุตร ! ก็สังสารวัฏที่เราไม่เคยท่องเที่ยวมาแล้วแต่หลัง ตลอดกาลยืดยาวนานนั้น หาได้ไม่ง่ายเลย, เว้นเสียแต่ในหมู่เทพชั้นสุทธาวาส. สารีบุตร ! ถ้าเราท่องเที่ยวไปในหมู่เทพเหล่าสุทธาวาส, ก็จะไม่พึงมาสู่โลกนี้ได้เลย. (ย่อมปรินิพพานในภพนั้น). ________________________________ ๑. บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๑/๑๖๙๘. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่โกฏิคาม แคว้นวัชชี. ๒. บาลี มหาสีหนาทสูตร มู. ม. ๑๒/๑๖๒/๑๘๗. ตรัสแก่พระสารีบุตร ที่วสสัณฑ์ ใกล้กรุง เวสาลี.
หน้า 583 T 5.6.4
สารีบุตร ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำมีความเห็นว่า “ความบริสุทธิ์มีได้เพราะการอุบัติ (บังเกิด)”. สารีบุตร ! ก็การบังเกิดที่เราไม่เคยบังเกิดมาแล้วแต่หลัง ตลอดกาลยืดยาวนานนั้น หาได้ไม่ง่ายเลย เว้นเสียแต่การบังเกิดในหมู่เทพชั้น สุทธาวาส. สารีบุตร ! ถ้าเราบังเกิดในหมู่เทพชั้น สุทธาวาส, ก็จะไม่พึงมาสู่โลกนี้ได้เลย, (ย่อมปรินิพพานในภพนั้น). สารีบุตร ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำมีความเห็นว่า “ความบริสุทธิ์มีได้เพราะภพเป็นที่อยู่อาศัย”. สารีบุตร ! ก็ภพที่เราไม่เคยอยู่อาศัยมาแล้วแต่หลัง ตลอดกาลยืดยาวนานนั้น หาได้ไม่ง่ายเลย เว้นเสียแต่การอยู่อาศัยในหมู่เทพชั้น สุทธาวาส. สารีบุตร ! ถ้าเราอยู่อาศัยในหมู่เทพชั้น สุทธาวาส , ก็จะไม่พึงมาสู่โลกนี้ได้เลย, (ย่อมปรินิพพานในภพนั้น). ในวัฏฏสงสารที่ล่วงมาแล้ว เคยทรงบูชายัญญ์และบำเรอไฟแล้วอย่างมาก ๑ สารีบุตร ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำมีความเห็นว่า “ความบริสุทธิ์มีได้เพราะการบูชายัญญ์”. สารีบุตร ! ก็ยัญญ์ที่เรายังไม่เคยบูชามาแล้ว แต่หลัง ตลอดการท่องเที่ยวอันยืดยาวนาน เป็นกษัตริย์บ้าง เป็นกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษกบ้าง เป็นพราหมณ์มหาศาลบ้าง นั้น, หาได้ไม่ง่ายเลย. สารีบุตร ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีถ้อยคำมีความเห็นว่า “ความบริสุทธิ์มีได้ เพราะการบำเรอไฟ”. สารีบุตร ! ก็ไฟที่เรายังไม่เคยบูชามาแล้ว ________________________________ ๑. บาลี มหาสีหนาทสูตร มู. ม. ๑๒/๑๖๓/๑๙๐. ตรัสแก่พระสารีบุตร ที่วนสัณฑ์ ใกล้กรุงเวสาลี.
หน้า 584 T 5.6.5
แต่หลัง ตลอดการท่องเที่ยวอันยืดยาวนาน เป็นกษัตริย์บ้าง เป็นกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษกบ้าง เป็นพราหมณ์มหาศาลบ้าง นั้น, หาได้ไม่ง่ายเลย. ทิฏฐานุคติแห่งความดี ที่ทรงสั่งสมไว้แต่ภพก่อน ๆ ๑ ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ในภพก่อน ในที่อยู่อาศัยก่อน, ได้เป็นผู้บากบั่นในกุศล ถือมั่นในกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต, ในการบริจาคทาน การสมาทานศีล การรักษาอุโบสถ การปฏิบัติมารดาบิดา การปฏิบัติสมณพราหมณ์ การอ่อนน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล และในอธิกุศลธรรม อย่างอื่น ๆ. เพราะได้กระทำ ได้สั่งสม ได้พอกพูน ได้มั่วสุมกรรมนั้น ๆ ไว้ ภายหลังแต่การตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ในภพก่อน ในที่อยู่อาศัยก่อน, ได้เป็นผู้นำสุขมาสู่มหาชน เป็นผู้บรรเทาภัยคือความสะดุ้งหวาดเสียวจัดการคุ้มครองรักษาโดยธรรม ได้อวยทานพร้อมทั้งบริวารฯ. ...ได้เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต วางเสียซึ่งศาสตรา และอาชญา มีความละอายเอ็นดู กรุณาเกื้อกูลแก่สัตว์มีชีวิตทั้งปวงฯ. ...ได้เป็นผู้ให้ทานด้วยของควรเคี้ยว ควรบริโภค ควรลิ้ม ควรจิบ ควรดื่ม อันมีรสประณีตฯ. ...ได้สงเคราะห์ผู้อื่นด้วยการสงเคราะห์ทั้งสี่คือการให้สิ่งของ, วาจาที่ไพเราะ, การประพฤติประโยชน์ท่าน, และความวางตนเสมอกันฯ. ...ได้เป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วยอรรถ ด้วยธรรม แนะนำชนเป็นอันมาก, เป็นผู้นำประโยชน์สุขมาสู่ชนทั้งหลาย ตนเองก็เป็นผู้บูชาธรรม. ________________________________ ๑. บาลี ลักขณสูตร ปา. ที. ๑๑/๑๕๙/๑๓๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน ใกล้กรุงสาวัตถี.
หน้า 585 T 5.6.5
เพราะได้กระทำ ได้สั่งสมพอกพูน มั่วสุมกุศลกรรมนั้น ๆ ไว้ ภายหลังแต่การตาย เพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ในภพก่อน ในที่อยู่อาศัยก่อน, ได้เป็นผู้สอนศิลปะ วิทยาการ ข้อปฏิบัติ และกรรมวิทยา, ด้วยความเคารพ ด้วยหวังว่าสัตว์เหล่านั้น พึงรู้ได้รวดเร็ว พึงปฏิบัติได้รวดเร็ว ไม่พึงโศกเศร้าสิ้นกาลนานฯ. ...ได้เป็นผู้เข้าไปหาสมณพราหมณ์แล้ว สอบถามว่า ‘ท่านผู้เจริญ ! อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล, อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ, อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ, ทำอย่างใดไม่มีประโยชน์ เป็นทุกข์ไปนาน ทำอย่างใดมีประโยชน์เป็นสุขไปนาน’ฯ. ...ได้เป็นผู้ไม่มักโกรธ ไม่มากไปด้วยความแค้น, แม้ชนเป็นอันมาก ว่ากล่าวเอา ก็ไม่เอาใจใส่ ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่คุมแค้น, ไม่แสดงความโกรธ ความร้ายกาจ ความเสียใจให้ปรากฏ. ทั้งเป็นผู้ให้ทานผ้า ที่ทำด้วยเปลือกไม้ ผ้าด้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ สำหรับลาด และนุ่งห่ม อันมีเนื้อละเอียด, ฯลฯ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ในภพก่อน ในที่อยู่อาศัยก่อน, ได้เป็นผู้สมานญาติมิตร สหายชาวเกลอ ผู้เหินห่างแยกกันไปนาน, ได้สมานไมตรี ระหว่างมารดากับบุตร บุตรกับมารดา, บิดากับบุตร บุตรกับบิดา, พี่น้องชายกับพี่น้องหญิง พี่น้องหญิงกับพี่น้องชาย; ครั้นทำความสามัคคีได้แล้วก็พลอยชื่นชมยินดีด้วยฯ. ...ได้เป็นผู้สังเกตชั้นเชิงของมหาชน รู้ได้สม่ำเสมอ รู้ได้เอง รู้จักบุรุษธรรมดา รู้จักบุรุษพิเศษ ว่าผู้นี้ ๆ ควรแก่สิ่งนี้ ๆ; ได้เป็นผู้ทำประโยชน์อย่างพิเศษ ให้แก่ชนเหล่านั้นฯ. ...ได้เป็นผู้ใคร่ต่อประโยชน์ต่อความเกื้อกูล ความผาสุก ความเกษมจากโยคะ แก่ชนเป็นอันมาก ว่า ไฉนหนอ ชนเหล่านี้ พึงเจริญด้วยศรัทธา ศีล การศึกษา ความรู้
หน้า 586 T 5.6.5
ความเผื่อแผ่ ธรรม ปัญญา ทรัพย์และข้าวเปลือก นาและสวน สัตว์สองเท้า สี่เท้า บุตรภรรยา ทาส กรรมกร และด้วยญาติมิตรพวกพ้อง, ฯลฯ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ในภพก่อน ในที่อยู่อาศัยก่อน, ได้เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยมือก็ตาม ด้วยก้อนดินก็ตามท่อนไม้ก็ตาม ศาสตราก็ตามฯ. ...ได้เป็นผู้ ไม่ถลึงตา ไม่ค้อนควัก ไม่จ้องลับหลัง, เป็นผู้แช่มชื่น มองดูตรง ๆ มองดูผู้อื่นด้วยสายตาอันแสดงความรัก ฯ. ...ได้เป็นหัวหน้าของชนเป็นอันมาก ในกุศลกิจทั้งหลาย ได้เป็นประธานของหมู่ชน ผู้ประกอบกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ในการจำแนกทาน การสมาทานศีลการอยู่อุโบสถ การประพฤติเกื้อกูลแก่มารดาบิดา สมณพราหมณ์, การนบนอบต่อผู้เจริญในตระกูล, ในอธิกุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งฯ. ...ได้เป็นผู้ละเว้น จากมุสาวาท, พูดคำจริง หลั่งคำสัตย์เที่ยงแท้ ซื่อตรง ไม่หลอกลวงโลก, ฯลฯ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ในภพก่อน ในที่อยู่อาศัยก่อน, ได้เป็นผู้ละเว้นวาจาส่อเสียด (คือพูดยุให้เขาแตกกัน), คือไม่ฟังจากข้างนี้ แล้วไปบอกข้างโน้นเพื่อทำลายข้างนี้ ไม่ฟังจากข้างโน้นแล้วมาบอกข้างนี้เพื่อทำลายข้างโน้น, แต่เป็นผู้ที่สมานพวกที่แตกกันแล้ว ให้กลับคืนดีกัน และส่งเสริมพวกที่พร้อมเพรียงกันฯ. ...ได้เป็นผู้ละเว้นการกล่าวคำหยาบ, กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เป็นสุขแก่หู เป็นที่ตั้งแห่งความรักซึมซาบถึงใจ เป็นคำพูด ของชาวเมือง เป็นที่พอใจและชอบใจของชนเป็นอันมาก, ฯลฯ. ภิกษุ ท. ! เมื่อตถาคตเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ในภพก่อน ในที่อยู่อาศัยก่อน, ได้เป็นผู้ละเว้นการพูดเพ้อเจ้อ, เป็นผู้กล่าวควรแก่เวลา กล่าวคำจริงกล่าวเป็นธรรม กล่าวมีอรรถ กล่าวเป็นระเบียบ กล่าวมีที่ตั้ง มีหลักฐาน มีที่สุด
หน้า 587 T 5.6.6
ประกอบด้วยประโยชน์ฯ. ...ได้เป็นผู้ละมิจฉาชีพ, มีการเลี้ยงชีพชอบ เว้นจากการฉ้อโกง การหลอกลวงคดโกงด้วยเครื่องชั่ง เครื่องตวง เครื่องวัด, เว้นจากการตัด การฆ่า การผูกมัด การทำร้าย การปล้น การกรรโชก, ฯลฯ. เคยทรงบังเกิดเป็นมหาพรหม สักกะ ฯลฯ ๑ ภิกษุ ท. ! แต่ชาติที่แล้วมาแต่อดีต ตถาคตได้เคยเจริญเมตตาภาวนาตลอด ๗ ปี จึงไม่เคยมาบังเกิดในโลกมนุษย์นี้ ตลอด ๗ สังวัฏฏกัปป์ และวิวัฏฏกัปป์. ในระหว่างกาลอันเป็นสังวัฏฏกัปป์นั้น เราได้บังเกิดในอาภัสสรพรหม. ในระหว่างกาลอันเป็นวิวัฏฏกัปป์นั้น เราก็ได้อยู่พรหมวิมานอันว่างเปล่าแล้ว. ภิกษุ ท. ! ในกัปป์นั้น เราได้เคยเป็นพรหม ได้เคยเป็นมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครครอบงำได้ เป็นผู้เห็นสิ่งทั้งปวงโดยเด็ดขาด เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด. ภิกษุ ท. ! เราได้เคยเป็นสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทวดา นับได้ ๓๖ ครั้ง. เราได้เคยเป็นราชาจักรพรรดิผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม มีแว่นแคว้นจดมหาสมุทรทั้งสี่เป็นที่สุด เป็นผู้ชนะแล้วอย่างดี มีชนบทอันบริบูรณ์ประกอบด้วยแก้วเจ็ดประการ นับด้วยร้อย ๆ ครั้ง, ทำไมจะต้องกล่าวถึง ความเป็นราชาตามธรรมดาด้วย. ภิกษุ ท. ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ผลวิบากแห่งกรรมอะไรของเราหนอ ที่ทำให้เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากถึงอย่างนี้ มีอานุภาพมากถึงอย่างนี้ ในครั้งนั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ผลวิบากแห่งกรรม ๓ อย่างนี้แล ที่ทำให้เรามีฤทธิ์มากถึงอย่างนี้ มีอานุภาพมากถึงอย่างนี้, วิบากแห่งกรรม ________________________________ ๑. บาลี อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๔๐/๒๐๐. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 588 T 5.6.7
๓ อย่าง ในครั้งนั้น คือ ผลวิบากแห่ง ทาน การให้ ๑, แห่ง ทมะ การบีบ บังคับใจ ๑, แห่ง สัญญมะ การสำรวมระวัง ๑, ดังนี้. ครั้งมีพระชาติเป็นโชติปาลมาณพ ๑ อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่เธอว่า ‘ผู้อื่นต่างหาก ที่เป็นโชติปาลมาณพในสมัยโน้น’. อานนท์ ! เธอไม่ควรเห็นเช่นนั้น, เรานี่เองได้เป็นโชติปาลมาณพแล้ว ในสมัยนั้น......๒ อานนท์ ! ครั้งดึกดำบรรพ์ พื้นที่ตรงนี้เป็นนิคมชื่อเวภฬิคะ มั่งคั่งรุ่งเรือง มีคนมากเกลื่อนกล่น. อานนท์ ! พระผู้มีพระภาค นามว่า กัสสปะ ทรงอาศัยอยู่ ณ นิคมเวภฬิคะนี้, ได้ยินว่า อารามของพระองค์ อยู่ตรงนี้เอง, ท่านประทับนั่งกล่าวสอนหมู่สาวก ตรงนี้. อานนท์ ! ในนิคมเวภฬิคะ มีช่างหม้อชื่อฆฏิการะ เป็นอุปัฏฐากอันเลิศของพระผู้มีพระภาคกัสสปะนั้น. ฆฏิการะมีสหายรักชื่อโชติปาละ. อานนท์ ! ครั้งนั้น ฆฏิการะเรียกโชติปาลมาณพผู้สหายมาแล้วกล่าวว่า “เพื่อนโชติปาละ ! มา, เราไปด้วยกัน, เราจักไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสปะ. การเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัณฑิตลงเห็นพร้อมกันว่า ดี”. “อย่าเลย, เพื่อนฆฏิการะ ! มีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นสมณะ หัวโล้น”. ________________________________ ๑. บาลี ฆฏิการสูตร ม. ม. ๑๓/๓๗๕/๔๐๕. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่รุกขมูลแห่งหนึ่งระหว่างการเดินทาง ในชนบท แห่งโกศล. ๒. เนื้อความท่อนนี้ อยู่ท้ายสูตร นำมาจั่วหน้า, เพื่อให้เข้าใจง่ายว่าตรัสถึงเรื่องในชาติก่อน.
หน้า 589 T 5.6.7
“เพื่อนโชติปาละ ! ไปด้วยกันเถอะ, ฯลฯ การเห็นพระสัมมา สัมพุทธเจ้านั้น บัณฑิตลงเห็นพร้อมกันว่า ดี”. “อย่าเลย, เพื่อนฆฏิการะ ! มีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นสมณะ หัวโล้น”. (โต้กันดั่งนี้ถึงสามครั้ง). “ถ้าเช่นนั้น เราเอาเครื่องขัดถูร่างกายไปอาบน้ำที่แม่น้ำกันเถอะ, เพื่อน ! ” อานนท์ ! ครั้งนั้น ฆฏิการะและโชติปาลมาณพได้ถือเครื่องขัดสีตัวไปอาบน้ำที่แม่น้ำด้วยกันแล้ว , ฆฏิการะได้กล่าวกะโชติปาลมาณพอีกว่า “เพื่อนโชติปาละ ! นี่เอง วิหารแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะอยู่ไม่ไกลเลย, ไปเถอะเพื่อน ! เราจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกัน, การเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น บัณฑิตลงเห็นพร้อมกันว่า ดี”. “อย่าเลยเพื่อน ฆฏิการะ ! มีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นสมณะ หัวโล้นนั้น”. (โต้กันดังนี้ถึง ๓ ครั้ง). อานนท์ ! ฆฏิการะ ได้เหนี่ยวโชติปาลมาณพที่ชายพก แล้วกล่าวว่า “เพื่อนโชติปาละ ! ตรงนี้เอง วิหารของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ไกลเลย, ไปเถอะเพื่อน, เราจักไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกัน , การเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บัณฑิตลงเห็นพร้อมกันว่า ดี”. อานนท์ ! ครั้งนั้นโชติปาละ พยายามโดยวิธีที่ฆฏิการะต้องปล่อยชายพกนั้นได้แล้ว กล่าวว่า “อย่าเลยเพื่อน ฆฏิการะ ! ประโยชน์อะไรด้วยการเห็นสมณะหัวโล้น.” อานนท์ ! ลำดับนั้น ฆฏิการะ เหนี่ยวโชติปาลมาณพ ผู้อาบน้ำสระเกล้าเรียบร้อยแล้ว เข้าที่มวยผมแล้ว กล่าวดั่งนั้นอีก.
หน้า 590 T 5.6.7
อานนท์ ! โชติปาลมาณพ เกิดความคิดขึ้นภายในใจว่า “น่าอัศจรรย์หนอท่าน, ไม่เคยมีเลยท่าน, คือข้อที่ฆฏิการะช่างหม้อมีชาติอันต่ำ มาอาจเอื้อมจับเรา ที่มวยผมของเรา, เรื่องนี้เห็นจักไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้วหนอ.” ดังนี้, จึงกล่าวกะฆฏิการะช่างหม้อ : - “เพื่อนฆฏิการะ ! นี่จะเอาเป็นเอาตายกันเจียวหรือ ?” “เอาเป็นเอาตายกันทีเดียว, เพื่อนโชติปาละ ! เพราะการเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการดีจริง ๆ.” “เพื่อนฆฏิการะ ! ถ้าเช่นนั้น ก็จงปล่อย เราจักไปด้วยกันละ”. อานนท์ ! ลำดับนั้น ฆฏิการะและโชติปาลมาณพ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกัสสปะถึงที่ประทับ. ฆฏิการะผู้เดียว ถวายอภิวาทแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควร; ส่วนโชติปาลมาณพ ได้ทำความคุ้นเคยชื่นชมกับพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ นั่งอยู่แล้ว. ฆฏิการะได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะว่า “พระองค์ผู้เจริญ ! นี่คือ โชติปาลมาณพสหายรักของข้าพระพุทธเจ้า, ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงแสดงธรรมแก่เขาเถิด”. อานนท์ ! พระผู้มีพระภาคกัสสปะ ได้ทำให้ฆฏิการะและโชติปาละเห็นจริง, ถือเอา, อาจหาญและร่าเริงเป็นอย่างดี ด้วยธรรมิกถาแล้ว. ทั้งสองคนเพลิดเพลินปราโมทย์ต่อภาษิตของพระองค์, บันเทิงจิต ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท ทำประทักษิณ แล้วจึ่งหลีกไป. อานนท์ ! ลำดับนั้น โชติปาลมาณพได้กล่าวถามกะฆฏิการะว่า “เพื่อนฆฏิการะ ! เพื่อนก็ฟังธรรมนี้อยู่ ทำไมจึงยังไม่บวชออกจากเรือน เป็นผู้ไม่หวังประโยชน์ด้วยเรือน เล่า ?”
หน้า 591 T 5.6.8
“เพื่อนไม่เห็นหรือ เพื่อนโชติปาละ ! ฉันต้องเลี้ยงมารดาบิดาผู้แก่ และตาบอดอยู่”. “เพื่อนฆฏิการะ ! ถ้าเช่นนั้น ฉันจักบวช ออกจากเรือนไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนละ”. อานนท์ ! ครั้งนั้น เขาทั้งสองได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคกัสสปะอีก. ฆฏิการะกราบทูลว่า “พระองค์ผู้เจริญ ! โชติปาละสหายรักของข้าพระพุทธเจ้านี่แล ประสงค์จะบวช, ขอพระองค์จงให้เขาบวชเถิด”. อานนท์ ! โชติปาลมาณพ ได้บรรพชาและอุปสมบทในสำนักแห่งพระผู้มีพระภาคกัสสปะแล้ว, ราวกึ่งเดือน พระผู้มีพระภาคกัสสปะ ก็เสด็จจาริก ไปยังเมืองพาราณสี. ...ฯลฯ... อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่เธอว่า “คนอื่นต่างหากที่เป็นโชติปาลมาณพในสมัยโน้น”. อานนท์ ! เธอไม่ควรคิดไปอย่างนั้น, เรานี่เอง, เป็นโชติปาลมาณพแล้ว ในสมัยโน้น. ครั้งมีพระชาติเป็นพระเจ้ามหาสุทัศน์ ๑ ในกาลใด, เราเป็นพระเจ้าแผ่นดินในนครชื่อกุสาวดี มีนามว่า มหาสุทัศน์ผู้เป็นจักรพรรดิมีกำลังมาก. ในกาลนั้น เราจัดให้มีการป่าวร้องในที่ทั่วไป วันละสามครั้ง. ‘ใครปรารถนาอะไร ใครประสงค์สิ่งใด ใครควรได้ทรัพย์เช่นไร, ใครหิว ใครกระวนกระวาย, ใครต้องการมาลา ใครต้องการเครื่องลูบทา. ________________________________ ๑. บาลี มหาสุทัสสนจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๕๔/๔.
หน้า 592 T 5.6.9
ผ้าย้อมแล้วด้วยสีต่าง ๆ กัน ใครไร้ผ้าจงนุ่งห่ม. ใครจะเดินทางจงเอาร่มไป, เอารองเท้างาม ๆ นิ่ม ๆ ไป’. เราให้ป่าวร้องเช่นนี้ ทั้งเช้าและเย็นทุก ๆ แห่ง. ทรัพย์ที่เตรียมไว้สำหรับยาจก ไม่ใช่สิบแห่ง หรือร้อยแห่ง แต่ตั้งหลายร้อยแห่ง. จะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม ถ้ายาจกมาเมื่อใด เป็นได้สิ่งของตามที่เขาปรารถนาเต็มมือกลับไปเสมอ. เราให้ทานอันใหญ่หลวงเช่นนี้ จนตลอดชีวิต และใช่ว่าจะให้ทานด้วยทรัพย์ส่วนที่เราเกลียดไม่ชอบ ก็หาไม่ การสะสมทรัพย์จะมีในเราก็หาไม่. ผู้ป่วยกระสับกระส่าย ใคร่จะพ้นไปจากโรค ให้ขวัญข้าวแก่หมอจนเป็นที่พอใจแล้ว ย่อมหายจากโรคได้ฉันใด เราก็ฉันนั้น เรามุ่งแต่จะทำให้เต็มเปี่ยม, ให้ทานแก่ยาจก ก็เพื่อทำใจที่ยังพร่องอยู่ให้เต็ม, ไม่อาลัยทรัพย์ไม่เกาะเกี่ยวในทรัพย์ ก็เพื่อการลุถึงโดยลำดับ ซึ่งปัญญาอันเป็นเครื่องรู้พร้อม. ๑อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่เธอว่า ‘ผู้อื่นต่างหาก ที่เป็นพระเจ้ามหาสุทัศน์ในสมัยโน้น’. อานนท์ ! เธอไม่ควรเห็นเช่นนั้น, เรานี่เองเป็นพระเจ้ามหาสุทัศน์แล้วในสมัยนั้น. นครจำนวนแปดหมื่นสี่พัน มีราชธานีกุสาวดีเป็นประมุข เหล่านั้นของเรา. ๒ปราสาทจำนวนแปดหมื่นสี่พัน มีปราสาทชื่อธรรมปราสาทเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. เรือนยอดจำนวนแปดหมื่นสี่พันมีเรือนยอดชื่อมหาวิยูหะเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. บัลลังก์จำนวนแปดหมื่นสี่พัน ทำด้วยทอง ทำด้วยเงิน ทำด้วยงา ทำด้วยแก้วลาย ลาดด้วยขนเจียมลาดด้วยสักหลาด ฯลฯ เหล่านั้นเป็นของเรา. ช้างจำนวนแปดหมื่นสี่พัน ________________________________ ๑. มหาสุทัสสนสูตร มหา. ที. ๑๐/๒๒๕/๑๘๕, ตรัสแก่พระอานนท์ที่ป่าสาละ ใกล้นครกุสินารา, อันเป็นที่ พระอานนท์ทูลว่า เป็นเมืองกิ่งเมืองดอน ไม่ควรปรินิพพาน. ๒. คำว่าแปดหมื่นสี่พัน เป็นสำนวนภาษาบาลีที่ใช้กับของที่มากที่สุด ที่คนเรายกย่องกัน.
หน้า 593 T 5.6.9
ประดับด้วยเครื่องทอง ฯลฯ มีพญาช้างตระกูลอุโบสถเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. ม้าจำนวนแปดหมื่นสี่พัน ประดับด้วยเครื่องทอง ฯลฯ มีพญาม้าตระกูลวลาหกเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. รถจำนวนแปดหมื่นสี่พัน หุ้มบุด้วยหนังราชสีห์หนังเสือโคร่ง ฯลฯ มีเวชยันตรถเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. มณีแปดหมื่นสี่พัน มีแก้วมณีรัตนะเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. หญิงแปดหมื่นสี่พัน มีนางสุภัททาเทวีเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. คหบดีแปดหมื่นสี่พันมีคหปติรัตนะเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. กษัตริย์แปดหมื่นสี่พัน ผู้คอยแวดล้อมประดับเกียรติ มีปริณายกรัตนะเป็นประมุข เหล่านั้นเป็นของเรา. โคนมแปดหมื่นสี่พัน กำลังมีนมไหลรูดรองได้ เหล่านั้นเป็นของเรา. ผ้าแปดหมื่นสี่พันโกฎิ คือผ้าป่านอันละเอียดอ่อน ผ้าฝ้ายอันละเอียดอ่อน ฯลฯ เหล่านั้นเป็นของเรา. ถาดตกแต่งอาหารแปดหมื่นสี่พัน อันคนเชิญเครื่องเชิญทั้งเช้าและเย็น เหล่านั้นเป็นของเรา. (ข้อความต่อไปจากนี้ มีการกล่าวระบุสิ่งเลิศเพียงสิ่งเดียวตัวเดียว หลังเดียว นครเดียว ...ฯลฯ... ถาดเดียว ที่ทรงบริโภคใช้สอยอยู่เป็นประจำ ในบรรดาแต่ละสิ่งซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนถึงแปดหมื่นสี่พัน. รายละเอียดมีอยู่มากเกินไปจึงไม่ยกมาใส่ไว้ในที่นี้ ตามตัวอักษรที่มีอยู่). อานนท์ ! จงดูเถิด, สิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ทั้งหมดได้ล่วงไปแล้วดับหายไปแล้ว แปรปรวนไป สิ้นแล้ว. อานนท์ ! สังขารทั้งหลาย เป็นของไม่เที่ยง เช่นนี้เอง เป็นของไม่ยั่งยืน เช่นนี้เอง เป็นของไม่มีเจ้าของ อย่างนี้เอง. อานนท์ ! เพียงเท่านี้ ก็พอแล้ว, พอเพื่อจะหน่ายในสังขารทั้งหลาย, พอเพื่อคลายกำหนัด, พอเพื่อหลุดพ้นไปจาก. อานนท์ ! เรารู้ที่ที่เป็นหลุมฝังเรา, เขาฝังสรีระของเราไว้ ณ ที่นี้, การทอดทิ้งร่างเหนือแผ่นดินครั้งนี้ เป็นครั้งที่ ๗ ของเราในชาติที่เป็นพระราชาชั้นจักรพรรดิ.
หน้า 594 T 5.6.9
ครั้งมีพระชาติเป็นปุโรหิต สอนการบูชายัญญ์ ๑ พราหมณ์ ! ในสมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ผู้ปุโรหิต ผู้สั่งงานบูชายัญญ์ ของพระเจ้ามหาวิชิตราช.๒ พราหมณ์ ! เรื่องมีแล้วในกาลก่อน. พระเจ้ามหาวิชิตราช เป็นราชาผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก มีทองและเงินเหลือเฟือ มีอุปกรณ์ของทรัพย์เหลือเฟือ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเหลือเฟือ มียุ้งฉางเต็มล้น. วันหนึ่งประทับอยู่ ณ ที่สงัด เกิดพระดำริว่า ‘เราได้เสวยมนุษยสมบัติอันวิบูล ครอบครองปฐพีมณฑลอันใหญ่ยิ่ง ถ้ากระไร เราควรบูชามหายัญญ์ อันจะเป็นประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่เราสิ้นกาลนาน’ รับสั่งให้หาพราหมณ์ ปุโรหิตมาบอกพระดำรินี้แล้ว ขอให้บอกสอนวิธีการบูชายัญญ์. พราหมณ์ ! ปุโรหิตได้ทูลสนองพระดำรัสนั้นว่า ‘แว่นแคว้นของพระองค์ยังมีเสี้ยนหนามหลักตอ การปล้นฆ่าในหมู่บ้านก็ยังปรากฏ การปล้นฆ่าในจังหวัดก็ยังปรากฏ. การปล้นฆ่าในนครก็ยังปรากฏ การแย่งชิงตามระยะหนทางก็ยังปรากฏ. และถ้าพระองค์จะให้เลิกเก็บส่วย ในขณะที่แว่นแคว้นเป็นไปด้วยเสี้ยนหนามหลักตอเช่นนี้ ก็จะได้ชื่อว่าทำกิจไม่ควรทำ. อีกประการหนึ่ง พระองค์อาจทรงพระดำริว่า เราจักถอนหลักตอ คือโจรผู้ร้ายเสียได้ด้วยการประหาร การจองจำ การริบ การประจาน หรือการเนรเทศดังนี้ ข้อนี้ ________________________________ ๑. บาลี กูฏทันตสูตร สี. ที. ๙/๑๗๑/๒๐๕. ตรัสแก่กูฏทันตพราหมณ์ ที่ราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา บ้านขานุมัตร แคว้นมคธ. ๒. เฉพาะเนื้อความตอนนี้ อยู่ที่หน้า ๑๘๕ บรรพ ๒๓๐.
หน้า 595 T 5.6.9
ก็ไม่ชื่อว่าเป็นการกำจัดได้ราบคาบด้วยดี เพราะผู้ที่ยังเหลือจากการถูกประหารก็ยังมีชนพวกนี้จะเบียดเบียนชนบทของพระองค์ในภายหลัง. แต่ว่ามีอุบายที่จะถอนหลักตอเหล่านั้นให้ราบคาบด้วยดีได้ คือ ชนเหล่าใดบากบั่นเลี้ยงโคเพื่อกสิกรรม พระองค์จงประทานพืชพันธุ์ข้าวแก่ชนเหล่านั้น. ชนเหล่าใดบากบั่นในวาณิชยกรรม พระองค์จงประทานเงินเพิ่มให้ชนเหล่านั้น. ชนเหล่าใดเป็นข้าราชการ ขอพระองค์จงประทานเบี้ยเลี้ยงแก่ชนพวกนั้น. มนุษย์เหล่านั้นต่างจะขวนขวายในการงานของตน ไม่เบียนเบียนแว่นแคว้นของพระองค์ และพระคลังหลวงก็จะเพิ่มพูนมากมาย. แว่นแคว้นจะตั้งอยู่ด้วยความเกษม ปราศจากเสี้ยนหนามหลักตอ. พวกมนุษย์จะร่าเริงบันเทิง นอนชูบุตรให้เต้นฟ้อนอยู่บนอก แม้จักไม่ปิดประตูเรือน ในเวลาค่ำคืน ก็เป็นอยู่ได้’. ...ฯลฯ... ...ฯลฯ... พราหมณ์ ! ครั้นชนบทนั้นสงบจากเสี้ยนหนามหลักตอแล้ว ปุโรหิตจึงกราบทูลวิธีแห่งมหายัญญ์ (อันประกอบด้วยบริกขารสิบหก คือได้รับความยินยอมเห็นพ้องจากกษัตริย์เมืองออก จากอมาตยบริษัท จากพราหมณ์มหาศาล และจากคหบดีมหาศาล นี้จัดเป็นบริกขารสี่, พระเจ้ามหาวิชิตประกอบด้วยองคคุณ ๘ มีพระชาติอันดี มีพระรูปสง่างามเป็นต้น นี้เป็นบริกขารอีกแปด; และปุโรหิตประกอบด้วยองคคุณ ๔ มีความเป็นผู้มีชาติบริสุทธิ์ และจบเวทเป็นต้น นี่เป็นบริกขารอีกสี่ รวมเป็นสิบหก; และกราบทูลประการสามแห่งยัญญ์ คือผู้บูชาต้องไม่เกิดวิปฏิสารด้วยความตระหนี่ ทั้งในขณะจะบูชา บูชาอยู่ และบูชาเสร็จแล้ว; แล้วกราบทูลเหตุไม่ควรวิปฏิสารเพราะปฏิคาหกผู้มารับทาน ๑๐ จำพวก เช่นเป็นคนทำปาณาติบาต อทินนาทาน ฯลฯ เป็นต้น, เพื่อไม่ให้เกิดเสียพระทัยว่าคนเลว ๆ มารับทาน.) ๑ ...ฯลฯ... พราหมณ์ ! ในการบูชายัญญ์นั้น โค แพะ แกะ ไก่ สุกร ไม่ได้ถูกฆ่า สัตว์อื่น ๆ ก็ไม่ต้องได้รับความวิบัติพลัดพราก ต้นไม้ก็ไม่ถูกตัดมาเพื่อหลักยัญญ์, ________________________________ ๑. ผู้ปรารถนาทราบรายละเอียด พลิกดูที่มาเดิม, ๙/๑๗๓/๒๐๗.
หน้า 596 T 5.6.10
เชื้อเพลิงก็ไม่ถูกเกี่ยวตัดมาเพื่อการเบียดเบียนสัตว์ใดให้ลำบาก พวกที่เป็นทาส เป็นคนใช้ และกรรมกร ก็ไม่ต้องถูกคุกคามด้วยอาชญา และความกลัว, ไม่ต้องร้องไห้น้ำตานองหน้าพลาง ทำการงานพลาง. ใครปรารถนาจะทำก็ทำ, ไม่ปรารถนาก็ไม่ต้องทำ, ปรารถนาทำสิ่งใด ก็ทำเฉพาะสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาทำสิ่งใด ก็ไม่ต้องทำสิ่งนั้น. ยัญญ์นั้น สำเร็จไปแล้วด้วยเนยใส น้ำมัน เนยข้น นมส้ม น้ำผึ้ง น้ำอ้อย. ...ฯลฯ... พราหมณ์ ! เรารู้ชัดเจนอยู่ ซึ่งหมู่ชนเหล่านั้น ๆ ผู้บูชายัญญ์อย่างนี้แล้ว ภายหลังแต่การตาย เพราะกายแตก ย่อมบังเกิด ณ สุคติโลกสวรรค์. พราหมณ์ ! ในสมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ผู้ปุโรหิต ผู้สั่งงานบูชายัญญ์ของ พระเจ้ามหาวิชิตราช นั้น. ครั้งมีพระชาติเป็นพระเจ้ามฆเทวราช ๑ อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่เธอว่า ‘ผู้อื่นต่างหากที่เป็นพระเจ้ามฆเทวราชในสมัยโน้น’. อานนท์ ! เธอไม่ควรเห็นเช่นนั้น, เรานี่เองได้เป็น พระเจ้ามฆเทวราชแล้วในสมัยนั้น... อานนท์ ! เรื่องดึกดำบรรพ์ที่เมืองมิถิลานี้ มีพระราชานามว่า พระเจ้ามฆเทวะ เป็นธรรมราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม ประพฤติราชธรรม ในพราหมณ์และคหบดี ทั้งในเมืองหลวงและชนบท, ย่อมเข้าอยู่อุโบสถในวันที่ ๑๔ หรือ ๑๕ และวันที่ ๘ แห่งปักษ์. พระเจ้ามฆเทวะนั้น เรียกช่างกัลบกมาแล้วสั่งว่า ‘เพื่อน ! ท่านเห็นผมหงอกเกิดขึ้นที่ศีรษะเราเมื่อใดก็จงบอกเรานั้น’. ________________________________ ๑. บาลี มฆเทวสูตร ม. ม. ๑๓/๔๑๕/๔๕๓. ตรัสแก่พระอานนท์ ที่มฆเทวัมพวัน ใกล้กรุงมิถิลา.
หน้า 597 T 5.6.10
อานนท์ ! ล่วงมานับด้วยปีเป็นอันมาก ช่างกัลบกนั้นได้เห็นผมหงอกแล้วกราบทูลให้ทรงทราบ. พระเจ้ามฆเทวะรับสั่งให้ถอนหงอกด้วยแหนบแล้ววางใส่ฝ่าพระหัตถ์ให้ทอดพระเนตร. ครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้ว พระราชทานบ้านส่วยเป็นบำเหน็จแก่ช่างกัลบกนั้น. รับสั่งให้หาพระราชบุตรองค์ใหญ่มาเฝ้าแล้วตรัสว่า ‘แน่ะพ่อกุมาร ! เทวทูตปรากฏแก่เราแล้ว : หงอกเกิดบนศีรษะแล้ว. กามอันเป็นวิสัยของมนุษย์ เราได้บริโภคเสร็จแล้ว เดี๋ยวนี้ถึงสมัยอันควรเพื่อการแสวงกามอันเป็นทิพย์สืบไป. มาเถอะพ่อผู้กุมาร ! เจ้าจงครองตำแหน่งพระราชานี้. ส่วนเราจะปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาดออกบวชจากเรือนไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนไป. อนึ่ง ถ้าเจ้าเห็นหงอกเกิดขึ้นที่ศีรษะของเจ้าเมื่อใด, เมื่อนั้นจงประทานบ้านส่วยเป็นบำเหน็จแก่ช่างกัลบกแล้วชี้แจงมอบหมายตำแหน่งพระราชาแก่ราชบุตรองค์ใหญ่ให้ดี, แล้วจงปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนไปเถิด. เจ้าจงประพฤติตามกัลยาณวัตรอันนี้ ตามที่เราได้บัญญัติไว้แล้ว, จ้าอย่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายของเรา. กัลยาณวัตรอันนี้ ขาดตอนลงในยุคของผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนสุดท้าย แห่งบุรุษทั้งหลาย ผู้ประพฤติตามกัลยาณวัตรของเรา. แน่ะพ่อผู้กุมาร ! เราขอกล่าวถึงวัตรนั้น กะเจ้าในบัดนี้ อย่างนี้ว่า เจ้าจงประพฤติตามกัลยาณวัตรนี้ ตามที่เราได้บัญญัติไว้แล้ว ขอเจ้าจงอย่าเป็นบุรุษคนสุดท้าย ของเราเลย’. อานนท์ ! ครั้นพระเจ้ามฆเทวะ ประทานบ้านส่วยแก่ช่างกัลบกมอบหมายรัชชสมบัติแก่พระราชบุตรองค์ใหญ่เป็นอย่างดีแล้ว ก็ปลงผมและหนวดครองผ้าย้อมฝาด บวชแล้วจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ในป่ามฆเทวัมพวัน นี้เอง. เธอผู้บวชแล้วนั้น แผ่ความรู้สึกด้วยจิตอันประกอบด้วยเมตตา ไปยังทิศ
หน้า 598 T 5.6.10
ที่หนึ่ง, และทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ โดยอาการอย่างเดียวกัน. ด้วยเหตุนี้เป็นอันว่าเธอมีจิตประกอบด้วยเมตตาอย่างไพบูลย์เยี่ยมยอด หาที่เปรียบมิได้ปราศจากเวรและพยาบาท แผ่ไปทั่วโลกทั้งปวง เพราะแผ่ทั่วไปทั้งในเบื้องบนเบื้องล่าง และเบื้องขวางโดยรอบ. เธอนั้น มีจิตประกอบด้วยกรุณา ...มุทิตา ... อุเบกขา ฯลฯ แผ่ไปทั่งโลกทั้งปวง เพราะแผ่ทั่วไปทั้งในเบื้องบน เบื้องล่างและเบื้องขวางโดยรอบ แล้วแลอยู่แล้ว. ...เธอบวชแล้วประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในป่ามฆเทวัมพวันนี้เอง. ครั้นทำพรหมวิหารธรรมทั้งสี่ให้เจริญแล้ว ก็เข้าถึงพรหมโลก ภายหลังจากการตาย เพราะการทำลายแห่งกาย. ...ฯลฯ... อานนท์ ! เราแล ได้เป็นพระเจ้ามฆเทวะแล้วในสมัยนั้น. อนุชนที่เกิดในภายหลัง ได้ประพฤติตามกัลยาณวัตร ที่เราตั้งไว้แล้ว แต่ว่า กัลยาณวัตรนั้นจะเป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับสนิท ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน ก็หาไม่; เป็นไปเพียงเพื่อเข้าถึงพรหมโลกเท่านั้น. อานนท์ ! ก็แต่ว่า กัลยาณวัตรที่เราบัญญัติไว้แล้วในกาลนี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับสนิท ความสงบ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน ได้โดยท่าเดียว. กัลยาณวัตรนั้นคือ อริยมรรคมีองค์แปด ได้แก่ความเห็นชอบ ดำริชอบ พูดชอบ การงานชอบ ดำรงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบ, ดังนี้.
หน้า 599 T 5.6.11
ครั้งมีพระชาติเป็นมหาโควินทพราหมณ์ ๑ ปัญจสิขะ ! เราคงยังระลึกได้อยู่, ในสมัยนั้น เราได้เป็นพราหมณ์ชื่อมหาโควินท์ เราได้แสดงทางปฏิบัติเพื่อการเข้าอยู่ร่วมกับพวกพรหมทั้งหลายแก่สาวกทั้งหลายเหล่านั้น. แต่พรหมจรรย์นั้น หาได้เป็นไปเพื่อความหน่ายความคลายกำหนัด ความดับสนิท ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพานไม่, แต่เป็นไปเพียงเพื่อเข้าถึงพรหมโลกเท่านั้น. (การแสดงทางปฏิบัติแก่สาวกของมหาโควินทพราหมณ์นั้น ทราบได้จากคำของปัญจสิขคันธัพพบุตรตอนหนึ่ง ดังต่อไปนี้ : “มหาโควินทพราหมณ์ มีจิตประกอบด้วยเมตตาแผ่จิตไปสู่ทิศที่หนึ่ง, และทิศที่สอง ที่สาม ที่สี่ ก็ดุจเดียวกัน. ด้วยเหตุนี้เป็นว่า มหาโควินทพราหมณ์ มีจิตประกอบด้วยเมตตาอย่างไพบูลย์เยี่ยมยอดหาที่เปรียบมิได้ ปราศจากเวรและพยาบาทแผ่ไปทั่วโลกทั้งปวง เพราะแผ่ทั่วไปทั้งในเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวางโดยรอบ. มหาโควินทพราหมณ์มีจิตประกอบด้วยกรุณา ...มุทิตา ...อุเบกขา ฯลฯ แผ่ไปทั่วโลกทั้งปวง เพราะแผ่ทั่วไปทั้งในเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวางโดยรอบ, แล้วและชี้ทาง เพื่อเข้าอยู่ร่วมกับชาวพรหมโลก แก่พวกสาวกทั้งหลายด้วย”). ปัญจสิขะ ! ก็แต่ว่า พรหมจรรย์ของเราในบัดนี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับสนิท ความรำงับ ความรู้ยิ่งความรู้พร้อม และนิพพานโดยท่าเดียว. พรหมจรรย์นั้น คือ อริยมรรคมีองค์แปดได้แก่ ความเห็นชอบ ดำริชอบ พูดชอบ การงานชอบ ดำรงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบ, ดังนี้. ________________________________ ๑. บาลี มหาโควินทสูตร มหา. ที. ๑๐/๒๘๕/๒๓๔. ตรัสแก่ปัญจสิขคันธัพพบุตรที่ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์.
หน้า 600 T 5.6.12
ครั้งมีพระชาติเป็นรถการ ช่างทำรถ ๑ ภิกษุ ท. ! ในกาลดึกดำบรรพ์ ยังมีพระราชาทรงพระนามว่าปเจตนะ. ครั้งนั้น พระเจ้าปเจตนะ ตรัสเรียกช่างทำรถมารับสั่งว่า “นี่แน่ะสหายรถการ ! นับแต่นี้ล่วงไปอีก ๖ เดือน สงครามจักมีแก่เรา. เจ้าอาจทำล้อรถใหม่คู่หนึ่ง ให้เราได้หรือไม่ ?” ช่างทำรถทูลรับต่อพระเจ้าปเจตนะว่า “ขอเดชะ ฯ ข้าพระองค์อาจทำได้ พระเจ้าข้า !”. ครั้งนั้นแล ช่างทำรถ ทำล้อได้ข้างเดียวสิ้นเวลา ๖ เดือน หย่อนอยู่ ๖ วัน. พระเจ้าปเจตนะ ตรัสเรียกช่างทำรถมารับสั่งถามว่า “แน่ะสหายรถการ ! นับแต่นี้ล่วงไป ๖ วัน สงครามจักเกิดแล้วละ. ล้อรถคู่ใหม่สำเร็จแล้วหรือ ?” ช่างทำรถทูลว่า “ขอเดชะ ฯ โดยเวลา ๖ เดือน หย่อนอยู่ ๖ วันนี้ล้อ สำเร็จได้ข้างเดียว พระเจ้าข้า !”. พระราชารับสั่งว่า “แน่ะสหายรถการ ! ก็เจ้าอาจจะทำล้อข้างที่ ๒ ให้สำเร็จโดยใช้เวลาเพียง ๖ วันนี้ ได้หรือไม่ ?” ช่างทำรถทูลว่า “ขอเดชะ ฯ ข้าพระองค์ อาจทำได้ พระเจ้าข้า !” . ที่นั้นเอง ช่างทำรถได้ทำล้อข้างที่ ๒ สำเร็จได้โดยใช้เวลาเพียง ๖ วัน เขาจึงนำล้อคู่ใหม่ไปเฝ้าพระเจ้าปเจตนะ ครั้นไปถึงแล้วกราบทูลว่า “ขอเดชะ ฯ นี่พระเจ้าเข้า ล้อรถคู่ใหม่ของพระองค์สำเร็จแล้ว”. ________________________________ ๑. บาลี ติก. อํ. ๒๐/๑๔๐/๔๕๔. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน, ใกล้เมืองพาราณสี.
หน้า 601 T 5.6.12
พระราชารับสั่งว่า “สหายรถการ ! ล้อข้างที่ทำแล้ว ๖ เดือนหย่อน ๖ วัน กับล้อข้างที่ทำแล้วใน ๖ วันนี้ ต่างกันอย่างไร, เราไม่เห็นความต่างกัน ของมันที่ตรงไหน ?” ช่างทำรถทูลว่า “ความต่างของล้อทั้งสอง มีอยู่ พระเจ้าข้า, ขอเชิญพระองค์ทอดพระเนตรความต่างกันของล้อเถิด”. ว่าแล้ว ช่างทำรถก็หมุนล้อข้างที่ทำแล้ว ๖ วัน ให้กลิ้งไป. มันกลิ้งไปพอสุดกำลังหมุนแล้วก็ตะแคงล้มลงดิน. แล้วเขาก็หมุนล้อข้างที่ทำ ๖ เดือนหย่อน ๖ วันให้กลิ้งไป, มันกลิ้ง ไปสุดกำลังหมุนแล้วก็ตั้งตรงอยู่เองได้ราวกะติดอยู่กับเพลา. พระเจ้าปเจตนะตรัสถามว่า “สหายรถการ ! เหตุอะไร ปัจจัยอะไรล้อข้างที่ทำแล้ว ๖ วันนี้ จึงกลิ้งไปสุดกำลังหมุนแล้วจึงตะแคงล้มลงดิน, เหตุอะไรปัจจัยอะไร ล้อข้างที่ทำแล้ว ๖ เดือนหย่อน ๖ วันนั้นจึงกลิ้งไป สุดกำลังหมุนแล้วตั้งตรงอยู่เองได้ราวกะติดอยู่กับเพลา ?” ช่างทำรถทูลชี้แจงว่า “ขอเดชะฯ ล้อข้างที่ทำแล้ว ๖ วันนี้ กงของมันก็ประกอบด้วยเนื้อไม้ที่คด ที่มีโทษ ที่เจือเนื้อผุและกระพี้. ถึงกำและดุมของมันก็เช่นเดียวกัน ประกอบด้วยเนื้อไม้ที่คด ที่มีโทษ ที่เจือเนื้อผุและกระพี้. เพราะความที่กง, กำ, ดุมของมันประกอบด้วยเนื้อไม้ที่คด ที่มีโทษ ที่เจือเนื้อผุ และกระพี้, มันกลิ้งไปสุดกำลังหมุนแล้วจึงตะแคงล้มลงดิน. ส่วนล้อข้างที่ทำแล้ว ๖ เดือนหย่อน ๖ วัน กงของมันก็ไม่มีเนื้อคด ไม่มีโทษ เป็นไม้ที่หมดเนื้อผุและกระพี้. เพราะความที่กง, กำ, ดุมของมัน ไม่มีเนื้อคด ไม่มีโทษเป็นไม้ที่หมดเนื้อผุและกระพี้, มันกลิ้งไปสุดกำลังหมุนแล้วจึงตั้งตรงอยู่เองได้ ราวกะติดอยู่กับเพลา”.
หน้า 602 T 5.6.12
ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลาย อาจจะมีความคิดว่า ช่างทำรถคราวนั้นเป็นคนอื่นเป็นแน่ แต่เธอทั้งหลาย อย่าเข้าใจอย่างนั้น. เราเองเป็นช่างทำรถในกาลนั้น. ภิกษุ ท. ! ในครั้งนั้น เราเป็นผู้ฉลาดต่อความคดของไม้โทษ (มีปมและตาเป็นต้น) ของไม้ และความมีเนื้อไม่บริสุทธิ์ของมัน. ภิกษุ ท. ! แต่กาลบัดนี้ เราเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ฉลาดต่อความคดทางกาย ทางวาจา ทางใจ, ต่อโทษทางกาย ทางวาจา ทางใจ, ต่อกิเลสเพียงดังน้ำฝาดทางกาย ทางวาจา ทางใจ. ภิกษุ ท. ! ความคดทางกาย ทางวาจา ทางใจ, โทษทางกาย ทางวาจา ทางใจ, กิเลสเพียงดังน้ำฝาดทางกาย ทางวาจา ทางใจ ของผู้ใดผู้หนึ่ง จะเป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม ยังละไม่ได้แล้ว; ภิกษุ ภิกษุณีเหล่านั้นก็หล่นไปจากธรรมวินัยนี้ เหมือนล้อรถข้างที่ทำแล้ว ๖ วัน ฉะนั้น.ความคดทางกาย ทางวาจา ทางใจ, โทษทางกาย ทางวาจา ทางใจ, กิเลสเพียงดังน้ำฝาดทางกาย ทางวาจา ทางใจ ของผู้ใดผู้หนึ่ง จะเป็นภิกษุก็ตาม ภิกษุณีก็ตาม อันเธอละได้แล้ว; ภิกษุ ภิกษุณี เหล่านั้นก็ตั้งมั่นอยู่ในธรรมวินัยนี้ได้ เหมือนล้อรถข้างที่ทำแล้ว ๖ เดือน หย่อน ๖ วัน ฉะนั้น. ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ ท่านทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ว่า “เราทั้งหลาย จักละความคดทางกาย, โทษทางกาย, กิเลสเพียงดังน้ำฝาดทางกาย; จักละความคดทางวาจา, โทษทางวาจา, กิเลสเพียงดังน้ำฝาดทางวาจา; จักละความคดทางใจ, โทษทางใจ, กิเลสเพียงดังน้ำฝาดทางใจ”. ท่านทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้แล.
หน้า 603 T 5.6.13
ครั้งมีพระชาติเป็นอกิตติดาบส ๑ บารมีใด ๆ อันเราประพฤติสั่งสมแล้ว ในระยะกาลนับได้สี่อสงไขยแสนกัลป์ บารมีนั้นทั้งหมด เป็นเครื่องบ่มโพธิญาณให้สุก, บารมีที่เราประพฤติแล้วในภพน้อยใหญ่ ในกัลป์ก่อน ๆ นั้น จักงดไว้ก่อน, จักกล่าวเฉพาะบารมีที่เรา ประพฤติในกัลป์นี้ ท่านจงฟังคำของเรา. ในกาลใด, เราเป็นดาบส นามว่า อกิตติ อาศัยอยู่ในป่าหลวงสงัดเงียบ ว่างจากคนไปมา, ในกาลนั้น ด้วยอำนาจการบำเพ็ญตบะกรรมของเรา ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ยิ่งในไตรทิพย์ ได้ร้อนใจทนอยู่ไม่ได้แล้ว.๒ เธอแปลงเพศเป็นพราหมณ์ เข้ามาขออาหารกะเรา. เราเห็นพราหมณ์นั้น ยืนอยู่แทบประตูของเรา จึงให้ใบไม้ อันเรานำมาจากป่า ไม่มีมัน และไม่เค็ม๓ ไปทั้งหมด. ครั้งให้แล้ว ก็คว่ำภาชนะเก็บ และไม่ออกแสวงหาใหม่ เข้าสู่บรรณศาลาแล้ว. ในวันที่สอง และที่สาม พราหมณ์นั้นได้มาขอกะเราอีก. เรามิได้มีจิตหวั่นไหวไปจากเดิม ไม่ได้อ่อนอกอ่อนใจ ได้ให้ไปหมดทั้งภาชนะอย่างเดียว กับวันก่อน. ความทรุดโทรมแห่งผิวพรรณในสรีระของเรา จะมีเพราะเหตุอดอาหารนั้น ก็หาไม่, เราฆ่าเวลาเป็นวัน ๆ นั้นได้ด้วยความยินดี โดยสุข อันเกิดจากปีติ. ________________________________ ๑. บาลี อกิตติจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๕๑/๑. ๒. นัยว่า ข่าวการบำเพ็ญตบะอย่างสูงสุดของใครก็ตาม ย่อมทราบถึงท้าวสักกะผู้มักระแวงอยู่ เสมอว่า จะมีใคร บำเพ็ญตบะเพื่อหวังแย่งบัลลังก์ของตน. ๓. ดาบสนี้ ฉันใบหมากเม่าต้มเปล่า ๆ เป็นอาหาร เพื่อตัดความกังวลในเรื่องนี้.
หน้า 604 T 5.6.14
หากว่าเราได้ปฏิคาหกอันประเสริฐ ตลอดเวลาตั้งเดือนหรือสองเดือนเราก็จะคงเป็นผู้มีจิตไม่หวั่นไหวไปจากเดิม ไม่อ่อนอกอ่อนใจ และให้ทานอันสูงสุดได้สม่ำเสมอ. เมื่อเราให้ทานแก่พราหมณ์นั้น เราจะได้ปรารถนายศ หรือลาภก็หามิได้, เราปรารถนาอยู่ซึ่งสัพพัญญุตญาณ (อันจะเกิดได้เพราะการถูกบ่ม โดยทานนั้น) จึงได้ประพฤติแล้วซึ่งกรรมทั้งหลายเหล่านั้น. ครั้งมีพระชาติเป็นพระจันทกุมาร ๑ ครั้งอื่นอีก, เราเป็นโอรสของพระราชาเอกในนครบุบผวดี มีนามอันเขาขนานให้ว่า จันทะ. ในกาลนั้น เรารอดพ้นไปได้จากการถูกฆ่าบูชายัญญ์(ซึ่งปุโรหิตผู้อาฆาตทูลยุยงพระราชบิดาให้หลงเชื่อ), เกิดความสลดสังเวชขึ้น ภายในใจ ได้บำเพ็ญมหาทานแล้ว. เมื่อไม่ได้ทักขิเณยยบุคคลผู้มารับทาน เราก็ยังไม่ดื่ม ไม่เคี้ยว๒ ไม่บริโภคอาหารด้วยตนเอง บางคราว ๖ วันบ้าง ๕ วันบ้าง. พาณิชสะสมสินค้าไว้นำไปขายในที่ที่จะมีกำไรมาก ย่อมมีกำไรมากฉันใด การงดเว้นสิ่งที่จะบริโภค เองเพื่อบำเพ็ญทานแก่ผู้อื่นก็ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น ทุกคนพึงให้ทานแก่ผู้อื่น จักเป็นความดีเกิดขึ้น ๑๐๐ เท่า. เราเองมองเห็นอำนาจแห่งประโยชน์อย่างนี้นี่แล้ว จึงบำเพ็ญทานทุก ๆ ภพ. เราไม่ก้าวถอยกลับจากการให้ทาน ก็เพื่อการลุถึงโดยลำดับซึ่งปัญญาเป็นเครื่อง รู้พร้อม. ________________________________ ๑. จันทกุมารจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๕๖/๗. ๒. เคี้ยว คือของกินเล่น หรืออาหารว่าง.
หน้า 605 T 5.6.16
ครั้งมีพระชาติเป็นสังขพราหมณ์ ๑ ครั้งอื่นอีก, เมื่อเราเป็นพราหมณ์มีนามว่า สังขะ ได้ไปที่ท่าเรือเพื่อเดินทางข้ามสมุทร. ณ ที่นั้นเราได้เห็นท่านผู้ชนะกิเลสได้โดยตนเอง เป็นผู้อันกิเลสจะทำให้กลับแพ้อีกมิได้, ท่านผู้นั้นเดินทางกันดาร ไปในท่ามกลางพื้นทรายอันร้อนจัด. เราเห็นท่านสยัมภู๒ ผู้นั้น ในขณะที่ท่านเดินทางอยู่, เกิดความคิดขึ้นภายในใจว่า ‘นาบุญนี้ อันเราผู้แสวงบุญมาถึงเข้าแล้วโดยลำดับ. ก็เมื่อชาวนาได้เนื้อนา อย่างดีแล้ว ยังไม่หว่านพืชลงในนานั้น ก็แปลว่าเขามิได้เป็นผู้มีความต้องการด้วยข้าวเปลือก นี่เป็นฉันใด เราก็จะเป็นฉันนั้น ถ้าว่าเราเป็นผู้ต้องการบุญเห็นนาบุญอันสูงสุดแล้ว ก็หาลงมือประกอบกรรมนั้นไม่ ฯลฯ.’ เราคิดดั่งนี้แล้ว ลงจากรองเท้า กราบลงที่บาทของท่านผู้สยัมภูนั้นแล้วถวายร่มและรองเท้าของเราแด่ท่าน. เพราะกรรมนั้น (ในชาตินี้) เราจึงได้เสวยสุข เป็นสุขุมาลชาติยิ่งกว่าตั้งร้อยเท่า, และทั้งเป็นการทำทานบารมีของ เราให้เต็ม เราจึงให้ทานแด่ท่านผู้เช่นนั้น. ครั้งมีพระชาติเป็นเวลามพราหมณ์ ๓ คหบดี ! ในกาลดึกดำบรรพ์ ได้มีพราหมณ์ผู้หนึ่ง ชื่อเวลามะ. เวลามพราหมณ์นั้น ได้บริจาคทานอันเป็นทานอย่างใหญ่หลวง เห็นปานนี้คือ :- ________________________________ ๑. บาลี สังขจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๕๒/๒. ๒. พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง. ๓. บาลี นวก. อํ. ๒๓/๔๐๖/๒๒๔. ตรัสแก่อนาถปิณฑิกคหบดี ที่อารามเชตวัน.
หน้า 606 T 5.6.16
ได้ให้ถาดทองจำนวนแปดหมื่นสี่พัน อันบรรจุเต็มด้วยเงิน. ได้ให้ถาดเงินจำนวนแปดหมื่นสี่พัน อันบรรจุเต็มด้วยทอง. ได้ให้ถาดสำริดจำนวนแปดหมื่นสี่พัน อันบรรจุเต็มด้วยเงิน. ได้ให้ช้างจำนวนแปดหมื่นสี่พัน ประดับแล้วด้วยเครื่องทอง ธง ก็ทำด้วยทอง ตาข่ายเครื่องปิด ก็ล้วนทำด้วยทอง. ได้ให้รถจำนวนแปดหมื่นสี่พัน หุ้มบุด้วยหนังราชสีห์ ด้วยหนังพยัคฆ์ด้วยหนังเสือเหลือง ด้วยผ้ากัมพลเหลือง ประดับแล้วไปด้วยเครื่องทอง ธงก็ทำด้วยทอง ตาข่ายเครื่องปิด ก็ล้วนทำด้วยทอง. ได้ให้แม่โคนมจำนวนแปดหมื่นสี่พัน ล้วนกำลังมีนมไหลรูดรองได้. ได้ให้นางสาวน้อยจำนวนแปดหมื่นสี่พัน ซึ่งแต่ละนางมีตุ้มหูประดับมณี. ได้ให้บัลลังก์จำนวนแปดหมื่นสี่พัน ซึ่งลาดด้วยขนเจียม ลาดด้วยสักหลาด ลาดด้วยผ้าปักลวดลาย ลาดด้วยเครื่องลาดที่ทำด้วยหนังชะมด มีเพดานแดง มีหมอนข้างแดง. ได้ให้ผ้าจำนวนแปดหมื่นสี่พัน คือผ้าทอด้วยเปลือกไม้อันละเอียดอ่อน ผ้าไหมอันละเอียดอ่อน ผ้าฝ้ายอันละเอียดอ่อน. ฉะนั้น จึงไม่ต้องกล่าวถึงการให้ข้าวให้น้ำ ให้ของเคี้ยวของบริโภค ให้เครื่องลูบไล้เครื่องทา และให้เครื่องนอน. เวลามพราหมณ์นั้นบริจาคให้ไป ๆ เหมือนแม่น้ำไหลไม่ขาดสาย. คหบดี ! ก็ความคิดอาจมีแก่ท่านว่าผู้อื่นต่างหากที่เป็นเวลามพราหมณ์ ผู้ให้ทานอันใหญ่หลวงในครั้งนั้น. คหบดี ! ท่านไม่ควรคิดไปอย่างนั้น, เรานี่เองได้เป็นเวลามพราหมณ์ในสมัยนั้น เราเอง ได้บริจาคทานอันใหญ่หลวงนั้น. คหบดี ! ก็แต่ว่า การให้ทานในครั้งกระโน้น ใคร ๆ ที่จะสมควรรับทักษิณาทานมิได้มีเลย, ใคร ๆ ที่จะช่วยให้การให้ทักษิณาทานนั้นบริสุทธิ์ได้ก็ไม่มีเลย.
หน้า 607 T 5.6.17
ครั้งมีพระชาติเป็นพระเวสสันดร ๑ กระษัตรีย์ใดได้เป็นมารดาของเรา มีนามว่า ผุสดี กระษัตรีย์นั้นเป็นมเหษีของท้าวสักกะ มาแล้วในอดีตชาติ. ท้าวสักกะผู้จอมเทพทราบอายุขัยของพระมเหษีองค์นั้นแล้ว ได้ตรัสกะเธอว่า “เจ้าผู้เลิศงาม เราให้พรแก่เจ้าสิบประการ ตามแต่เจ้าจะเลือกเอา” ๒. พระเทวีนั้น ได้รำพันถามท้าวสักกะว่า “หม่อมฉันมีความผิดอย่างไรหรือหนอ, หม่อมฉันเป็นที่เกลียดชังของพระองค์แล้วหรือ จึงถูกบังคับให้ละโลกอันน่ารื่นรมย์นี้ไป ดุจพฤกษชาติที่ถูกลมพัดถอนขึ้นทั้งรากฉะนั้น”. ท้าวสักกะผู้อันพระเทวีรำพันเช่นนั้นแล้ว ได้ตรัสแก่เธอว่า “ใช่ว่าเจ้าจะทำบาปอันใดลงไปก็หามิได้ ใช่ว่าเจ้าจะไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ แต่ว่าอายุของเจ้ามีเพียงเท่านี้ บัดนี้เป็นเวลาที่เจ้าจะจุติ ฉะนั้น เจ้าจงรับเอาพรสิบประการอันเราให้เถิด”. พระเทวีนั้น จุติแล้ว บังเกิดในตระกูลกษัตริย์ นามว่าผุสดี ได้สมรสกับพระราชาสัญชัย ในนครเชตุตดร. ในกาลที่เราก้าวลงสู่พระครรภ์แห่งพระมารดาอันเป็นที่รักนั้น มารดาของเราได้เป็นผู้ยินดีในทานตลอดเวลา เพราะเดชของเรา. ท่านได้ให้ทานแก่ยาจกผู้ไร้ทรัพย์ อาดูร ครวญคร่ำ และแก่สมณพราหมณ์ อย่างไม่ยั้งมือ. ________________________________ ๑. บาลี เวสสันตรจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๕๙/๙. ในคัมภีร์จริยาปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์ชั้นบาลี มิได้เรียงเรื่องเวสสันดร ไว้เป็นเรื่องสุดท้ายแห่งเรื่องทั้งหลาย เหมือนในคัมภีร์ชาดก; ฉะนั้น ในที่นี้ข้าพเจ้า จึงไม่เรียงเรื่องเวสสันดรไว้ เป็นเรื่องสุดท้ายเหมือนที่คนทั้งหลายเชื่อกัน. ๒. คำพูดเช่นนี้ นัยว่าเป็นประเพณี พูดกับผู้ที่จะต้องจุติจากสวรรค์.
หน้า 608 T 5.6.17
แม่เจ้าผุสดีดำรงครรภ์ครบสิบเดือน กำลังเที่ยวประพาสทั่วนครได้ประสูติเรา ณ ถนนแห่งชาวร้าน เพราะกำเนินที่ถนนแห่งชาวร้าน นามของเราจึงไม่เกี่ยวเนื่องด้วยมารดาและบิดา, ได้ชื่อว่า เวสสันดร (แปลว่า “ระหว่างชาวร้าน”). เมื่อเราเป็นทารกอายุแปดปี นั่งอยู่ในปราสาท ก็รำพึงแต่จะให้ทาน; “เราจะให้ทาน หัวใจ ดวงตา เนื้อ เลือด ร่างกาย ให้ปรากฏ ถ้าว่าจะมีผู้มาขอกะเรา”, เมื่อเรารำพึงแน่ใจ ไม่หวั่นไหวเช่นนั้น แผ่นดินได้ไหว ภูเขาสิเนรุสั่นสะเทือน. ในวันอุโบสถกึ่งเดือน และปลายเดือน เราขึ้นสู่ช้างชื่อ ปัจจยนาคไปให้ทาน. พวกพราหมณ์ชาวแว่นแคว้นกาลิงค์ เข้ามาหาเรา และได้ขอช้างอันประเสริฐซึ่งสมมติกันว่าเป็นมงคลนั้น กะเรา เขากล่าวกะเราว่า “ที่ชนบทของข้าพเจ้า ฝนไม่มีตก เกิดทุพภิกขภัยอดอาหารอย่างใหญ่หลวง ขอพระองค์ จงประทานช้างอันบวร เป็นจอมช้าง มีอวัยวะขาวหมด แก่ข้าพเจ้าเถิด”. เราตกลงใจว่า เราให้, เราไม่มีหวั่นไหว. เราไม่หวงแหนปกปิดทานวัตถุที่เรามี เพราะใจของเรายินดีในทาน. การปฏิเสธต่อยาจกที่มาถึงเข้าแล้วนั้น ไม่ควรแก่เรา, เราอย่าทำลายการสมาทานของเราเสียเลย เราจักให้ช้างอัน วิบูลย์ บัดนี้ละ. เราจับที่งวงช้างมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งหล่อน้ำในเต้าใส่มือพราหมณ์ ให้ช้างแก่พราหมณ์ไป. เมื่อเราให้ทานช้างเผือกสูงสุดนี้ แผ่นดินได้หวั่นไหว ภูเขาสิเนรุสั่นสะเทือนอีกครั้งหนึ่ง. เมื่อเราให้ช้างตัวนั้น ชาวเมืองสีพีโกรธมาก มาประชุมกันให้เนรเทศเราจากนคร ไปอยู่เขาวงก์. เมื่อชนพวกนั้นพากันกำเริบ เราก็ยังมีความ
หน้า 609 T 5.6.17
ไม่หวั่นไหว, ขอร้องกะเขาเพื่อได้ให้ทานครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ชาวสีพีถูกขอร้องเข้าแล้วก็ยอมให้. เราให้ป่าวร้องเอิกเกริกว่าเราจะให้มหาทาน. มีเสียงเล่าลืออย่างใหญ่หลวงเพราะเรื่องนี้ว่า “ถูกขับเพราะให้ทาน ยังจะให้ทานอีก !”. เราให้ทานช้าง ม้า รถ ทาสี ทาส โค และทรัพย์. ครั้นให้มหาทานแล้ว จึงออกจากนครไป. ครั้นออกไปพ้นเขตนครแล้ว ได้กลับเหลียวดูเป็นการลา แผ่นดิน ได้ไหว ภูเขาสิเนรุสั่นสะเทือนอีกในครั้งนั้น. เมื่อถึงทางสี่แพร่ง ได้ให้ทานรถเทียมด้วยม้าสี่ไป เราผู้ไร้เพื่อนบุรุษกล่าวกับพระนางมัททรี ว่า “เจ้าจงอุ้มกัณหาลูกหญิงน้อย ค่อยเบาหน่อย เราจักอุ้มชาลี พี่ชายซึ่งหนักกว่า”. เป็นอันว่าพระนางมัททรีได้อุ้มกัณหาชินะอันงามเหมือนดอกบุณฑริก และเราได้อุ้มชาลี ซึ่งงามเหมือนรูปทองหล่อ; รวมเป็นสี่กษัตริย์สุขุมาลชาติ ได้เหยียบย่ำไปตามหนทางต่ำ ๆ สูง ๆ ไปสู่เขาวงก์. พบใครในระหว่างทางก็ถามว่า เขาวงก์อยู่ทางไหน ชนเหล่านั้นสงสารเราและบอกว่า ยังไกลมาก. เด็ก ๆ ได้เห็นผลไม้ในป่า ก็ร้องไห้อยากได้ ผลไม้นั้น ๆ. เห็นเด็ก ๆ ร้องไห้ ต้นไม้ก็น้อมกิ่งมีลูกดกเข้ามาหาเด็กเอง. พระนางมัททรีเห็นความอัศจรรย์ชวนสยองขนเช่นนี้ ก็ออกอุทานสาธุการ “โอหนอ ของอัศจรรย์ ไม่เคยมีในโลก น่าขนพอง ต้นไม้น้อมกิ่งลงมาเอง ด้วยอำนาจแห่งพระเวสสันดร”. พวกยักษ์ ช่วยย่นการเดินทาง เพื่อความอนุเคราะห์แก่เด็ก ๆ, ในวันที่ออกจากนครนั่นเอง ได้เดินทางถึงแว่นแคว้นของเจตราช, ญาติในที่นั้นร้องไห้
หน้า 610 T 5.6.17
คร่ำครวญกลิ้งเกลือกทั้งผู้ใหญ่และเด็ก. ออกจากแว่นแคว้นของญาติเหล่านั้นแล้ว ก็มุ่งไปเขาวงก์. จอมเทพ สั่งให้วิสสุกัมม์ผู้มีฤทธิ์ สร้างบรรณศาลา๑ เป็นอาศรมอันรมย์รื่น, วิสสุกัมม์ได้สร้างแล้วเป็นอย่างดี ตามดำรัสของท้าวสักกะ. พวกเราสี่คนก็ลุถึงราวป่าอันเงียบเหงา ไม่มีวี่แววแห่ง มนุษย์, ได้อาศัยอยู่แล้วในบรรณศาลานั้น ในระหว่างภูเขา. บรรเทาความโศกของกันและกันได้แล้ว ณ ที่นั้น. เราดูแลเด็ก ๆ ในอาศรม พระนางมัททรีไปเสาะหาผลไม้ในป่ามาเลี้ยงกัน. เมื่อเราอยู่ถึงในป่าสูง ก็ยังมีนักขอไปหาเรา, ได้ขอลูกของเรา คือชาลีและกัณหาชินะ ทั้งสองคน. ความบันเทิงใจเกิดขึ้นแก่เรา เพราะได้เห็นยาจกเข้าไปหา เราได้ยื่นบุตรทั้งสองคนให้กะพราหมณ์ผู้มาขอนั้นไป. เมื่อเราสละบุตรให้แก่พราหมณ์นามว่าชูชกในกาลนั้น แผ่นดินได้ไหว เขาสิเนรุสั่นสะเทือนอีก. ต่อมา ท้าวสักกะได้ลงมาโดยเพศพราหมณ์ ขอพระนางมัททรีผู้มีศีลและมีวัตรในสามี กะเราอีก. เราได้จับหัตถ์มอบหมายให้ และหลั่งน้ำลงในฝ่ามือพราหมณ์ มีจิตเบิกบานผ่องใส ให้พระนางมัททรีไป. ขณะที่เราให้ ทวยเทพในนภากาศก็พลอยอนุโมทนา แผ่นดินได้ไหว เขาสิเนรุสั่นสะเทือนอีก. เราสละชาลีกัณหา และพระนางมัททรีผู้มีวัตรในสามี, ไม่มีความลังเลใจก็เพราะเหตุแห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ (รู้ความดับทุกข์ของสัตวโลก). ลูกสองคนนั้นจะเป็นที่เกลียดชังของเราก็หาไม่ พระนางมัททรีจะเป็นที่เกลียดชังก็หาไม่. สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เราจึงให้ของรัก (เพื่อสิ่งที่เรา รัก) ...ฯลฯ. ________________________________ ๑. บรรณศาลา คือศาลามุง กั้น ด้วยใบไม้ ใบหญ้าชนิดใดชนิดหนึ่ง.
หน้า 611 T 5.6.19
ครั้งมีพระชาติเป็นมาตังคชฎิล ๑ ชาติอื่นอีก : เราเป็นชฎิล บำเพ็ญตบะกล้า นามว่ามาตังคะ มีศีล มีสมาธิมั่น. เรากับพราหมณ์อีกผู้หนึ่ง ต่างอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาด้วยกัน. อาศรมของเราอยู่เหนือน้ำ ของพราหมณ์อยู่ใต้น้ำ. พราหมณ์นั้นเดินเลาะฝั่งขึ้นมา เห็นอาศรมของเราทางเหนือน้ำ มีความรังเกียจ ด่าว่าเรา แช่งเราให้ศีรษะแตก. ที่จริงถ้าเราโกรธพราหมณ์นั้นขึ้นมาหรือศีลของเราไม่ควบคุมเราไว้แล้ว เพียงแต่เรามองดูเท่านั้น ก็อาจทำพราหมณ์ ให้กลายเป็นดุจว่าขี้เถ้าไป. พราหมณ์นั้น โกรธ คิดประทุษร้าย ว่าเราด้วยคำสาปแช่งอย่างใดอาการนั้นกลับเป็นแก่พราหมณ์นั้นเอง เราพ้นไปได้ด้วยอำนาจคุณของเรา. เรารักษาศีลของเรา เราไม่ได้รักษาชีวิตของเรา (หมายถึงเกียรติยศ), ในกาลนั้น เรารักษาศีล เพราะเหตุแห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้เท่านั้น. ครั้งมีพระชาติเป็นจูฬโพธิ ๒ ชาติอื่นอีก : เมื่อเราเป็นพราหมณ์ชื่อจูฬโพธิผู้มีศีล, มองเห็นภพโดยความเป็นของน่ากลัว จึงได้ออกบวช. ภริยาเก่าของเราเป็นพราหมณีมีรูปดั่งทำด้วยทอง. แม้เธอนั้น ก็ไม่ประสงค์ต่อการเวียนว่ายในวัฏฏะ จึงออกบวชเสียด้วยกัน. ________________________________ ๑. บาลี มาตังคจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๗๕/๑๗. ๒. บาลี จูฬโพธิจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๗๑/๑๔.
หน้า 612 T 5.6.20
เราสองคน เป็นผู้ไม่มีที่อาลัย ตัดขาดจากพงศ์พันธุ์ ไม่มีความมุ่งหมายอะไรในตระกูล และหมู่ชน เที่ยวไปตามหมู่บ้านและจังหวัด ลุถึงเมืองพาราณสีแล้ว. ณ ที่นั้น เราบำเพ็ญปัญญา ไม่ระคนด้วยหมู่คณะ อยู่ในราชอุทยานอันไม่มี ผู้คนเกลื่อนกล่น และเงียบเสียง. พระราชาเสด็จมาประพาสสวน ทอดพระเนตรเห็นนางพราหมณี ก็เข้ามาถามเราว่า หญิงนั้นเป็นภริยาของท่าน หรือของใคร ? เราทูลตอบว่าไม่ใช่ภริยาของเรา เป็นเพียงผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน ถือคำสอนอย่างเดียวกัน. พระราชากำหนัดในนางพราหมณีนั้น รับสั่งให้จับและฉุดคร่านางไปโดยพลการ สู่ภายในนคร. เมื่อฉุดคร่านำนางไป ความโกรธได้เกิดขึ้นแก่เราแต่พร้อมกับความโกรธที่เกิดขึ้นนั้น เราระลึกขึ้นได้ถึงศีลและวัตร. ในขณะนั้นเอง เราข่มความโกรธได้ และไม่ยอมให้เกิดขึ้นมาได้อีก. เรารู้สึกตัวเราว่า แม้ใครจะทำร้ายนางพราหมณีด้วยหอกคมกล้า เราก็ไม่ทำลายศีลของเรา, เพราะเหตุเห็นแก่โพธิญาณ (มากกว่าเห็นแก่นางพราหมณี). แต่ใช่ว่า นางพราหมณีจะไม่เป็นที่รักของเราก็หาไม่ และใช่ว่าเราจะไม่มีกำลังวังชาก็หาไม่. สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เราจึงตามประคองศีลไว้. ครั้งมีพระชาติเป็นเจ้าชายยุธัญชยะ ๑ เมื่อเรามีชาติเป็นราชบุตรชื่อ ยุธัญชยะยิ่งด้วยยศ ได้เกิดความรู้สึกสลดต่อชีวิต ในขณะที่มองเห็นหยาดน้ำค้างในเวลาเช้า เหือดแห้งไปเพราะแสงแดด ________________________________ ๑. บาลี ยุธัญชยจริยา จริยา. ขุ. ๓๓/๕๗๙/๒๑.
หน้า 613 T 5.6.21
เป็นอุปมา. เรายึดเอาความรู้สึกนั้นเป็นอารมณ์อันแน่วแน่ ก็ยิ่งสลดสังเวช มากขึ้น, เข้าไปหาเจ้าแม่และเจ้าพ่อ ขออนุญาตออกบวช. เจ้าแม่และเจ้าพ่อ พร้อมด้วยชาวนครและชาวแคว้น เข้ามาอ้อนวอนเราขอให้คงอยู่ครอบครองแผ่นดินอันมั่งคั่งรุ่งเรือง. เราไม่เอาใจใส่ต่อเจ้าแม่เจ้าพ่อ พระญาติวงศ์ พร้อมทั้งชาวนครและชาวแคว้น, สลัดทิ้งไปแล้ว. เราสลัดราชสมบัติ ญาติ ข้าแผ่นดิน ยศ และสิ่งทั้งปวงไปอย่างไม่ลังเลเยื่อใย เพราะเหตุแห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้. ใช่ว่าเจ้าแม่เจ้าพ่อจะไม่เป็นที่รักของเราก็หาไม่ เราจะเกลียดยศก็หาไม่. สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักยิ่งของเรา ฉะนั้นเราจึงสลัดราชสมบัติเสีย. ที่สุดแห่งการท่องเที่ยวของพระองค์ ๑ เราเมื่อยังค้นไม่พบแสงสว่าง, มัวเสาะหานายช่าง ปลูกเรือน (คือตัณหาผู้ก่อสร้างเรือนคืออัตตภาพ) อยู่, ได้ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ กล่าวคือ ความเกิดแล้วเกิดอีกเป็น อเนกชาติ. ความเกิดเป็นทุกข์ร่ำไปทุกชาติ. แน่ะนายช่างผู้ปลูกสร้างเรือน ! เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว,เจ้าจักสร้างเรือนให้เราต่อไปอีก ไม่ได้, โครงเรือน (คือกิเลส ________________________________ ๑. พระวาจาเย้ยตัณหาซึ่งทรงเปล่งขึ้นทันที ในขณะที่ทรงรู้สึกพระองค์ว่าได้สิ้นตัณหาแล้ว. บาลี ธ. ขุ. ๒๕/๓๕/๒๑.
หน้า 614 T 5.6.21
ที่เหลือเป็นเชื้อเกิดใหม่) ของเจ้า เราหักเสียยับเยิน หมดแล้ว. ยอดเรือน (คืออวิชชา) เราขยี้เสียแล้ว, จิตของเราถึงความเป็นธรรมชาติ ที่อารมณ์จะยุแหย่ยั่วเย้าไม่ได้เสียแล้ว มันได้ลุถึงความหมดอยากทุกอย่าง. จบภาค ๖. _________________